Myriimmy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#คนโง่ของผม :: Episode 9 [UP 100%]

ชื่อตอน : #คนโง่ของผม :: Episode 9 [UP 100%]

คำค้น : คนโง่ของผม นานะคนโง่

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 736

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2562 11:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#คนโง่ของผม :: Episode 9 [UP 100%]
แบบอักษร

 

 

EPISODE 9 

 

ฉันเปลี่ยนท่านั่งเป็นกอดอกยกขาขึ้นมาไขว่ห้างพร้อมหันหัวไปทางอื่น ไม่อยากเห็นหน้าของผู้ชายตรงหน้า ฉันได้ยินเสียงแค่นหัวเราะทุ้มต่ำของชายร่างกำยำ วันนี้เขามาในเสื้อเชิตสีน้ำเงิน และเสื้อที่เขาใส่อยู่นั้นเป็นเสื้อที่ฉันไปเลือกซื้อให้เมฆเองกับมือ 

เพื่ออะไร? 

“ไม่คิดจะมองหน้าเราหน่อยเหรอครับ” 

“…” ฉันตอบเขาด้วยการเงียบ ทำเหมือนว่าเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ แค่หน้ายังไม่อยากจะมองนับประสาอะไรกับการโต้ตอบด้วยการพูด 

“ไม่เป็นเรา เธอไม่ต้องคุยกับเราก็ได้ ฟังเราพูดคนเดียวให้จบก็แล้วกันนะ” เพราะความที่ไม่อยากนั่งฟังเสียงของเขาอีกทั้งไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งฟังเขาสาธยายความสารเลวของตัวเขาเอง ฉันจึงตัดสินใจลุกหนีออกไปในที่สุด 

ทว่าในระหว่างที่จะก้าวท้าวเดินไปทางอื่นนั้นฉันก็ต้องชะงักเพราะประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเขา “เธอจะไม่อยู่ฟังเหรอ...ว่าเราจะทำอะไรต่อไป” 

“…” 

“แน่ใจเหรอครับ?” 

  

[Mhek’s Talk] 

ร่างบางแต่มีน้ำมีนวลน่าถนุถนอมในชุดเดรสชีฟองสีขาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าเธอนั้นกำลังยืนหันหลังให้แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความตระหนกของเธอ 

“มานั่งเร็ว…” พูดไปพลางพลางเปลี่ยนท่านั่งพลาง โดยที่สายตานั้นก็ยังคงจับจ้องที่ตัวเธอ ผู้หญิงตรงหน้ายืนนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่งเหมือนว่ากำลังพิจารณาบางสิ่ง ไม่นานนักเธอก็กลับมานั่งที่เดิมของเธอดังที่เคยเป็น 

สีหน้าของเธอช่างเรียบนิ่ง…ทำเอาผมเล่นเดาเธอไม่ออก 

“พูดมาสิ” น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานเวลาพูดคุยกับผมนั้นได้จางหายไปหลงเหลือแต่ความเย็นชาและกระดากกระเดื้อง ราวกับว่าผู้หญิงคนนี้ที่เคยบอกว่ารักผมนักหนากำลังฝืนใจอย่างแรงที่จะคุยกับผม 

“อย่าทำห่างเหินแบบนั้นเลย เราเจ็บนะ” ผมนั้นเฝ้ามองปฏิกิริยาของผู้หญิงน่ารักตรงหน้า เธอในตอนนี้ช่างดู…ไร้อารมณ์เสียจริงนะ 

“…” เธอผินหน้ามามองผมช้าๆ ดวงตานั้นในยามนี้ช่างท้าทาย ผู้หญิงคนนี้มีอะไรให้น่าค้นหาตลอดเวลา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผมถึงไม่อยากเสียเธอไปในขณะเดียวกันผมก็… 

“พูดมาสิ” ย้ำมาอีกครั้งชัดเจน ริมฝีปากสีชมพูของเธอยามขยับพูดมันทำให้ผมหวนนึกถึงวันเวลาที่เราเคยจูบกัน 

เธอคนนี้กำลังกางปีกโผบินออกไปจากอ้อมอกผม 

“…เราจะพูดอีกครั้งว่าจะไม่เลิกกับเธอนะครับ” เรื่องนี้ผมจำได้ว่าเคยบอกเธอไปสองครั้งว่าจะไม่มีวันปล่อยเธอไป ถึงแม้เธออยากจะเลิกกับผมเพียงใด หรือจะหนีไปที่ใดก็ตามผมก็สามารถตามเธอไปได้ทุกที่ 

ผู้หญิงคนนี้เป็นคนฉลาด เธอย่อมรู้ว่าผมทำอะไรได้บ้าง 

“ฉันถามจริงๆ เถอะ ฉันเคยไปทำอะไรให้ นายถึงต้องมาทำแบบนี้กับฉัน” ผมเห็นนะ…ดวงตาที่เหมือนจะว่างเปล่าและเย็นชา แท้จริงแล้วเป็นแค่การแสร้งทำเท่านั้น ลูกไก่ตัวนี้กำลังเติบโตและกำลังได้เรียนรู้ 

ที่ผ่านมาเธอไม่เคยแม้แต่เอ่ยถามหาเหตุผลของการกระทำ ทำตัวว่าง่าย และน่ารักมาตลอดมันทำให้ผมน่ะ…รักเธอนะ รักจริงๆ แต่ว่า… 

