สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 249

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2562 15:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22
แบบอักษร

ประมาณบ่ายสี่โมงเศษ รถโค้ชก็แล่นเลียบไปกับถนนนานกิงที่สินแนะนำว่า  

“นี่เป็นถนนคนเดินที่มีชื่อเสียงที่สุดของเซี่ยงไฮ้ ผมจะให้เวลาลงไปสำรวจถนนนานกิงสองชั่วโมง เราจะกลับมาเจอกันตรงจุดที่รถจอดนะครับ ขอความกรุณาตรงต่อเวลาด้วย เพราะผมสั่งให้อาหารเย็นเสิร์ฟตอนหกโมงครึ่ง”  

ชั่วเวลาไม่ถึงห้านาที ทั้งคณะก็สลายตัวไปคนละทิศละทางอย่างรวดเร็ว รินรดาชวนแพรพลอยไปช็อปปิ้งด้วยกัน ทว่านักการทูตหนุ่มกลับส่งสายตารั้งภรรยาไว้ แพรพลอยจึงจำต้องก้มศีรษะให้รินรดาเป็นเชิงขอโทษ  

นักโฆษณาสาวเข้าใจดีว่าสามีภรรยาต้องการใช้เวลากันตามลำพัง จึงแยกไปทางอื่นแทน ขณะที่ชนวีร์พยักหน้าให้น้องชายน้องสะใภ้แล้วเลือกไปทางเดียวกับหญิงสาว 

เมื่อลับกายพี่ชายและเพื่อนใหม่ แพรพลอยก็ถามสามีด้วยความสงสัย “พลอยคิดไปเองหรือเปล่าคะ ว่าคุณภูมิเจตนาเปิดโอกาสให้พี่วีร์อยู่กับคุณหลิวตามลำพัง” 

ภูมิไม่ตอบ แต่โอบเอวภรรยาไปยังร้านขายของที่ระลึกร้านแรกที่เห็น ชี้ชวนให้แพรพลอยดูข้าวของแปลกตาแทน เขาปล่อยให้บทสนทนาที่รินรดากับพี่ชายคุยกันในรถระหว่างเดินทางเข้าเซี่ยงไฮ้องกังวานอยู่ในหัว แม้จะต้องแกล้งทำเป็นหลับไม่ให้พี่ชายรู้ว่าเขาได้ยินก็ตาม แต่ชายหนุ่มก็พบว่ามันคุ้ม ! 

สิ่งที่ชนวีร์เล่าให้ผู้หญิงคนนั้นฟัง ตอบทุกคำถามที่เขาเคยเฝ้าสงสัย 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่ชายเขาคงไม่เลือกที่จะเป็นชนวีร์ ณัฐภัทรอย่างทุกวันนี้แน่นอน ! 

นักการทูตหนุ่มถอนใจ ไม่อยากเชื่อว่าชนวีร์ไว้วางใจผู้หญิงคนนั้นมากขนาดนี้ เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ารินรดามีที่ทางพิเศษในความรู้สึกของพี่ชายเขา อย่างที่ไม่มีผู้หญิงคนใดเคยทำได้ ! 

ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ในเมื่อเธอปลอบใจและให้กำลังใจคนเก่งขนาดนั้น 

แล้วผู้ชายอย่างชนวีร์ ณัฐภัทร ก็ยอมฟังคำพูดของผู้หญิงคนนี้ซะด้วย ! 

ชายหนุ่มวางรอยยิ้มบาง ๆ ไว้บนใบหน้า เขาเคยสงสัยกับตัวเองนานแล้ว ว่าพี่สะใภ้ของเขาควรมีลักษณะแบบไหน วันนี้แค่ได้เห็นสายตาที่พี่ชายมองผู้หญิงคนนั้น ชายหนุ่มก็คิดว่าเขาพบคำตอบแล้ว 

ภูมิแลตามภรรยาที่กำลังดูของอยู่ไม่ห่าง ยิ้มกับตัวเองนิด ๆ ขณะนึกถึง ‘คำสั่งโยกย้าย’ ที่เขาเก็บลงในลิ้นชักที่โต๊ะทำงาน ชายหนุ่มถามตัวเองว่าถึงเวลาหรือยังที่เขาจะทำตามความฝัน โดยไม่ต้องกังวลถึงแม่ พี่ชาย และบริษัทฯ อีกต่อไป 

เพียงเสี้ยววินาทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามา นักการทูตหนุ่มย้ำกับตัวเองในใจ 

เขาจะไม่ทำให้การเสียสละของชนวีร์สูญเปล่าโดยเด็ดขาด ! 

