Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 29 : หัวใจบอบช้ำ

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 29 : หัวใจบอบช้ำ

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.5k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2562 15:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 29 : หัวใจบอบช้ำ
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 29 : หัวใจบอบช้ำ 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“จริงไหม?” ผมหันไปยิ้มหัวใจฝืนรับเกินจะทนไหว สบตากับพวกเขาและหวังเพียงจะได้ยินอะไรสักอย่างที่จะเยียวยาจิตใจ “พวกคุณมีอะไรอยากบอกผมไหม บางเรื่องที่บอกผมไม่ได้หรือยังไม่ถึงเวลาบอกน่ะ”

 

“...”

 

“นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วนะ ถ้าคุณยังไม่บอก จะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว” คำพูดผมถือเป็นคำประกาศิต ผมรู้สึกว่าถ้าตัวเองยังไม่ได้ยินอะไรที่เป็นความจริง ชิ้นส่วนหัวใจสุดท้ายจะแตกหัก และมันคงไม่ดีถ้าเกิดผมต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องซ้ำซาก

 

ผมถูกหักหลัง แล้วต้องผิดหวังจากคนที่ขอให้เชื่อใจ

 

นี่คือสิ่งที่ผมควรได้รับเหรอ?

 

ทำไมเรื่องบัดซบพวกนี้ถึงได้ไม่ยอมหยุดสักที มันเหมือนกับพายุที่ส่งสายฝนมาพร่ำตกเรื่อยๆ ก่อนจะถาโถมเข้ามาอีกชุดใหญ่ ซัดทุกอย่างจนเละเหยียบย่ำจนพังไป ผมกัดปากแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองที่แน่นไปทั่วทั้งอก มือที่ถูกดีแลนจับไว้ก็สั่นไปหมด

 

พลันผมก็ต้องเสียใจ

 

“ไม่มี”

 

“ดีวาน...”

 

“ไม่มีความลับอะไร”

 

“…”

 

“พวกเราไม่เคยปิดบังคุณ” นาทีนั้นเหมือนกับความรู้สึกทลายลงตรงหน้า ผมมองเห็นภาพตัวเองที่ด่ำดิ่งลงสู่ความมืดที่รอกลืนกินผม มองเห็นพวกเขาสองคนที่เป็นคนผลักผมลงในบ่อ เช่นเดียวกับโอเว่นที่ยิงผมหวังให้ตายตรงหน้า มันทำให้ผมยิ้ม พยักหน้าพลางสูดลมหายใจเข้าเป็นการทำใจ “คุณอาจจะคิดมากเกินไป กลับไปพักเถอะ”

 

“ผมไม่พักแล้วดีวาน ผมพักมาพอแล้วสำหรับความเชื่อใจ”

 

“โซล”

 

“คุณจะไม่บอกผมเรื่องนั้นจริงๆ ใช่ไหม จะปิดผมไปตลอดชีวิตเลยใช่หรือเปล่า?” ผมถามเขามือกำแน่นจนเลือดซึมผ่านเสื้อดีวานหยดลงบนทะเลย้อมให้มันกลายเป็นสีแดงฉาน กระตุ้นสัญชาตญาณที่พาให้ดวงตาพวกเขาแพรวพราวไปหมด

 

ดีวานหลุบตามองแผลผม กลิ่นเลือดมีอิทธิพลกับฉลาม และอีกสิ่งที่ผมรู้ดีว่าอะไรจะกระตุ้นพวกเขาได้

 

“ถ้าไม่บอกผมก็คงต้องหาคำตอบเองใช่ไหม”

 

“คุณจะทำอะไร?”

 

“ทำให้ตัวเองหายโง่สักที” รอยยิ้มอ่อนล้าฉายชัดเต็มใบหน้า ผมหยิบมือถือของโจเอลที่ซ่อนไว้ออกมา กดเปิดหน้าจอที่ผมเคยก็อปไฟล์คลื่นเสียงพิเศษที่มีผลกับฉลามของผมเอาไว้ มันคือเสียงวาฬ อาหารโปรดของเมกาโลดอนตัวใหญ่ ผมกดเปิดมันดูปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไป

 

“หวีดดด!!!!”

