Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 26 : ความลับปิดตาย

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 26 : ความลับปิดตาย

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 13:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 26 : ความลับปิดตาย
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 26 : ความลับปิดตาย 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ดวงตาของโนเอลฉายแววจริงจัง พาให้ผมนิ่งงันก่อนจะถอนหายใจ จู่ๆ ก็เกิดลังเลระคนรู้สึกแย่ที่ต้องมาพูดเรื่องความตายของใคร ทว่าพอเห็นแววตาแบบนั้นเข้าไปผมก็แอบเห็นใจ รวมถึงเข้าใจว่าเขาจะรู้สึกยังไงถ้าเกิดได้ฟังความจริง

 

แต่เขาคงเตรียมใจไว้บ้างแล้ว

 

“โจเอลถูกฉลามฆ่าตาย”  

 

“หา?”

 

“ฉลามเมกาโลดอน” ผมเลียปากตวัดสายตาไปสบกับโนเอลที่อ้าปากค้าง เมื่อสิ่งที่ได้ฟังบิดเบือนจากความจริงที่ริชาร์ดเล่า “คุณคงเห็นแล้วว่าฉลามพวกนั้นเป็นยังไง การที่คุณรอดตายมาได้คงเพราะยังมีโชคอยู่บ้าง”

 

“…”

 

“แต่ฉลามพวกนั้นมันไม่ได้ปราณีใครบ่อยๆ น้องชายคุณคือหนึ่งในนั้นที่โดนพวกมันใจร้ายใส่” โนเอลเขยิบเข้ามาใกล้ผม เขาดูแน่วแน่ทำเอาผมอึดอัด “ผมมีศูนย์วิจัยกลางทะเล พ่อผมสร้างไว้หลังจากค้นพบพวกมัน ผมสืบทอดศูนย์วิจัยต่อจากเขา เลี้ยงฉลามที่ขี้หึงและอารมณ์รุนแรงไม่ต่างจากคนบ้า”

 

“…”

 

“วันที่น้องชายคุณมา เขาตีสนิทนั่นคือข้อห้ามสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ผม ฉลามพวกนั้นหวงผมมาก ตอนที่เราลงไปในกรงฉลามผมรู้ว่าโจเอลกลัวแค่ไหน เขาจับมือ กอดผมไว้ และมันทำให้สองพี่น้องโกรธ” ผมกัดปากไปชั่วครู่ นึกถึงมือของโจเอลที่บอกลาผม จนถึงตอนนี้ผมก็ยังจำทุกหยาดหยดของเลือดที่ย้อมทะเลให้กลายเป็นสีแดงฉาน

 

ผมฝืนเล่าให้โนเอลฟังจนหมด สังเกตสีหน้ารวมถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไป นาทีแรกเขาดูตกใจ สักพักก็เริ่มแสดงความเสียใจ พลันก็นิ่งงันเหมือนทำใจได้

 

หลากอารมณ์เกิดขึ้นทุกคำที่ผมพูดออกไป โนเอลประสานมือที่หน้าตักแน่น เขากำลังคิดขณะที่ผมต้องทนรื้อฟื้นว่าหลังจากโจเอลตายเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง ลากยาวมาถึงเรื่องล่าสุดที่ผมพบเจอมา แม้กระทั่งในความฝันพวกเขายังตามมาฆ่า

 

เป็นการทรยศที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

 

“และผมก็รู้อีกว่าเซ็บสั่งให้ริชาร์ดหาโอกาสฆ่าโจเอล ผมได้ยินเขาคุยโทรศัพท์”

 

“พ่อเหรอ...”

 

“ผมไม่รู้ว่าเขาคิดฆ่าลูกชายตัวเองทำไม บางทีคุณน่าจะตอบโจทย์นี่ได้ดีกว่าผมนะ โนเอล” เจ้าของชื่อกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาหลุบตาต่ำดูก็รู้ว่ามีบางอย่างปิดบังผมไว้ แน่นอนว่าผมไม่ได้คาดคั้นเขา เรื่องของครอบครัวไม่ได้เกี่ยวกับผมเท่าไหร่

 

การที่เขาเล่าให้ฟังมันก็เหมือนเพิ่มจิ๊กซอว์ส่วนที่ไม่สำคัญเข้าไป

 

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ไม่สำคัญ

 

“โจเอลเป็นลูกของแมรี่แอนน์ เธอเป็นเมียน้อยพ่อผม”

 

กึก !

