หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 แ ม ว อั ป ลั ก ษ ณ์ (1)

ชื่อตอน : บทที่ 2 แ ม ว อั ป ลั ก ษ ณ์ (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 372

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2562 16:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 แ ม ว อั ป ลั ก ษ ณ์ (1)
แบบอักษร

 

มาอัปต่อแล้วค่าาา รอได้ปกก่อน แล้วจะมาเปิดจองน้าาา 

ขอบคุณที่ติดตามค่าา 

 

 

 

บุรุษผู้นั้นลุกขึ้นยืน ภายใต้แสงจันทร์กระจ่าง เขาสวมอาภรณ์สีม่วง คาดเอวด้วยเข็มขัดหยก สวมรองเท้าหนังแกะราคาแพง ลักษณะเช่นนี้มิใช่ชาวบ้านธรรมดา ทั้งยังมิใช่พ่อค้าคหบดีแต่อย่างใด แต่น่าจะเป็นขุนนางระดับสูงไม่ก็พระญาติสักคนหนึ่งของฮ่องเต้เป็นแน่ หลี่จิวฮวาเลื่อนสายตาขึ้นไป ใบหน้าที่ปรากฏในความสลัวราง แม้เห็นเพียงรูปเงาก็สามารถบอกได้ว่าเป็นใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ คิ้วหนาเด่นชัด จมูกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย ดวงตาดำจัดวาววาม ริมฝีปากหยักโค้งได้รูป แนวกรามแข็งแกร่งให้ความรู้สึกถึงเสน่ห์แห่งบุรุษเพศ 

แม้ตอนแรกหลี่จิวฮวาไม่ตั้งใจจะมอง แต่พอมองแล้วกลับละสายตาจากไปไม่ได้ ดวงตาของนางจึงจดจ่ออยู่ที่เขา กระทั่งดวงตาคมดุและเยือกเย็นดั่งมีดน้ำแข็งมองตอบ นางพลันสะดุ้งราวกับถูกคมมีดกรีดลงบนผิวกาย 

หลี่จิวฮวาเบือนสายตาหลบ แสร้งมองไปทางอื่น เจ้าม้าตัวปัญหาส่งเสียงฟืดฟาดเบาๆ บุรุษที่ช่วยปราบพยศมันยืนจับบังเหียนของมันไว้ ในขณะที่เจ้าของม้าเพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง ยกมือประสานขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ นางโบกมือไม่ถือสาหาความ ทั้งคนทั้งม้าเดินจากไปเงียบๆ  

นางยังนั่งอยู่กับพื้น ส่วนเขายืนห่างจากนางเพียงเอื้อมมือถึง 

นางหลุบสายตาครุ่นคิด คนผู้นี้เอาตัวมารับนางไว้เพื่อช่วยนางใช่หรือไม่ นางควรพูดขอบคุณ หรือ... 

“ของเจ้า” ไม่ทันได้กล่าวคำใด หลี่จิวฮวาผงะถอยเมื่อเขายื่นกระบี่มาตรงหน้า นางกล่าวขอบคุณ รับกระบี่ไว้ ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นยืน เขาก็หยิบป้ายหยกของนางมาให้อีก 

ใช่เพียงแค่ยื่นส่ง ยังคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้านาง 

ทั้งที่หลี่จิวฮวารับป้ายหยกคืนมาแล้ว เขาก็ยังมองหน้านาง 

ตาสบตา ไม่มีคำพูดใด เขาเพียงจ้องนาง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย 

“ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ” ความจริงหลี่จิวฮวาพูดขอบคุณไปแล้วสองครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม นางเพียงพูดออกไปอีกครั้งเพราะถูกสายตาดำจัดและลึกลับของเขาบีบบังคับ “เสี่ยวฮวาจะจดจำท่านไว้ วันหน้าคงมีโอกาสได้ตอบแทน”  

มุมปากของเขายกขึ้น หากไม่สังเกตย่อมไม่มีวันมองเห็น 

เขายิ้มหรือ...หลี่จิวฮวาหรี่ตาลงแล้วส่ายหน้า นี่คงไม่เรียกว่ายิ้ม เป็นเพียงขยับปากอย่างไม่ตั้งใจกระมัง 

ผู้มีพระคุณลุกขึ้นยืนในที่สุด ดั่งภูเขาที่ทับถมอยู่บนอกสลายไป นางหายใจคล่องขึ้น อากาศอุ่นร้อนเมื่อครู่กลับมาเยือกเย็นอีกครา 