 

“อึก!” เสียงวาฬดังกระหน่ำปลุกเร้าให้พวกเขาเบิกตากว้างไม่ยอมหยุด ผมเลือดตัวเองปาดลงกับมือถือ ภาวนาขอให้สิ่งที่ตัวเองรู้มากลายเป็นเพียงความฝัน ขอแค่กลับมาเห็นพวกเขาหัวเราะบอกผมว่าคิดมากอะไรขนาดนั้น

 

ไม่ใช่เปลี่ยนร่างไปกระโจนลงทะเลตามคำลวง 

 

“ไปเก็บมา ดาย...ดีแลน”  

 

“ซะ...โซล”

 

“ถึงเวลาเฉลยความจริงแล้ว” ผมเพิ่มเสียงวาฬให้หนักขึ้น หวีดร้องให้พวกเขาสั่นสะท้าน ก่อนจะตัดสินใจปาดเลือดตัวเองลงบนกับโทรศัพท์ ใช้มันเป็นตัวนำพาให้ตัวเองตาสว่าง แม้ว่าการที่พวกเขากัดฟัน กัดปากจนห่อเลือดกันก็ตอบโจทย์แล้วก็ตาม

 

แต่ผมอยากเห็นทุกสิ่งที่ผมรู้มา

 

ผมกลั้นใจโยนมือถือไปกลางน้ำ ให้ทะเลใสโอบกอดมันเอาไว้ ดวงตาสีสวยหันมองกลับไป...

 

แล้วก็พบกับความจริง

 

“กึด!” ภาพที่ผมเห็นเกินกว่าที่คิด สองหนุ่มพุ่งตัวไปหาเหยื่อล่อทั้งที่รู้ว่ามันคืออะไร ร่างกายที่เคยงดงาม กลับงอกครีบยาวเปลี่ยนสภาพ แขนกลายเป็นครีบสองข้าง ขารวมกันเป็นหางขนาดใหญ่ ใบหน้าคมคายยื่นยาวเต็มไปด้วยคมเขี้ยวอันตราย

 

วินาทีนั้นผมทรุดตัวร้องไห้

 

ฝันร้ายมันกลายเป็นจริง 

 

“พวกคุณหลอกผมได้ยังไง ทำได้ยังไง...ฮึก”  

 

ผมจมปลักอยู่ในทะเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะลากสังขารตัวเองกลับมาที่บ้าน ขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่สนใจเสียงเรียกหรือเสียงเคาะเพราะมันคงไม่มีผลกับผมในตอนนี้ อีกอย่างถ้าพวกเขาจะเข้ามาก็แค่ไปหยิบกุญแจสำรองมาไขก็ได้ ไม่ต้องมารอให้ผมอนุญาตขอให้เข้ามาหา

 

แต่ตราบใดที่เขายังไม่ทำ ผมก็ไม่ยอมเปิดประตูให้เข้ามา

 

นั่งกอดเข่าร้องไห้ระบายความในใจว่าทำไมชีวิตผมถึงแย่ขนาดนี้ ตั้งแต่เกิดมานี่คงเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลกับผมมากที่สุด มันไม่ใช่แค่เรื่องที่พ่อซ่อนเอาไว้ มันยังรวมถึงว่าพวกเขาโกหกผมทำไม เขาปล่อยให้ผมเจอกับปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากพวกเขามากมาย

 

แล้วยังมาทำตัวเป็นคู่นอนที่เหมือนกับเจ้าของช้อนตัวผมจากความตาย ขอให้ผมเชื่อใจและนึกถึงความรักที่เขามีให้ ผมยอมรับว่าเปิดใจให้พวกเขา กระทั่งผมรู้ว่าพวกเขาเป็นอะไร ยอมกรีดมือตัวเองเพื่อดูว่าเลือดจะมีปฏิกิริยากับเขาไหม คนปกติที่ไม่รู้ว่าผมหายไปไหนจะใช้เวลาในการหาผมค่อนข้างนาน แต่พวกเขากลับโผล่มาในเสี้ยวอึดใจ

 

และเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ผมเลยต้องใช้เสียงวาฬในการกระตุ้น คนทั่วไปมากสุดก็แค่แสบแก้วหู เว้นพวกเขาที่กลายร่างลงไปดู ผมถึงได้รู้...

 

ว่าทุกสิ่งที่ผมรู้มาคือความจริง

 

แล้วเจอแบบนี้ใครมันจะไปเชื่อใจ...

 

ความรู้สึกนั้นมันพังไปหมดแล้ว 

 

ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองร้องไห้จนผล็อยหลับไปตอนไหน ผมตื่นขึ้นมา ดวงตาบวมไปหมดเนื่องจากเสียน้ำตาหนักยิ่งกว่าอะไร มันเหมือนว่าทุกสิ่งที่ผมเก็บไว้ มันถูกปลดปล่อยออกมาจนหมด ยอมรับว่าโล่งขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็มีพื้นที่มากพอที่จะสู้ต่อไปได้

 

ผมยันตัวขึ้นมานั่ง เหม่อลอยอยู่พักนึงก่อนจะเดินไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้า

 

ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นร่างสูงเจ้าของน้ำเสียงชวนฝันยืนพิงประตู ยื่นผ้าขนหนูรอให้อยู่

 

“เช็ดหน้าสิ”

 

“…”

 

“โซล” ไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกไป มีเพียงแค่หลุบตาต่ำ แค่สักวิก็รู้สึกว่าทนมองหน้าไม่ไหว มันทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ หลากความรู้สึกประเดประดังเกินจะรับ ผมเดินไปหยิบผ้าอีกผืนปฏิเสธน้ำใจคนที่ผมมั่นใจว่าเป็นดายไม่ใช่ดีวาน จากนั้นก็ออกจากห้องน้ำ มายืนเช็ดหน้าตัวเองอยู่กลางห้อง หันหลังให้คนที่เดินตามมา แต่เลือกที่จะหยุดอยู่ไม่ไกลจากด้านหลัง

 

ทุกอย่างเงียบสงบมาก ขนาดลมหายใจก็คล้ายกับจะหยุดตามไปด้วย

 

“คุณโอเคขึ้นไหม?”