 

“แมรี่แอนน์เป็นผู้หญิงร้ายกาจ เธอใจร้ายมากทั้งกับพ่อ กับแม่ผม ทำตัวเหมือนเจ้าคนนายคนไม่มีความเกรงใจและให้ท้ายลูกชายทุกอย่าง” โนเอลเริ่มเล่าความร้าวฉานในครอบครัวเขาให้ฟัง ไม่ต่างจากกาวที่สมานเรื่องราวให้เข้าที่ “พ่อผมเกลียดแมรี่แอนน์มาก เธอเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ผมตรอมใจตาย”

 

“ว่าไงนะ...”

 

“เธอดันให้โจเอลเด่นกว่าผมทุกอย่าง กดผมให้ต่ำจนผมเลือกที่จะย้ายออกมานอกบ้าน ถึงอย่างนั้นผมก็มองว่าโจเอลเป็นน้องชายคนนึง เขาไม่ผิดที่แม่จะส่งเสริม เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของพ่อที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาก่อไว้”

 

“...”

 

“ไม่นานนักแมรี่แอนน์ก็จากเราไป หมอบอกว่าเธอกินยาฆ่าตัวตาย”

 

“ทำไมล่ะ?”

 

“แทนที่จะถามว่าทำไม ควรถามว่าเธอทำจริงหรือเปล่าดีกว่า” คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ตอนนี้ผมกลายเป็นโนเอลตอนนั่งฟังตัวเองเล่าเรื่องน้องชายเขา สีหน้าผมเปลี่ยนไปตามทุกคำที่เขาพูดออกมา “แมรี่แอนน์ไม่ได้กินยาฆ่าตัวตาย เธอโดนวางยา”

 

“หา?”

 

“พ่อผมกำจัดเธอ” ผมอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างต่างจากโนเอลที่ถอนหายใจใส่ “ตอนที่รู้ผมไม่คิดว่าพ่อจะทำแบบนั้นกับคนที่เขาพาเข้าบ้านได้ แต่ทันทีที่แมรี่แอนน์ตาย ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดก็ตกไปที่โจเอล”

 

“แล้วมันเกี่ยวกับพ่อคุณยังไง พ่อคุณมีเงินเยอะที่สุดไม่ใช่เหรอ”

 

“ก็ใช่ ถ้าเกิดเขาไม่ได้ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ผมก่อน”

 

“…”

 

“ตอนนี้เขาไม่เหลืออะไร นอกจากเงินที่ซ่อนไว้และเงินที่โจเอลควรจะได้ถ้าเขาไม่ตาย” ผมอยากได้บุหรี่สักมวนถ้าหมออนุญาตให้สูบ ในหัวปวดตุ้บๆ เมื่อต้องเชื่อมโยงอะไรหลายอย่างเข้าด้วยกัน งั้นแสดงว่าที่เซ็บอยากฆ่าโจเอลก็เพื่อเงินของแมรี่แอนน์เนี่ยนะ?

 

ไม่เห็นจะเข้าใจตรงไหน

 

“มีวิธีอื่นเยอะแยะที่ไม่ต้องฆ่าลูกชาย”

 

“เว้นแต่ว่าเขาเองก็เกลียดโจเอลเหมือนกัน” ผมเผลอทิ้งตัวพิงกับหมอนอย่างหมดแรง พลันก็ต้องนิ่วหน้าเจ็บเพราะลืมไปว่ามีแผล “พ่อเกลียดโจเอลตั้งแต่เขายังเด็ก อารมณ์เหมือนเกลียดแม่เลยพาลไปลูกด้วย”

 

“แต่โจเอลเป็นแค่เด็กนะ เกลียดแม่มาลงที่ลูกได้ไง”

 

“ถ้าเขาฆ่าพ่อแม่คุณได้ คุณคิดว่าครอบครัวตัวเองเขาจะปล่อยไว้ไหม”

 

“…”

 

