Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 27 : ไขปริศนา

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 27 : ไขปริศนา

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 13:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 27 : ไขปริศนา
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 27 : ไขปริศนา 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ผมหรี่ตาลงมองแผ่นหลังกว้าง ตรงกระดูกสันหลังเว้าลงและมีแผลเป็นทางยาวราวกับโดนอะไรตัดผ่าน มันเหมือนกับประตูที่พร้อมจะเปิดเชื้อเชิญมัจจุราชยังไงยังงั้น ผมเลียปากไล้ปลายนิ้วไปกับความยาวของมัน ชั่วขณะผมนึกว่ามันจะเป็นลูกคลื่นแบบผิวไม่ราบเรียบ ทว่าพอลองสัมผัสจริงๆ กลับพบว่ามันไม่ต่างจากภาพวาดที่ลงสีผิด

 

พลันผมก็นึกถึงคำพูดของโนเอลก่อนหน้านี้

 

‘ได้สิ เพราะผมจะใบ้เรื่องหลังดีวาน’  

 

‘ถ้าคุณสังเกตให้มาก คุณอาจจะตาสว่างขึ้นนะโซล’  

 

คิ้วสวยขมวดกันนิดๆ พยายามคิดว่าก่อนหน้านี้เคยเห็นมันไหม เท่าที่ผมจำได้เวลามีเซกส์ เขาจะปิดไฟไม่ก็ทำในที่มืดตลอดเลยมองไม่เห็นว่าเรือนร่างนี่มีตำหนิอะไรบ้าง ยิ่งตอนกลางวันก็ไม่ต้องห่วง ดีวานใส่เสื้อผ้ามิดชิดตลอด ไม่เหมือนดีแลนที่จะชอบถอดเสื้อบ่อยๆ เขาชอบอ้างว่าร้อนและมักลงไปว่ายน้ำเป็นประจำ

 

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราควรโฟกัสหรอกใช่ไหม ผมกำลังคิดว่าแผลเป็นนี่เกี่ยวอะไร...

 

โนเอลต้องการจะบอกอะไรผมกันแน่

 

“ก็แค่อุบัติเหตุ”

 

“หืม?”

 

“มันผ่านมานานแล้วคุณอย่าสนใจเลย” ดีวานตอบกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าผมด้วยซ้ำ “บางอย่างรู้ไปก็เท่านั้น มองข้ามบ้างก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

 

“อุบัติเหตุอะไรทำไมถึงบอกผมไม่ได้?”

 

“…”

 

“นึกว่าคุณรักผมจริงๆ” ผมลดเสียงลงจะใช้ข้ออ้างนั่นก็คงไม่ได้ ผมเป็นคนขอให้เขาโกหกจะไปเรียกร้องก็ใช่เรื่องที่ไหน อีกส่วนคือผมต้องการลองใจ ดีวานขยับตัวมาประคองหน้าผมไว้ เกลี่ยแก้มเล็กน้อยบังคับให้มองตากัน

 

“ที่ผมไม่บอกเพราะว่ามันไม่สำคัญ”

 

“ดีวาน”

 

“อย่าน้อยใจผมเลยนะ ผมอยากให้คุณสนใจแค่ความรักของพวกเรา ส่วนเรื่องอื่นก็ปล่อยมันไปเถอะ” ผมย่นคิ้วใส่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลึกลับขนาดนั้น เสียดายที่ดีวานไม่คิดจะอธิบายผมกลับ เขากดจูบลงบนเรียวปากห้ามปรามให้ผมเลิกถาม วิธีนั้นทำให้ผมกัดปากเขาเบาๆ เป็นการเตือนว่าการลองดีกับผมมันจะเป็นยังไง

 

ถึงตอนนี้ผมจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ในเมื่อเขาไม่คิดจะบอกอะไร และผมได้คำใบ้มาแบบนั้น...

 

ผมคงอยู่เฉยไม่ได้หรอก

 

ร่างสูงกระโดดลงน้ำไปว่ายน้ำกับน้อง ทิ้งให้ผมยืนกอดอกมองดูการแข่งกีฬานอกบ้านที่ไม่น่าสนใจเท่าแผ่นหลัง พอสังเกตดีๆ ก็เห็นว่าดีแลนมีแผลเหมือนกัน แต่เป็นแผลเล็กๆ คล้ายกับรอยขีดข่วนมากกว่า ถ้าไม่สังเกตแบบละเอียดก็จะมองไม่เห็นตำหนินั้น ผิดกับดีวานที่มันเด่นชัด

 

มันตลกที่ผมดันนึกถึงครีบของดาย

 

มันก็เว้าแหว่งไม่ต่างจากหลังของดีวานเช่นกัน 

 

มือบางเสยผมอย่างคิดหนัก ได้แต่ถามตัวเองว่าโนเอลต้องการจะสื่ออะไรกัน ผมไม่เห็นว่าแผลเป็นนั่นจะเกี่ยวกับเรื่องโจเอลตรงไหน แล้วที่บอกว่ามีคนมาสารภาพเรื่องการตายของโจเอลนี่มันคือยังไง ทำไมต้องให้ผมมาถามจากคนที่อยู่ๆ ก็โผล่มาอย่างสองพี่น้องดีแลนดีวานนี่ด้วยกัน?

