หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 แ ม ว น้ อ ย ล ง จ า ก เ ข า (3)

ชื่อตอน : บทที่ 1 แ ม ว น้ อ ย ล ง จ า ก เ ข า (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 371

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2562 08:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 แ ม ว น้ อ ย ล ง จ า ก เ ข า (3)
แบบอักษร

วันนี้อากาศดี ได้ลงจากเขาอากาศยิ่งดีจนมองไปทางใดก็สดชื่นสบายตาไปหมด แม้แต่เจ้าไก่ขนกุดที่เลี้ยงไว้หลังสำนักก็ยังดูงดงาม หลี่จิวฮวาเดินผ่าน มือข้างหนึ่งกำเม็ดถั่วจำนวนหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งจับเม็ดถั่วใส่ปาก เคี้ยวหมุบหมับอย่างเอร็ดอร่อย เดิมทีนางไม่ค่อยใส่ใจเจ้าไก่ตัวนั้นเท่าใดนัก แต่เพราะวันนี้อารมณ์ดียิ่งจึงเผื่อแผ่เม็ดถั่วในมือให้สักสามสี่เม็ด ทั้งยังฮัมเพลงจนศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เดินผ่านพากันหันมามองเป็นตาเขียว บางคนทำหน้าเหวอราวกับเห็นผี

              หลี่จิวฮวาไม่เคยฮัมเพลง นางไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์ ให้ดีดพิณ เล่นผีผา เป่าขลุ่ย ร่ายรำอ่อนช้อยเหมือนสตรีคนอื่นนับว่าเป็นไปได้ยาก พอนางฮัมเพลงขึ้นมาจึงพาความประหลาดใจมาสู่สำนักหลิงซาน ไม่นานก็มีคำพูดปากต่อปาก ว่ากันว่า

‘น้องสามจะลงจากเขา ท่องไปยังแดนตะวันตก สอดแนมชาวทะเลทราย’

บ้างก็ว่า ‘น้องสามลงเขาไปปราบปีศาจ’

ปราบปีศาจ? นางแค่นเสียงหัวเราะ ตัวนางเองมีคำสาปติดตัว มีสายเลือดปีศาจวนเวียนอยู่ในร่างกาย เท่านี้ก็เอาตัวไม่รอดแล้ว จะหาเรื่องใส่ตัวสร้างศัตรูทำไมอีกเล่า

บ้างว่า ‘น้องสามลงเขา เข้าวัง’

              วังใหญ่โต หลี่จิวฮวาไม่คิดย่างกรายเฉียดใกล้ ผู้อื่นอาจอยากเข้าไป แต่นางไม่อยากถูกจับขัง ไร้อิสรภาพ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่นางเป็นเด็กต้องคำสาป มารดาจึงส่งตัวมาอยู่กับอาจารย์ปู่ มิเช่นนั้นนางอาจถูกส่งตัวเข้าวังตั้งแต่หกขวบเหมือนพี่หญิงใหญ่หลี่ลู่เฟิน

              คำเล่าลือไปคนละทิศละทาง นางหาได้ใส่ใจไม่ นางเพียงเก็บเสื้อผ้าใส่ย่าม เปลี่ยนอาภรณ์เป็นสีเทาดำ ผมรวบตึง มัดเป็นมวยกลางศีรษะ มองเผินๆ เหมือนหนุ่มน้อยมากกว่าหญิงสาว นางสะพายย่าม กำดาบ เดินออกจากที่พักด้วยความเริงร่า เดินผ่านผู้ใดพลันประสานมือเอ่ยคำลา เสียงของนางเจื้อยแจ้ว ดังสะท้อนก้องหุบเขา จนมาถึงประตูเข้าออก ศิษย์พี่ที่อยู่ดูแลถึงกับถามอย่างสงสัย

              “เจ้าลาออกจากสำนักแล้วรึ”

              หลี่จิวฮวาปฏิเสธเป็นพัลวัน คนถามหลุดหัวเราะขบขัน

              “เห็นเจ้าลาผู้อื่นไปทั่ว ข้าเลยนึกว่าเจ้าลงเขาแล้วจะไม่กลับมาอีกแล้ว”