 

รินรดากับชนวีร์เตร็ดเตร่อยู่บนถนนนานกิงได้ไม่นาน ก็พบกับอาจารย์เสน่ห์และพจนาซึ่งรีบรี่มาหาทันทีด้วยความดีใจ ที่เจอเพื่อนร่วมคณะซึ่งพูดภาษาจีนได้ คุยกันได้ความว่าสองสามีภรรยาฟังสินโฆษณาไว้เยอะว่าบนถนนนานกิงมีร้านหนังสือใหญ่หลายร้าน แต่ทั้งคู่ตามหาอย่างไรก็ไม่พบเสียที  

ชนวีร์จำได้ว่าเขาเพิ่งเดินผ่านร้านหนังสือมา จึงอาสาพาอาจารย์ทั้งสองไปส่งโดยไม่ลืมบอกคนข้าง ๆ 

“ผมจะพาอาจารย์เสน่ห์ไปร้านหนังสือที่หัวมุมถนนแป๊บหนึ่ง คุณอย่าไปไหนไกลนักล่ะ เดี๋ยวผมมา” 

“อย่าช้าล่ะ ฉันขี้เกียจคอย เสียเวลาช็อปปิ้ง” คนพูดแสร้งทำท่าไม่แยแส และหมุนกายแยกเข้าร้านเสื้อผ้าตรงหน้าทันที 

สาวนักช้อปเข้าออกร้านค้าอยู่สองสามแห่ง ก็ยังไม่เห็นพ่อหนุ่มน้ำใจงามที่ไปส่งเพื่อนร่วมคณะกลับมาสมทบเสียที จึงสะบัดหน้าเข้าไปในร้านขายของกระจุกกระจิกที่อยู่ใกล้ ๆ ตอนที่หยิบแว่นตามาลองสวม มือขาวบางกลับชะงัก ก่อนกะพริบตาปริบเพ่งดูเงาสะท้อนจากในกระจกด้วยความประหลาดใจ 

ขมวดคิ้ว หน้าบึ้งทำไมน่ะหลิว อย่าบอกนะว่าเธอหงุดหงิดอารมณ์เสียที่ผู้ชายคนนั้นหายไปนานอย่างนี้ 

รินรดาถอนหายใจ สมัยคบหากับอดีตคู่หมั้น กานนมักเป็นฝ่ายรอเธอเสมอ เธอเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าความเป็นห่วงยามที่อีกฝ่ายไม่อยู่ในสายตา และการต้องมองหาใครสักคนในท่ามกลางผู้คน มันร้อนรนกระวนกระวายแบบนี้นี่เอง 

เมื่อออกจากร้านขายแว่นตา หญิงสาวกลับต้องแปลกใจยิ่งขึ้น ที่ตัวเองจำเขาได้แม่นยำ แม้จะเห็นเพียงแค่ด้านหลังของผู้ชายที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากตรงที่เธอยืนเท่านั้น 

นักโฆษณาสาวยิ้มบาง ๆ ตั้งใจจะปรี่เข้าไปแซวเขาตามประสา ‘คนคุ้นเคย’ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสังเกตเห็นว่าใครคนหนึ่งกำลังปราดเข้าไปเกาะแขนชนวีร์พอดี ! 