“ผมยอมรับว่าผมตกใจ แต่พอคิดเรื่องที่ผ่านมา...ผมก็ไม่ตกใจเลยโซล” โนเอลไหวไหล่ สีหน้าเขาปกติแม้ก่อนหน้านี้จะแฝงไปด้วยความเศร้า ถึงอย่างนั้นดวงตาของเขาก็ยังมีความเสียใจปะปนอยู่ ไม่มีใครรับได้ที่พ่อของตัวเองเป็นแบบนี้ ต่อให้จะรักมากแค่ไหนการที่ต้องติดอยู่ในเงาของคนที่เป็นฆาตกรก็ไม่ใช่เรื่องดี

 

โนเอลคงต้องทนทุกข์มาหลายปี ด้วยความเป็นพ่อและมีอิทธิพลมากก็เลยต่อกรอะไรไม่ได้

 

“ผมกลับผิดหวังที่เขาไม่หยุดสักที ยิ่งมีเรื่องของคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็ยิ่ง...น่ากลัว”

 

“ผมไม่ได้ว่านะ แต่พ่อของคุณน่ะอันตราย”

 

“…”

 

“อย่างที่คุณพูดไป พ่อของคุณเป็นฆาตกร เขาฆ่าครอบครัวผม” เราสบตากันมองเขาที่พยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ “และไม่ว่าคุณจะชอบไหม ผมก็ต้องเอาคืนสิ่งที่เขาทำ”

 

“ผมรู้ ผมถึงช่วยคุณเพื่อแลกกับความลับ”

 

“ผมเสียใจที่ฉลามผมเป็นต้นเหตุทำให้น้องชายคุณต้องตาย”

 

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณนิ จริงไหม?”

 

“โนเอล”

 

“อีกอย่างต่อให้ฉลามคุณไม่ฆ่า ริชาร์ดก็ต้องหาทางจัดการเขาอยู่ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องชายผมเจออะไรแบบนี้ เพียงแค่ครั้งนี้โชคดีไม่ได้เกิดกับเขา” ผมแปลกใจที่โนเอลมองโลกในแง่บวกขนาดนั้น ถ้าเป็นคนอื่นคงลุกขึ้นไปหาฉลามมาฆ่า ไม่ก็อาละวาดแทนที่จะเข้าใจว่าต้นเหตุที่แท้จริงมันคืออะไร “นอกจากนี้ผมเองก็เคยได้ยินมาแล้วว่าน้องชายผมถูกฉลามฆ่าตาย”

 

“บ้าน่า คุณไปรู้มาจากไหน”

 

“มีคนมาสารภาพกับผมน่ะ” ผมเลิกคิ้วใส่ไม่เข้าใจเขาที่พึมพำ “ผมแค่อยากฟังคุณย้ำให้แน่ใจว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน”

 

“เดี๋ยวก่อนนะ ผมไม่เข้าใจ”

 

“อะไรเหรอ?”

 

“ที่ว่ามีคนมาสารภาพนี่...คุณหมายถึงใครกัน?” ผมยกมือห้ามปรามเขา มองหน้าโนเอลที่เบือนหน้าหนีไป เขายกยิ้มกลบเกลื่อนทั้งที่เมื่อกี้บอกใบ้ความลับมาคำใหญ่ “อย่ามาโกหกผมนะโนเอล”

 

“ผมไม่ได้โกหกอะไรนี่น่า แต่นั่น...ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะพูดได้”

 

“คุณหมายความว่าไง?”

 

“เอาเป็นว่าคุณไปถามพี่น้องคู่นั้นดีกว่า พวกเขาจะตอบปัญหาที่คาใจได้ดีกว่าผม” สีหน้าของผมเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทันที ไหนเขาบอกว่าเราจะแลกเปลี่ยนความลับกัน “โทษทีนะแต่ผมก็ต้องห่วงความปลอดภัยของผมเหมือนกัน”

 

“มันไม่ยุติธรรม ผมไม่เห็นได้ในสิ่งที่ต้องการ”

 

“ได้สิ เพราะผมจะใบ้เรื่องหลังดีวาน”

 

“หา?”

