แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 40

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 194

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2562 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 40
แบบอักษร

อดีตเด็กกำพร้าชาวเมืองฝอซานลุกพรวดพราดขึ้นจากที่นอน อากาศยังหนาวจัดเหมือนเมื่อช่วงหัวค่ำ ทว่าตัวเธอกลับร้อนรุ่มไปทั้งกายใจ สาวน้อยยกมือลูบหน้าตนเองเพื่อให้แน่ใจว่าตนมิได้จมอยู่ในภวังค์ฝันเยี่ยงเมื่อครู่ที่ผ่านมา ก่อนขยี้ตาแรงๆแล้วทอดสายตาไปรอบห้องนอนอันคับแคบซึ่งมีหน้าตาเหมือนโกดังเก็บของ

“มันเป็นแค่ความฝัน...” เหล่ฟั้นท่องย้ำอย่างไม่ปักใจเชื่อเรื่องชาติกำเนิดตนที่เพิ่งเห็นกับตา “...ความฝันไม่ใช่ความจริงสักหน่อย” มือข้างหนึ่งของเธอยังกุมสร้อยคอที่ซิสเตอร์กวานมอบให้เป็นของดูต่างหน้า ชั่วลมหายใจหนึ่ง จิตใต้สำนึกพลันโต้แย้งว่าถ้าหากความฝันไม่มีเค้าความจริง แล้วนิมิตฝันที่ซิสเตอร์กวานมักปรากฏตัวพร้อมทำนายทายทักอนาคตอันใกล้ได้อย่างแม่นยำนั่นคืออะไรกันแน่ 

“ตัวเราเป็นใครกันแน่นะ” เธออดถามตัวเองไม่ไหว ทั้งที่รู้ว่าไม่มีคำเฉลย 

สาวใช้ถอนหายใจลึกๆด้วยความระทึกขวัญ แล้วจึงเอนกายลงนอนท่ามกลางบรรยากาศอันวิเวกวังเวงของคืนเดือนแรม 

 

สายลมวูบใหญ่เคลื่อนตัวผ่านไปแล้วเมื่อไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา หากฝุ่นละอองที่ลมวูบนั้นพัดพามาด้วยยังปรอยโปรยอยู่ประปราย นายหญิงแห่งตระกูลหมั่นป้ายตาขับไล่ผงฝุ่นที่พัดแยงตาตน ขณะที่ในหัวเต็มไปด้วยความสับสนงงงัน หล่อนพยายามนึกแล้วนึกอีกว่าตนมาอยู่ที่ตรงนี้ได้อย่างไร แต่ก็ปราศจากซึ่งคำตอบใดๆจากความทรงจำ

ฝุ่นฝอยบางตาลง เผยให้เห็นร่างสูงของชายชรายืนประจำการข้างรถของครอบครัว สีหน้าของแกนิ่งขรึม จึงยากจะคาดเดาอารมณ์ได้ถูก 

“อาหว่อง” น้ำเสียงของหล่อนมีร่องรอยของความยินดี “แกมาถึงนี่ก็ดีแล้ว เร็วเข้า รีบพาฉันไปจากที่นี่สักทีสิ” 

หว่องแหงนหน้าที่ราบเรียบไร้อารมณ์ขึ้นโดยไม่ทำตามคำสั่ง 

“ฉันพูดนี่แกไม่ใส่ใจฟังฉันเลยหรือไงฮึ” หยิงโถวตวาดแหว 

“คุณท่านมีคำสั่งให้กระผมพาคุณนายไปหา” คนขับรถเฒ่าแจ้งเจตจำนงเหมือนไม่ได้ยินที่อีกฝ่ายพูด และเร็วกว่าที่หล่อนจะทันได้ตั้งสติ คนพูดก็ขมีขมันลากตัวหล่อนขึ้นนั่งบนรถด้วยอากัปกิริยาประหนึ่งพัศดีควบคุมผู้ต้องกักขัง โดยไม่ได้นำพาต่อเล็บแหลมที่ทั้งหยิกและข่วน หรือเสียงร้องแว้ดๆที่หล่อนตวาดนับครั้งไม่ได้ 