จอมวีนข่มอารมณ์เก็บกิริยาไว้แนบเนียนขณะเข้าไปสมทบกับชายหนุ่ม ผู้หญิงที่เกาะแขนเขาอยู่ตัวเล็กว่าเธอเล็กน้อย รูปร่างสมส่วนค่อนไปทางอวบ น้ำเสียงหวานใสฟังคล้ายแพรพลอยพูดแจ้ว ๆ 

“พ่อมาประชุมที่เซี่ยงไฮ้ค่ะ แม่กับมินต์ก็เลยขอมาเที่ยวด้วย มินต์ยังบ่นกับแม่อยู่เลย ว่าเซี่ยงไฮ้ตั้งกว้าง มินต์จะได้เจอคุณวีร์บ้างไหมนะ แล้วดูสิคะโชคดีจัง มินต์ได้เจอคุณวีร์จริงด้วย” เธอหันไปทางหญิงสูงวัยอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามารวมกลุ่ม 

“แม่ขาดูสิคะ ว่ามินต์เจอใครที่นี่” เธอเบี่ยงกายหลบให้มารดาเห็นคนรู้จักชัดตา  

เพียงเสี้ยววินาทีที่มินตราก้าวเข้ามาเกาะแขนเขา ชนวีร์ก็นึกถึงภาพความฝันที่เกือบจะลืมไปแล้ว 

มินตราใช้รถสีเหลือง ! 

ความจำเขายังไม่ย่ำแย่ถึงขนาดจะจำไม่ได้หรอกนะ ว่าในความฝันที่ว่า...เจ้าของรถสีเหลืองคันนั้นเป็นคู่หมั้นของเขา 

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเอ่ยอะไร รินรดาก็เข้ามายืนอยู่ข้างกายเขาอีกด้านหนึ่ง ช่างเป็นสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนสิ้นดี เมื่อแขนซ้ายเขาถูกคู่หมั้นในความฝันเกาะเกี่ยวไว้ ขณะที่ผู้หญิงในฝันของเขา...อีกคน ยืนประกบอยู่ทางขวา กำลังพิจารณาเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ 

เป็นไปได้ยังไงที่เขาจะพบผู้หญิงในฝันถึงสองคน ! 

ชนวีร์ฉงน ทว่ารีบปัดความสงสัยนั้นออกไปเพื่อตั้งสติอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้า ชายหนุ่มปลดมือมินตราออกด้วยท่าทีสุภาพเพื่อทำความเคารพคุณหญิงสุกัญญา จากนั้นจึงผายมือไปทางมารดาของมินตราแนะนำไล่ตามลำดับอาวุโส  

“นี่คุณหญิงสุกัญญา แล้วก็มินตราครับหลิว”  

นักโฆษณาสาวพนมมือทำความเคารพผู้ใหญ่ และมินตรา  

จากนั้นนักธุรกิจหนุ่มจึงแนะนำรินรดาบ้าง น้ำเสียงที่ประกาศความสัมพันธ์ฟังดูมีนัยพิกล 

“แล้วนี่ก็หลิวครับ” ความทรงจำเรื่องรถสีเหลืองของมินตราทำให้ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง สมองเขาหมุนจี๋หาคำจำกัดความให้ฐานะของหญิงสาว “หลิวเป็น...เอ่อ...เพื่อนสนิทของผมเอง” 

มินตรารู้สึกเอะใจเพราะไม่เคยได้ยินว่าชนวีร์มีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิงมาก่อน และเพื่อประกาศความสนิทสนมระหว่างเธอกับผู้บริหารณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นให้ผู้หญิงตรงหน้ารับรู้ หญิงสาวจึงแกล้งตีแขนชนวีร์เบา ๆ ทิ้งปลายเสียงออเซาะ  

“เพื่อนสนิทเลยหรือคะ น่าอิจฉาคุณหลิวจังเลย เอ...แล้วมินต์ล่ะคะเป็นอะไร อย่าบอกนะว่าคุณวีร์ก็จัดให้มินต์เป็นแค่เพื่อนธรรมดา ๆ น่ะ เพราะมินต์จะน้อยใจคุณวีร์มากเลย”  

รินรดามองมือของมินตราที่เกาะแขนชนวีร์ไว้ พลางนึกสงสัยว่าผู้ชายคนนี้ยังมีผู้หญิงค้างกรุเก็บไว้ที่กรุงเทพฯ อีกกี่คน นี่ขนาดมาไกลถึงเซี่ยงไฮ้ เธอยังเดินชนกับผู้หญิงของเขาเลย ! 