 

“ถ้าเกิดคุณสังเกตให้มาก คุณอาจจะตาสว่างขึ้นนะโซล”  

 

เครื่องหมายคำถามเต็มหน้าผมไปหมด ทว่าโนเอลก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่ม เขาแค่ยิ้มลุกขึ้นยืนบีบไหล่ผมเบาๆ เป็นเชิงให้ผมค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ประจวบเหมาะกับที่ดีแลนและดีวานคุยกับหมอเสร็จ พวกเขากลับเข้ามาในห้องส่งผลให้โนเอลละถอยพร้อมกับมองหน้าพวกเขาไปมา

 

“คุยอะไรกันเหรอ ท่าทางซีเรียสเชียว” ดีแลนเลิกคิ้วถาม ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกฝั่งพลางยกยิ้มให้ “เล่าให้ผมฟังบ้างสิ”

 

“ไม่มีอะไรหรอก ผมก็แค่ถามว่าโซลเป็นไง”

 

“แน่ใจ?”

 

“ยิ่งกว่าแน่ใจ” โนเอลกลอกตาไหวไหล่เหมือนเล่นตลก “แล้วหมอว่าไงบ้าง เรื่องอาการโซล”

 

“คงต้องให้พักอยู่ที่นี่สักอาทิตย์” ดีวานตอบแทน ดวงตาของเขานิ่งมากทำเอาบรรยากาศในห้องอึดอัดไปหมด “แผลโดนยิงต้องใช้เวลาสมาน ยิ่งหัวใจโซลเคยหยุดเต้นมารอบ พวกเขาก็ยิ่งอยากให้อยู่ดูอาการนานๆ พวกเขากลัวว่าโซลจะติดเชื้อได้”

 

“ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น”

 

“คราวนี้คุณเลือกไม่ได้”

 

“แต่ผม...!”

 

“เลิกดื้อและช่วยฟังที่ผมพูดสักครั้งได้ไหม จะได้ไม่พาตัวเองไปเสี่ยงอีก” ร่างสูงดุผมไม่ได้ถามไถ่ว่าผมมีเหตุจำเป็นอะไรให้ต้องเถียง เขาขยับตัวมายืนบังโนเอล สบตากับผมนิ่งไม่ให้ผมได้เห็นว่าตอนนี้คนด้านหลังทำหน้ายังไง ดีวานเกลี่ยแก้มผมราวกับว่ากำลังปลอบใจ

 

นาทีนั้นผมเหลือบตาไปมองโนเอลที่ชะโงกหน้ามาขยิบตาให้ ผมเลยหลุบไปมองบ่าดีวาน

 

“เป็นเด็กดีนอนพักอยู่ที่นี่จนกว่าจะหาย ถ้าอาการคุณดีขึ้นเมื่อไหร่ ดีแลนจะพาคุณกลับไปที่บ้าน”

 

“บ้านของพวกคุณน่ะเหรอ?”

 

“บ้านของพวกเรา” เขาเปลี่ยนคำนั่นทำให้ผมพ่นลมหายใจช้าๆ คล้ายกับไล่อากาศออกจากร่างให้หมด ดีแลนจับมือผม กดจูบลงมาแสดงถึงการห่วงใยและขอร้องให้รับฟัง ผมเหล่ตาไปมองเขาขณะเดียวกันก็สนใจสิ่งที่อยู่ใต้เสื้อผ้าของดีวานเหมือนกัน

 

อะไรคือสิ่งที่อยู่ด้านหลัง?

 

อะไรที่ทำให้โนเอลกล้าบอกว่าผมจะตาสว่าง?

 

แน่นอนว่าพอทุกอย่างเรียบร้อย โนเอลก็ถูกไล่กลับ ผมไม่แน่ใจว่าดีแลนไปคุยอะไรกับเขาไหมตอนที่เดินไปส่ง เขาไม่ได้บอกผมแถมยังดูขี้เล่นไม่ต่างจากตอนแรกเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร ปล่อยให้ดีวานเช็ดตัวให้พลางคิดว่าผมจะใช้วิธีไหน...

 

วิธีไหนที่จะทำให้เหยื่อติดกับดี

 

“คุยอะไรกับเขา”

 

“ใคร?”

