ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

และเเล้วก็ถึงเวลา...จบ

ชื่อตอน : และเเล้วก็ถึงเวลา...จบ

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2562 01:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
และเเล้วก็ถึงเวลา...จบ
แบบอักษร

 “หมอค่ะ!!!” เรียกอีกครั้งเมื่อตนนั้นพยายามปรับความดันของคนเจ็บให้อยู่ในสภาวะปกติแต่ทว่ามันกลับทำได้ยาก แถมตอนนี้สัญญาณชีพจรของชายหนุ่มนั้นก็ใช่ว่าจะดีนักเพราะจากสภาวะการสูญเสียเลือดเกินปริมาณจึงทำให้วิกฤตขึ้นเป็นเท่าตัว และสิ่งที่ใครต่อใครไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อสัญญาณนั้นมันดัง... 

 “ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ดดดด!” 

 “เพล้ง!”  

เสียงสิ่งของล่วงกระทบพื้นเมื่อเขมมิกาที่เดินกระวนกระวายใจเกิดอาการหน้ามืดแล้วเซไปคลำโต๊ะคว้าเอาถาดใส่อุปกรณ์ที่วางอยู่หล่นกระจาย 

 “เขม! เป็นอะไรมั้ย” 

 “ไม่เป็นไรจ๊ะ” 

 “ดาว่าเขมไปนั่งดีกว่านะ คุณวินจะต้องปลอดภัย” เขมมิกาพยักหน้ารับก่อนที่ปานธิดาจะค่อยๆพาสาวเจ้าเดินไปนั่ง...แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้นั่งติดเก้าอี้ หมอจำนวนสองถึงสามคนต่างพากันกรูเข้าไปภายในห้องฉุกเฉินและทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียด เขมมิกาจึงไม่รีรอที่จะนั่งต่อไป เธอรีบพยุงตนเองขึ้นแล้วรีบเดินเข้าไปใกล้ที่หน้าประตูทันที พอดีกับเสียงของพยาบาลที่เร่งบอกหมอที่มาใหม่ถึงสถานการณ์ตอนนี้ 

 “คนเจ็บหยุดหายใจแล้วค่ะหมอ!”  

 “ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบด่วนเลย!” หมอที่พูดรีบเข้าไปข้างในอย่างเร็วไว เขมมิกาที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วเธอแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ หูตาลายไปหมด มันไม่จริงใช่มั้ย อัศวินจะตองปลอดภัยใช่มั้ย...เขาไม่เป็นอะไร...เขาต้องไม่เป็นอะไร... 

 “พะ...พี่วิน” สาวเจ้าทรุดลงไปที่พื้นพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลเอ่อออกมานองหน้า หัวใจบีบรัดราวกับว่ากำลังจะขาดใจ แม้ว่าเขาจะเคยทำร้ายเธอให้เจ็บมากแค่ไหนแต่ทว่าตอนนี้เขาแปรเปลี่ยนไปแล้ว เธอต้องการให้เขากลับมา...กลับมาหาเธอและลูก อีกครั้งเถอะนะ...ได้โปรดกลับมา... 

 “ขะ...ขอร้องเถอะ ฮึก! ฮือ!” เรี่ยวแรงที่เขมมิกาจะยืนยัดต่อมันแสนจะอ่อนล้าเต็มที่ 

 “เขม...” ทั้งปานธิดาและอัครินก็เฝ้าภาวนาไม่แพ้กัน  

 ภายในห้องผ่าตัดร่างของบุคคลที่นอนแน่นิ่งไร้สติทั้งตัวมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด รอบข้างมีแต่คนรุมล้อมเพราะต้องการจะยื้อชีวิตของเขาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ทว่าจู่ๆดวงตาที่เเห้งเหือดอยู่ก่อนหน้าตอนนี้ก็ปรากฏหยาดน้ำตาใสที่มันไหลเอ่อออกมาอย่างไร้สาเหตุ... 

 “ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ดดด!...”  

 

 10 เดือนต่อมา...  

 “มาทำไม” เสียงเรียบนิ่งถามผู้ที่มาใหม่ที่ตอนนี้กำลังนั่งกั้นกันด้วยกระจกเงาใสมีช่องพอให้ทั้งสองได้สนทนาระหว่างกันได้ 

 “เป็นอย่างไรบ้าง” 

 “ยังไม่ตาย ฉันสบายดี” แม้ว่าจิตใจตอนนี้มันจะอ่อนโยนลงมาบ้างแล้วแต่ทว่าจิตใจเธอมันละอายต่อการกระทำของตนเองจนเกินไป 

 “เลิกโทษตัวเองได้แล้วนะ ทุกเรื่องมันผ่านไปแล้ว” เขมมิกาพูดขึ้น แม้ว่าเธอเองก็ได้รับผลกระทบกับการกระทำนั้นแต่ทว่าเข้าว่ากันว่าคนล้มอย่าข้าม ดังนั้นเธอจะไม่ตอกย้ำให้วานิสาต้องรู้สึกผิด อยากให้สาวเจ้าคิดเปลี่ยนที่จะทำทุกอย่างให้มันดีขึ้นกว่าเก่า 

 “ฉันคงจะทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ถ้ามันไม่มีความอิจฉาริษยาทุกอย่างมันก็คงไม่จบแบบนี้ ฉันขอโทษนะ” วานิสาพูดอย่างตัดพ้อ 

 “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยกโทษให้คุณ คนเรามันย่อมมีกิเกสตัณหาด้วยกันทั้งนั้นอยู่ที่ว่าเราเลือกที่กระทำกับมันแบบไหนมากกว่านะคะ” มนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนมีสิ่งที่ต้องการ และความต้องการนี้มันก็เป็นเสมือนตัวกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่ต้องการจนบางครั้งเพราะความปรารถนามันมากจนเกินไปจนอาจจะทำให้เรากระทำในสิ่งที่ไม่ควรหรือพลั้งพลาดไปในทางที่ผิด... 