รินรดาชังตัวเองนักที่เธอ ‘รู้สึกรู้สา’ กับการที่เขามีคู่ควงหลายคนอย่างนี้ หญิงสาวไม่กล้าถามตัวเองว่าเหตุใดเธอจึงวางหน้านิ่งพร้อมกับบอกมินตราว่า  

“คุณชนวีร์ให้เกียรติฉันเกินไปแล้ว ฉันคงไม่บังอาจยกตัวเองไปเป็นเพื่อนสนิทของคุณชนวีร์ได้หรอกค่ะ นี่คุณสองคนไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันคงมีเรื่องคุยกันเยอะ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนเวลาของคุณดีกว่า ขอตัวนะคะ” เธอประชดแล้วก้มศีรษะให้ทั้งคู่ ตั้งท่าจะแยกตัวไปตามที่พูด 

“เดี๋ยวสิ หลิว” ชนวีร์คว้าต้นแขนหญิงสาวไว้ด้วยความลืมตัว  

นักโฆษณาสาวพยายามบิดแขนตัวเองจากการเกาะกุม แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ให้ความร่วมมือ 

เธอทำเสียงต่ำในลำคอบอกเขาว่า “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” 

“ผมปล่อยก็ได้ แต่คุณต้องสัญญาก่อนว่าจะยังไม่ไปไหน” ชนวีร์โน้มตัวมาบอกเธอเบา ๆ 

หญิงสาวตวัดสายตามองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ความที่มีคนอื่นรู้เห็นเหตุการณ์อยู่ด้วย เธอจำต้องพยักหน้ารับปากเขาโดยดี ชนวีร์จึงยอมปล่อยเธอเป็นอิสระในที่สุด 

คุณหญิงสุกัญญาประเมินสถานการณ์ตรงหน้าชั่วครู่ แล้วจึงเดินหมากด้วยการออกปาก “อุตส่าห์มาเจอกันที่นี่ทั้งที คุณวีร์ไปกินข้าวเย็นกับน้าสักมื้อสิคะ เราไม่ได้เจอกันนานพอดูเลยนะ”  

เมื่อผู้ใหญ่เป็นฝ่ายออกปากชวน โดยมารยาทแล้วชนวีร์ก็ต้องรับคำเช่นกัน ทว่า...แล้วรินรดาล่ะ จะทิ้งเธอไว้คนเดียวได้ยังไง 

เขายังไม่แน่ใจนักว่าใจลึก ๆ ปรารถนาอยากเชื่อความฝันไหนของตัวเองกันแน่ และก็ยังไม่พร้อมตอบคำถามนั้นในเวลานี้ด้วยเช่นกัน  

ชนวีร์จึงเลือกหาทางออกที่ปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการหันไปทางสุกัญญา ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพปนเกรงใจ “ผมขอชวนหลิวไปด้วยได้ไหมครับ” 

คำถามของชนวีร์ทำให้ผู้หญิงสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นชะงักงัน  

มินตราฮึดฮัด ผู้หญิงคนนี้สำคัญกับชนวีร์ขนาดนั้นเชียวหรือ เขาถึงได้ต้องเอาผูกติดเอวไปด้วย ! 

หญิงสาวพานหงุดหงิด เมื่อนึกได้ว่าชนวีร์ไม่ยักเอาอกเอาใจเธอเหมือนอย่างเคย ทั้งคำพูดอ่อนหวาน และท่าทีกรุ้มกริ่มที่เคยมี... 

วันนี้เธอยังไม่ได้เห็นแม้แต่เงา ! 

“แต่ว่าคุณพ่ออาจอยากคุยเรื่องงานกับคุณวีร์ด้วยก็ได้นะคะ” มินตราส่งสัญญาณบอกมารดาให้ช่วยหาข้ออ้าง เพื่อกันไม่ให้ยายหมวยคนนี้ติดตามไปเสนอหน้าบนโต๊ะอาหารให้เธอฝืดคอเปล่า ๆ ! 