 

หรือเพราะพวกเขาโผล่มา โนเอลถึงได้เข้ามาในชีวิตผม?

 

แต่มันจะเกี่ยวข้องกับพวกเขายังไง ในเมื่อฉลามของผมฆ่าโจเอลตาย เหตุการณ์นั้นมีแค่ผมกับเมกาโลดอนพี่น้องเท่านั้นที่รู้ ขนาดริชาร์ดกับโอเว่นก็ยังไม่เห็น รู้อีกทีก็ตอนที่ผมขึ้นมาบอก เพราะงั้นผมฟันธงได้แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้

 

แต่เพราะอะไรพวกเขาถึงอยู่กับผมได้...

 

เพราะอะไรโนเอลถึงรู้จักกับพวกเขาแล้ว

 

แล้วเพราะอะไรที่ทำให้พวกเราโคจรมาเจอกัน

 

นี่ผมกำลังอยู่ในเกมอีกอันใช่ไหม?  

 

“นี่มัน...เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย”

 

ผมไม่ได้เซ้าซี้พวกเขา มันไม่ใช่นิสัยผมที่จะมาเล่นใหญ่ ยิ่งใช้โหมดงี่เง่าเอาแต่ใจก็ไม่ใช่พื้นฐานที่พ่อแม่เลี้ยงดูมา แต่ผมเลือกที่จะสังเกตตามที่โนเอลบอก ผมรู้สึกเหมือนว่าต้องระวังตัวยิ่งกว่า ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าดีวานกับดีแลนรู้เรื่องการตายของโจเอลจริงไหม แต่ถ้าไม่รู้โนเอลจะให้ผมมาถามกับพวกเขาทำไม

 

เขาคงไม่ได้กำลังปั่นหัวผมหรอกใช่ไหม ผมเหนื่อยเกินกว่าที่จะโดนหลอกใช้แล้วนะ

 

“กินข้าวสิ มัวแต่นั่งคิดอะไร”

 

“อะ...”

 

“หรืออยากให้ป้อน?” ผมหลุดจากภวังค์กลับมาเผชิญความจริงที่โต๊ะอาหาร นี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมลงมากินข้าวข้างล่าง ประจำดีวานจะยกไปให้กินบนห้องนอน เนื่องจากผมไม่ยอมออกไปไหน ผมเลื่อนสายตาไปมองเขา สลับกับดีแลนที่หยิบช้อนไปคนซุปให้ เจ้าตัวตักมาเป่าเบาๆ เคลื่อนมาจ่อปากผมไว้

 

“กินนะที่รัก” ผมเผลอเม้มปาก นิ่งอยู่นานดีที่เขาไม่บังคับ “ถ้าไม่กินอะไรเดี๋ยวจะกินยาไม่ได้นะ คุณยังไม่หายดีนะราชินีของผม”

 

“หรือคุณไม่ชอบ?”

 

“ผมก็แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย ผมกินเองได้ ขอบคุณ” ผมห้ามปรามทั้งสองคนที่เริ่มจะยุ่งกับผมเกินไป ผมเข้าใจว่าพวกเขาเป็นห่วง ทว่าการรุมล้อมไม่ใช่สิ่งที่ผมพบเจอในทุกวัน เลยไม่แปลกถ้าผมจะใช้เวลาในการปรับ ผมไม่ใช่กิ้งก่าที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามใจนึก ซึ่งพอพูดไปแบบนั้น ดีวานก็เลือกที่จะเข้าใจ เขายกชาขึ้นดื่ม ผิดกับดีแลนที่ยังคงจะดึงดันป้อนผมให้ได้

 

“อ้าม~”

 

“ผมไม่ใช่เด็กนะดีแลน”

 

“แต่ผมอยากดูแลคุณนี่น่า”

 

“…”

 

“สักคำนะที่รัก” ดวงตาออดอ้อนทำให้ผมกลอกตาใส่ ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ถูกเรียกว่า ‘ที่รัก’ มันค่อนข้างมีอิทธิพลต่อหัวใจ ยิ่งถูกมองด้วยแววตาห่วงใยแฝงไปด้วยความรักก็ทำเอาผมต้องหลุบตาต่ำ ดีแลนยื่นช้อนมาตรงหน้าอีกครั้ง ผมเลยจำต้องอ้าปากกินซุปที่เขาป้อนให้ รอยยิ้มหวานๆ ปรากฏบนใบหน้าเนียนใส มันมาพร้อมกับริมฝีปากที่กดลงบนแก้มผมเบาๆ “เก่งมากครับ”

 

“พวกคุณจะรุ่มร่ามกับผมมากเกินไปแล้ว”

 

“การแสดงความรักไม่มีคำว่ารุ่มร่ามหรอกนะที่รัก” ดีแลนขัด เขาดูจะชอบใจที่ได้ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ กับผม “มันมีแค่เพิ่มขึ้นกับน้อยลงเท่านั้น แต่กับคุณมันมีแต่เพิ่มขึ้นนะ”

 

“ปากหวานแบบนี้กับทุกคนเลยหรือเปล่า?”

