แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 39

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 169

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 21:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 39
แบบอักษร

“คุณแม่ดีขึ้นแล้วหรือยังครับ” เด็กหนุ่มวัยสิบหกสิบเจ็ดปีที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงมาตั้งแต่ฟ้าสาง เอ่ยทักมารดาที่เพิ่งปรือตามองดูตนด้วยอาการสะลึมสะลือ

“อาเชิง” หยิงโถวร้องเรียกพลางฉวยมือเขามากอด “ลูกของแม่”  

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่หรือครับ” ไหว่เชิงถามอย่างตกอกตกใจเมื่อเห็นท่าทางตะลีตะลานผิดวิสัยของหญิงผู้ให้กำเนิด 

“เปล่าจ้ะ แม่ไม่เป็นอะไร” หล่อนบ่ายเบี่ยง 

ดวงตาส่อแววสนเท่ห์ของเด็กหนุ่มเพ่งจับที่ใบหน้าซีดเซียวของคนบนเตียงอย่างไม่ยอมละสายตาไปไหน สภาพของแม่ที่ทั้งอิดโรยและเซื่องซึมคล้ายคนเพิ่งผ่านความทุกข์โทมนัสอันใหญ่หลวง ล้วนเป็นข้อการันตีชั้นดีว่าแม่โกหกเขา  

“ยังไงคุณแม่ดื่มยาบำรุงนี่สักหน่อยนะครับ” ไหว่เชิงบอกเป็นนัยสั่งพลางส่งถ้วยบรรจุเครื่องยาจีนตุ๋นซึ่งมีสรรพคุณแก้อ่อนเพลียให้แม่ 

“ขอบใจมากจ้ะ” หยิงโถวรับมาดื่ม “แต่ที่จริงลูกไม่น่ามาเสียเวลาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องของแม่เลย ให้พวกคนใช้มาดูแลแม่แทนก็ได้ มีเวลาว่างทั้งทีลูกควรไปดูหนังสือมากกว่า อีกไม่ถึงครึ่งปีก็จะสอบเอนทรานซ์แล้วไม่ใช่หรือ” 

“โธ่ คุณแม่อย่าพูดเหมือนตัวเองเป็นภาระอย่างนั้นสิครับ” เด็กหนุ่มฝืนยิ้ม “สำหรับลูกทุกคน พ่อแม่สำคัญกว่าภาระหน้าที่ใดทั้งปวง คุณแม่เป็นอะไรขึ้นมาทั้งคน ลูกอย่างผมไม่อาจนิ่งนอนใจได้หรอกครับ” 

คุณนายหมั่นยิ้มแต้อย่างซาบซึ้งใจในความกตัญญูของลูก แต่แล้วยิ้มดังกล่าวก็เหือดแห้งไปเมื่อความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในจิตใจอันยุ่งเหยิงนั้น 

 

ทายาทสกุลหมั่นแสดงท่าทางดีอกดีใจทันทีที่เห็นสาวแรกรุ่นในชุดเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเหงื่อไคลและฝุ่นธุลียืนคอยเขาอยู่ที่หน้าบันได

“อาฟั้น” ไหว่เชิงเรียก “ขอบคุณมากที่ช่วยตุ๋นอึ่งคี้ให้นะ” 

เหล่ฟั้นชายตามองเจ้าของเสียงเรียกด้วยสีหน้าเฉยเมย ก่อนย่างเท้าเดินลงบันไดโดยไม่รั้งรอเขา “ฉันเพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้นค่ะ” 

“รอเดี๋ยวสิ” คนเดินตามท้วงติง “จะรีบไปไหนของเธอ” 

“ฉันไม่ค่อยสบายมาหลายวันแล้ว อยากไปนอนพักผ่อนสักงีบหนึ่งน่ะค่ะ” เธอตอบโดยไม่สบตาเขา น้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความเย็นชา 

คนแซ่หมั่นนึกขันที่คนในบ้านพร้อมใจกันป่วยถึงสองคน 

“ฉันเกรงว่าอาการเจ็บป่วยของเธอจะมีมูลเหตุมาจากฉันน่ะสิ” เขาจี้เข้าประเด็นขณะก้าวลงบันไดมาเกือบจะถึงขั้นสุดท้าย “เธอยังไม่หายงอนฉันอีกหรือ ฉันก็บอกแล้วว่าฉันเพียงแต่คุยกับผู้หญิงพวกนั้นตามมารยาท” 