“จริงด้วยสินะ ถ้าลูกมินต์ไม่พูดแม่คงลืมไปเลย เห็นคุณอาชาบ่นอยู่เหมือนกันค่ะว่าอยากจะคุยเรื่องงานกับคุณวีร์ แกเปรยได้สองสามวันแล้วว่าจะปรึกษาเรื่องนโยบายอะไรสักอย่างนี่แหละ” 

ประโยคหลังของสุกัญญาทำให้ชายหนุ่มชะงัก เขาประเมินท่าทีของสองแม่ลูกด้วยอาการครุ่นคิด ที่ใครเคยบอกว่าห้ามเล่าเรื่องงานให้คนที่บ้านฟัง คงเป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง อาชาเล่าอะไรให้ภรรยาและลูกสาวฟังกันแน่ ทำไมหญิงสูงวัยผู้นี้ถึงเปรยขึ้นมาราวกับมีนัยแปลก ๆ  

หรือว่ารัฐบาลคิดจะประกาศใช้นโยบายนั้นก่อนกำหนด 

ชายหนุ่มร้อนใจเรื่องงาน แต่ก็ลังเลหากต้องถูกจับจูงไปตามเกมของสองแม่ลูกง่าย ๆ 

เพียงแค่ชนวีร์นิ่งไตร่ตรอง มินตราก็ยิ้มกว้าง สีหน้าประกาศชัยชนะชัดแจ้ง 

รินรดานึกหมั่นไส้สายตาของสองแม่ลูก เธอไม่ใช่ดาวพระศุกร์ หรือซินเดอเรลลาที่จะยอมโดนรังแกง่าย ๆ ไอ้ข้าวเย็นมื้อนี้น่ะ เธอไม่เห็นอยากไปกินด้วยเลยสักนิด ดีละ...สองคนนี้อยากกันท่าเธอดีนักใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเจอตอบโต้แบบนี้... 

หญิงสาวขยับเข้าไปแตะแขนชนวีร์ ออดอ้อนเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน  

“คุณไปคุยเรื่องงาน อย่าให้หลิวไปเกะกะเลยนะคะ เดี๋ยวหลิวไปทานข้าวกับคุณภูมิคุณพลอยก็ได้ รับรองว่าหลิวจะดูแลตัวเองดี ๆ ไม่ให้คุณต้องเป็นห่วง” เธอปรายตาไปทางสองแม่ลูกที่จับจ้องมองมาราวจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนตัดสินใจเอื้อมไปกระซิบที่ริมหูของชายหนุ่มด้วยท่าทีกระชดกระช้อยปรอยตา 

“มื้อเย็นวันนี้ โควต้ากับข้าวของคุณน่ะยกให้ฉันละกัน” ทว่าเรื่องที่พูดกลับตรงข้ามกับกิริยาออดอ้อนโดยสิ้นเชิง ! 

ผู้บริหารณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นกลัวว่าถ้าเปิดปากออกมาแม้เพียงน้อยนิด เขาต้องหัวเราะพรวดออกมาแน่ ๆ ชายหนุ่มจึงทำได้แค่พยักหน้ารับคำ 

เพียงเท่านั้นรินรดาก็ทำตาโตร่าเริงเกินกว่าเหตุ ยิ้มอย่างน่ารักขณะบอกเขา 

“ขอบคุณค่ะ คุณวีร์นี่ใจดีที่สุดเลย งั้นหลิวไปก่อนนะคะ คืนนี้เจอกันค่ะ”  

ชายหนุ่มมองตามเรือนร่างสูงเพรียวที่โบกมือไหว ๆ แล้วเดินแยกจากไปด้วยความพอใจ นึกขันทั้งที่รู้ดีว่าผู้หญิงอย่างรินรดายังแสบกว่านี้ได้อีกเยอะ ! 