 

“ผมคิดว่าคุณเคยลองชิมแล้วนะ” เจ้าตัวยักคิ้วใส่ ท่าทีกวนประสาททำผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดีแลนคงหมายถึงเราจูบกันมาหลายครั้งแล้ว ผมก็น่าจะรู้ว่าปากเขาหวานแค่ไหน ถ้าให้ตอบแบบไม่ใส่ใจก็คงบอกว่าปกติ แต่ถ้าให้ตอบดีๆ ...

 

ก็คงเป็นรสชาติที่อยากชิมต่อเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย

 

“อยากชิมอีกรอบไหมล่ะ?”

 

“เอาไว้หลังโซลกินข้าวเสร็จดีไหม”

 

“อ๊ะ!”

 

“นายควรปล่อยให้เขาได้กินสักที ถ้าเกิดโซลไม่หายดี ฉันจะจัดการนาย” คำพูดของดีวานทำคนน้องพองลมในแก้มเป็นเชิงว่าเขาผิดอะไร เป็นภาพที่ชวนให้ยิ้มนิดหน่อย ไม่บ่อยที่ผมจะเห็นพี่ดุน้องแบบนี้ ครั้งหนึ่งผมเคยอยากมีพี่ไม่ก็น้องสักคน เสียดายที่แม่ผมเป็นพวกมีลูกยาก กว่าผมจะเกิดมาก็ผ่านอะไรมาหลายอย่าง

 

และมันก็น่าเศร้าที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยเกินไป

 

จะว่าไปแล้วผมไม่เคยถามเลยว่าพ่อแม่ของพวกเขาอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าแฝดพี่ของดีวานโดนฆ่าตาย

 

แต่ไม่รู้ว่าใครทำ 

 

“รีบกินได้แล้ว คุณต้องไปนอนพัก”

 

“ผมนอนมาเยอะกว่าทั้งชีวิตร่วมกันซะอีก” ผมพึมพำตักซุปกินพลางคิดว่าควรจะพูดอะไรดี ดีแลนทำผมลืมเรื่องที่คิดไปก่อนหน้านี้เลยต้องรื้อฟื้นใหม่ ผมพยายามหาว่าผมจะหยิบอะไรมาเป็นประเด็นได้ กระทั่งหลุบไปเห็นรูปถ่ายครอบครัวที่มันหายไป “คุณย้ายรูปถ่ายครอบครัวไปแล้วเหรอ?”

 

“หืม?” สองพี่น้องมองหน้าผมก่อนจะไล่สายตาไปตรงชั้นหนังสือที่ว่างเปล่า จำได้ว่าก่อนหน้านี้มันมีรูปถ่ายครอบครัวพวกเขาไว้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้ว่าดีวานมีพี่ชายที่หน้าเหมือนกัน “ผมเห็นมันเกะกะก็เลยเอาไปเก็บไว้ในห้อง”

 

“รูปถ่ายครอบครัวไม่น่าเกะกะนะดีวาน มันคือของสำคัญที่คุณควรจะตั้งไว้ในจุดที่เห็นชัดที่สุด” ผมย้อนนึกถึงรูปพ่อแม่ที่ตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ผมชอบที่ได้ตื่นมาเห็นพวกท่านยิ้มให้แม้ว่ารูปพวกนั้นจะถูกถ่ายไว้นานแล้วก็ตาม “หรือว่าคุณไม่ค่อยลงรอยกับครอบครัวเลยไม่อยากเห็นมัน?”

 

“พวกเขาตายไปก่อนที่เราจะไม่ลงรอยกัน”

 

“อะ…”

 

“แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญ เพราะครอบครัวผมมีแค่คุณกับน้องชาย”  

 

“พ่อแม่คุณตายไปแล้วเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามแปลกใจที่ได้ยินแบบนั้น “นึกว่าพวกเขาแค่อยู่คนละบ้านกับคุณซะอีก เห็นดีแลนบอกแค่ว่าพี่ชายคุณ...”