“ฉันได้กลิ่นน้ำหอมของพวกเธอบนเสื้อคุณ” เด็กสาวไม่ทันยั้งปาก 

“ระหว่างพูดคุยอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดานี่” ไหว่เชิงดึงตัวเธอมาประจันหน้าพร้อมกับกล่าวคำง้องอนไปด้วย “ไม่เอาน่า อย่าโกรธกันเลยนะคนดี ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย ฉันผิดไปแล้วที่ทำให้เธอไม่สบายใจ” 

สาวผมเปียคู่ชักจะใจอ่อน หูตาพร่าพรายละม้ายจะร้องไห้ 

“ก็ได้ค่ะ ฉันยกโทษให้คุณ ไหว่เชิง” เธอแข็งใจว่า “แต่ถ้าคุณเป็นฉัน คุณก็จะรู้เองว่ามันแย่แค่ไหนที่ต้องทนเห็นคุณคลุกคลีอยู่กับคนอื่น” 

คนถูกต่อว่าพูดไม่ออก ทำได้แค่ใช้นิ้วมือเชยคางเธอขึ้นอย่างแผ่วบาง 

“ฉันไม่เคยสนใจใครที่ไหนทั้งนั้น ยกเว้นคนที่อยู่ตรงหน้าฉันนี่” เขายืนยัน ทว่าสุ้มเสียงสั่นสะท้านด้วยความอายเหนียม “อย่างที่ฉันเคยให้สัญญาว่าเธอสามารถเชื่อใจฉันได้ตลอดไป ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เชื่อใจฉันนะ อาฟั้น” 

เหล่ฟั้นก้มหน้า แต่มือทั้งสองข้างยกแตะบ่าไหว่เชิง แล้วไต่ข้ามหัวไหล่ไปอยู่ในลักษณะโอบรั้งท้ายทอยของเด็กหนุ่ม 

“ถ้ายังงั้นคุณช่วยตอบฉันหน่อยได้มั้ยคะว่าตอนนี้คุณรู้สึกยังไงกับฉันแล้ว” เธอพูดอย่างมุ่งหมายคำตอบมากกว่าจะออดอ้อน 

“รู้สึกยังไงน่ะหรือ...” เขามองเข้าไปในดวงตาเธอ “...คงแบบนี้” 

สาวใช้คอแข็งค้าง ร่างกายเหมือนจะหยุดการรับรู้และตอบสนองทุกประการโดยพลัน เมื่อนายน้อยยื่นหน้าเข้ามาเกือบจะประชิดเรียวปากเธอ 

เพล้ง!...เสียงจานชามที่หล่นแตกระนาวฉุดคนทั้งคู่ให้หลุดจากภวังคจิต สองคนอุทานขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกันว่า “ป้าเซา!” 

เหล่ฟั้นและไหว่เชิงรีบรุดไปยังห้องครัวอันเป็นที่มาของเสียง และก็พบกับร่างอ้วนตันของบ่าวชราที่หมอบคว่ำหน้า ครวญเสียงโอดโอยท่ามกลางเศษจานชามที่แตกบิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากเหลือคณานับ ทว่าเด็กหนุ่มสาวต่างไม่มีแก่ใจพอจะเก็บโกยเศษภาชนะที่แตกเหล่านั้น ความสนใจทั้งหมดของพวกเขาถูกดึงดูดไว้ด้วยอาการบาดเจ็บของป้าเซาที่ยากจะประเมินความรุนแรงได้ 

 

“ป้าเซาไม่เป็นอะไรแน่นะคะ” เหล่ฟั้นซักไซ้พร้อมทั้งบีบนวดแข้งขาแก

“เจ็บตรงไหนบ้างครับป้า” ไหว่เชิงถามแซง 

“หัวเข่านี่ล่ะที่เจ็บสุด” หญิงชราหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องเล่น “สงสัยอาการคนแก่คงจะกำเริบ กระดูกกระเดี้ยวเลยเปราะ” 

“คราวหน้าคราวหลัง ถ้าจะยกจานตั้งสิบกว่าใบแบบนี้ ให้หนูช่วยจะดีกว่านะคะ” หมุ่ยไจ๋ติเตียนขณะประคบน้ำแข็งตามรอยฟกช้ำ  