แม้คุณหญิงสุกัญญาจะไม่ได้ยินถ้อยคำที่แม่สาวคนนั้นกระซิบกระซาบกับผู้ที่เธออยากได้มาเป็นลูกเขย แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของชายหนุ่มแล้ว คนอาบน้ำร้อนมาก่อนมีหรือจะดูไม่ออกว่ายายรินรดาคนนี้คงมีความสำคัญกับชนวีร์ไม่น้อยทีเดียว ! 

 

ชนวีร์รู้สึกหงุดหงิดเมื่อมีสุกัญญาและมินตรามาร่วมโต๊ะเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายแรกนั่น ! หญิงสูงวัยมักคอยหาจังหวะแทรกแซงบทสนทนาที่เขาคุยกับสามีเธอเป็นระยะ ซึ่งก่อความรำคาญจนเขานึกอยากปิดสวิตช์ช่างจ้อของเธอให้รู้แล้วรู้รอด ! 

“คุณอาชาคะ ไหนวันก่อนบ่นว่ารัฐบาลอาจต้องเทเงินลงไปช่วยสถาบันการเงินขนาดเล็กก่อนกำหนดใช่ไหมคะ นี่ไง...คุณวีร์ก็อยู่ตรงนี้แล้ว มีอะไรก็ลองปรึกษากันดูสิคะ” คนแรกที่เริ่มพูดเรื่องงานไม่ใช่อาชา แต่เป็นเจ้าเดิม...สุกัญญา ! 

บุรุษอาวุโสถลึงตาห้ามภรรยา แต่อีกฝ่ายไม่แยแส ยังคงเปิดประเด็นต่อไป จนอาชาต้องอ้อมแอ้มอธิบายให้เขาฟังด้วยท่าทีไม่ใคร่เต็มใจนัก 

ชนวีร์สังเกตทิศทางลมด้วยอาการครุ่นคิด ข้ออ้างที่อาชาบอกว่าจีดีพีของไตรมาสสามซึ่งเพิ่งประกาศออกมาลดลงจากที่ประมาณการณ์อยู่เกือบหนึ่งเปอร์เซนต์ รัฐบาลจึงเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาวะเงินฝืด และคาดว่าคงต้องเทเงินลงไปในแบงค์เล็ก ๆ เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นการกระตุ้นการเงินของประเทศให้สะพัดขึ้นนั้น ฟังดูมีความเป็นไปได้สูงก็จริง  

แต่ชนวีร์ก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี เรื่องที่รัฐบาลจะประกาศใช้นโยบายก่อนกำหนดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เหตุใดคนของเขาที่แทรกซึมอยู่ ‘ข้างใน’ กลับไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน ! 

หรือสุกัญญาเพียงแค่ตั้งเงื่อนไข เพื่อให้เขาจัดการเรื่องของมินตราให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที ดูเหมือนเธอจะมั่นใจมาก ว่าการเอาเรื่องงานมาเป็นข้อแม้จะทำให้เธอถือไพ่เหนือเขา  

ชนวีร์ให้ความสำคัญกับงานเป็นอันดับแรกก็จริง แต่นั่นต้องอยู่บนพื้นฐานความพอใจของเขาด้วย ถ้าแผนขยายบริษัทที่วางไว้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายด้วยเหตุผลที่เข้าท่า เขาก็ยอมรับความผิดพลาดได้ แต่สิ่งที่เขารับไม่ได้เด็ดขาดก็คือการถูกบังคับให้ยกธงขาวด้วยวิธีมัดมือชกเช่นนี้ เพราะเขาชอบแพ้ด้วยตัวเองมากกว่า ! 

ชนวีร์ชั่งใจ...ความฝันกับความสำเร็จในเรื่องการงาน สิ่งใดสำคัญกว่ากันแน่ 

แม้จะประสบความสำเร็จมาแล้วไม่น้อย แต่คนหนุ่มอย่างเขาก็ยังคงทะเยอทะยานอยากพาบริษัทฯ ก้าวไปให้ไกลกว่านี้อยู่ดี ในแวดวงธุรกิจที่เขาคลุกคลี แค่หยุดเดินก็เท่ากับถอยหลังแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะประสบความสำเร็จอีกมากขนาดไหน ชัยชนะที่แท้จริงก็ไม่มีวันมาถึง ! 