 

“พวกเขาโดนฆ่า”

 

“…”

 

“ถึงจะไม่ได้วันเดียวกัน แต่ก็โดนฆ่าอยู่ดี” ดีวานสบตาผมเห็นความสั่นไหวแม้ว่าเขาจะนิ่งมากก็ตาม “เพราะงั้นผมเลยเอารูปไปเก็บไว้ที่อื่น คุณอาจจะมองว่ามันเป็นของสำคัญแต่ตราบใดที่เรายังดูรูปพวกนั้น เราก็จะนึกถึงแต่เหตุการณ์ที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้”

 

“ดีวาน”

 

“มันจบไปนานแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป คนเราควรจะเดินหน้าไม่ใช่ย่ำอยู่ที่เดิม” คำพูดของเขาคงเตือนใครหลายคนให้ได้สติ ขณะเดียวกันมันก็แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง ดีวานกำลังปกปิดเรื่องการตายของพ่อแม่เขา และถ้าผมมีมารยาทมากพอผมก็ต้องไม่ถามกลับ

 

เรื่องความเป็นความตายไม่ใช่เรื่องที่ควรคุยกันบนโต๊ะอาหาร แต่ดูท่าว่าไปถามที่อื่นเขาก็คงไม่บอกเหมือนกัน

 

ทว่าเมื่อกี้ที่ผมได้ยินคือเขาบอกว่าเอาไปไว้ในห้อง เท่าที่ผมจำได้คือห้องนอนไม่มีรูปถ่ายอะไรเลยสักใบ งั้นแปลว่าที่นี่ต้องมีห้องอื่นอีก เพียงแค่ผมไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน บางทีผมคงต้องการเวลาเดินดูรอบบ้านสักหน่อยเผื่อว่าจะได้อะไร

 

แต่ผมจะทำยังไงในเมื่อโดนจับตาทุกฝีก้าวแบบนี้

 

แน่นอนว่าพอดีวานพูดจบ ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงบทันทีราวกับว่าเรื่องเมื่อกี้คือคำพูดต้องห้ามที่จะพรากเอาช่วงเวลาดีๆ หายไป เขาถึงบอกว่าเราไม่ควรพูดเรื่องความตายบนโต๊ะอาหาร ผมเลียปาก สบตากับดีแลนเป็นเชิงว่าเราควรพูดอะไรสักอย่างไหม ดีแลนเลยฝืนยิ้มผงกหัวตอบกลับให้ผมรับผิดชอบกับสิ่งที่สร้างไว้

 

‘ไม่ช่วยกันเลย’

 

ผมคิดในใจขณะพ่นลมหายใจทิ้ง กัดปากนิดหน่อยพลางคิดว่าจะใช้วิธีไหนทำให้เขาดีขึ้น ถึงดีวานจะไม่มีท่าทีกรุ่นโกรธ แต่เรื่องเมื่อกี้ยังไงก็เป็นสิ่งสะเทือนใจ ผมเลยเลื่อนไปบีบมือเขาไว้ ประสานนิ้วลงไปแบบที่พ่อชอบทำตอนผมโกรธ

 

“ผมขอโทษที่พูดเรื่องนี้”

 

“โซล”

 

“คุณจะตีผมก็ได้นะ” ว่าพร้อมมองตาเขาให้เจ้าตัวเห็นว่าผมรู้สึกผิด ใจจริงผมไม่ต้องสนใจก็ได้ ยังไงเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้ว ทว่าเห็นแก่ที่เขาบอกว่าผมเป็นครอบครัวเขา และทำทุกอย่างให้ ผมเลยยอมลด ‘ความเป็นตัวเองลง’ เพื่อให้เขาสบายใจ

 

ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นดีวานกลับยิ้มให้ ความเอ็นดูที่ส่งผ่านมาพาให้ผมต้องเบือนหน้าหนีอย่างเขินอาย

 

“ผมชอบเวลาคุณทำตัวน่ารักนะ”

 

“ผมก็แค่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ก่อไว้”

 

“งั้นคืนนี้ให้เรากอดคุณได้ไหม”

 

“หา?”

 

“คุณบอกเองนะว่าจะรับผิดชอบ” ผมเบิกตากว้างอารมณ์หวานๆ แลดูจะสูญหาย ดีวานยกยิ้มมาดร้ายเป็นความเจ้าเล่ห์ที่ผมไม่ได้เห็นบ่อยนัก มือที่กอบกุมกันก็เปลี่ยนมาเป็นอุ้มผมขึ้นไปบนห้อง แทนที่ดีแลนจะห้ามเขากลับล็อคประตูลงกลอนพร้อมจัดการผมเสร็จสรรพ

 

นาทีนั้นผมรู้เลยว่าตัวเองถูกหลอกใช้โดยมัจจุราชใจร้ายเช่นพวกเขา

 

กว่าจะรู้ตัวว่าต้องห้าม ก็ถูกย้ำกายดุไปไม่รู้ต่อกี่รอบ ถึงจะระวังแผลที่หลังและตามส่วนอื่นต่างๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวมันเจ็บร้าวระคนสุขสมแค่ไหน ผมรู้ว่าตัวเองร้องไห้ มันเสียดเสียวเคล้าไปกับลมหายใจ

 

ดีวานกับดีแลนไม่ปล่อยให้ผมหลุดมือไป

 