 

“โนเอล” ดีวานถามใช้ผ้าลูบแขนผมช้าๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อตัวจะสะอาด “ผมเห็นพวกคุณคุยกันอยู่นาน หัวข้อไหนที่ทำให้ดูสนใจกันขนาดนั้น”

 

“ไม่มีไรนิ เขาก็แค่ถามอาการทั่วไป”

 

“ผมไม่ชอบคนโกหก” เสียงทุ้มต่ำของดีวานมีอิทธิพลกับผม เขาพ่นลมหายใจทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะปลดเชือกเสื้อคนไข้ ผมหลุบตามองผ้าพันแผลที่พันกลางลำตัวเอาไว้ ดีวานเอาผ้าชุบน้ำบิดจนหมาดแล้วเช็ดตามคอผมไล่ยาวลงมาจนอยู่ในจุดที่เขาพอใจ

 

ผมไม่ได้มองว่านั่นคือการกระทำที่หวังดีเท่าไหร่ กลับกันมันน่าจะเป็นการเค้นคำตอบมากกว่า

 

“ทำไมชอบปิดบัง”

 

“...”

 

“หัวรั้นก็ที่หนึ่ง”

 

“คงเพราะผมต้องอยู่กับคนที่ไม่รู้ว่าพูดความจริงอะไรกับผมบ้าง”

 

“โซล”

 

“คุณเองก็มีเรื่องปิดบัง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันจนถึงตอนนี้ เราแทบไม่รู้จักกันเลย” ผมตอบกลับสังเกตปฏิกิริยาของร่างสูงที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่ เขายังคงนิ่งและคนที่นิ่งแบบนี้มักเดาใจได้ยากกว่ามนุษย์ทั่วไป “ผมไม่รู้เลยว่าคุณมาดูแลผมทำไม อะไรที่ทำให้คุณมาอยู่ตรงนี้”

 

“คุณไง”

 

“อะ...”

 

“เหตุผลเดียวที่ผมยังอยู่และดีแลนยังอยู่คือคุณ” จู่ๆ นัยน์ตาของดีวานก็วาวโรจน์ขึ้นมา เขาดูมีอะไรในใจทว่าก็เลือกที่จะสะกดมันไว้ให้เป็นปริศนา “แค่พูดชื่อคุณออกมาเราก็พร้อมจะทำตามต่อให้จะถูกมองเป็นหมา คนอื่นไม่มีค่าพอที่พวกเราจะยอมทุกอย่าง”

 

“พูดเหมือนว่าคุณรักผมยังไงยังงั้น”

 

“มันก็เป็นแบบนั้นตลอดมานิ” หัวใจผมเต้นถี่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนสารภาพรัก เรามองตากันอยู่พักใหญ่ขณะที่หัวสมองผมกำลังประมวลผลกับสิ่งที่เขาพูดให้ฟัง ดีวานเอาผ้าเช็ดหน้าผม ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เปลี่ยนเป็นฝ่ามือหนา

 

ผมถูกสะกดด้วยดวงตา เจ้าตัวเกลี่ยแก้มผมเบาๆ ยื่นหน้ามาแลกเปลี่ยนลมหายใจ

 

พลันริมฝีปากของคนใจร้ายก็ทาบทับลงมา

 

“อื้อ” ผมหลุดครางในลำคอ ตกใจนิดหน่อยที่ถูกจูบกะทันหัน ดีวานกดย้ำๆ ลงมาสองสามครั้ง ไม่มีการบังคับหรือลุกล้ำอะไร เขาแค่แช่ค้างไว้ให้ผมแน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องโกหก ผมเห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาเขา เป็นกระจกให้เห็นว่าตอนนี้ผมแสดงสีหน้ายังไงออกไป

 

ดีวานผละออกเล็กน้อยก่อนจะกดย้ำอีกครั้งเป็นการขอร้องให้ตามใจ วินาทีนั้นผมเลยหลับตาลง น้อมรับรสสัมผัสที่เขามอบให้ เรียวลิ้นชื้นสอดเข้ามาในปาก กวาดต้อนความหวานจนอิ่มหนำ บดเคล้าเรียวปากผมแผ่วเบา เป็นการจูบที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จูบมา เขาประคองหน้าผม ไม่ได้ดันตัวให้นอนราบกลับกันเขาโอบแผ่นหลัง ใช้แขนตัวเองเป็นปราการให้ผมได้พักพิง

 

ผมตอบรับเขาแปลกใจที่เวลานี้ยังปล่อยให้เขามากอบโกยเอาเปรียบได้ ทว่าไม่รู้ทำไม...