“ถูกของอาฟั้นนะครับ” ลูกชายเจ้าของบ้านผสมโรง “ป้าอายุมากแล้ว ไม่น่าโหมงานหนักอย่างนี้เลย” 

“ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่มีให้ป้านะ อาฟั้น คุณชายน้อย” คนรับใช้เก่าแก่ตัดบท และอดที่จะตั้งคำถามผ่านดวงตาที่จ้องมองเด็กทั้งคู่ไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงแลดูสนิทสนมกัน ผิดกับเมื่อหลายปีดีดักประหนึ่งพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ 

“ตอนนี้คุณนายเป็นอย่างไรบ้างคะ คุณชายน้อย” ป้าเซาถามเมื่อนึกได้ว่ายังมีนายหญิงอีกคนที่ไม่สบาย 

“หายดีแล้วครับ” ไหว่เชิงออกปากตามสภาพจริง “ล่าสุดก็ไปข้างนอกได้แล้ว คงไม่เป็นอะไรร้ายแรงแล้วล่ะป้า” 

“ถ้าเช่นนั้นก็นับเป็นเรื่องดี” ป้าเซาพึมพำด้วยน้ำเสียงแสดงความโล่งใจเหมือนเห็นสุขภาพคุณนายสำคัญกว่าตัวเอง “พักนี้มันอะไรกันหนอ อยู่ๆคนบ้านหลังเดียวกันก็มาเจ็บไข้ได้ป่วยพร้อมกัน ยังกับมีลางร้ายกระนั้นแหละ” 

เด็กหนุ่มสาวลอบมองตากันและกันด้วยความงงงวยที่คำว่า ‘ลางร้าย’ กระเด็นออกจากปากของป้าเซา เพราะปกติแล้วผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถือโชครางอย่างแกจะเป็นเดือดเป็นร้อนมากเวลาที่ใครก็ตามพูดถึงสิ่งที่ส่อไปในทางอัปมงคล แม้แต่คุณนายหรือคุณท่านก็ยังถูกแกขัดอยู่เนืองๆ เมื่อพวกเขากล่าวถึงลางไม่ดี 

“ไม่มีอะไรหรอก” ไหว่เชิงกระซิบบอกเมื่ออยู่ด้วยกันสองต่อสอง 

“ฉันก็บอกตัวเองอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ...” เธอทำสีหน้าเป็นปกติ ทั้งที่ใจพะวงถึงสาเหตุที่ป้าเซาพูดแบบนั้นออกมาเสียงเอง “...ไม่มีอะไรหรอก” 

 

คืนนั้นเป็นคืนที่อากาศเย็นยะเยือกอย่างผิดฤดูกาล ลมภายนอกที่พัดโหมกระทบกันสาดดังกึงๆมาแต่หัวค่ำ ชวนให้หวิวใจในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหล่ฟั้นพลิกตัวนอนอย่างกระสับกระส่าย ตะเกียงเจ้าพายุถูกเธอดับแสงไปนานแล้ว หากแต่จิตใจที่กลุ้มรุมด้วยความพะว้าพะวังในสิ่งที่มองไม่เห็นกลับไม่อนุญาตให้เธอข่มตาลงได้

ชั่วขณะหนึ่งที่หมุ่ยไจ๋สาวนอนตะแคงในความมืด เธอสัมผัสได้ด้วยประสาทลี้ลับว่าความมืดที่อวลรอบกายตนเริ่มที่จะมืดทะมึนกว่าเดิม และคลี่ตัวคลุมกายเธออย่างแน่นหนาจนเธอไม่อาจดิ้นรนหลุดพ้นไปจากมันได้ ไม่ว่าจะเพียรพยายามสักกี่มากน้อยก็ตามที เหล่ฟั้นกู่ร้องมุ่งหมายขอความช่วยเหลือ แต่ก็เหมือนจะไม่มีสุ้มเสียงใดเล็ดผ่านลำคอออกมา ความเงียบรอบตัวเหมือนจะเงียบวังเวงขึ้นอีก ขณะที่ความมืดมนอนธการนั้นเหมือนจะแผ่ขยายขอบเขตออกไปไม่มีที่สิ้นสุด 