 “เพราะกิเกสฉันมันมากจนเกินไป ทำให้มันเหมือนกับฉันกลบฝังให้ตัวเองตายทั้งเป็น” 

 “คนเรามีได้ก็ต้องลดได้ค่ะ เพียงแค่คุณยอมรับแล้วเปิดรับสิ่งใหม่ๆที่มันกำลังจะตามเข้ามา แล้วเลือกที่จะเดินหน้าต่อ” 

 “ฉันขอโทษจริงๆ” นี่คือประโยชน์สุดท้ายที่วานิสาพูดออกมาก่อนที่ผู้คุมจะแจ้งเตือนเรื่องเวลาว่าหมดเวลาแล้วแต่ทว่ายามที่วานิสาจะเดินจากไปเขมมิกาก็ยังเอ่ยสิ่งหนึ่งไปให้เธอได้ยิน 

 “ฉันจะรอคุณนะคะ ฉันจะรอวันที่คุณจะมีความสุขจริงๆ” เขมมิกาส่งยิ้มหวานให้กับวานิสา หญิงสาวเองก็ยิ้มตอบกลับมาก่อนที่จะเดินหายไป... 

 

 ท่ามกลางหมู่มวลเมฆมากวิหคชมไม้ ดอกไม้ลิ่วลอยตามสายลมที่พัดให้หัวใจได้เย็นแล้วชุ่มช่ำปอด ร่างของหญิงสาวนางหนึ่งกำลังยืนชมธรรมชาติที่ห้อมล้อมอยู่รอบกายเธอ...พร้อมกับเด็กชายตัวน้อยวัยหกเดือนที่อยู่ในอ้อมกอดของสาวเจ้า 

 “ชอบที่นี่มั้ยลูก” เขมมิกาเอ่ยถามเด็กน้อยตาแป๋วที่กำลังส่งยิ้มหวานให้เธอ ที่ยามนี้กำลังถีบเท้าและมือน้อยๆไปมาอย่างถูกอกถูกใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้ 

 “ชอบล่ะสิ แม่ก็ชอบเหมือนกันครับ” เธอพูดคุยกับลูกน้อยในอ้อมแขน วันนี้ถือว่าเป็นวันครบรอบหกเดือนที่ลูกของเธอได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบกว้างแม้ว่าวันนี้ในอดีตมันจะเจ็บปวดแต่สุดท้ายแล้วเธอก็สุขใจ ความเจ็บมันแสนจะคุ้มค่าเสียเหลือเกิน 

 “มายืนทำอะไรตรงนี้กันครับ” อัครินที่เดินออกมาดูสองแม่ลูกที่ตอนนี้กำลังทอดมองธรรมชาติที่ร่ายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด ในแขนแกร่งของเขาตอนนี้ก็กำลังอุ้มเจ้าเด็กผู้หญิงตัวน้อยน่ารักน่าชังที่คล้ายว่าจะเพิ่งตื่นจากนิทรามาด้วยความงัวเงีย 

 “เห็นว่าอากาศข้างนอกน่าจะดีเลยพาเจ้าเวมาเดินเล่นรับลมสักหน่อยน่ะค่ะ” เด็กชายเวคิน วงศ์อัครกูลหรือเวเจ้าเว เด็กชายตัวน้อยวัยหกเดือนแสนน่ารักน่าชังที่ก็ไม่ต่างไปจากแฝดคนพี่ที่ยามนี้กำลังงัวเงียมือน้อยๆปัดป้ายไปที่ใบหน้าของตนเองน้อยๆอย่างน่าเอ็นดู 

 “ว่ายังไงคะ ตื่นแล้วเหรอเจ้าตัวแสบ” เขมมิกาหันมาเล่นกับลูกสาวอีกคนพร้อมกับมอบจุ๊บไปที่แก้มแดงระเรื่อหนึ่งฟอดใหญ่ๆ 

 “เพิ่งตื่นน่ะครับ แล้วนี่เจ้าตัวแสบคนน้องไม่คิดจะนอนเหมือนพี่เราบ้างหรือลูก” อัครินยื่นหน้าไปหาเวคินในขณะที่มือนั้นก็โอบประคองร่างของเด็กน้อยไว้อย่างเบามือ และหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน 

 “กล่อมเท่าไหร่ก็ไม่ยอมนอนสักทีค่ะ จนวารินนอนจนตื่นก็ไม่เห็นท่าทีว่าเจ้าเวจะง่วงเลย ดูสิคะเอาแต่ทำหน้าแป้นแล้นอยู่อย่างนี้” 

 “เห็นเจ้าเวก็นึกถึงพี่วินนะครับ” จู่ๆอัครินก็พูดถึงอัศวินขึ้นมา 

 “ไม่รู้นะคะว่าตอนนี้เขากำลังจะทำอะไรอยู่”  

 “ผมขอโทษนะคุณเขม” 

 “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เขมเริ่มจะชินแล้ว” 

 “เอาอย่างนี้มั้ย เดี๋ยวผมอาสาเป็นพ่อให้เอง” 

 “จะดีเหรอคะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” จู่ๆอัครินก็พูดขึ้นมาจนเธอแทบจะกลั้นขำไม่อยู่ 

 “ดีสิครับ” 

  

มาเเล้วจ้าาาา 

ดำเนินเรื่องมาใกล้จะจบเเล้วนะคะ  

ฝากรีดเม้นกันด้วยน้าาา ทุกอย่างใกล้จะเข้าทีเข้าทางเเล้วเน้อออ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น