              “กลับมาสิศิษย์พี่ เสี่ยวฮวายังต้องเรียนรู้วิชาจากอาจารย์อีกมาก” นางตบมือลงบนอก มือสัมผัสถุงผ้าผืนเล็กที่สอดอยู่ใต้สาบเสื้อ “วันนี้เสี่ยวฮวาเพียงจากไปทำภารกิจ อีกเจ็ดวันค่อยกลับมา”

              ศิษย์พี่ไม่ซักไซ้ เพียงเอ่ยคำอวยพรแล้วโบกมือ

              หลี่จิวฮวาก้าวเท้าผ่านประตู ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมา นางกางแขนสองข้าง เงยหน้าหลับตา สูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนชุ่มปอด

              สักพักหนึ่ง นางค่อยลืมตา ท้องฟ้าสีครามอยู่เหนือศีรษะ เมฆสีขาวก้อนกลมลอยอ้อยอิ่ง นางมองอยู่ครู่จึงออกเดินทาง หนทางคดเคี้ยว ยิ่งเดินยิ่งแคบ ยิ่งเดินยิ่งวังเวง นางแกว่งไกวกระบี่ รู้สึกอุ่นใจอยู่บ้าง แม้วิทยายุทธ์ที่นางร่ำเรียนมาจะยังคงอยู่ในระดับพื้นฐาน แต่น่าจะพอเพียงให้ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง

              นางลูบมือลงบนอก ถุงเล็กๆ ถุงนั้นยังอยู่ดี

              นางระแวดระวัง ดูแลรักษาสิ่งนั้นเยี่ยงชีวิต

              

              หนทางยังอีกไกล นางเดินๆ หยุดๆ บ้างพักใต้ร่มไม้หยิบหมั่นโถวมากินสักลูกหนึ่ง บ้างพักงีบหลับใช้ก้อนหินต่างหมอน นอนไม่สบายนักแต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย นางจึงหลับเพลิน ผ่านไปจนบ่ายคล้อยจึงเพิ่งสะดุ้งตื่น

              หลี่จิวฮวาลุกนั่ง ตาหรี่ปรือ น้ำลายยืด

              นางใช้หลังมือป้ายน้ำลาย เงยหน้ามองตะวัน ก่อนสบถคำออกมาอย่างตกใจ

              “ตายๆๆ” เผลอหลับไปนานไม่อาจรีรอ นางลุกขึ้นยืน รีบรุดเดินทางต่อ

              จนตะวันใกล้ลับขอบฟ้า นางเพิ่งมาถึงตีนเขา เดินอีกหลายลี้กว่าจะเข้าเขตตัวเมือง นางสูดปากขณะหย่อนกายลงนั่งบนโขดหินขนาดใหญ่ ใช้สองมือบีบนวด ใช้กำปั้นทุบเบาๆ พอให้หายเมื่อยจึงลุกขึ้นมาเดินทางต่อ

              เหงื่อไหลโชก เสื้อผ้าเปียกชื้น นางอยากอาบน้ำจนสะอาดหมดจด นึกถึงเตียงนุ่ม อยากซุกตัวใต้ผ้าห่มหลับอย่างสบาย

              เพิ่งต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศยามกลางคืนจึงยังหนาวเย็น นางยกมือกอดอก พรูลมออกจากปากเล็กน้อย ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่จิวฮวาเร่งร้อนเดินทางจนผจญกับความยากลำบาก ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย ทั้งเป็นกังวลกลัวของสำคัญจะหาย

              ประตูเมืองอยู่ตรงหน้า เห็นโคมไฟวับแวมอยู่ไม่ไกล นางเร่งฝีเท้า มาถึงประตู ยื่นป้ายหยกให้ทหารยามดู เพียงเท่านี้ก็สามารถผ่านประตูไปได้อย่างง่ายดาย

              ตระกูลหลี่...ใต้หล้านี้ใครบ้างไม่รู้จัก

              บิดานาง...หลี่หยาง เป็นถึงพระสหายของฮ่องเต้ ใครๆ ต่างก็รู้ เพียงยื่นป้ายหยกประจำตระกูลให้ผู้อื่น สิ่งยากใดๆ ล้วนผ่านไปง่ายดายยิ่ง

