สัมผัสหัวใจ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 238

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 19:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14
แบบอักษร

บรรยากาศวันงานล้วนคึกคักไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งเซเลบไฮโซ พิธีกรชื่อดัง และสื่อมวลชนจากแทบจะทุกสำนัก ไหนจะแฟนคลับที่พากันแห่มาต้อนรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ผู้กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกอย่างโรส เรวดี มีขจรเกียรติ ซึ่งทำให้สถานที่เปิดตัวสินค้าอย่างห้าง ss อันกว้างขวางแลดูแคบลงถนัดตาเพราะจำนวนแขกเหรื่อผู้มาร่วมงานนั้นช่างล้นหลามจนเรียกได้ว่าห้างเกือบจะแตก 

 

มินตรากวาดสายตามองบรรยากาศรอบข้างด้วยความอึ้งปนตะลึงอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะหันไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง หรือแม้กระทั่งชั้นบนก็เห็นแต่ฝูงชนละลานตา หลายคนยกกล้องขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างเตรียมพร้อม หลายคนก็ชูป้ายไฟเพื่อเตรียมให้กำลังใจนักแสดงสาวดาวรุ่งคนโปรด 

 

นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าพลังรักของติ่งช่างยิ่งใหญ่อลังการอย่างล้นเหลือ 

 

ในขณะที่ผู้ช่วยสาวเอาแต่อ้าปากค้างกับปรากฏการณ์ห้างแตก เอวิกาหันไปเห็นเข้าพอดีจึงแกล้งเอื้อมมือไปดันคางให้ปากกว้างๆ นั่นหุบลง มินตราถึงกับค้อนควักแต่ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไปเพราะมีชายหนุ่มท่าทางดูดีขี้เล่นคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเจ้านายของเธอซะก่อน 

 

“งานวันนี้แลดูจะประสบความสำเร็จมากทีเดียวเลยนะเนี่ยเอ”  

 

“หมอก...” เอวิกาฉีกยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่เข้ามาทักเป็นใคร  

 

หมอกหรือพลาหก ทายาทคนที่สองของตระกูลพันดาวซึ่งเป็นเจ้าของห้าง ss แห่งนี้ รวมทั้งเขายังเป็นเพื่อนข้างบ้านของเอวิกามาตั้งแต่จำความได้ จึงทำให้ทั้งสองค่อนข้างที่จะสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก 

 

“ไหนว่าต้องไปดูงานที่สาขาอื่นเลยมาไม่ได้ไง” พูดแล้วเอวิกาก็เหลียวซ้ายแลขวาคล้ายกำลังจะมองหาใครอื่นเพิ่มเติม “แล้วนี่พี่เมฆกับน้องมนต์มาด้วยหรือเปล่า?”  

 

เอวิกากำลังหมายถึงเมฆินทร์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของพลาหก และมนต์ตะวันซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็ก ทว่า เขากลับส่ายหน้า 

 

“เรามาคนเดียว พี่เมฆงานยุ่งมากเลยช่วงนี้ ส่วนยายมนต์ก็...หึๆ อย่างที่รู้กัน ตั้งแต่มีแฟนนะ ญาติพี่น้องพ้องเพื่อนนี่แทบจะถูกลืมไปหมด” พี่ชายพูดด้วยความหมั่นไส้แกมอิจฉาตาร้อนผ่าวที่น้องสาวคนสุดท้องดันชิงมีแฟนเป็นสาวสวยไปก่อนพี่ๆ เสียได้  

 

เอวิกาเห็นท่าทางของพลาหกแล้วก็อดที่จะหัวเราะขำออกมาไม่ได้ จึงพูดแซวอย่างรู้ทัน 

 

“อิจฉาที่น้องสาวมีแฟนสวย แต่ตัวเองยังหาไม่ได้ล่ะสิ”  

 

ประโยคจี้ใจดำทำเอาพลาหกยกมือกุมอกด้วยความเจ็บจี๊ด แต่ครั้นพอเหลือบไปเห็นมินตราซึ่งกำลังยืนจ้องหน้ามาทางเขาก็ถึงกับตกตะลึงในความงาม รีบปรับท่าทางให้ดูเท่ สมาร์ท ฉลาด และอบอุ่น ก่อนจะขยับคอปกเสื้อแล้วกระแอมไอเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดลอยๆ ขึ้นมาพร้อมกับแววตาที่หวานหยาดเยิ้มปานมีใครเอาน้ำผึ้งมาเจิมไว้ที่ดวงตา 

 

“เราจะไปอิจฉายายมนต์ทำไม ในเมื่อตอนนี้เรามีนางในฝันมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วทั้งคน” พูดจบคนตาหวานหยาดเยิ้มก็เตรียมตัวจะเดินเข้าไปหานางในฝัน ถ้าไม่ติดตรงที่จู่ๆ เอวิกาก็เอาตัวเองเข้ามาขวางพร้อมทั้งส่งสายตาข่มขู่ราวกับเป็นงูหวงไข่ 

 

“ไม่ว่าหมอกจะคิดอะไรอยู่ เราขอให้หยุดไว้แต่เพียงเท่านั้น”  

 

พลาหกถึงกับกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ  

 

“ทำไม? หรือว่าคุณผู้หญิงคนสวยคนนั้นเขามีแฟนแล้ว?” เขาถามเสียงกระซิบอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะเห็นเพื่อนสาวมีท่าทางแลดูจะไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่งจนเกินความจำเป็น 