คุณคิดหรือว่าเพียงแค่คำว่ารักจะทำให้ผมหยุดอยู่ที่เธอคนเดียว 

ยิ่งเป็นเธอคนนี้แล้ว ผมคงไม่อาจหยุดเพียงเพราะคำว่ารักหรอก 

ใช่ไหม? นานะ 

“อืม…ตอบยากนะ” ทำท่าครุ่นคิดให้เธอได้เห็น คงสร้างความรำคาญใจให้ผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย แต่ทำยังไงได้ในตอนนี้การได้เห็นนานะปั่นป่วนเพราะผมมันโคตรจะสนุกเลยล่ะ “ไม่ตอบแล้วกัน” 

“ได้เมฆ ได้เลย” น่าแปลกใจที่นานะไม่ยักจะแสดงท่าทีออกมาว่าหงุดหงิด หรือไม่ก็โกรธ โมโห หรืออะไรก็ตามแต่ เธอเพียงแค่นั่งไขว่ห้างกอดอกแล้วส่งยิ้มหวานมาให้เท่านั้น ซึ่งมันเป็นรอยยิ้มที่ดูขมขื่นน่าดู 

“กลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะ เรารับรองว่าจะไม่มีหน้าไหนมาทำอะไรเธอ” ทำไมผมจะไม่ให้รู้ว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ของผมทำอะไรกับนานะบ้าง ความจริงแล้วผมไม่ได้ต้องการให้เธอเจ็บตัวเลย ผมแค่อยากให้เธอเจ็บใจเท่านั้น แต่บางทีการที่ต้องควบคุมผู้หญิงที่ไม่รู้จักพื้นที่ของตัวเองมันก็เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน 

ใครจะรู้ว่าผมเศร้าใจไม่น้อย…ที่เห็นเธอเจ็บ ผมไม่ได้นิ่งนอนใจเฉยๆ หรอกนะครับ 

“นายอยากให้ฉันกลับไปเป็นคนโง่ของนายเหมือนเดิมแค่นั้นใช่ไหม” ผมบอกแล้วไงว่านานะฉลาด เพียงแต่ว่าต้องมีอะไรมากระตุ้นให้เธอเริ่มรู้สึกตัวก็เท่านั้น ท่าทีของเธอตอนนี้เหมือนจะกลับไปเป็นนานะคนเดิม แต่ทว่าผมกลับไม่คิดแบบนั้นเลย 

เราลองมาดูกันว่านานะคนนี้ ที่เคยเป็นลูกไก่ตัวน้อยๆ จะทำอะไรได้บ้าง 

“ใช่ครับ มันก็แค่นั้นแหละ พูดตรงๆ ก็คือเราพอใจที่เห็นเธอโง่แบบเมื่อก่อน” จะว่าผมนั้นโรคจิตก็ได้ แต่การที่เห็นคนที่พร่ำบอกว่ารักผมนักหนานั้นรู้ความจริงทุกอย่างแต่ยังคงแสร้งว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงทำเหมือนว่าทุกๆ วันของเธอนั้นคงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายพร้อมกับการที่มีคนอย่างผมเคียงข้าง มันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่มีนานะอยู่แบบนี้ 

ผมยกให้เธอเป็นที่หนึ่ง พูดได้เต็มปากว่านานะสำคัญที่สุด หากต้องเลือก…ผมก็จะเลือกเธอ  

รีแอกชั่นของนานะเพียงยิ้มกรุ้มกริ่มเท่านั้น ซึ่งมันผิดคาดกับที่ผมคิดเอาไว้มาก แต่นี่ก็ถือเป็นข้อดีของนานะเลยก็ว่าได้ เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น นานะไม่โวยวาย ไม่ขี้เหวี่ยงขี้วีน เธอชอบวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยตัวของเธอเองเสมอ 

สังเกตนานะอีกครั้งด้วยการปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยที่ผมฝากไว้ไม่ยักโผล่บนคอของเธอแฮะ น่าเสียดายจริงๆ ผมอยากให้พ่อแม่ของเธอเห็นรอยพวกนั้นจะแย่ 

ไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกผู้ใหญ่ก็ดังใกล้เข้ามา จากนั้นร่างของผู้หญิงวัยกลางคนหน้าตายังคงสะสวยและคับคล้ายคับคลากับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมเป็นคนที่เดินเข้ามาในห้องรับแขกเป็นคนแรก ตามด้วยแม่ของผมและพ่อของนานะ ที่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ผมเข้ามาเหยียบที่บ้านหลังนี้ ท่านก็มองผมไม่วางตา 

“ยินดีค่ะ วันนี้ขอบคุณมากนะคะที่คุณเพ็ญอุจส่าห์มา” เสียงดังมาจากทางด้านหลัง ผมไม่ได้หันไปมอง 

“ไม่เป็นไร นานๆ ที ยิ่งรู้ว่าลูกชายตัวดีของฉันเกี่ยวดองกับลูกสาวคุณเจี๊ยบ” เมื่อคุณเพ็ญหรือแม่ของผมหย่อนก้นลงข้างๆ ท่านก็ปรายตามองผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะผินหน้าไปมองฝั่งตรงข้าม ในมุมด้านข้างนี้…ผมไม่แน่ใจว่าสายตาของแม่โฟกัสไปที่ใคร ระหว่างคุณเจี๊ยบและนานะ… “ก็ยิ่งต้องมา” 

อมยิ้มนิดหน่อยที่ได้ยินคำพูดของแม่ตนเอง 

“ขอบคุณครับ ที่มาเพื่อลูกสาวผม” นายทหารยศใหญ่คนนี้…คงผ่านโลกมาเยอะพอสมควรสินะ ความเกรงขามและหยิ่งทะนงนี้ให้เดาตอนสมัยหนุ่มๆ ก็คงไม่เบา 