“ที่นี่ที่ไหน” เธอตะโกนถามทั้งที่ไม่มีเสียง “เราอยู่ที่ไหนกันแน่”   

แทนคำตอบ แสงไฟสว่างวูบขึ้นดวงหนึ่ง อีกดวงหนึ่ง และอีกดวง หากดวงไฟพวกนั้นมันมาพร้อมกับเสียงดังกัมปนาทของทุ่นระเบิดที่ดำดิ่งสู่พื้น รวมทั้งกองทหารที่เดินแถวแบกอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างแข็งขัน 

ไฟสงครามและกลิ่นคาวเลือดตลบอยู่ทุกแห่งหนเมื่อทหารกองนั้นยาตราทัพผ่านไปแล้ว เหล่ฟั้นหลับตาปี๋พลางยกมือขึ้นอุดหูอย่างไม่ต้องการรับรู้ความโหดร้ายทารุณพวกนั้น จากนั้นวูบเดียว เธอก็รับรู้ถึงไออุ่นของแสงเทียนอันเจิดจ้า ความอุ่นใจบังเกิดขึ้นโดยพลัน ครั้นเมื่อเธอพบว่าตนเองอยู่ในห้องหับที่มีรั้วรอบขอบชิด ก็ราวกับว่าความกลัวทั้งหมดได้ถูกปัดเป่าจนมลายแล้วเป็นปลิดทิ้ง 

เหล่ฟั้นมองหาต้นตอของแสงที่ให้ความอบอุ่นแก่เธอไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบเทียนไขเล่มหนึ่งจุดอยู่เหนือหัวเตียงซึ่งหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่ ดวงหน้าของหล่อนแม้จะมีเค้าความสวย แต่ทรุดโทรมจนไม่น่ามอง หล่อนนอนดิ้นทุรนทุราย เสื้อผ้าที่สวมอยู่ขาดกะรุ่งกะริ่งเป็นริ้วๆ และด้วยความบังเอิญ เหล่ฟั้นเหลือบไปเห็นทารกน้อยคนหนึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มแนบติดอ้อมอกหล่อน 

ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างระหงในชุดนักบวชคาทอลิกที่ก้าวพรวดเข้ามา มือข้างหนึ่งถือโคมกระดาษส่องทาง สองเท้าจ้ำอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต...รูม่านตาเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความตกใจปนดีใจ ปากร้องเรียกสุดเสียง  

“ซิสเตอร์กวาน!” 

ภคินีสาวเดินผ่านหน้าเธอและตรงไปหาหญิงผู้น่าเวทนาคนนั้น 

“พี่สาวใหญ่” ซิสเตอร์กวานเรียกหล่อนด้วยศัพท์แสดงความเป็นเครือญาติ “พี่สาวใหญ่ทำใจดีๆไว้นะคะ น้องตามคนมาช่วยแล้ว” 

“น้องสาว” หญิงผู้เคราะห์ร้ายอึกอัก “เจ็บ...พี่เจ็บเหลือเกิน” 

“พี่ต้องไม่เป็นไร” คนเป็นน้องบีบมือถ่ายทอดกำลังใจ 

“เปล่าประโยชน์ ช่วย...หรือ...ไม่ช่วย...พี่...ก็...ตายเหมือนกัน” หล่อนยิ้มเหมือนปลงตกต่อชะตาชีวิตตนเองแล้ว “ปล่อย...พี่...ไว้...อย่างนี้เถิด” 

“พี่สาวใหญ่อย่าพูดแบบนี้สิ” ซิสเตอร์กวานสะอื้นพลางปาดน้ำตาตัวเอง “พี่สาวใหญ่ก็รู้ว่าที่น้องหันหน้าเข้าศาสนาก็เพื่อจะช่วยงานสังคม น้องอุทิศตนเพื่อผู้ตกทุกข์ได้ยากทั้งหลาย แม้แต่คนแปลกหน้าน้องยังช่วยมาไม่รู้กี่มากต่อกี่มาก แต่กับพี่สาวของน้องเอง น้องจะไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร” 

“สภาพพี่ตอนนี้...ให้พระผู้เป็นเจ้าช่วย...พาพี่ไป...จะดีกว่า” ผู้พี่หลุดแต่ละคำอย่างลำบาก “ถ้าเจ้า...คิดจะช่วยพี่...ก็จงช่วย...นางหนูนี่แทน” 