 

คนไม่อยากให้เข้าไปยุ่งเหล่ตาไปมองทางผู้หญิงคนสวยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบกลับเพื่อนชายด้วยน้ำเสียงกระซิบเช่นกัน 

 

“เขายังไม่มีแฟน แต่มีคนจองเขาไว้ในใจอยู่นานแล้ว”  

 

“ใคร?” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว 

 

เอวิกาชี้นิ้วเข้าหาตนเองแทนคำตอบ เห็นดังนั้นพลาหกก็เบิกตาโตพร้อมกับสูดปากร้องโอ้วอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะอย่างยอมแพ้ ก่อนจะเดินเซถอยหลังห่างออกไปสองก้าวแล้วบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดหดหู่ในฤทัย 

 

“ชีวิตของพลาหกอกหักอีกแล้วหรือนี่”  

 

เอวิกาส่ายหน้าขำให้กับท่าทางเศร้าสลดอันจอมปลอมของเพื่อนชาย ก่อนจะเอ่ยแนะนำให้มินตราและพลาหกได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงพากันไปนั่งอยู่บริเวณโซนด้านหน้าเวทีซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้เฉพาะสำหรับแขกคนสำคัญและสื่อมวลชนที่ได้รับคำเชิญ 

 

ระหว่างที่เห็นพลาหกหันไปคุยกับแขกคนอื่นที่นั่งข้างๆ มินตราก็อาศัยจังหวะนี้กระซิบถามสิ่งที่แอบสงสัยอยู่ในใจกับเจ้านายทันที 

 

“เมื่อกี้เจ้านายกับคุณหมอกแอบกระซิบอะไรกันเหรอคะ”  

 

“จะอยากรู้ไปทำไม”  

 

“ก็ฉันเห็นเจ้านายกับคุณหมอกมองมาที่ฉันด้วย แสดงว่าต้องพูดถึงฉันอยู่แน่ๆ”  

 

“ทีอย่างนี้ล่ะช่างสังเกต แต่เรื่องที่อยากให้สังเกตกลับไม่ยอมสังเกต”  

 

มินตราถึงกับยกมือเกาหัวแกรกๆ พยายามกลอกตาคิดตีความหมายแฝงนัยทางคำพูดของเจ้านาย แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเจ้านายกำลังหมายถึงอะไร 

 

“เจ้านายมีเรื่องที่อยากจะให้ฉันสังเกตด้วยเหรอคะ?”  

 

คนถามพาซื่อ เอวิกาถึงกับถอนหายใจเฮ้อ 

 

“ช่างมันเถอะ”  

 

“ช่างมันไม่ได้สิคะเจ้านาย เจ้านายยังไม่ได้ตอบเลยว่าแอบนินทาอะไรเกี่ยวกับฉันให้คุณหมอกฟัง”  

 

เอวิกานั่งกอดอก ไขว้ขา ยืดหลังตรงพลางเหลือบตาไปมองยังผู้ช่วยซึ่งกำลังทำหน้าเสมือนว่าอยากรู้จวนจะขาดใจก็ยักไหล่ พร้อมกับบิดเบือนคำพูดของพลาหกเอาเองเสร็จสรรพ 

 

“เขาแค่สงสัยว่าเธอคิดยังไงเกี่ยวกับผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน”  

 

“ห๊ะ?” มินตราถึงกับเกิดอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด คล้ายไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ว่าพลาหกจะเป็นคนถามคำถามนี้ “เจ้านายพูดมั่วเอาเองหรือเปล่า”  

 

คนถูกหาว่ามั่วทำหน้าเป็นเชิงว่าถ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่ เช่นนั้นมินตราจึงยอมเชื่อ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม 

 

“แล้วเจ้านายตอบเขาไปว่ายังไงคะ”  

 

“ก็ตอบไปว่าไม่รู้ ต้องขอมาถามเธอดูก่อนถึงจะให้คำตอบได้”  

 

มินตราพยักหน้างึกๆ ด้วยความโล่งอกที่อย่างน้อยเจ้านายก็ไม่ได้ชิงตอบแทนเธอไปเสียก่อน 

 

“แล้วสรุปคำตอบที่แท้จริงของเธอล่ะเป็นยังไง?”  

 

ถามไปแล้วเอวิกากลับรู้สึกว่าบัดนี้ตนเองมีอาการเหงื่อซึมไปทั่วทั้งร่าง โดยเฉพาะมือทั้งสองข้างที่กำลังกอดอก แม้จะทำเป็นไม่สนใจฟังคำตอบมากนัก แต่หัวใจกลับส่งเสียงดังตึกตักเกินกว่าที่จะควบคุมได้ 

 

ขณะเดียวกันฝั่งมินตราก็กำลังใช้มือลูบปลายคางอย่างครุ่นคิดอยู่นิดหน่อย ก่อนจะหันมามองหน้าคุณเจ้านายพร้อมทั้งฉายรอยยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันสีขาวสะอาดตาเรียงสวยครบทุกซี่ 

 

“ก็ไม่เห็นต้องคิดยังไงนี่ค่ะ ถ้าความรักเป็นเรื่องของหัวใจ ก็แค่ปล่อยให้หัวใจนำทางไปก็น่าจะพอ” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น