ดึกมากแล้ว เปลือกตานางกำลังจะปิด เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน จะฝืนทนความง่วงได้อย่างไร ยามนี้คงต้องรีบหาโรงเตี๊ยมเทียนอี้ให้พบเสียก่อน 

นางลุกขึ้นยืน เท้าข้างขวายันพื้น ตามด้วยเท้าซ้าย 

“โอ๊ย” นางอุทาน รู้สึกเสียวแปลบตรงข้อเท้า ไม่รู้ว่าตอนล้มเท้าข้างนี้ไปกระแทกโดนอะไรหรือไม่ ข้อเท้าพลิกหรือ? นางถามตัวเองหน้าซีดเซียว ไม่ได้กลัวความเจ็บ แต่กลัวว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ 

เดิมทีนางเป็นศิษย์ไม่เอาไหนอยู่แล้ว หากภารกิจง่ายๆ เช่นนี้ยังทำไม่สำเร็จ นางก็ไม่สมควรเป็นศิษย์สำนักหลิงซาน ทั้งยังไปสมควรเป็นคุณหนูสามตระกูลหลี่อีกด้วย!  

หลี่จิวฮวาทอดถอนใจ คุกเข่าข้างขวา แล้วใช้มือจับๆ แตะๆ ตรงข้อเท้าซ้าย...ไม่บวม ไม่มีบาดแผล คงไม่ได้บาดเจ็บมากมายกระมัง นางลองขยับเท้า ความเจ็บทำให้ต้องนิ่วหน้า แม้เจ็บไม่มาก แต่คงเดินลำบาก 

ย่ามสัมภาระตกอยู่ข้างลำตัว นางหยิบมาล้วงหาผ้าพันแผล เมื่อได้แล้วจึงนำมาพันรอบข้อเท้าของตนเอง พันให้แน่นๆ ไว้ก่อน ตั้งใจว่าเช้าวันพรุ่งค่อยไปโรงหมอ 

หลี่จิวฮวาพันไปได้รอบเดียว กลับมีมือหนึ่งมาแย่งทำแทน 

มือใหญ่หยาบมีเส้นเอ็นและเส้นเลือดเด่นชัด ยังมีรอยแผลเป็นประปราย บ่งบอกว่าชีวิตที่ผ่านมามิได้สุขสบายนัก ผิดกับที่นางคาดคิด หากเป็นเชื้อพระวงศ์หรือลูกขุนนาง มือของเขาน่าจะงดงามกว่านี้ 

เขาใช้มือแตะเบาๆ บนข้อเท้า ออกแรงบิดเล็กน้อย หลี่จิวฮวาสะดุ้งเฮือก กัดฟันทำหน้าเหยเก 

“ลองขยับดู”  

นางทำตามคำแนะนำของเขา ขยับครั้งแรก ยังเจ็บอยู่แต่เบามากแล้ว ครั้งที่สองขยับได้คล่องขึ้น เหลือความเจ็บเพียงน้อยนิด 

“พันแบบนี้ไปก่อน วันพรุ่งค่อยไปให้หมอดู”  

เขาก้มหน้าพันผ้าผืนนั้นรอบข้อเท้าของนางอย่างตั้งใจ 

หลี่จิวฮวาใช่ว่าไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ บรรดาศิษย์พี่ของนางก็ดูแลนางเช่นนี้ อาจจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ตลอดชีวิต ตั้งแต่จำความได้ นางได้รับการปฏิบัติเสมือนไข่ในหิน บางครั้งยังพ่วงด้วยความสงสารเวทนา เด็กน้อยมีคำสาปติดตัวแต่กำเนิด ผู้ใดเล่าจะไม่รู้สึกรู้สากับชะตากรรมอันน่าเศร้านี้ 

แต่กับคนผู้นี้ คงเพราะไม่คุ้นเคย นางจึงรู้สึกตื่นเต้น อึดอัดและขัดเขิน 

นางก้มหน้ามองเขา เขาเอียงซ้ายนางเอียงตาม เขาหันขวานางหันตาม เห็นเลือดยังไหลออกทางจมูก กระตุ้นความรู้สึกผิดในใจ หลี่จิวฮวาสอดมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมา มือเล็กๆ สั่นระริก ค่อยๆ ยื่นไปข้างหน้า แตะลงบนปลายจมูกของเขา 