เขาทำให้ผมเข้าใจว่า ‘คนคลั่งรัก’ มันมีอยู่จริงๆ

 

“ชอบไหมเด็กดี”

 

“อยะ...อย่าทำพร้อมกันสิ”

 

“คุณรู้สึกดีใช่ไหมที่รัก” สองหนุ่มกระซิบอยู่ข้างหู ทำผมบิดกายเร่าซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมหยุด หยาดหวานถูกแลกเปลี่ยนนับครั้งไม่ถ้วน เปรอะเปื้อนมุมปาก ไหลไปตามคางผสมกับหยาดรักที่ปลดปล่อย ผมกอดดีวานไว้แน่น จิกเล็บลงกับร่องรอยบาดแผล ปล่อยให้ดีแลนฝากฝังรอยเขี้ยวไว้กับหลังปะปนกับรอยจูบที่ตราตรึงไว้

 

แผลที่โดนยิงกลายเป็นเรื่องมายาที่หลอกให้ตายใจ ส่วนอื่นถูกกอดรัดไว้เจ็บกว่าแผลนั้นเป็นสิบเท่า

 

“ทำคุณเจ็บอีกแล้วสิ” ดีแลนกระซิบ “แผลเต็มตัวจนน่าสงสาร”

 

“เลิกกัดผมสิ ผมจะได้ปกติเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”

 

“ถ้าไม่กัดเราก็ห้ามตัวเองไม่ได้”

 

“อ๊ะ อ๊า”

 

“อดทนหน่อยนะราชินี” ผมอยากจะตีปากดีแลนทว่าทำไม่ได้เหมือนโดนฟัดจมเขี้ยวอยู่อย่างนี้ ร่างกายของสองพี่น้องผลัดเวียนเข้ามาลองชิม หนักหน่วงจนต้องอ้าปากเพื่อหอบหายใจ ไม่รู้เลยว่าโดนกอดไปเท่าไหร่ วันเวลาคล้ายจะหยุดลงแล้วเดินด้วยจังหวะที่เคลื่อนกายเข้าหา มือบางเสยผมตัวเองไล่หยาดเหงื่อที่ไหลท่วมร่าง

 

พวกเขาพรากเอาความหวานและวิญญาณให้หายวับไปกับตา แล้วมอบความสุขสมที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดให้ผมดิ้นพล่านแทบบ้า

 

สุดท้ายก็ติดกับพวกเขาตามเดิม 

 

เช้าวันใหม่เป็นอะไรที่ผมภาวนาขอให้มาถึงเร็วมากที่สุด เมื่อคืนผมคิดว่าตัวเองจะตายแล้วซะอีก ไม่รู้ว่าไปอดอยากปากแห้งมาจากไหนถึงได้ทำกันไม่หยุดขนาดนี้ จำได้เลยว่าผมถูกหิ้วไปทำหลายที่มากเริ่มจากเตียง ต่อด้วยโซฟา เข้าไปในห้องน้ำจบด้วยที่พื้นห้อง ถ้าเกิดเราทำข้างล่างผมคงโดนกินในห้องครัวไม่ก็ที่สระน้ำด้วยเป็นแน่

 

ผมก็เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่เรี่ยวแรงผิดกับพวกเขาลิบลับเลย

 

“อืม...” ผมครางในลำคอเมื่อแสงแดดส่องผ่านหน้าตา ทั่วร่างเจ็บร้าวคล้ายจะแตกหัก ดูเป็นความรู้สึกที่ต้องชินชาเมื่อพวกเราทำกันแบบนี้ ผมค่อยๆ พลิกกายไปกอดคนนิสัยไม่ดี ลืมตาขึ้นมาดูนิดๆ ก็พบว่าผมซุกอกของดีแลนอยู่ ส่วนดีวานเขากอดผมจากด้านหลัง ฝังหน้าลงกับท้ายทอย เวลาขยับก็จะจูบลงมานิดหน่อยไม่รู้ว่าตั้งใจหรือแค่เผลอไปเท่านั้น

 

แต่การได้สัมผัสลมหายใจพวกเขา มันก็เป็นสัญญาณที่ดีของวัน

 

อย่างน้อยมันก็บอกว่าผมยังมีชีวิตอยู่กับพวกเขา

 

ต่อให้ผมจะเคยนอนนับวันตายของตัวเองก็ตาม

 

“หิวน้ำชะมัด” ผมพึมพำพยายามฝืนกายขึ้นมานั่ง ส่งผลให้มือทั้งสองคนลงมากองอยู่ที่ตัก พวกเขาหลับลึกมาก ลึกเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมานาน จะว่าเหนื่อยก็คงต้องเถียงกลับคนที่เหนื่อยมากสุดควรจะเป็นผมที่ต้องรับแรงกระทำมากกว่า

 