"ปล่อยฉัน แกจะพาฉันไปไหน” 

สารถีจอดรถหน้าบ้านที่ภายนอกทาสีเหลืองข้าวโพดทั้งหลัง ด้านบนมีป้ายภาษาจีนเขียนชื่อสกุลเจ้าผู้ครองบ้านใหญ่หลังนี้อย่างเด่นชัด ตัวตึกยืนทะมึนท่ามกลางม่านควันให้ความรู้สึกขนลุกขนชันถนัดใจ ซึ่งเพียงย่างก้าวแรกที่หญิงสาวเหยียบลงบนพื้นถนน สัมผัสบางประการก็บ่งบอกว่าหล่อนไม่ควรเข้าไปเป็นอันขาด 

“คุณท่านเร่งให้ผมพาคุณนายเข้าไป” เสียงเยียบเย็นของอาหว่องไม่ได้ฟังเหมือนคำบอกกล่าวธรรมดา หากค่อนไปทางขู่กรรโชก 

หล่อนถอยเท้าตั้งท่าจะวิ่งหนี ไม่วายที่ผู้ชราจะขืนตัวหล่อนไว้ 

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น แกทำมากไปแล้วนะ ไอ้แก่” หยิงโถวดิ้นรน “ฉันเป็นเจ้านายแก แกกล้าดียังไงมาขัดคำสั่งฉัน ไอ้แก่กะโหลกกะลา”    

"กระผมรับฟังแต่คำสั่งของคนตระกูลหมั่นอย่างคุณท่าน ไม่ได้รับคำสั่งของสะใภ้นอกคอกที่คิดไม่ซื่ออย่างคุณนาย” คำตอบนั้นทำเอาหล่อนใจร่วงไปอยู่ตาตุ่ม 

อาหว่องผลักคุณนายล้มลงแทบเท้าคุณท่านที่ยืนหันหลัง สีหน้าบึ้งตึงเหมือนคนอยู่ในอาการโกรธจัดจนต้องสะกดกลั้นโทสะตัวเองให้คงที่ 

“หยิงโถว” ช่งจีหันมาเผชิญหน้า “นานแค่ไหนแล้วที่เธอทำแบบนี้” 

“ทำอะไรคะที่รัก ฉันไม่รู้ว่าคุณพูดถึงอะไร” หล่อนแก้ตัว 

“อย่ามาเรียกฉันด้วยคำนั้นอีก” สามีกระชากเสียง “ฉันถามว่านานแค่ไหนแล้วที่เธอเอาใจออกหากจากฉัน ไปคบชู้ไอ้ฝรั่งมังค่านั่น” 

“ช่งจี...คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง...” หยิงโถวเสียงสั่น กลัวจนหน้าถอดสี 

ในอารามตระหนกนั้น หล่อนเห็นอาหว่องแอบยิ้มเยาะอยู่ข้างหลัง 

“นังแพศยา” ไวพร้อมกับคำด่านั้น ช่งจีก็ถลันเข้าหาหล่อน อุ้งมือที่อวบใหญ่และแข็งแรงของเขาพุ่งเข้ารัดลำคอ ก่อนจะบีบเค้นเต็มแรงเกิด 

ภรรยาตะเกียกตะกายเอาตัวรอด กดนัยน์ตาซึ่งเหลือกโพลงให้มองดูสามีที่กำลังคลุ้มคลั่ง มาดหมายจะเอาชีวิตหล่อนเพื่อชำระแค้นที่ถูกสวมเขา หล่อนสาบานได้ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆก็คงไม่มีแม้สักขณะหนึ่งที่ลืมเลือนใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของสามีในชั่วอึดใจนั้น กล้ามเนื้อทุกมัดบนหน้าตรึงแน่นจนบูดเบี้ยว ผิวกายเขาแดงเถือกด้วยโลหิตที่ฉีดซ่าน ดวงตาวาววาม แยกเขี้ยว ส่งเสียงคำรามเฉกเช่นสัตว์เดียรัจฉานดุร้ายซึ่งกำลังถูกความบ้าระห่ำเข้าครอบงำ 

“เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์ชุบเลี้ยง เชิดชู ให้ความรักความเมตตาเธอมา นี่คือสิ่งที่เธอตอบแทนฉันอย่างนั้นเหรอ” หนุ่มใหญ่ตะคั้นตะคอก ออกแรงเพิ่มอีก 

“ฉันขอโทษ...ไว้ชีวิต...ฉันด้วย” คำขอโทษหลุดออกมาในจิตสุดท้าย สติสัมปชัญญะพร่าเลือนลงทุกขณะ หล่อนมองเห็นความตายเบื้องหน้ารำไร 

“เก็บคำขอโทษสั่วๆของเธอไปพูดกับยมบาลในนรกเถอะ!” 

 

หมั่น ซน หยิงโถว ผวาตื่นกลางดึกและพบตัวเองอยู่บนเตียงภายในห้องชุดริมทะเล เนื้อตัวของหล่อนเปลือยเปล่า ไม่มีอาภรณ์ใดห่มหุ้ม หล่อนพลิกตัวโอบร่างชายที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างกายอย่างจะให้แน่ใจว่าไม่ใช่ชายคนเดียวกับที่ตามเอาชีวิตหล่อนในความฝันอันสยดสยองนั้น และหล่อนก็ค่อยโล่งใจได้ เพราะร่างกายของผู้ชายคนนั้นเต็มแน่นด้วยกล้ามเนื้อของคนวัยหนุ่ม หาใช่ร่างที่อ้วนเผละของชายวัยกลางคน

ภริยาสมาชิกสภาบริหารคว้าเสื้อนอนมาสวมอย่างลุกลี้ลุกลน แรงสั่นสะเทือนและเสียงหอบหายใจฮักๆนั้นส่งผลให้ชายชู้พลันตื่นตาม 

“คุณเป็นอะไรหรือครับ” เจ้าของห้องโพล่งถามด้วยความตกใจ 

“โอ้ สแตนลีย์” หล่อนโผเข้ากอด “ช่งจี...ช่งจี...เขาจะฆ่าฉัน” 

“เขาจะฆ่าคุณตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณบอกผมเองว่าเขาไปค้างคืนที่บ้านตากอากาศบนเกาะลานเถ่า คุณเลยมาหาผมที่นี่ได้” เขาพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว 

“ฉันฝันร้ายค่ะ มันเป็นฝันร้าย” ฝ่ายหญิงงึมงำ “เป็นฝันร้ายที่ฉันไม่เคยตื่นจากมัน มันตามหลอกหลอนฉันทั้งยามหลับและยามตื่น” 

“ผมเห็นใจคุณ ที่รัก” หนุ่มตาน้ำข้าวกระชับกอดแน่น 

หยิงโถวซบหน้าลงบนบ่าของสแตนลีย์ที่ซึ่งหล่อนเห็นเป็นที่พักพิงอันอบอุ่น เสมือนที่คุ้มภัยอันแน่นหนา ซึ่งจะไม่มีภยันตรายใดมากล้ำกรายหล่อนได้ ตราบเท่าที่หล่อนยังอยู่ตรงนี้ ในระหว่างเดียวกัน เขาก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจความออเซาะของหล่อน หรือหยาดน้ำตาหล่อนที่รื่นรื้นร่างกายส่วนบนของเขาเลยแม้สักน้อยนิด 

คู่สมรสของช่งจีคลายอ้อมกอดชู้รักคล้ายเพิ่งคิดบางสิ่งได้ 

“สแตนลีย์คะ ฉันตัดสินใจได้แล้ว”  

“ตัดสินใจเรื่องอะไรหรือ”  