 

“…”

 

“อยากให้ผมทำอะไรให้หรือเปล่า?” ผมยกยิ้มเพราะความปรารถนาเดียวของผมเขาพังมันไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมขอให้เขาพูดความจริง ทว่าสิ่งที่ได้คือการปิดบัง “หิวไหม ลงไปหาอะไรกินกัน...”

 

“ผมกินอะไรไม่ลง”

 

“…”

 

“รสชาติมันคงขื่นขมไม่ต่างจากน้ำตา” ผมตอบกลับเสียงแผ่วเบาถึงขั้นต้องพยายามเค้นเสียง มีหลายคำถามเลยที่ผมอยากจะขึ้นเสียงใส่เขา อยากจะใส่อารมณ์ทำทุกอย่าง แต่กลับรู้สึกว่าเรี่ยวแรงมันหดหาย ลำพังแค่หายใจได้ก็เหนื่อยพอแล้ว

 

ถึงอย่างนั้นก็มีคำถามเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจ

 

“พวกคุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง”

 

กึก !

 

“หลอกผมมาได้ยังไงตั้งนาน” เสียงของผมสั่นหวั่นไหวต่อให้พยายามสะกดกลั้น ตั้งแต่ที่รู้ผมไม่มีความกลัวเลยสักนิด เพราะผมเลือกที่จะฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่น่ากลัวมากสุดในโลกนี้ แต่สิ่งที่มันทำให้หัวใจผมย่อยยับไม่มีชิ้นดีคือผมไม่เคยรู้เลยว่าครอบครัวที่ผมมีเป็นอะไร

 

รู้แค่ว่าพวกมันเป็นฉลาม ฉลาดและชอบเอาชนะ ใครจะคิดว่ามันจะเปลี่ยนสภาพเป็นมนุษย์ได้

 

แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาทำไมถึงไม่พูดอะไรกัน

 

“เรากลัวว่าคุณจะกลัว แล้วรับไม่ได้”

 

“ถ้ารับไม่ได้ ผมคงทำแบบตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกันเมื่อแปดปีก่อน” ผมนึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน ผมอยู่ในห้องนอนศูนย์วิจัย ทาบมือลงกับกระจกเฝ้ามองดูฉลามล้านปีที่ว่ายวนรอบห้องผม พ่อบอกว่าหลังจากนี้เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ฝากฝังให้ดูแลชั่วชีวิตที่สามารถจะอยู่ใช้มันได้

 

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงกับเจอสัตว์ดุร้าย แต่ความรู้สึกที่ผมจำได้...

 

ผมหลงรักมัน...สุดหัวใจ 

 

ยอมทิ้งทุกอย่าง ตกปากรับคำพ่อโดยไม่สนว่าชีวิตให้หลังมันจะเป็นยังไง พ่อผมทุ่มเทให้กับมัน ผมรักพ่อก็เท่ากับว่าผมรักทุกสิ่งที่พ่อทำ และพวกเขาก็คือสิ่งนั้น เมกาโลดอนที่ควรจะสูญพันธุ์หากแต่ยังมีชีวิต ผมรักพวกมันมากกว่าชีวิต ถึงขั้นสาบานกับตัวเองว่าถ้าจะตายก็ขอตายเพราะพวกมันเท่านั้น

 

“ทั้งชีวิตผมยอมปกป้องพวกคุณ ดูแลพวกคุณทั้งที่จะทิ้งไปก็ได้ แล้วทำไมถึงกลายเป็นว่าผมคือคนโง่ที่เหมือนโดนหลอกใช้”

 

“…”

 

“คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง ผมนึกว่าคุณรักผม...เหมือนที่ผมรักคุณ” คำพูดนั้นคล้ายกับจะบีบให้ผมร้องไห้หนักกว่าเก่า ผมกัดปากแน่นรู้เลยว่าน้ำตาไหลอีกแล้ว ถ้าคนไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็นไหล่ผมที่สั่นไหว เสียดายที่ไม่ได้สะอื้นดังอะไร ผมแค่ร้องไห้ เงียบๆ คนเดียวเหมือนที่ผ่านมา

 

ติดแค่ครั้งนี้แผ่นหลังผมถูกโอบกอดจากคนที่เดินมาหา

 

ดายกดจูบลงบนกลุ่มผมหอมแล้วเอ่ยคำพูดที่ผมรอฟังออกมา

 

“ทูนหัว อย่าร้องไห้”

 

“ฮึก...”