นักบวชหญิงพิศเพ่งเด็กอ่อนที่ยังนอนหลับสนิทไม่รู้ความ 

“ลูกอาเฉ่ง” มารดาเด็กสั่งเสีย “เลี้ยงดูแก...แทนเขากับพี่...ด้วยนะ” 

เหล่ฟั้นใจกระตุกโลด ดวงตาเหลือกลาน ในห้วงนาทีแห่งความตะลึงงันนั้น แสงเทียนในห้องพลันวูบดับลง แล้วสิ่งไม่คาดคิดอีกสิ่งหนึ่งก็อุบัติขึ้น บ้านเล็กหลังนั้นแปรเปลี่ยนเป็นห้องนอนที่มีลักษณะคุ้นตา กลิ่นกำยานคลุ้งมาจากที่ไหนสักแห่ง ขณะเดียวกับที่บทสวดมนต์ภาษาละตินกึกก้องทั่วทั้งห้อง 

เธอเหลือบแลตำแหน่งที่เมื่อชั่วครู่เป็นที่ตั้งเตียงนอนแม่ลูกอ่อน บัดนี้เตียงที่เธอเพิ่งเห็นได้อันตรธานหายไปและปรากฏเตียงพักฟื้นคนไข้แทนที่ ภาพเหตุการณ์ในอดีตเหมือนถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้ง ครั้นเธอเห็นผู้ที่นอนบนเตียงถนัดตา 

ซิสเตอร์กวานยังคงความสงบเสงี่ยมอย่างเสมอต้นเสมอปลายแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ภคินีวัยสาวแต้มรอยยิ้มเบาบางในสีหน้าอย่างคนหมดสิ้นกังวลในชีวิต พร้อมที่จะเดินทางสู่อ้อมหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าในทุกเมื่อ ต่างจากบรรดาเด็กกำพร้าและเพื่อนนักบวชคนอื่นๆที่ยืนรายล้อมด้วยลักษณาการเศร้าสร้อย 

เหล่ฟั้นมองเห็นตัวเองในวัยเด็กถูกซิสเตอร์อีกคนกวาดต้อนให้ออกไปจากห้องพร้อมกับเด็กคนอื่นๆ ซิสเตอร์กวานกระสับกระส่าย ทำท่าเหมือนจะเรียกเธอ แต่ก็ไม่ทันการ เนื่องจากประตูปิดลงเป็นที่เรียบร้อย 

“อะไรคะ ซิสเตอร์กวาน” คนให้เด็กๆออกไปหันมาถาม 

“ฝากให้...เหล่ฟั้น...ด้วยค่ะ” มือที่สั่นเทายื่นสร้อยคอที่มีปลายเป็นรูปไม้กางเขนออกมา “ของดูต่างหน้า...ของฉัน” 

“ค่ะๆ” ภคินีคนนั้นลนลานรับแล้วผลุบออกจากห้องทันใด 

“กวาน เหล่ฟั้น” บทสนทนาที่ติดหูเหมือนจะดังขึ้นอีกครั้งในมโนสำนึก “เสียใจด้วยนะจ๊ะ ซิสเตอร์กวานจากพวกเราไปสู่อาณาจักรสวรรค์แล้ว ก่อนที่ท่านจะไป ท่านฝากซิสเตอร์ให้ยกของดูต่างหน้าชิ้นนี้ให้กับหนู” 

ซิสเตอร์กวานหลับตาพริ้มขณะพึมพำด้วยความปลอดโปร่งใจ 

“พี่สาวใหญ่คะ น้องได้ทำหน้าที่เลี้ยงดูหลานเต็มความสามารถแล้ว แต่น่าเศร้าที่เวลาของน้องเหลือน้อยเกินไปเลยต้องจากกันแต่เพียงเท่านี้ ถึงอย่างไรน้องก็จะไม่ทอดทิ้งลูกของพี่ และจะวิงวอนต่อพระเป็นเจ้าให้พระองค์พาแกไปพบพ่อแท้ๆในภายภาคหน้า ขอเพียงพี่สาวใหญ่วางใจและมีศรัทธาเท่านั้น...แล้วพบกันค่ะ”    

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น