แต่ขอโทษครับ…ผมไม่กลัวคุณ 

สักพักผมกับแม่ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง โดยในระหว่างบทสนทนาของพวกผู้ใหญ่นั้น นานะก็ได้แต่นั่งมองมือของตัวเองและเหมือนว่าเธอกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างในหัว ส่วนผมก็ไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่เพราะแม่ผมจัดการให้หมดเลย 

“ลุงรัชน์ไปส่งผมที่…” มานั่งในรถตู้ส่วนตัวได้ไม่เท่าไหร่ผมก็ออกปากสั่งคนขับรถประจำบ้านของผมให้ขับไปส่งที่สถานที่แห่งหนึ่ง ผมมีเรื่องที่ต้องสะสางที่นั่นนิดหน่อย 

“แม่ไม่ชอบยัยเด็กนั่น แววตาจองหองเหมือนพ่อไม่มีผิด” ผู้หญิงในวัน 62 ปีที่วันนี้แต่งตัวตามสไตล์นั่งกอดอกมองหน้าต่างพูดออกมาอย่างไม่ชอบใจ ทำไมผมจะไม่รู้ว่าแม่ผมไม่ค่อยชอบนานะ ครั้งแรกที่แม่เจอเธอ…มันเป็นเรื่องที่บังเอิญมากๆ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในแพลนของผม 

ว่ากันว่าความประใจแรกเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าการพบกันครั้งแรกของแม่และนานะนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก… 

“แม่บอกผมครั้งที่ล้านได้” แม่ผมคนนี้มีสายคอยรายงานความเป็นไปของผม แม่ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผมโดยที่ผมไม่ต้องบอก แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของผมและนานะ หรือความสัมพันธ์ของผมกับผู้หญิงคนอื่นๆ แม่นั้นก็รู้เช่นกัน 

แม่ไม่เคยด่าหรือว่าที่ผมมีผู้หญิงหลายคน แม่ไม่เคยยุ่งหากว่ามันไม่จำเป็น อีกนัยหนึ่งคือท่านไม่สามารถเจียดเวลามาสนใจเรื่องของผมมากนัก แค่รู้ผ่านๆ ในฐานะ…แม่ 

“แล้วก็อย่าลืมที่ตกลงไว้นะ อย่าให้แม่ตามแล้วกัน” สิ้นสุดประโยคนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก จนกระทั่งล้อรถมาหยุดหมุนที่คอนโดแห่งหนึ่ง 

แต่ทว่าในระหว่างที่เปิดประตูรถและกำลังก้าวลงจากรถนั้น “เดี๋ยว…หลังจากนี้อย่างสร้างปัญหาอะไรเด็ดขาด อีกสองอาทิตย์แม่จะไปอังกฤษแล้ว เข้าใจใช่ไหม” 

“…” ไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ผมกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ก็เท่านั้น 

“เมฆ? เข้าใจไหม” 

“เข้าใจครับ” ผมก็แค่ตอบไปเท่านั้น โดยที่สมองไม่เคยเข้าใจอะไรสักนิด 

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ 

ท้ายที่สุดแล้วแม่ก็ทิ้งผมไปเหมือนเดิม 

  

แรงบีบที่ไม่ได้แรงอะไรมากนักกำลังเคลื่อนย้ายไปมาที่บ่าสลับกับต้นแขน ในขณะที่ผมนั้นก็ได้แต่ทิ้งศรีศะพิงพนักโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน 

“เป็นไงคะ ดีขึ้นบ้างไหม ผ่อนคลายหรือเปล่า” เสียงเล็กแหลมกระซิบข้างหู มองยังไงก็ดูออกว่าร่างนุ่มนิ่มสมส่วนกำลังยั่วกันอยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้มีอารมณ์ขนาดนั้น จึงดันมือเธอออกให้พ้นตัวก่อนที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำ 

ผมเคยบอกไหมว่าไม่ชอบผู้หญิงตอแยและวุ่นวายเกินจำเป็น และ ‘หนิง’ เป็นหนึ่งในไทป์ผู้หญิงแบบนั้น 

“เมฆ เดี๋ยวนี้เมฆเป็นอะไร ไม่ค่อยมาหาหนิงเลย ไม่ค่อยคุยกับหนิงด้วย” เธอตามเข้ามาถึงในห้องน้ำ ในตอนที่ผมปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ดก็เห็นสายตาหวานเชื่อมที่มีแรงปรารถนาอยู่เต็มกำลังของเธอ มันทำให้ผมหมดอารมณ์ที่จะอาบน้ำทันที 

หนิงเป็นคนสวย เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ผมอยากเก็บไว้เชยชม แต่การที่เธอทำตัวเหมือนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันมันทำให้ผมรู้สึกรำคาญ 

เคยบอกหนิงหลายครั้งมากเกี่ยวกับพฤติกรรมที่กล่าวไปข้างต้นของเธอ แต่หนิงไม่เคยจำใส่ใจ ที่มาหาเธอครั้งนี้ก็ลังเลอยู่ว่าจะปัดเธอออกจากชั้นวางดีหรือไม่ 

ร่างบางระหงถือวิสาสะเข้ามาสวมกอดผมจากทางด้านหลัง เสียงบ่นงืมงำของเธอตามมา ผมกลอกตาไปมานิดหน่อย “หนิงยอมหมดเลยนะ…ยอมทำทุกอย่างเพื่อเมฆ แต่อย่าเบื่อกันเลยนะคะ” 