 

“ผมรู้ว่าผมทำให้คุณเสียใจ แต่ความรักที่มีให้มันคือเรื่องจริง” เขากระซิบข้างหูผม ปลอบประโลมอย่างที่ควรจะทำ “ผมไม่ได้อยากทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เหลือใคร ผมตั้งใจจะบอกเรื่องนี้หลังจากที่ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”

 

“…”

 

“แต่ผมคงคิดน้อย”

 

“ดาย...”

 

“ผมขอโทษ ทูนหัว”  

 

ผมส่ายหน้าคล้ายกับปฏิเสธ ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษแค่ปล่อยให้เขากอดไว้อย่างนั้น ยอมรับตามตรงว่าความร้อนมันแลดูจะไม่แทรกผ่านเข้าไปในหัวใจ ผมเห็นภาพตัวเองก่อกำแพงขึ้นใหม่หลังจากโดนพังทลายจนย่อยยับ

 

มันตลกที่มือผมเต็มไปด้วยแผลจากการก่อสร้าง ทุกครั้งที่หยิบอิฐมันจะบาด ระหว่างก่อกำแพงด้านหลังก็ถูกกระหน่ำด้วยมีนับพันที่ถูกปามา จากทั้งคนที่ไว้ใจ จากทั้งคนที่ขอให้เชื่อใจ ไหนจะศัตรูที่พร้อมจะฆ่าผมให้ตาย

 

ผมมองไม่เห็นจุดไหนที่ตัวเองจะปลอดภัยได้ ขนาดอยู่ในกำแพงที่สร้างไว้...

 

ยังโดนตัวเองทำร้ายเช่นกัน

 

“ร้องไห้อีกแล้วเหรอที่รัก”

 

“ฮึก”

 

“ต้องหยุดร้องแล้วนะ” เสียงทุ้มต่ำของดีแลนกระซิบอยู่ข้างหู ทว่าผมก็ยังฝังหน้าตัวเองลงกับผ้าขนหนูไม่สบตาเขา มือหนาจับแขนผมไว้ ทำท่าจะยื้อขณะเดียวก็รอให้ผมยินยอมด้วยตัวเอง “ขอผมดูหน้าคุณหน่อยสิราชินีของผม เราไม่ได้มองหน้ากันมาสักพักแล้วนะ”

 

“…”

 

“ทำให้เราสบายใจหน่อยได้ไหมว่าคุณไม่ได้กลัว” ผมกัดปากแน่นตอกย้ำในใจอย่างชัดเจนว่าผมไม่ได้กลัวพวกเขาเลยแม้แต่นิด ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ เป็นพญามารหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ไม่กลัว ผมรักพวกเขา รักด้วยหัวใจ แต่ที่ผมโกรธคือพวกเขาปิดบังผมทุกอย่างที่ผมควรจะรู้เป็นคนแรก

 

ทว่าน้ำเสียงของดีแลนก็บีบหัวใจ มันรั้งให้ผมยอมเงยหน้าสบตากับเขา ม่านน้ำตาที่พังทลายยามกะพริบใส่ ร่างสูงมองผม ดูอ่อนแอจากข้างใน จุมพิตหวานทาบลงบนหน้าผาก ดันร่างผมให้นั่งลงบนตักดายที่กอดจากด้านหลังไว้

 

ดีแลนย่อตัวคุกเข่าแนบแก้มลงกับขาอ่อนผม ปลายนิ้วลูบที่หลังเท้าราวกับปลอบประโลม

 

“ผม...ไม่ได้กลัว ฮึก”

 

“ที่รัก...”

 

“ผมแค่เสียใจ ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจที่รู้เรื่องนี้เป็นคนสุดท้ายทั้งที่ผมควรจะรู้เรื่องนี้เป็นคนแรก” ผมเค้นเสียงที่สั่นคุยกับพวกเขา แม้จะหายใจลำบาก “ผมเป็นคนเดียวที่รู้จักพวกคุณ เป็นคนเดียวที่ยอมปกป้องพวกคุณ คุณว่ามันตลกไหมที่ผมต้องใช้ชีวิตเพื่อฉลามสองตัวที่เป็นสาเหตุให้พ่อแม่ผมต้องตาย”

 

“…”

 

“แต่ผมไม่เคยโกรธพวกคุณเลยสักครั้ง ยังรัก ยังดูแลมากกว่าใคร แล้วดูสิ่งที่ผมได้สิ มันสมควรกับสิ่งที่ผมเสียไปไหม...”