"เรื่องเกี่ยวกับช่งจีที่คุณเปรยอยู่เรื่อยๆ” หยิงโถวเฉลยความต้องการในใจ “ฉันจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาอีกแล้ว” 

“คุณคิดดีแล้วหรือ” สแตนลีย์ขยับตัวจะค้าน แต่ครั้นเห็นประกายตาที่แน่วนิ่งอย่างคนที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างเฉียบขาดมาแล้ว เขาจึงพยักหน้าอย่างจำยอม และพลอยเห็นดีเห็นงามตามความคิดของหล่อนนับแต่บัดนั้น 

 

ราวหนึ่งเดือนให้หลัง ณ สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกในดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ เหล่าคณาจารย์และนิสิตที่ตั้งแถวเรียงรายไปตามแนวบันไดอันโอ่อ่าของอาคารประธานทรงเอ็ดเวอร์เดียนบาโรค โค้งคำนับแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้ง ขณะที่รองอธิการบดีนำท่านสมาชิกสภาและคณะผู้ติดตามออกสู่ภายนอกที่ร่มรื่นด้วยพฤกษชาติ

“ขอให้ทุกท่านยึดถือคุณความดีควบคู่ไปกับสติปัญญา ดังเช่นคำขวัญ ‘ความรู้คู่คุณธรรม’ ของมหาวิทยาลัยด้วยเทอญ” ผู้ทรงเกียรติให้โอวาททิ้งท้าย ก่อนโค้งกายแสดงความเคารพตอบท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราว 

“ขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับทุนบริจาคและคำปาฐกถาสุดพิเศษในวันนี้นะครับ ท่านสมาชิกสภาหมั่น” รองอธิการบดีกล่าวระหว่างเดินผ่านสวนหย่อม 

“ด้วยความยินดีครับ เป็นแต่ผมว่าทั้งหมดนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” บุคคลทางการเมืองเปรย “เมื่อแรกก่อตั้งในทศวรรษ 1910 มหาวิทยาลัยฮ่องกงขาดซึ่งความพร้อมหลายๆด้าน คนมีฐานะจึงเลือกส่งลูกหลานข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาต่อที่เมืองแม่มากกว่าจะร่ำเรียนวิชาจากที่นี่ แต่เป็นที่เหลือเชื่อว่าเพียงชั่วครึ่งศตวรรษผ่านไป มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะก้าวไกลอย่างที่เห็นอยู่ ผมจึงเห็นสมควรที่จะร่วมออกทุนสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาเพื่อชาวฮ่องกงเจริญยิ่งๆขึ้นไป” 

“นับเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่ง” เจ้าภาพเยินยอ “เมื่อสักครู่ตอนที่ท่านบรรยายอยู่ ได้ยินว่าลูกชายท่านกำลังจะสำเร็จชั้นไฮสกูลหรือครับ”  

“ครับ ปีนี้ปีสุดท้ายแล้ว”  

“คิดหาที่เรียนต่อแล้วหรือยัง” รองอธิการบดีเอ่ยอย่างชวนคุย 

“น้ำใสใจจริงผมอยากให้เขาเรียนด้านรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง ไม่ก็บริหารรัฐกิจ” ช่งจีปรารภ “เสียแต่ว่าที่นี่ยังไม่เปิดสอนสาขาพวกนั้น มีแต่คณะศิลปศาสตร์ที่พอทำเนากันได้ เลยจะให้เขาเรียนศิลปศาสตร์แทน” 

“ท่านกล่าวเหมือนเอามหาวิทยาลัยของเราเป็นตัวตั้ง” 

“แน่นอนครับ ศาสตราจารย์” บิดาของไหว่เชิงพยักหน้ารับ 

“ส่วนตัวผมไม่สู้จะเห็นด้วยกับการยึดมั่นในชื่อสถาบันมากกว่าวิชาความรู้นัก” ศาสตราจารย์โต้แย้ง “ท่านน่าจะส่งเขาไปเรียนเมืองนอกเมืองนาอย่างที่ท่านเคยไปมากกว่า เขาจะได้มีความรู้ตรงตามสาขาที่ท่านต้องการ” 