ผมไม่เคยเบื่อหนิงเลย…แต่ต้องบอกว่าเธอเคยอยู่ในสารบบความคิดของผมต่างหาก จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่จะรักผมจริงๆ ไม่ใช่แค่เงินทองน่ะ ผมไม่เคยเจอ 

ความตัวสั่นที่เธอเมค หรือแม้กระทั่งน้ำอุ่นๆ ที่เปรอะหลังผมผ่านเสื้อเชิ้ตที่นานะซื้อให้เป็นของขวัญ ทำให้ผมตัดสินใจได้ว่าควรทำอะไรกับหนิงต่อไปดี 

“เมฆแค่อยากอาบน้ำ หนิงช่วยออกไปก่อนได้ไหม” สมองผมบอกให้เก็บเธอไว้ก่อน หนิงยังทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ เพราะงั้นวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้ายของเธอบนชั้นของผม 

ครั้งนี้หนิงว่าง่ายยอมออกไปเองโดยที่ผมไม่ต้องย้ำรอบที่สอง หลังจากนั้นผมก็ได้ทบทวนบางสิ่งบางอย่างกับตัวเองผ่านหน้ากระจก เห็นเงาของตัวเองในนั้น นี่หรือคือโฉมหน้าของคนที่ทั้งชีวิตมักถูกผู้หญิงหลงรัก ยิ่งมองตัวก็เองก็ได้แต่แค่นยิ้ม 

ขยะแขยงจะแย่…หน้าแบบนี้ 

ในคืนวันนั้นผมไม่ได้ค้างที่ห้องของหนิง แต่ออกมาอยู่ที่คลับซึ่งเป็นคลับที่ผมมีหุ้นส่วน

ที่ประจำของพวกผมคือชั้นบนสุดของอาคารเป็นโซน VVIP ซึ่งเข้าได้แค่สมาชิกที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ทำให้บริเวณทีผมนั่งอยู่ผู้คนค่อนข้างบางตา

ในขณะนั้นนิ้วเรียวที่มีเล็บยาวสีแดงสดกรีดกรายลงมาที่ช่องระหว่างกระดุมทำให้เนื้อผิวด้านในรู้สึกระคายเบาๆ กลิ่นหอมที่ยั่วยวนถูกส่งเข้ามาในปอดนับครั้งไม่ถ้วน เนื้อหนังมังสาที่นุ่มลื่นของผู้หญิงก็บดเบียดกับร่างของผมอย่างแนวชิด เสียงออดอ้อนหวานหยดก็ดังระงมชิดใบหู แต่ทว่าในหัวของผมกลับไม่โฟกัสกับหญิงสาวอกสะบึ้มบนตักเลยแม้แต่น้อย มันกลับวนเวียนคิดถึงแต่เจ้าของรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อเย็นแทน

“นัวเนียกันขนาดนี้มึงไปต่อกันที่ห้องไหม” ถึงแม้ว่าเสียงของ ‘ไอ้ไทม์’ หนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนของผมเอ่ยขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงที่นั่งอยู่บนตักผมหยุดการกระทำเลยแม้แต่น้อย ไม่มีความเคอะเขินใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนผมนั้นก็ทำตัวเหมือนหุ่นนั่งนิ่งให้เธอกระทำ

“เสือก” นี่คือสิ่งที่ผมตอบมันไป ไอ้ไทม์ยักไหล่กระดกเหล้าตามตบท้าย ตอนนี้เวลาสามทุ่มกว่าๆ ก็คงไม่ดึกเท่าไหร่ แต่ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนผมคงก็คงกำลังจะนอนกอดและออดอ้อนใครบางคนอยู่ 

คิดแล้วก็ได้แต่ยกยิ้ม หนีได้หนีไปเถอะ ผมจะทำให้เธอกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมอกอีกครั้ง

หูผมแว่วได้ยินเสียงของผู้หญิงบนตักที่กำลังเชื้อเชิญให้ผมไปต่อที่ห้องของเธอ เมื่อหลุบตามองเจ้าหล่อนก็แสดงสีหน้ายั่วๆ ออกมาว่าอยากจะทำเรื่องอย่างว่าเต็มทน ในตอนที่ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอนั้นกำลังจะโฉบเข้ามาใกล้ แก้วที่มีน้ำแอลกอฮอล์สีอำพันก็ถูกสาดใส่มาทางผมเต็มๆ หลังจากนั้น... “กรี๊ดดดดด!”

เสียงกรีดร้องเล็กแหลมของผู้หญิงบนตักทำเอาผมปวดหูจนต้องรีบผลักเธอให้ออกจากตัว กลิ่นของน้ำเมาตลบอบอวนที่เสื้อราคาแพงแต่ไม่สำคัญเท่าใครเป็นคนซื้อให้ คิดแล้วความรู้สึกบางอย่างที่คลับคล้ายกับคำว่าเกรี้ยวโกรธก็ก่อเกิดขึ้นมาในใจ

“นายจะเอายังไงเมฆ!!” สายตาของผมทอดไปยังร่างของหญิงสาวหน้าตาดี เป็นไทป์ผู้หญิงที่ผมชอบ เธอกำลังยืนตัวสั่นเทิ้มบวกกับสีหน้าที่แสดงออกมาว่ากำลังโกรธจัด ซึ่งอารมณ์ของผมก็ไม่ได้ต่างจากเธอมากนัก จึงเผลอจ้องมองไปที่เธอด้วยสายตาที่เย็นชาขั้นสุด และผมแน่ใจเลยว่าไม่ค่อยได้ใช้สายตาแบบนี้มองใครเท่าไหร่นัก “พ…พูดมาเลย”