 

“พวกเราขอโทษนะโซล ขอโทษที่ทำให้คุณเสียใจ” ผมไม่ตอบ ก้อนสะอื้นแล่นมาจุกคอจนพูดไม่ไหว “ผมรู้ว่าคุณคงไม่ให้อภัย และเราคงหมดโอกาสแก้ตัว”

 

‘คือโอกาสสุดท้ายแล้วนะ ถ้าคุณยังไม่บอก จะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว’  

 

คำพูดในตอนนั้นย้อนเข้ามาในหัวผม ในตอนนั้นมันเต็มไปด้วยหลายอารมณ์ และผมไม่ใช่คนที่ให้โอกาสใครบ่อยๆ การที่เราจะอยู่ด้วยกันได้มันต้องใช้ใจแลกใจ ไม่ใช่แค่ทำดีให้ตายใจเพื่อปิดบังความลับ ดีแลนเช็ดน้ำตาให้ ใบหน้าของเขาซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“เราควรจะบอกคุณเป็นคนแรกไม่ใช่ให้คุณมารู้ทีหลัง แต่...พอจะพูดเรื่องนั้นก็ดันกลัวขึ้นมา”

 

“ทั้งที่ก็รู้ว่าผมรักพวกคุณมากน่ะเหรอ?”

 

“เราเองก็รักคุณมากถึงได้กลัวว่าคุณจะรับไม่ได้”

 

“เราถึงรอให้ทุกอย่างจบลงไป ให้คุณพักใจแล้วพูดความจริง” ดายเสริมทัพน้องชายเขา กดจูบลงบนไหล่ผมเพื่อยืนยันคำพูด “ผมเป็นคนไม่ให้ดีแลนบอก ถึงอย่างนั้นก็อดส่งเขาขึ้นไปดูคุณบนบกไม่ได้ เราห่วงคุณ แต่ในฐานะฉลามก็ทำอะไรไม่ได้มาก

 

“…”

 

“เราไม่ได้เป็นที่หนึ่งเมื่ออยู่บนฝั่ง จะรั้งคุณไว้ต้องพึงสัญชาตญาณ”

 

“แล้วที่ผ่านมาทำไมไม่พูดกัน”

 

“…”

 

“ทำไมถึงปล่อยให้ผมแบกรับทุกอย่างอยู่คนเดียว” ผมสบตากับดาย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดในช่วงนี้ แต่มันรวมถึงตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมา พ่อแม่ผมยอมตายเพื่อปกปิดความลับของพวกเขา แล้วทำไมเขาถึงเลือกที่จะโผล่มาช่วงนี้ล่ะ “ตลอดเวลาที่แปดปีมัวแต่กลัวอะไรกัน”

 

“กลัวคุณรับไม่ได้ กลัวคุณเสียใจถ้าได้ฟัง”

 

“คุณคิดน้อยมากเลยนะดาย น้อยมากจนไม่สมเป็นคุณ” เจ้าตัวชะงักดูยอมรับทุกถ้อยคำผม “ถ้าวันนั้นที่ผมตื่นมาเจอพวกคุณ ผมจะรัก จะกอด จะไม่ไปหาผู้ชายคนไหน จะอยู่กับพวกคุณตลอดไป ไม่ใช่เดียวดายหาหนทางให้ตัวเองมีความสุขแล้วก็โดนพวกคุณไล่ล่าเหมือนเกลียดกัน”

 

“พวกเราไม่เคยเกลียดคุณเลยนะที่รัก ส่วนเรื่องที่ไล่ล่า...มันก็เพราะสัญชาตญาณที่กดดัน” ดีแลนรีบแย้งกลับ “เราอยากบอกความจริงกับคุณจะตาย แต่ตอนคุณตื่นมา คุณกลับจำไม่ได้ว่าเราช่วยคุณไว้”

 

“อะ...”

 

“เพราะงั้นจะให้กระโดดขึ้นไปบอกว่าเราเป็นคนได้ คุณคงหัวใจวายตายพอดี” ผมนิ่งงันประมวลผลว่าในคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คืนที่พ่อแม่ผมตาย ผมถูกช่วยไว้ด้วยอะไรสักอย่าง ซ้อนทับกับความฝันคราวนั้นที่บอกใบ้ว่าไม่ใช่แค่ฉลามที่ช่วยผมไว้ ผมปะติดปะต่อเรื่องราวมองใบหน้าพวกเราสลับกันไป

 

จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายถูกเติมเต็มเข้าไปในช่อง ผมเห็นภาพของดีแลนกับดายโอบกอดผมไว้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยลบล้างม่านหมอกที่อยู่ภายในจิตใจ

 

มันตอบโจทย์เรื่องที่ผมลืมมันไป

 

มันไม่ได้สูญหาย มันอยู่ที่เดิม แค่ผมนึกไม่ออกเท่านั้นเอง...