 

ผมกลับอยากให้เขาทำ 

 

“อยากทำมากกว่านี้ แต่กลัวคนแถวนี้จะร้องไห้” เขาพูดตอนถอนจูบออกไป เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าไปถัดหูให้แล้วกลับมามองตากัน ผมอยากหัวเราะให้กับคำพูดเขา ตั้งแต่เจอก็เห็นใจดีอยู่กี่ครั้งกันเชียว “เอาไว้คุณหายดีแล้วเราค่อยทำกัน”

 

“ถ้ากลัวผมจะเจ็บก็ช่างมัน ผมเจ็บมากเยอะกว่าที่คุณรู้ซะอีก”

 

“ผมรู้ว่าคุณเจ็บแค่ไหน”

 

“ไม่...”

 

“และผมก็รู้ว่าคุณไม่มีใคร”

 

“...”

 

“แต่คุณยังมีเรา โซล” ผมชะงักชั่วขณะเสียงของเขายิ่งกว่าเพลงขับกล่อม ยิ่งพูดด้วยความโอนอ่อนลดเสียงลงก็ถลำลึกเข้าไปในหัวใจ ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะมีมุมแบบนี้ได้ คงเพราะเรารู้จักกันน้อยเกินไปและผมก็ไม่ได้อยากสานความสัมพันธ์

 

ผมรู้ว่าตัวเองอยู่กับสิ่งที่อันตรายแค่ไหน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมไม่อยากผูกพันกับใคร นอกจากนั้นคุณก็เห็นแล้วใช่ไหมว่าพอผมไว้ใจใคร...

 

สิ่งที่ได้กลับมาไม่เคยดี 

 

และเหมือนดีวานจะอ่านใจผมออก ไม่ก็ดูจากแววตาหม่นหมองของผม เขากดจูบลงมาอีกครั้ง หอมแก้มแล้วกระซิบถาม ประโยคที่พูดออกมาทำเอาใจผมสั่น

 

“ตอนนี้คุณเหนื่อยใช่ไหม”

 

“…”

 

“พักสักหน่อยนะคนดี” ราวกับเตะก้อนหินไปชนเสาแล้วมันกระแทกเข้าที่หัวใจ นานแค่ไหนแล้วที่มีคนถามผมว่าเหนื่อยไหมหรือว่ารู้สึกยังไง นานวันไปก็รู้สึกว่าคำพูดพวกนั้นมันเป็นคำต้องห้าม เพราะชั่วชีวิตที่ผ่านมาผมเหนื่อยหรือท้อไม่ได้ ผมมีปากท้องที่ต้องเลี้ยง มีศูนย์วิจัยที่ต้องดูแลต่อไป ถ้าเกิดผมพูดว่าเหนื่อยคนข้างหลังจะรู้สึกยังไง

 

ไม่มีใครโอเคที่เสาหลักของบ้านอ่อนแอหรอกใช่ไหม

 

ผมถึงได้ทำตัวเข้มแข็งตลอดมา

 

ซึ่งพอมาได้ยินในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้ามากๆ มันยิ่งซ้ำเติมว่าผมอ่อนแอแค่ไหน ผมอยากจะร้องไห้ แต่สิ่งที่ทำคือกะพริบไล่น้ำตาไป

 

เสียดายที่ดีวานไม่สนใจ

 

เขากดจูบลงบนหน้าผาก

 

“ถ้าไม่ไหวก็ร้องออกมา”

 

“ผมไม่...”