เขาชะงักงัน นางหยุดหายใจ 

ราวกับโลกหยุดหมุน นางกับเขาตัวแข็งอยู่ในท่านั้น 

สักพักหนึ่ง เขาจึงเป็นฝ่ายขยับกาย จับมืออูมๆ ของนาง ดันออกอย่างไม่ลังเล 

“ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าจะเปื้อนเสียเปล่าๆ”  

เขาก้มหน้าพันข้อเท้าให้นางต่อ เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงเงยหน้าสบตา ถามคำถามหนึ่ง 

“เจ้ามาจากเขาหลิงซานใช่หรือไม่”  

หลี่จิวฮวานิ่งคิด ก่อนพยักหน้าบอกไปตามความจริง 

“เคยเห็นแมวไหม”  

นางถึงกับกลั้นใจ พยายามไม่เบิกตาโต ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติยิ่ง 

“มะ...แมว?”  

“อืม…แมวสีเทา”  

ดั่งมีอะไรแหลมๆ มาแทงกลางอก ฉึก! ลมยามดึกเย็นยะเยือกแต่หลี่จิวฮวากลับเหงื่อไหลซึม 

“ท่าน...ทำไมถึงต้องตามหามัน” นางเพ่งมองคาดคั้นเอาคำตอบ หากที่ได้รับกลับมาคือสีหน้าเรียบเฉย แววตาหนักแน่น กับยิ้มมุมปากที่คาดเดาไม่ได้ว่าหมายความว่าอะไร 

“เจ้าเพียงบอกว่าเห็นหรือไม่ เรื่องอื่นไยต้องใส่ใจ”  

“หากท่านคิดฆ่ามันเล่า บอกออกไปแล้วใช่มีบาปกรรมติดตัว”  

“เจ้าไม่ใช่คนฆ่า จะกลัวบาปกรรมไปไย”  

“ชี้ทางให้ท่านก็เท่ากับสมรู้ร่วมคิดนั่นแหละ”  

แว่วเสียงหัวเราะแผ่วเบา ฟังเผินๆ เหมือนคนอารมณ์เริงรื่น หากฟังดีๆ จะเข้าใจว่าเสียงหัวเราะนี้คือความสงบก่อนคลื่นโทสะจะโถมแรง 

“ตกลงเจ้าเคยเห็นแมวตัวนั้นใช่หรือไม่”  

“แมวเทามีตั้งหลายตัว ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านตามหาแมวตัวไหน”  

“ข้าเคยพบมันเมื่อสามปีก่อน”  

สามปีก่อน หลี่จิวฮวาคิดตาม ก่อนดวงตาดั่งผลเมล็ดซิ่งจะเบิกกว้าง นางกัดริมฝีปาก มองจ้องคนตรงหน้าอย่างละเอียดลออกว่าเดิม หรือจะเป็น...คนผู้นั้น ชายผู้ถูกพิษและใกล้ตาย 

ยิ่งมอง นางยิ่งมั่นใจ 

ยิ่งมั่นใจ นางยิ่งเตรียมตัว 

หลี่จิวฮวากอดย่ามแนบอก มืออีกข้างกำกระบี่แน่น ลองขยับเท้า...ไม่ค่อยเจ็บแล้ว น่าจะวิ่งได้เร็ว หวังเพียงเขาจะวิ่งช้ากว่านางเท่านั้น 

“จำได้เลาๆ ว่ามันตัวประมาณนี้...” เขาว่าพลางทำไม้ทำมือประกอบ “อ้วนๆ กลมๆ ขนพันกันยุ่งเหยิง หน้าตาย่นยู่ ขาสั้น...”  

เขาคงมีคำสาธยายเจ้าแมวตัวนั้นอีกมากมาย แต่นางไม่อาจทนฟังความอัปลักษณ์ของตนเองได้ ลุกพรวดพราดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ใช้มือปัดเนื้อปัดตัวสองสามครั้ง พลางส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง 

“ไม่เห็น ข้าไม่เคยเห็นแมวตัวนั้นมาก่อน ท่านคงต้องลำบากหาด้วยตัวเองแล้ว” นางโปรยยิ้ม ยกมือประสานแล้วเดินลิ่วจากมา 

แผ่นหลังร้อนวาบๆ มันคงถูกแผดเผาจากสายตาดุๆ นั่น 

เอาเถิด...ถือว่าหายกัน 

เขาเป็นหนี้บุญคุณนาง นางเป็นหนี้บุญคุณเขา นับจากนี้ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก 

หลี่จิวฮวาได้แต่ภาวนา ขอให้เขาเลิกตามหาแมวตัวนั้น และลืมมันไปตลอดกาล 

ความคิดเห็น