 

“พวกคุณช่วยผมไว้ตอนนั้น” พวกเขาพยักหน้าผมเลยนึกถึงก่อนหน้าที่หงายหลังเข้าปากดายก่อนจะมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล “ก่อนหน้านี้ผมก็อยู่ในปากคุณใช่ไหม?”

 

“มันอาจจะไม่น่าจำเท่าไหร่ แต่ผมไม่เคยคิดกลืนคุณลงท้องนะ” ดายตอบกลับผิดกับผมที่ชะงักค้าง “ตกอยู่ในความตายคงกลัวมากสินะ ผมเองก็กลัวว่าจะทำคุณเจ็บเหมือนกัน”

 

“งั้นแสดงว่าคราวก่อนที่บอกว่าผมตาย ก็หมายถึงว่าผมเคยอยู่ในปากของคุณน่ะเหรอ?”

 

“ใช่”

 

“…”

 

“เพราะพอคุณหลุดจากปากผมไป เด็กไร้เดียงสาก็กลายเป็นทูนหัวจอมยั่วไปเลย” ความหมายที่จะสื่อคงหมายถึงว่าผมนิสัยเปลี่ยนไป มันไม่แปลกเนื่องจากพ่อแม่ผมตาย ผมต้องแบกรับอะไรหลายอย่างเลยอ่อนแอไม่ได้ “ตัวตนที่เป็นเด็กอ่อนแอคุณทิ้งมันไว้ในตัวผม เหมือนกับอีกตัวตนที่ทิ้งไว้ให้”

 

“ตอนนี้คุณอ่อนแอกลายเป็นเด็กคนนั้นที่ไม่เหลือใคร แต่คุณรู้อะไรไหมที่รัก?” ดีแลนยกยิ้มให้ เขายกเท้าผมขึ้นมา กดจูบลงบนหลังเท้าไม่รังเกียจว่ามันจะต่ำแค่ไหน นาทีนั้นผมเบิกตากว้าง หลุบตามองสร้อยคอเท้าที่ลืมไปเลยว่าเคยใส่

 

เพราะมัวแต่สนใจอย่างอื่นผมเลยไม่ได้แคร์ว่ามันจะยังอยู่ไหม

 

แต่ตอนนี้มันยังอยู่ หนำซ้ำดีแลนยังกดจูบลงบนนั้นเป็นการบอกว่าเขาจะซื่อสัตย์กับผมตลอดไป

 

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เราก็ยังรักคุณเหมือนเดิม” รอยยิ้มหวานๆ ดูไม่เข้ากับช่วงเวลาที่มืดหม่น ถึงอย่างนั้นผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันขับไล่น้ำตาในใจผมให้ออกไป มือบางถูกดายดึงไปจูบเอาไว้ ฝังรอยจูบลงบนต้นคอโดยไม่ถามความสมัครใจว่าผมจะมีอารมณ์ร่วมด้วยไหม

 

ผมไม่ได้ตอบรับ ผมทำแค่เงียบให้พวกเขาคิดว่ามันสมควรไหมที่ใช้การกระทำพวกนี้ละลายน้ำแข็งในใจผม ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเป็นช่องโหว่ขนาดไหน ผมเลียปากทำความเข้าใจเท่าที่สมองนี้จะทำได้ มีคำถามมากมายลอยวนอยู่ในหัว เสียดายที่ผมกลับไม่พูดออกไป

 

ผมทำแค่เอนตัวพิงกับอกของดาย ลูบแก้มดีแลนคล้ายกับให้อภัย

 

แต่ก็เปล่า 

 

“ถึงจะพูดแบบนั้น ผมก็ยังไม่ให้อภัย”

 

“โซล”

 

“จนกว่าคุณจะพูดทุกอย่างเพื่อสร้างความเชื่อใจ”

 

“…”

 

“นี่เป็นโอกาสสุดท้าย ถ้าไม่พูดความจริงทั้งหมด เราจบกัน”  

 

คำประกาศนั่นถือเป็นตัวชี้วัด ให้พวกเขาสบตากันเป็นเชิงว่าควรทำไง ไม่ใช่ทุกคนที่ผมจะหยิบยื่นโอกาสให้ แต่เพราะรักเกินจะทานไหวเลยยอมอ่อนข้อให้แม้เพียงเศษเสี้ยว ตอนนี้ก็อยู่ที่พวกเขาว่าจะตอบรับคำเชิญของผมยังไง

 

ซึ่งก็เหมือนพวกเขากลัวว่าผมจะหายไป ถึงได้กอดเอาไว้แล้วเริ่มพูดความจริง

 

ความจริงที่ทำให้ผมได้แต่อ้าปากค้างไปเลย...

 

“สมัยก่อนมีการบูชาเจ้าสาว”

 

กึก !