 

“เราอยู่ตรงนี้” คำพูดนั้นมาพร้อมกับดีแลนที่กลับเข้ามาในห้อง เขาเลิกคิ้วมองผมที่ถูกดันให้ฝังหน้าลงกับบ่าแกร่ง ดีวานกอดผมไว้เขาทำเหมือนว่าผมไม่มีเรี่ยวแรง มันช่างเป็นอะไรที่น่าสมเพชถ้าผมจะมาตกหลุมพรางเขาง่ายๆ

 

ดีแลนเดินอ้อมมาเขาไม่ได้ถามว่าเกิดอะไร แค่ลูบหัวผมลากไปที่หลังช้าๆ ปลอบประโลมเท่าที่จะทำได้ ผมอยากหัวเราะ คนอย่างผมควรจะตลกกับการกระทำเรียบง่ายที่ไม่ได้ดีต่อใจ แต่เหมือนว่าตอนนี้ผมกำลังจะตาย

 

ผมเงยหน้ามองเพดานไม่ให้น้ำตาไหล ส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทว่าหัวใจมันกลับพูดในสิ่งที่ไม่ใช่ผมออกไป

 

“ถ้านี่คือคำโกหก มันคงตลกถ้าผมอยากให้พวกคุณหลอกผมสักครั้ง”

 

“ที่รัก”

 

“ช่วยหลอกผมว่ารักผมมากได้ไหม”

 

“…”

 

“แค่นาทีเดียวก็ได้ และกอดผมไว้จนกว่าผมจะทำใจได้ที่โลกนี้...มีแค่ตัวเอง”  

 

เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ปล่อยใจไปกับพวกเขา ดีวานกับดีแลนไม่ได้กดดัน เขากอดผมให้แน่ใจว่าผมจะเชื่อในสิ่งที่ขอให้เขาโกหก พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกับผม ปลอบโยนมากกว่านี้ก็แลดูจะไม่ใช่ตัวตนเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นการที่ได้กอดใครสักคนในช่วงเวลานี้ก็เป็นอะไรที่ดีมากๆ จนผมเกือบจะเผลอใจ

 

ดีนะที่รูโหว่ในหัวใจผมค่อนข้างใหญ่การจะซ่อมแซมกลับมารักใครได้ภายในไม่กี่นาที...

 

มันทำไม่ได้ 

 

“อยากออกไปไหนไหม?”

 

กึก !

 

“หรืออยากให้ผมทำอะไรให้ไหมครับ ราชินี?” ผมลากสายตาไปสบกับคนที่ทำลายความคิดผม หลังจากตอนนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก ผมต้องพักรักษาตัวสามสี่วัน ข่าวคราวของเซ็บก็ไม่มี โนเอลหายตัวไปราวกับว่าโดนสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้ผมอีก ซ้ำร้ายกว่านั้นสองพี่น้องยังขอหมอให้ผมกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านหลังจากหมอแน่ใจแล้วว่าผมจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ

 

แน่นอนว่ามันทำให้โอกาสเจอโนเอลน้อยลงไป และผมก็ปฏิเสธไม่ได้…

 

ตัวเลือกผมไม่ได้มีเยอะ 

 

“ไม่” ผมส่ายหน้ากลับสู่ปัจจุบันที่เอาแต่นอนอุดอู้อยู่ในห้องนอน มากสุดก็แค่เดินไปที่ระเบียง มองดูบรรยากาศของทะเลที่เปลี่ยนวันเปลี่ยนคืนไปมาขณะที่ผมยังย่ำอยู่กับที่ ผมอยากกลับไปศูนย์วิจัย คนที่นั่นจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ ทว่าพอคิดอีกทีมันมีเปอร์เซ็นต์สูงที่โอเว่นจะกลับไปก่อน เขาอาจะหลอกทุกคนว่าผมตายก็ได้

 

ยิ่งมือถือของโจเอลหายไป จอร์แดนติดต่อผมไม่ได้ ผมยิ่งเหมือนคนตาย ผมรู้ตัวก็ตอนที่ดีวานเก็บของให้ ผมไม่รู้ว่าไปทำมือถือโจเอลหายที่ไหน ล่าสุดที่จำได้มันก็อยู่ในกระเป๋ากางเกงตลอด บางทีมันอาจจะหล่นตอนผมเข้าปากดาย

 

น่าแปลกใจที่ผมรอดออกมา...