“แล้วอยากให้ฉันตอบแบบไหนล่ะ?” ผมนั้นพึ่งได้มาสังเกตว่าข้างหลังของผู้หญิงที่กำลังยืนตัวสั่นมีผู้ชายผมสีเทายืนซ้อนหลังอยู่ด้วย แววตาของมันที่ทอดมองมาค่อนข้างเอาเรื่องพอสมควร

ไอ้ไทม์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดูจะชอบใจกับสถานการณ์ตรงนี้อยู่มากโข เพราะมันยิ้มมุมปากพร้อมนั่งกอดอกรอดูอย่างใจจดใจจ่อ ประเด็นที่ผมสงสัยคือพวกเธอเข้ามาได้ยังไงมากกว่า

“ไหนนายบอกว่านาย…รักฉันไง” น้ำเสียงเธอติดสั่นคล้ายกำลังร้องไห้ในอีกไม่ช้า ที่เธอพูดมามันก็คือเรื่องจริง ไม่เห็นว่าผมจะโกหกตรงไหน เพราะผมน่ะ…รักความโง่ของเธอไง “แล้วนายทำกับฉันแบบนี้เหรอ!”

ลืมแนะนำไปเลย…ผู้หญิงคนนี้ชื่อมิ้งครับ เธอก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ผมจัดตั้งไว่ในชั้นวาง เธอสวย เฉี่ยวและดูเหมือนว่าจะฉลาดในบางที แต่ก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น เพราะการบูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใดของมิ้งทำให้เธอดูไม่ระแคะระคายอะไรเลย

เธอคนนี้แหละที่ทำนานะเจ็บ ซึ่งผมยังไม่ได้คิดบัญชีกับเธอเลยด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่าเธอโง่ดีและผมชอบมากถึงได้คบมานานถึง 4 เดือน มิ้งได้จากผมไปก็ไม่น้อยนะครับ อะไรที่เธออยากได้ผมก็ซื้อให้แล้วทำไมเธอไม่เคยเจียมตัว กลับมาโวยวายกันแบบนี้?

“ก็คิดว่ามิ้งจะรักเงินของฉันมากกว่าซะอีก” พูดไปแล้วก็ขำ กำไลข้อมือแบรนด์ดังที่เธอกำลังสวมใส่อยู่ตอนนี้ก็เงินผม รองเท้าส้นเข็มที่เธอกำลังใส่อยู่ราคาเฉียดครึ่งแสนก็เงินผมอีก ถามหน่อยว่าทั้งตัวของเธอมีอะไรที่เคยซื้อด้วยเงินของตัวเองบ้าง?

คำที่ผมตอกกลับไปคงทำให้เธอพูดไม่ออก เพราะทันทีที่ผมพูดจบเธอก็ได้แต่ทำหน้าเหวอ ปากของเธอพะงาบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา สิ่งที่ผมพูดไปมันคงเป็นความจริงที่แทงใจดำเธอไม่มากก็น้อยแหละมั้ง

“ถ้าเธออยากให้ฉันพูดตามตรงก็จะพูดให้ฟังก็ได้” ผู้หญิงที่เคยนั่งอยู่บนตักของผมก่อนหน้านี้ซึ่งผมก็จำชื่อเธอไม่ได้พยายามจะเข้ามาออเซาะผมอีกครั้ง ซึ่งความอดทนผมก็มีขีดจำกัดเหมือนกันจึงเอ่ยไล่เบาๆ แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ยังคงไม่ออกไปสักที ผมตวัดสายตามองแม่นมใหญ่อย่างไม่สบอารมณ์ พร้อมพูดย้ำๆ อีกหนึ่งครั้งว่า “ออกไป”

ซึ่งแม่นางก็ยอมลุกออกไปแต่โดยดี…

“ความจริงแล้วฉันก็รักเธอนะมิ้ง…” รักที่เธอดูโง่แบบนี้ “แต่ฉันไมได้รักเธอคนเดียว” เดจาวู…นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเอื้อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา รีแอคชั่นของคนที่ฟังประโยคนี้ก็แตกต่างกันออกไป

ผู้ชายผมสีเทาจากที่มองผมอย่างเอาเรื่องและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ตอนนี้กลับทำสีหน้าคล้ายอยากจะเข้ามาต่อยผมเต็มทน

ส่วนไอ้ไทม์ก็หัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับว่าเหตุการณ์ตอนนี้มันเป็นเรื่องที่แสนจะขบขัน

และมิ้ง…เธอทำสีหน้าเหมือนนานะไม่มีผิดเลย 

หลังจากนั้นก็คงเดาได้ไม่ยาก เพราะผู้หญิงตรงหน้านอกจากจะทำหน้าเหมือนเจ็บปวดแล้ว น้ำตาเจ้ากรรมของเธอยังไหลออกมาจากดวงตาคมเฉี่ยวของเธอ น่าสงสารจังเลย…ถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงดึงเธอเข้ามากอด

“ไอ้ควาย! มึงยังเป็นผู้ชายอยู่เปล่าวะ” เนื่องจากว่ามิ้งไม่ได้พูดอะไรออกมาสักแอะ ผู้ชายข้างหลังเธอจึงเป็นฝ่ายมีปากเสียงบ้าง

“…” ผมเปล่าจะกวนตีนมันนะครับ ก็แค่หลุบตามองไปที่เป้าของตัวเองที่มั่นใจว่าขนาดของมันทำให้ผู้หญิงร้องซี๊ด ก่อนที่จะเงยหน้าตอบมันไป “ก็ยังเป็นนะ อยากดูปะ เด็ยวกูถอดกางเกงให้ดู”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” เสียงระเบิดหัวเราะจากไอ้ไทม์ก็ดังตามมา ส่วนผมเพียงยิ้มน้อยๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ไอ้ผู้ชายหัวสีเทาที่ผมไม่รู้ชื่อแม่งโคตรเอาเรื่อง ทำท่าจะเข้ามาต่อยผมแต่ก็ถูกมิ้งห้ามเอาไว้ การ์ดที่ทำหน้าที่ดูแลชั้นนี้ก็รีบปรี่เข้ามาทันที แล้วก่อนหน้านี้พวกมึงทำอะไรกันอยู่ ถึงปล่อยให้สองคนนี้เข้ามาได้?