ผมเลียปาก ลำคอแห้งผากเนื่องจากเมื่อคืนส่งเสียงไม่หยุด จะปลุกให้ใครสักคนตื่นไปหยิบน้ำมาให้ก็คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ ผมเลยฝืนกายพาตัวเองลงจากเตียง หยิบเสื้อผ้ามาใส่ ประคองร่างลงไปชั้นล่างไม่ให้พวกเขารู้ว่าผมหลุดจากวงแขน ไม่งั้นเดี๋ยวจะลากผมกลับขึ้นเตียงแล้วจะยาวอีก

 

ผมชักไม่วางใจเวลาต้องนอนกับพวกเขาแล้วสิ พวกเขาชอบทำให้ผมไม่ได้นอน

 

“ไม่สนใจแผลผมกันเลย” ผมกลอกตาตอนมาถึงบันไดชั้นล่างสุด ทุกย่างก้าวเจ็บจนน้ำตาเล็ด เกือบจะทรุดฮวบไปหลายครั้งทว่าก็ฮึดกลับขึ้นมาก่อน ผมหอบหายใจพิงตัวเองกับตู้เย็น ไม่คิดเลยว่าการลงมากินน้ำมันจะเหนื่อยมากขนาดนี้

 

หนักพอๆ กับเวลาหนีไม่ให้โดนฉลามกินเลย

 

“ตื่นเมื่อไหร่คงต้องคุยกันเรื่องนี้สักหน่อย” ผมส่ายหน้าไปมา ถ้าจะอยู่ด้วยกันคงต้องตกลงกติกากันหน่อย ผมรับไม่ไหวหรอกถ้าจะโดนกอดจนร่างพังแบบนี้ ตัวผมเล็กกว่าพวกเขาหลายเท่า แรงที่มีก็น้อยกว่าไม่ต่างจากแรงเด็ก ผมหยิบน้ำออกมาจากตู้เย็น ยกขวดดื่มพร้อมกับกวาดตามองไปทั่วบ้าน แสงสว่างขับไล่ความมืดสะท้อนลงกับผิวน้ำของสระ

 

ชั่วขณะผมนึกถึงเมกาโลดอนของตัวเองขึ้นมา

 

“ป่านนี้พวกแกจะเป็นไงบ้างนะ ดาย ดีแลน” ผมถามตัวเองเดาไม่ออกว่าสถานการณ์นี้ที่ศูนย์วิจัยจะเป็นไง ฉลามของผมมันหัวไว ผมมั่นใจว่าไม่มีใครจับมันได้เว้นแต่อุทิศตัวเองเข้าไปในปากมัน ถึงอย่างนั้นผมก็อดห่วงไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าจะมีใครเล่นพิเรนทร์ทำอะไรกับมันไหม อยากจะกลับไปดู ทว่าก็ยังไม่แน่ใจ

 

ผมยังไม่พร้อมเท่าไหร่ อีกส่วนนึงคือ...

 

ผมกลัว 

 

กลัวว่ากลับไปแล้วจะโดนทำร้ายจากคนที่ไว้ใจ

 

กลัวว่ากลับไปแล้วที่ของตัวเองจะเปลี่ยนเป็นของใคร

 

กลัวว่ากลับไป...จะไม่ได้กลับมา 

 

ตลกที่ตัวเองไม่กล้าทั้งที่ปกติก็คงจะผลีผลามกลับไปเลยไม่มาคิดมาก แต่เพราะอะไรหลายอย่างผมเลยอยากให้ตัวเองพร้อมกว่านี้แล้วค่อยกลับไป อีกอย่างผมยังต้องตามหาคำใบ้ที่โนเอลบอกไว้ ทว่าก่อนจะทำผมคงต้องขึ้นไปพักอีกสักหน่อย

 

ถ้าไม่ติดว่าตอนที่กำลังจะขึ้นบันได...

 

ดันหลุบไปเห็นประตูที่ถูกซ่อนไว้หลังชั้นหนังสือ 

 

“นั่นประตูอะไร?” ผมพึมพำจับจ้องไปที่บานประตูนั่นที่ถ้าไม่สังเกตเช่นทุกครั้งก็คงเดินผ่านมันไปราวกับไม่มีตัวตน แต่เพราะคราวนี้ดันเห็นมันเลยรั้งให้ผมไปยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือที่เคยวางรูปครอบครัวของพวกเขาไว้ ดวงตาสีสวยหลุบลงที่พื้น มันมีรอยเคลื่อนเป็นทางยาว แสดงให้เห็นว่ามีใครบางคนเลื่อนมันจากที่เก่า

 

เพื่อปกปิดความลับอะไรบางอย่าง

 

“ไม่เห็นเขาพูดถึงเลยว่ามีอีกห้อง ซ่อนอะไรไว้ถึงไม่บอก...”