“สมัยก่อนกับสมัยนี้ย่อมผิดกัน” ช่งจีเงยหน้ามองหอนาฬิกาบนยอดอาคารประธานอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ด้วยท่าทางที่มาดหมาย ตอนผมอายุเท่าเขา การศึกษาของฮ่องกงยังไม่เพียบพร้อมเหมือนเดี๋ยวนี้ ผมจึงจำใจต้องไปแสวงหาความรู้จากต่างแดน ซึ่งถ้าหากผมเลือกได้ ผมก็อยากจะเรียนอยู่ที่นี่เพื่อจะได้ซึมซับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่ฮ่องกงเป็นจริงๆ”  

ประมุขสกุลหมั่นพูดพลางมองตาศาสตราจารย์วัยใกล้เคียงกัน 

“หากไปเรียนเมืองนอก ถึงได้รับความรู้ที่ตรงสาขา แต่สิ่งที่เขาจะขาดไปก็คือความรักและความเข้าใจต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยนี้จึงตอบโจทย์ของผมที่สุด ผมวางแผนให้ลูกชายดังนี้ เพื่อที่ในวันข้างหน้า เขาจะได้สืบสานเจตนารมณ์ในการพัฒนาฮ่องกงของผมต่อไป” 

“ท่านสมาชิกสภาคงรักฮ่องกงน่าดู น้ำเสียงของท่านมันฟ้องอย่างนั้น” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮ่องกงดักคอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

“ถูกต้องที่สุด” นักการเมืองใหญ่ยิ้มตอบ “ก็ตระกูลของผมอาศัยอยู่ที่นี่มาแต่โบราณนานมา จะไม่ให้ผมรักและผูกพันได้อย่างไรครับ” 

 

รองอธิการบดีพร้อมทั้งคณาจารย์บางส่วนตามมาส่งสมาชิกสภาบริหารถึงรถยนต์ส่วนตัวที่คนขับชราจอดรอไว้ริมถนนปอกฝู่หล่ำด้านหน้ามหาวิทยาลัย

“รักษาตัวด้วยนะครับ ท่านสมาชิกสภาหมั่น” ศาสตราจารย์อำลาด้วยกิริยาที่อ่อนน้อมถ่อมตน “หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปีการศึกษาหน้า ทางเราจะมีโอกาสได้ต้อนรับนิสิตใหม่ชื่อ หมั่น ไหว่เชิง นะครับ”     

“แล้วพบกันใหม่เช่นกันครับ ศาสตราจารย์” นายทุนใหญ่ผู้บริจาคสมทบทุนพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยกล่าวด้วยลักษณะน้ำเสียงที่ไม่ต่างกัน ระหว่างที่รถเคลื่อนที่ออกไปช้าๆ และทิ้งภาพมหาวิทยาลัยบนเชิงเขาไว้ข้างหลัง 

หนุ่มใหญ่คลายเนกไทที่ผูกปมแน่นพร้อมกับเอนหลังพิงเบาะไล่ความเมื่อยล้า พอดีกับจังหวะที่รถเลี้ยวโค้งเลาะลัดไปตามแนวผาสูงชัน เขาเมิลมองผืนน้ำทะเลสีครามที่ทอดกว้างออกไปเกินระยะสายตาจะกวาดดูได้ทั่วถึง และรู้สึกสะท้อนในอกเมื่อนึกถึงสตรีวัยแรกรุ่นซึ่งเขาพามาอยู่กินฉันสามีภรรยาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว...หญิงสาวผู้นั้นรักทะเลยิ่งกว่าทิวทัศน์ใดทั้งสิ้น หล่อนมักรบเร้าให้เขาพาไปบ้านพักตากอากาศเพื่อกินลมชมวิว จะทวงถามทุกทีที่เขายังไม่ให้คำตอบ และจะพิร่ำรำพันไม่รู้จักจบสิ้นเมื่อเขาเบี้ยวนัด ไม่พาหล่อนไปเที่ยวทะเลตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ 