              หลี่จิวฮวาลากเท้าที่กำลังปวดตุบๆ ผ่านประตูเข้าไป ความจริงวันนี้นางจะเดินลมปราณใช้วิชาตัวเบาโบยบินลงมาจากยอดเขาก็ได้ เพียงแต่...ในตัวนางมีทั้งลมปราณปีศาจและลมปราณมนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ทว่าเมื่อใด ลมปราณทั้งสองเกิดแปรปรวนขึ้นมา หากหนักหนาถึงขั้นควบคุมไม่ได้ นางอาจกลายร่างเป็นแมว เข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่รู้ตัว นางไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนั้น ไม่ว่ากับใครก็ตาม

              หลี่จิวฮวาทอดถอนใจ เดินต่อไปด้วยฝีเท้ามั่นคง ก่อนจะหยุดยืนกลางถนน

              นางเคยลงจากเขาสามครั้ง ไม่เคยสังเกตเลยสักครั้งว่าโรงเตี๊ยมเทียนอี้ตั้งอยู่ที่ใด แต่หากถามว่าเมืองซื่อเฟินมีหอโคมเขียวกี่หอ มีร้านหนังสือกี่ร้าน อยู่ที่ใดบ้าง นางตอบได้อย่างไม่คิดลังเล

              จิงฮวายังคงอยู่ที่เดิม...ยังตัดสินใจไม่ตกว่าควรเดินไปทางทิศใด

              ไม่ทันได้คำตอบ เบื้องหน้าพลันปรากฏเงาดำทะมึนของสิ่งหนึ่ง เท้าของมันกระทบพื้น ส่งเสียบกุบกับดังก้อง

              จิวฮวายืนตัวแข็งค้าง ในพริบตาเดียว ม้าตัวนั้นอยู่ห่างจากนางไม่ถึงหนึ่งฉื่อ  (1 ฉื่อ = 10 นิ้ว) ซ้ำยังเตะนางจนลอยหวือ

              ตุบ!

              นางปิดหน้า หลับตาปี๋

              ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยตระหนัก...นอกจากท้องที่ถูกเตะ นางรู้สึกสบายดี ส่วนอื่นๆ ในร่างกายไม่มีส่วนใดได้รับบาดเจ็บ หลี่จิวฮวาค่อยๆ ลืมตา ภาพแรกที่เห็นคือผ้าสีม่วงปักลายเมฆ นางเงยหน้า ยืดตัวขึ้น จึงได้รู้ว่าที่แท้นางนอนคว่ำหน้าอยู่บนตัวคนผู้หนึ่ง

              หลี่จิวฮวาเลื่อนสายตาขึ้นไป ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง (อัลมอนด์) พลันเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุด ปากอ้าค้างแต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

นางยกมือสั่นระริกชี้ไปที่คนผู้นั้น

              “ละ...เลือด” ในที่สุดนางก็เปล่งเสียงออกมาจนได้

              เลือด! เลือดไหลออกมาจากจมูกเขา หลี่จิวฮวาอารามตกใจจึงนอนตัวแข็งค้างไม่ขยับเขยื้อน

              ม้าพยศตัวนั้นถูกคนผู้หนึ่งจัดการแล้ว เหตุการณ์กลับสู่ปกติ ชาวบ้านส่งเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบและเดินผ่านไปมา

              นางยังคงอยู่ที่เดิม บนเรือนกายใหญ่โตของบุรุษผู้หนึ่ง

              “จะนอนบนตัวข้าอีกนานเท่าใด”

              เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานทำให้นางได้สติ กุลีกุจอกระถดกายลงจากเรือนร่างของเขา แข้งขาอ่อนแรงนั่งแปะอยู่บนพื้น ส่วนเขาลุกขึ้นยืน ไอโขลกๆ สามสี่ครั้ง พลางใช้หลังมือเช็ดเลือดที่จมูกของตน

              ตาสบตา จิวฮวาสะดุ้ง นึกอยากหายตัวไปเสียตอนนี้เลย

ความคิดเห็น