 

“พวกเขาจะส่งคนมาเป็นเครื่องบรรณาการให้กับเมกาโลดอนที่มีชีวิตอยู่ในระแวกนั้น แต่ไม่ว่าจะส่งมากี่คนทุกคนก็ตายกันหมดเพราะมนุษย์กับฉลามอยู่ร่วมกันไม่ได้” ดายเริ่มเล่าทีละนิด เขาหลุบตาต่ำค้นหาความจริงในส่วนที่ปิดตายเอาไว้ “พอนานวันไป กระแสน้ำเปลี่ยนเมกาโลดอนต้องเปลี่ยนสภาพเพื่อความอยู่รอด ยอมแต่งงานกับเจ้าสาวมีลูกออกมาสืบทอดกันหลายรุ่น”

 

“บางรุ่นเป็นฉลามคืนร่างไม่ได้ก็ถูกฆ่าตายก่อนจะสืบพันธุ์ บางรุ่นกลายร่างได้ แต่เป็นเพียงครึ่งบนครึ่งร่างเท่านั้น” ดีแลนเสริมทัพ ถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “กระทั่งพ่อของเราเกิดขึ้นมา อยู่บนฝั่งก็เป็นมนุษย์เต็มตัว อยู่ในน้ำก็เป็นฉลามตัวใหญ่”

 

“พ่อบอกว่าอาจจะเป็นเพราะพันธุ์กรรมที่เปลี่ยนไป ยิ่งเราสมสู่กับมนุษย์มากเท่าไหร่ สายเลือดฉลามก็จะยิ่งหายไปมากขึ้น” ดายตอบกลับ มันทำให้ผมคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่เจอในห้องลับ “จนวันนึงที่เขามีลูก สิ่งที่คุณควรรู้คือผมกับดีแลนคนละแม่กัน”

 

“หา?”

 

“แม่ผมตายตอนคลอดผมกับดีวาน พ่อเลยหาแม่ใหม่จนมาเจอแม่ดีแลนเข้า เธอเป็นผู้หญิงใจดีไม่ตกใจเลยตอนรู้ว่าพวกเราเป็นอะไร”

 

“…”

 

“เธอเป็นคนทำให้เราเจอกับพ่อของคุณ” ผมย่นคิ้วใส่แปลกใจที่ได้ยินอย่างนั้น “เหมือนพวกเขาจะเป็นเพื่อนสมัยเรียนกันหรืออะไรสักอย่าง ทันทีที่รู้ว่าพวกเราเป็นฉลาม เธอก็ให้พ่อของคุณมาช่วยเหลือเราที่โดนนักวิทยาศาตร์คนอื่นตามล่า แต่คุณรู้ไหมว่าอะไรตลกกว่า?”

 

“ริชาร์ดเป็นพี่ชายแม่ผมเอง”  

 

“พระเจ้า” ผมเบิกตากว้าง จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งอาบอกว่าเป็นครอบครัวของพวกเขา แต่ไม่มีอะไรยืนยันและผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ด้วย “คุณเป็นหลานแท้ๆ ของเขางั้นเหรอ?”

 

“ใช่” ดีแลนพยักหน้า “ตอนแรกเขายังไม่รู้ว่าพวกเราเป็นฉลาม จนวันที่ดายกลายร่างถึงได้รู้ว่าพวกเราไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา”

 

“คุณไปกลายร่างให้เขาเห็นได้ยังไงกัน?”

 

“ผมมีเรื่องกับดีวาน”

 

“…”

 

“พวกเราเป็นแฝดที่...ชิงดีชิงเด่นกัน” ดวงตาสีดำวาวโรจน์ทันทีที่พูดถึงแฝดพี่เขา “เลือดแม่ในตัวเขาข้นเกินไป มันเปลี่ยนสายเลือดเขาให้กลายเป็นมนุษย์ อ่อนแอกว่าผมที่เป็นฉลามได้หลายเท่า”

 

“...”

 

“แต่เขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้เราด้อยกว่ากัน จนวันนึงที่สัญชาตญาณในร่างมันตื่นขึ้น ดีวานท้าทายผม” เจ้าตัวกัดกรามดูสะกดอารมณ์ “เขากรีดแขนตัวเองเดินลงทะเลหวังให้ผมทำร้าย เขาคิดว่าถ้าอันตรายเข้ามาใกล้ เขาจะกลายร่างเป็นฉลามได้ แต่เขาคิดผิด”

 

“ดาย...”

 

“ช่วงวัยรุ่นเมกาโลดอนจะวัดตัวเองว่าอยู่ในจุดไหนของห่วงโซ่อาหาร สัญชาตญาณตอนเป็นฉลามจะไม่เหมือนคนต่อให้มีเลือดมนุษย์อยู่มันก็ห้ามไม่ได้ ผมพยายามห้ามตัวเองแล้ว จะคืนร่างก็ทำไม่ไหว กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป...”