หมั่น ช่งจี คว่ำนิ้วดูแหวนกลมเกลี้ยงที่หล่อนเคยซื้อให้เป็นของขวัญครบรอบวันแต่งงานเมื่อครั้งเพิ่งเชิดชูกันได้ไม่นาน พลางตั้งคำถามในใจว่าตัวตนภรรยาสาวผู้น่ารักน่าชังเหมือนลูกแมวขี้ประจบคนนั้นหายไปไหนหมด เหลือไว้แต่ภรรยาคนที่เจ้าอารมณ์ โมโหร้าย มิหนำซ้ำยังเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่หนึ่งดังเช่นทุกวันนี้ 

แต่ไม่ว่าตัวตนของหล่อนจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไร ความรักที่เขามีต่อหล่อนก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย...นี่คือความจริงที่เขาแน่ใจที่สุด 

วันคล้ายวันสมรสของเขากับหล่อนกำลังจะมาถึงในไม่ถึงสัปดาห์ข้างหน้า เขาเพิ่งนึกได้ และคิดต่อไปว่าเขาควรจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อการนี้ 

“อาหว่อง” ชายวัยกลางคนออกคำสั่ง “แวะย่านเซ็นทรัลให้ฉันที” 

 

รถเก๋งคันใหญ่แล่นไปบนภูมิประเทศซึ่งเป็นหุบเขาสลับกับหน้าผาสูงชันของเขตปอกฝู่หล่ำบนเกาะฮ่องกง หนุ่มใหญ่ผลิยิ้มให้ความคิดดังกล่าว ตาทั้งสองวาดผ่านผืนป่าซึ่งต้นหมากรากไม้ขึ้นปกคลุมหนาด้วยความประเทืองอารมณ์

แม้ว่าหนทางจะยังอีกยาวไกลกว่าจะไปถึงร้านเครื่องประดับที่ตนเคยอุดหนุนมาแต่เก่าก่อน ทว่าสมองของช่งจีกลับวนเวียนอยู่ในร้านนั้นนานแล้ว เขามองเห็นเพชรนิลจินดาหลากหลายประเภทที่แพรวพราวอยู่ในตู้กระจก เลือกสรรว่าแบบใดที่หยิงโถวจะชอบที่สุด และจินตนาการถึงสีหน้าแววตาของหล่อนยามเมื่อเขาแง้มกล่องกำมะหยี่ อวดโฉมอัญมณีให้หล่อนยล มันคงเป็นวันครบรอบที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ล่วงมาซึ่งเขาและหล่อนมีแต่เหตุให้ขึ้งเคียดขุ่นมัวต่อกันเช่นนี้ 

และทันใดนั้นเอง โศกนาฏกรรมซึ่งไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น 

เสียงปืนที่ดังขึ้นหนึ่งนัดทำลายบรรยากาศมโนรมย์ลงเฉียบพลัน หนุ่มใหญ่สะดุ้งสุดตัวทันทีที่พบว่าศีรษะของชายชราที่นั่งหลังพวงมาลัยถูกกระสุนปริศนาเจาะเข้าอย่างจังเรียกเลือดสีแดงฉานพวยพุ่ง อาหว่องฟุบลงส่งผลให้รถเสียการทรงตัว รถยนต์ซึ่งไร้ผู้บังคับทางหลุดวงโค้ง มันลื่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วเกินอัตรา ก่อนที่จะพุ่งไถลลงสู่หุบเหวด้านล่างในชั่วลัดนิ้วมือเดียว 

และกระแทกเข้ากับโขดหินข้างล่างแรงเสียจนทั้งคันบุบบี้ไม่เหลือชิ้นดี!  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น