 

‘ผมเห็นมันเกะกะก็เลยเอาไปเก็บไว้ในห้อง’  

 

‘พวกเขาตายไปก่อนที่เราจะไม่ลงรอยกัน’  

 

ผมชะงักหยุดคำพูดไว้ในลำคอ นึกถึงเมื่อวานที่ดีวานบอกว่าเขาย้ายรูปครอบครัวไปไว้ในห้อง แต่ในห้องนอนที่ผมอยู่ไม่มี และอีกห้องก็ไว้เก็บของ ผมเคยเปิดประตูเข้าไปดูก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญ อีกอย่างถ้าจะย้ายไปไว้ห้องนั้นมาไว้ห้องตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ

 

งั้นถ้ามันไม่ได้อยู่ทั้งสองห้องก็แปลว่ามันต้องอยู่ในห้องอื่น

 

ผมเลียปากหลากความคิดมาพร้อมกับความกังวล ส่งผลให้เงยหน้าขึ้นไปชั้นสอง ถ้าดีแลนหรือดีวานลงมาเห็น ผมก็จะรีบเดินกลับขึ้นห้อง ทว่าหากพวกเขายังไม่ตื่นนอน...

 

ผมก็ขอเล่นเกมในบ้านเขาหน่อยแล้วกัน

 

“หนักเป็นบ้า” ผมเลียปากส่ายหน้านิดหน่อยอย่างคิดผิด ถึงอย่างนั้นก็พยายามดันชั้นหนังสือให้มันเคลื่อนไปอีกฝั่ง อย่างน้อยก็ขอให้เปิดประตูที่ล็อคกลอนแบบขัดเอาไว้ การที่พวกเขาไม่ระวัง ไม่มีการล็อคอย่างแน่นหนาแปลว่าพวกเขาไม่คิดว่าจะมีคนสังเกตเห็นได้

 

ซึ่งมันก็ใช่ ผมเดินผ่านบันไดนี่ตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ผมไม่เคยเห็นมันเลยกระทั่งวันนี้...

 

ครืน

 

ผมหยุดดัน เสียงของมันอาจทำให้ใครคนนึงตื่น ผมต้องคอยเดินไปดูว่ามีใครลุกขึ้นมาแล้วไหม พอไม่มีก็กลับมาดันชั้นหนังสือต่อ ใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะผมต้องเซฟให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมกัดฟันออกแรงดันขนในที่สุดก็ย้ายมันออกจากประตูได้

 

ดวงตาสวยกวาดมองมันหันซ้ายหันขวาก่อนจะดึงกลอนออกเปิดประตูเข้าไป

 

หัวใจผมเต้นรัวเร็วยามกวาดตามองข้างในและพบว่ามันช่างคล้าย...

 

คล้ายห้องทำงานของพ่อตัวเอง 

 

“โว้ว” ผมอุทานตอนเดินเข้ามาแล้วปิดประตูไม่ให้ใครเห็นว่าผมอยู่ในห้อง ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีเวลาก่อนพวกเขาตื่นนอนมากน้อยแค่ไหน แต่การได้เข้ามาในส่วนที่ลับที่สุดของบ้านเป็นอะไรที่ชวนระทึกใจ มันพาให้ผมต้องสอดส่ายสายตาไปรอบๆ พิจารณาข้าวของที่กองเอาไว้

 

ผมย่นจมูกปัดฝุ่นผงที่กระจายอยู่รอบด้าน เอื้อมมือไปเปิดไฟเพื่อดูอะไรให้ชัดขึ้น อ้าปากค้างนิดๆ เมื่อเห็นว่ามันเต็มไปด้วยอะไร มีทั้งหนังสือ รูปภาพ และของอื่นๆ อีกมากมายที่เห็นแล้วต้องขมวดคิ้วใส่ รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในห้องวิจัย

 

และเป็นห้องวิจัยที่เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อผมค้นคว้าไว้

 

เรื่องราวของเมกาโลดอน 

 

“พวกเขาเป็นนักวิจัยเหรอ?” ผมเลิกคิ้วมองดูรูปฉลามที่ถูกทิ้งขวางไว้ตามพื้น มีสมุดบางเล่มที่ถูกเปิดค้างไว้ พอไล่สายตามองก็พบว่าบางส่วนถูกถมด้วยหมึกสีดำราวกับกลัวว่าจะมีคนอ่านออกได้ ผมเดินเข้ามาหยุดอยู่กลางโต๊ะที่น่าสงสัย

 

มันมีหนังสือวิจัยกองเอาไว้ หลากรูปภาพกระจายไปทั่ว หากแต่มีอันนึงที่ผมคุ้นตา มันเป็นภาพวิวัฒนาการเช่นเดียวกับที่ริชาร์ดมี ภาพของเมกาโลดอนที่เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์โดยไร้คำอธิบายว่าเพราะอะไร หนำซ้ำยังมีภาพที่ผมมั่นใจว่านี่คือครีบของดาย

 

ลักษณะเว้าแหว่งถูกแม็กไว้กับภาพแผ่นหลังของ...