ผมส่งสัญญาณให้พวกการ์ดถอยไป ก่อนที่จะเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้นแล้วพูดต่อ “แล้วเธอล่ะ จะเอายังไง…จะเลิกกันก็ได้นะ” การที่ผมเลิกกับมิ้งนั้นไม่มีผลกระทบอะไรกับชีวิตประจำวัน พูดตรงๆ คือเธอไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย

หากว่ามิ้งรับได้ที่ผมจะไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว…ความสัมพันธของเราก็สามารถไปต่อได้ แต่ถ้าไม่ก็แค่แยกย้าย หลังจากนั้นผมก็จะคิดบัญชีที่เธอทำนานะเจ็บตบท้ายก่อนจากลา

มิ้งเงียบไป เหมือนว่าเธอกำลังคิดไตร่ตรองเพื่อตัดสินใจอยู่ ข้างๆ เธอนั้นไอ้หัวเทาก็พยายามที่จะยุงยงให้เธอนันเลิกกับผมให้จงได้

และการตัดสินใจของเธอทำเอาผมทึ่งในตัวผู้หญิงคนนี้…

“ฉ…ฉันไม่เลิก ฉันรักนาย” ต้องแบบนี้สิ…ใช่เลย ผู้หญิงแบบนี้แหละที่ผมชอบ

“ไอ้มิ้ง! มึงบ้าไปแล้วเหรอวะ!” เสียงตะโกนของเพื่อนเธอดังมาถึงตรงนี้ ผมเข้าใจมันนะ เพราะว่าคงไม่มีเพื่อนที่ไหนยอมทนเห็นเพื่อนตัวเองเจ็บปวดเพราะความโง่ แต่ก็ไม่ใช่กับเพื่อนบางคน

“มานี่สิ…” ผมตบตักของตัวเองเพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้มิ้งมานั่ง เธอก็ทำท่าจะยอมมานั่งอย่างโดยดีแต่ก็ถูกไอ้หัวเทารั้งแขนเอาไว้ แต่ทว่าก็คงไม่มีอะไรมหยุดยั้งความโง่ของเธอได้อีกต่อไปแล้ว เพราะในไม่กี่วินาทีต่อมาน้ำเสียงที่ใส่อารมณ์ไปหลายส่วนก็ถูกเปล่งออกมาจากปากเล็กของมิ้งว่า

“มึงกลับไปเหอะแหนม อย่ามายุ่งกับชีวิตกูนักเลยว่ะ” เท่านั้นแหละครับ ผมคล้ายจะเห็นเส้นบางๆ ของความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อยๆ ขาดลง ไอ้หัวสีเทาคงเสียศูนย์น่าดูเพราะสังเกตจากสีหน้าของมัน

แหม…แอบรู้สึกผิดนะครับเนี่ย ที่ทำให้เพื่อนแตกคอกัน

ท้ายที่สุดแล้วมิ้งก็เดินมานั่งตัดผมอย่างว่าง่าย ส่วนผมก็อ้าแขนรับเธอก็เท่านั้น

ก่อนละครนี้จะจบ ไอ้หัวสีเทาก็เสสายตาไปที่ไอ้ไทม์ ที่ดูก็รู้ว่ากำลังมองด้วยสายตาเหยียดหยามมากถึงมากที่สุด เพื่อนผมมันคงรู้ตัวว่ากำลังถูกเหยียดด้วยสายตาคิ้วมันเลยกระตุกถี่ๆ บ่งบอกว่าอารมณ์ของมันไม่ได้คงที่เท่าไหร่นัก

และสุดท้ายสายตาของมันก็มาโฟกัสที่ผม “กูไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมพวกมึงถึงคบกันเป็นเพื่อนได้ สันดานเหมือนกัน…ศีลเสมอกัน เหี้ยกับเหี้ย เหอะ” หลังจากนั้นมันก็หันหลังเดินจากไป

มันด่าผมกับไอ้ไทม์เหรอ? ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย

“ปากหมาสัสๆ” ไอ้ไทม์สบถอย่างหัวร้อน นั่งดูเฉยๆ ก็สามารถโดนด่าฟรีๆ ได้

ต่อมาไอ้ไทม์ก็พาผู้หญิงเข้ามานั่งร่วมวงด้วย ในคราวแรกพวกเธอส่งสายตาที่เรียกว่าอ่อยมาถึงผม แต่ทว่าก็ถูกปัดไล่ด้วยสายตาของคนบนตัก

“เมฆ…” ร่างบางสูงโปร่งกระซิบข้างหู ในตอนแรกผมนั้นไม่ได้ตอบอะไร มือข้างหนึ่งที่โอบอยู่บริเวณสะโพกมิ้งก็ทำเพียงตบเบาๆ ไปมา การกระทำดังกล่าวเพียงแค่แสร้งไม่ได้ยินเท่านั้น “เมฆ”