แต่ความฝัน...ไม่เหมือนกัน สำหรับชนวีร์แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความฝันนั้นมีอิทธิพลต่อตัวเขามาก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ครองตัวเป็นโสดมาจนถึงขนาดนี้ ทั้งที่คบหากับผู้หญิงมามากมาย ผ่านมาหมดแล้วทั้งความลุ่มหลง หวั่นไหว เคลิบเคลิ้ม หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์  

แต่เขากลับไม่ยอมลงหลักปักฐานกับใครสักที นั่นเป็นเพราะเขายังไม่พานพบสตรีผู้อยู่ในความฝันคนนั้นเลย มีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้จักความหมายแท้จริงของความรักเช่นที่ต้องการ ! 

เขาเคยเชื่อหมดใจว่ารินรดาคือผู้ที่จะมาทำให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง แต่นั่น...เป็นก่อนที่เขาจะพบมินตราเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา  

ถ้านึกถึงความฝันเรื่องที่มิราวัลย์ไปก่อกวนที่บ้านหลังนั้น รวมกับเรื่องที่คุยกันตลอดมื้ออาหารวันนี้ ชนวีร์ปฏิเสธไม่ได้เลย...ว่ามินตราน่าจะเป็นผู้หญิงคนที่เขาฝันถึงคนนั้น และที่สำคัญก็คือเธอใช้รถสีเหลือง ! 

เจ้าของรถสีเหลืองผู้นั้นเป็นคู่หมั้นของเขา 

ถ้าเธอเป็นสตรีในฝันของเขาจริง วันหนึ่งข้างหน้า เธอจะทำให้เขามีความสุขมากขนาดนั้นได้แน่หรือ 

ชนวีร์หนักใจ เขาเคยจับมือมินตราแล้ว สัมผัสของเธอนั้นว่างเปล่า ไม่อบอุ่นอ่อนหวานเลยสักนิด 

แต่ก็ใช่ว่าสัมผัสของรินรดาจะก่อความรู้สึกพวกนั้นได้ เขาเคยจับมือเธอสองหน ครั้งแรกคลับคล้ายว่าจะใช่ ทว่าครั้งหลังกลับว่างเปล่าไม่ต่างกัน ! 

ชายหนุ่มลังเล...เขาควรเลือกผู้หญิงคนไหน 

คนหนึ่งคือเจ้าของรถสีเหลืองซึ่งเป็นคู่หมั้นในความฝัน 

ขณะที่อีกคน...มีภาพซ้อนทับกับความฝันที่ทะเลสาบซีหู 

ผู้หญิงทั้งคู่มีความเป็นไปได้พอกันว่าจะเป็นสตรีในฝันคนนั้น นี่เขาควรทำยังไงดี 

แม้ยังคิดไม่ตกว่าควรเดินหมากต่อไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มมั่นใจยิ่งก็คือ ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเลือกใคร มันต้องเกิดขึ้นเพราะเขาต้องการเลือกเท่านั้น ไม่มีใครบีบบังคับให้เขาเลือกได้เด็ดขาด ! 

อาจเป็นความลำเอียงซึ่งซุกซ่อนอยู่ในใจที่ทำให้ชนวีร์คิดตก ชายหนุ่มวางรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้ในหน้า 

เริ่มจากทำให้รินรดาได้แต้มนำมินตราไปก่อนก็แล้วกัน ในเมื่อคู่หมั้นของเขาใช้รถสีเหลือง งั้นเขาก็จะเป็นคนซื้อรถคันนั้นให้รินรดาเอง ! 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ภาพรักในฝันมี 32 ตอนนะคะ

ตอนนี้เลยครึ่งเล่มมานิดนึงแล้ว 

ใครสนใจอยากอ่านรวดเดียว

กดโหลดอีบุ๊กกันโลดเลยค่า

 

ใครซื้ออีบุ๊กแล้ว

ส่งหลักฐานมาให้สิริณด้วยนะคะ

จะส่งของที่ระลึกไปให้ ^^

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น