 

“ดีวาน?” ผมเอ่ยชื่อคนที่ผมเห็นแผลเป็นนี่เขาเมื่อวาน หรี่ตาลงมอง ปัดฝุ่นออกดูยังไงก็ใช่ หลังของเขามีแผลเป็นทางยาวที่น่าแปลกทำไมมันถูกแม็กรวมกับครีบของดาย

 

มันเป็นการเปรียบเทียบหรือว่า...

 

“มือถือของโจเอลหนิ”

 

กึก !

 

“มาอยู่ที่นี่ได้ไง?” ผมหลุบตาไปมองเจ้ามือถือที่วางแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล ที่รู้ว่าเป็นของโจเอลเพราะผมทำสัญลักษณ์ไว้ พอเอื้อมมือไปหยิบหน้าจอก็สว่างวาบบอกว่ามันยังใช้งานได้ ผมไล่สายตาดูข้อความที่ยังไม่ถูกเปิดอ่านเป็นสิบ บางส่วนมาจากโนเอลที่คงส่งหาน้องชายตอนยังไม่รู้ข่าว อีกส่วนมาจากจอร์แดนที่ถามว่าผมอยู่ที่ไหน

 

นาทีนั้นผมนิ่งค้างไป แล้วก็เลือกอ่านข้อความของโนเอลแทน

 

N-A : โซล คุณเก็บมือถือน้องชายผมได้ใช่ไหม

 

N-A : ผมไม่รู้ว่าคุณจะเห็นข้อความนี้ไหม แต่ผมอยากได้มือถือน้องชายผมคืน

 

เขาส่งแมสเสจมาตั้งแต่วันที่ผมเข้าโรงพยาบาล นั่นเป็นวันที่ผมรู้ตัวว่าทำโทรศัพท์โจเอลหาย ผมคิดว่ามันคงอยู่ในทะเลไม่ก็ท้องดาย แต่ว่าทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

 

พวกเขาไปได้มันมายังไง?

 

‘คุณไปถามพวกเขาเองดีกว่า’  

 

‘เขาน่าจะให้คำตอบได้ดีกว่าผม’  

 

คำพูดของโนเอลเข้ามาในหัว ต่อด้วยภาพของดีวานที่พยายามบ่ายเบี่ยงทุกคำถาม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมโนเอลถึงตอบคำถามของผมไม่ได้ จะให้ผมมาถามกับคนที่ไม่มีส่วนรู้เห็นทำไม ตอนแรกผมคิดแบบนั้นกระทั่งความคิดของผมเปลี่ยนไป เม้มปากเล็กน้อยพลางคิดว่าโนเอลต้องรู้เรื่องอะไร

 

และทางเดียวที่จะรู้ได้คือโทรหาเขา

 

[ฮัลโหล?]

 

“โนเอล ผมเอง โซล” ผมขานรับไม่คิดว่าเขาจะรับสายเร็วขนาดนี้ “ผมมีเรื่องต้องถามคุณหน่อย”

 

[ผมสิที่ต้องถาม คุณโทรมาหาผมได้ไง]

 

“เอาไว้ค่อยถามได้ไหม ผมจะเล่าให้ฟังหลังจากคุณตอบคำถามของผมหมด” ผมยั้งคำถามเขานั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะถามผมตอนนี้ “บอกผมมาว่าคุณรู้เรื่องอะไรอีก ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพี่น้องคู่นี้ คุณไปรู้จักพวกเขาได้ไง”

 

[นี่แปลว่าคุณยังไม่ได้ถามพวกเขาใช่ไหม?]

 

“พวกเขาไม่บอกอะไรผมต่างหาก” ผมตอบกลับเสยผมขึ้นนิดหน่อยอย่างคิดหนัก “เขาไม่อยากให้ผมคิดมาก แต่ผมเห็นแล้วว่าดีวานมีแผลเป็นที่หลัง”

 

[แล้วเขาบอกคุณว่าไง?]

 

“บอกว่าเป็นอุบัติเหตุไม่ให้ผมใส่ใจ”

 

[ไม่ใส่ใจไม่ได้นะ นั่นเรื่องสำคัญ]

 

“สำคัญขนาดไหนคุณถึงบอกผมเองไม่ได้”

 

[ก็เพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวคุณไง]

 

“หา?”

 

[คุณควรรู้ได้แล้วว่าสามีคุณไม่ใช่คน โซล]  

 

LOADING 100 PER 

กุญแจไขปริศนาอยู่ใกล้แค่เอื้อม อยากหาเจอต้องหลับตา :)  

ความลับถูกซ่อนอยู่ในที่มองไม่เห็น แต่ถ้าสังเกตจะเจอกับจุดเริ่มต้นของปัญหา 

ปริศนาครั้งนี้ใหญ่กว่าตัวมาก 

อยากหากุญแจใช่ไหม? 

อย่าหามัน แล้วมันจะออกมาเอง :)  

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น