“หืม…” เมื่อผมหันหน้าไปมองเธอ ถึงได้เห็นความกังวลที่ฉายชัด ทั้งสีหน้าและแววตาของเธอ เหมือนมิ้งกำลังมีเรื่องที่ค้างคาใจหลายอย่าง วันนี้คงไม่ใช่วันดีของเธอเท่าไหร่นัก โดยที่สาเหตุของความกังวลใจที่ว่าของเธอก็มีผมเป็นส่วนเกี่ยวข้อง

“ฉัน…ฉันรักนายนะ” คำบอกรักซ้ำๆ ที่ฟังจนเบื่อ ฟังจนเลี่ยนอยากอาเจียน ผมเป็นคนซึ่งไม่ได้มีพลังวิเศษอะไร จึงไม่สามารถหยั่งรู้อ่านใจใครได้ แต่ทว่าคนประเภทมิ้งก็ช่างง่ายที่จะอ่านจนทะลุปุโปร่ง “ขอโทษที่งอแง แต่ว่าฉันหึง”

“…” จะมีเหตุผลสักกี่ข้อที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถทนถูกนอกใจได้ จะสามารถทนมองคนที่ตัวเองรักไม่ได้มีตัวเธอแค่คนเดียว

นอกจาก …หนึ่ง เพราะโง่

และสอง เพราะผลประโยชน์

ชีวิตนี้ที่ผ่านมาผมมั่วใจว่ามีแค่สองเหตุผลนี้เท่านั้นแหละที่จะทำให้ผู้หญิงหรือใครก็ตามยังทนอยู่

หากว่าผมไม่ได้เกิดมาหน้าตาหล่อ ไม่ได้รวย เป็นเพียงผู้ชายที่มีแต่ตัวและหัวใจ และความรักโง่ๆ ที่เต็มเปี่ยม ยังจะมีผู้หญิงเข้าหาแบบนี้อีกไหม?

ผมเลวระยำ ครับ…มันจริง

ผมสำส่อน อืม…ไม่รู้สิครับ แต่ผมป้องกันทุกสมรภูมินะ

ผมว่าผมก็ยังมีข้อดีนะ ตรงที่ผมไม่เคยรั้งใครไว้ ถ้าหากว่าใครอยากจะไป ยกเว้นก็แต่นานะ บอกแล้วไงผมรักเอ ผมไม่เคยบังคับฝืนใจใครหากพวกเธอไม่ยินยอม ผมไม่เคยทำร้ายตบตีพวกเธอให้เจ็บช้ำ ให้เงินให้ของที่พวกเธออยากได้

ผมว่ามันน่าจะหักล้างกับสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ได้นะ

“อืม ฉันเข้าใจ” เข้าใจดีเลยล่ะ

เวลาผ่านไปผมนั้นตระหนักได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะเก็บมิ้งไว้ดูเล่นต่อไป ในสองสามวันต่อมาผมถึงบอกเลิกเธอและเรียกสิ่งของที่ผมประเคนซื้อให้เธอคืนมาให้หมด

ถือซะว่านี่เป็นการดัดหลังมิ้งที่เคยทำให้นานะเจ็บก็แล้วกัน 

‘ไม่เอานะเมฆ ฉันไม่เลิก ขอร้องละ…ฉันขอโทษที่ฉันงอแง ฉันจะไม่ทำอีก ฮึก…’ ดวงตาเฉี่ยวคมของมิ้งบัดนั้นมีน้ำตาเกรอะ ผมจำได้ดี

‘เธอลืมขอโทษอีกเรื่องหนึ่งนะ’

‘…?’

‘ลองใช้สมองของเธอคิดดูแล้วกัน’

พอเลิกเรียนแล้วผมก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงเสนอหน้ามาหานานะถึงบ้านเหมือนเคย แม้มันจะไกลจากคอนโดผมแต่เรื่องระยะทางไม่ใช่อุปสรรคอะไรหรอก

คุณเจี๊ยบต้อนรับผมอย่างอบอุ่น ในขณะที่นานะของผมก็ยังตีสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ทว่ามันก็มีบางอย่างแปลกไปที่ผมสามารถรับรู้ได้จากตัวของนานะ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ยิ้มให้แก่ผม ไม่ได้พูดจาด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำเหมือนเคยอีกแล้ว แต่การกระทำของเธอที่ตกอยู่ในสายตาของผม พ่อแม่ของเธอ เหมือนกับตอนที่เรายังดีๆ กันอยู่

อย่างเช่น…

“มื้อเย็นก็อยู่กินข้าวที่นี่ก่อนกลับนะจ๊ะ” เราสามคน (นายทหารยศใหญ่พ่อของนานะไม่อยู่) พูดคุยสัพเพเหระล่วงเลยเวลามาเกือบมืด โดยที่นานะก็ไม่ได้มีบทบาทในวงสนทนาอะไรมากนัก นอกจากนั่งพยักหน้า และยิ้มบางๆ ให้แม่ของเธอ มีบ้างที่จะปริปากพูดแต่ก็เป็นการพูดที่ถามคำตอบคำ ส่วนผมก็นั่งฟังที่คุณเจี๊ยบเล่าเรื่องราวของนานะและน้องของเธอสมัยเด็ก ก็อดที่จะยิ้มเอ็นดูไม่ได้

“จะดีเหรอครับคุณน้า” ถามออกไปตามมารยาท แต่ใครจะรู้ว่าผมรอคำถามนี้มาตั้งแต่มาถึงแล้ว