 

“พี่”

 

“เขาก็จากผมไปแล้ว” ทั้งที่เสียงยังนิ่งงันผมกลับสัมผัสได้ถึงความเสียใจที่ปรากฏ ดายกอดผมไว้แน่น เป็นครั้งแรกที่เห็นเขากลัวขนาดนี้ “ผมถึงใช้ชื่อเขาตอนเราเจอกันครั้งแรก ไม่ใช่แค่ปิดบังตัวเอง แต่เพราะตอนเป็นผม ผมทำแต่เรื่องไม่ดี ผมฆ่าคน ทำให้คุณเจ็บ สารพัดความผิดที่ผมใช้ชื่อตัวเองกับคุณไม่ได้”

 

“แต่ต่อให้คุณเปลี่ยนเป็นคนอื่น คุณก็ยังคงเป็นดาย”

 

“ผมรู้ ยิ่งคุณอยู่กับผมที่เป็นมนุษย์เท่าไหร่ ผมก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น”

 

“เพราะคุณเลือกที่จะเป็นคนอื่นกับผมไง ดาย”

 

“…”

 

“ถ้าคุณเป็นดาย คุณจะไม่กลัวอะไรเลย” มันเป็นความจริง หลายครั้งที่เราเลือกเป็นคนอื่นเพียงเพราะคิดว่ามันดีกว่า เลยทำให้เวลาเรามีปัญหาเรากลัวไปหมด อย่างแรกคือกลัวว่าจะโดนจับได้ อย่างสองคือไม่รู้จะรับมือกับสิ่งที่ตามมายังไง ถ้าเกิดเราเป็นตัวเอง ผิดพลาดแค่ไหนเรายังซัพพอร์ตตัวเราได้

 

ทว่าพอเป็นคนอื่น มันต้องกลับคิดเยอะกว่าเป็นตัวเองหลายเท่าเลย

 

ดายพยักหน้า เขาเข้าใจในสิ่งที่ผมจะสื่อ ดีแลนเลยถอยหายใจ ผมเห็นแววตาห่วงใยพี่ชายจากเขา มือข้างที่จับขาผมไว้เลยเลื่อนไปลูบขาดายเป็นเชิงให้กำลังใจ ผมเลยลูบแขนเขาที่กอดผมไว้ ยอมให้ริมฝีปากร้อนทาบทับลงท้ายทอยอีกครั้ง

 

แลกกับอีกคำถามที่ค้างคา

 

“ว่าแต่ทำไมพวกคุณถึงไม่ฆ่ากัน ถ้ามองตามสัญชาตญาณ เมกาโลดอนจะฆ่ากันเพื่อหาตัวที่แข็งแกร่งกว่าไม่ใช่เหรอ?”

 

“คงเพราะแม่ของดีแลนดีกับผมมาก และตอนนั้นดีแลนยังเด็กกว่า ถึงจะกลายร่างเป็นฉลาม สัญชาตญาณมันก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอันตราย”

 

“...”

 

“พอโตมาผมก็ควบคุมตัวเองได้ ผมสอนเขาให้รู้จักสัญชาตญาณ เพราะพ่อของเราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยเท่าไหร่ เขาต้องช่วยงานวิจัยของอีธาน และจัดการปัญหาต่างๆ ให้” ผมขานรับในลำคออย่างเข้าใจ “แต่พอดีวานตายทุกอย่างกลายเป็นเรื่องใหญ่ พ่อของเราถูกฆ่าตายเพื่อให้อีธานเลี้ยงดูพวกเราต่อไป”

 

“แล้วแม่ของคุณไปไหน?” ผมถามดีแลน หากแต่สิ่งที่ได้มาเป็นเพียงรอยยิ้มเศร้าใจ

 

“เธอยอมตายเพื่อรักษาความลับของเราไว้”

 

“…”

 

“ริชาร์ดยิงเธอตายต่อหน้าต่อตาผมเลย”  

 

LOADING 100 PER 

จะเปย์ก็รีบเปย์นาจา ถึงวันที่ 9 ธันวาเท่านั้น โอนเงินเข้าธนาคารเอลอย่างเดียวน้า วอลเล็ตเอลโดนปิดไปแล้วจ้า 

คือนักอ่านใช้วอลเล็ตตัวเองโอนเข้าธนาคารเอลได้ แต่โอนเข้าวอลเล็ตเอลไม่ได้นั่นเองจ้า 

 

หัวใจที่บอบช้ำ ทำอะไรไว้ต้องรับผล อาจนิ่งดั่งทะเลสงบแต่พายุมักซ่อนตัวอยู่เสมอ 

หนึ่งคนรักแม้ไม่ใช่คน สองคนหวงกลัวใจที่จะบอก 

แต่ความรักที่มีต้องการความเชื่อใจ 

ถ้าให้กันไม่ได้ บทสรุปสุดท้ายจะมีแค่น้ำตา 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น