“ดีสิ แล้วคุณนงคุณน้าอะไรกัน เรียกแม่เลยก็ได้ ฉันไม่ถือหรอกจ้ะ” พอจบประโยคนี้ผมก็ลอบสังเกตไปที่ร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันที ในความคิดของผมตอนแรก…นานะคงจะไม่พอใจแม่ของตัวเอง อาจจะถลึงตาใส่เบาๆ หรือไม่ก็พูดอะไรสักอย่างออกมาเพื่อขัดเจตนาของแม่เธอ แต่ว่าสิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มันผิดไปหมด…

“เธออยากกินอะไรล่ะ?” เจ้าของรอยยิ้มอ่อนหวานที่ปรากฏลักยิ้มที่แก้มบุ้มเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล แววตาของเธอ สีหน้าของเธอ

น่าขย้ำมาก

“อะไรก็ได้ครับ แค่เธอทำ…” บทสนทนาของเราสองตกอยู่ในสายตาของคุณเจี๊ยบ

“เดี๋ยวแม่กับน้องไปทำกับข้าวก่อน เมฆก็ตามสบายนะจ๊ะ” ร่างของหญิงสาวสองคนก็ลับหายไปจากห้องนั่งเล่น จึงทำให้ภายในห้องตอนนี้มีเพียงแค่ผมเท่านั้น เสียงแอร์ดังหึ่มๆ บรรยากาศวยเหงาชอบกล เพราะคำว่าตามสบายของคุณเจี๊ยบ ผมจึงถือโอกาสสำรวจบ้านของแฟนผมสักหน่อย

ห้องนั่งเล่นก็ไม่มีอะไรมาก เบสิคพื้นฐานที่ห้องนั่งเล่นควรจะมี ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ แต่สิ่งที่ดึงดูดให้ผมเดินไปหาก็คือชั้นสองของบ้านต่างหาก

บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านที่หลังใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เล็กคับแคบ ออกจะเป็นบ้านที่อบอุ่นซึ่งต่างจากบ้านผมโดยสิ้นเชิง รู้ตัวอีกทีเท้าขของผมก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องบานหนึ่งบนชั้นสอง ป้ายที่ติดชื่อของเจ้าของห้องเด่นหรา ทำให้แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นห้องใคร

ผมไม่รอช้าที่จะบิดกอนประตูเข้าไปในห้อง กลิ่นที่ประทะเข้ามาในจมูกทันที่เปิดประตูห้องนั้นเป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคยดี และรู้สึกคิดถึงทุกครั้งที่ไม่ได้กลิ่นของมัน

กลิ่นของนานะ

ห้องของเธอ…ดูเรียบร้อยดี จัดระเบียบของต่างๆ ไว้เป็นโซน เหมือนนิสัยของเจ้าของห้องไม่มีผิดเลยล่ะครับ

สอดส่องสายตาสำรวจไปรอบห้องแล้ว ก็เดินไปจับนู่นจับนี้นิดหน่อย จนสายตามาหยุดอยู่ที่กรอบรูปที่ตั้งโชว์ไว้ตรงโต๊ะหัวเตียง

เป็นรูปของเด็กผู้หญิงผมยาวถักเปียในชุดนักเรียนของสถาบันแห่งหนึ่ง ใบหน้าของเธอสดใสและยิ้มแย้ม ผมหยิบกรอบรูปนั้นเข้ามาดูใกล้ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่ก็ยิ่งแน่ใจว่าใช่แน่นอน ใบหน้านี้ผมจำได้…

“เมฆ! ขึ้นมาทำอะไรน่ะ” ไม่ถึงกับสะดุ้งหรอก แต่ว่าแค่ตกใจกับเสียงเล็กๆ ของนานะก็เท่านั้น แม่คุณปั้นหน้ายักษ์อยู่ตรงหน้าประตูห้อง ผมค่อยๆ วางกรอบรูปไว้ที่เดิมอย่างช้าๆ

“ก็แค่…มาหาเข้าห้องน้ำก็เท่านั้น”

ร่างบางมองผมอย่างไม่ไว้ใจ แม้แต่เดินเข้ามาในห้องเธอยังไม่เดินเข้ามาเลยด้วยซ้ำ แน่นอนว่าคนฉลากๆ อย่างเธอก็คงไม่เชื่อหรอกว่าผมจะมาหาเข้าห้องน้ำอย่างที่ว่า

“ห้องน้ำข้างล่างมี ทีหลังก็ถามก่อนสิ ทำแบบนี้เขาเรียกว่าไม่มีมารยาทรู้ไหมคะ” ปากเก่งดีจริง เธอด่าผมทางอ้อมด้วยสีหน้าแบบนั้นได้ยังไงกันนะ?

“ไม่ยักรู้ว่าเราต้องมีมารยาทกับเธอด้วยนะครับ มากกว่าเข้าห้องนอนก็เคยมาแล้ว…” ไม่ลืมที่จะเลื่อนสายตาต่ำมองไปที่หน้าอกของเธอ

“ลงไปได้แล้วค่ะ กับข้าวเสร็จแล้ว” พูดจบเธอก็หันหลังเดินนำหน้าไป แต่ว่าตอนนี้ผมกลับไม่หิวข้าวเท่าไหร่เลยเนี่ยสิ

หมับ!

“น…นี่ อื้อ!” ปากนี้ใช่ไหมที่ด่าผมว่าไม่มีมารยาท 

 

[Talk] 

ขอโทษที่หายไปหลายวัน พอดีไรท์ติดเรียนและกิจกรรมหนักมากกกกกกก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น