 

“เอาแต่อยู่ในห้องมันจะทำให้คุณห่อเหี่ยวนะ”

 

“อยู่ที่ไหนผมก็เป็นแบบนั้นดีแลน ต่อให้อยู่ท่ามกลางแสงจ้าผมก็ห่อเหี่ยวเหมือนเดิม” ผมขัดสบตากับคนที่ทิ้งตัวลงนอนตัก ร่างสูงดึงมือผมไปจับ กดจูบเบาๆ สบตาผมด้วยแววตาห่วงใย อีกนัยนึงคือเขากำลังออดอ้อนให้ผมตามใจ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมชอบดวงตาของเขาชะมัด

 

“งั้นผมจะห่อเหี่ยวเป็นเพื่อนคุณ ตกลงไหม?”

 

“เหงาหรือไง ทำไมไม่ไปเล่นกับพี่คุณล่ะ”

 

“พูดเหมือนดีวานเป็นหมาไปได้ คุณก็เห็นว่าเขาตามใจผมที่ไหน”

 

“…”

 

“เขาก็ตามใจแค่คุณเหมือนที่ผมทำนั่นแหละ” เจ้าตัวพองลมในแก้มนิดหน่อยก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มให้ ปลายนิ้วร้อนเกลี่ยแก้มผม ลากไล้พร้อมกับใช้ดวงตาสะกด หลุบตามองริมฝีปากเล็กน้อยคล้ายกับจงใจยั่วยวน ผมส่ายหน้าไปมาให้เขารู้ว่าผมจะไม่ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งดีแลนอาจจะมองข้าม เขาหัวเราะยื่นหน้ามาจูบปากผมเบาๆ มันเหมือนกับการหยอกเย้ามากกว่าจูบเพื่อเร้าอารมณ์

 

มันก็คงน่ารักสำหรับใครบางคน เสียดายที่ผมกลับมองว่ามันเป็นของหลอกเด็ก

 

“คุณจูบเก่งกว่านี้นะเท่าที่ผมจำได้”

 

“ผมกลัวจะอดใจไม่ไหวต่างหาก” เขายิ้มหวานมีเสน่ห์จนผมอยากจะบีบจมูกโด่งรั้นนั้น “ถ้าคุณไม่อยากออกไปข้างนอก งั้นลงไปดูผมว่ายน้ำไหม จริงๆ ดีวานให้ผมมาชวนคุณไปว่ายน้ำด้วยกัน แต่เขาอยากให้ผมถามกว้างๆ เผื่อคุณอยากไปที่อื่นมากกว่า”

 

“ที่ที่ผมไปคงมีแต่คนถือมีดเตรียมแทงผมแล้วแหละดีแลน”

 

“อะ...”

 

“ส่วนเรื่องไปดูพวกคุณว่ายน้ำเนี่ย ผมต้องหลงร่างกายพวกคุณแค่ไหนกันถึงต้องไปดู?” ผมเลิกคิ้วใส่ พยายามขับไล่ความหม่นหมอง มองดีแลนที่ขยับตัวขึ้นมานั่ง จูบแผ่วเบาที่หน้าผาก “เลิกทำเหมือนผมเป็นเด็กได้แล้วน่า คุณกำลังทำให้ผมหงุดหงิด”

 

“ไม่หงุดหงิดนะราชินีของผม เดี๋ยวผมพาไปนั่งชิวๆ”

 

“นี่”

 

“เอาเป็นว่าผมขออนุญาตขโมยตัวคุณนะ” ไม่รอให้ผมตอบรับ เจ้าตัวก็สอดแขนเข้ามาใต้ขาพับอุ้มผมด้วยท่าเจ้าสาวแล้วพาลงไปข้างล่างด้วยกัน ตั้งแต่มาถึงผมลงมาเหยียบข้างล่างอยู่แค่ครั้งสองครั้ง ดีวานอยากให้แผลผมหายดีเลยให้ผมอยู่แต่ในห้อง อีกส่วนก็เป็นความอยากของผมด้วยแหละ ผมไม่รู้จะลงมาใช้ชีวิตตัวเองในบ้านของคนอื่นทำไม ต่อให้พวกเขาจะบอกว่าผมมีสิทธิ์จะทำได้ก็ตาม

 

มันก็เหมือนไม่ใช่ที่ของผมอยู่ดี

 

“เอาล่ะราชินี นั่งตรงนี้นะครับ” ร่างสูงมาปล่อยผมไว้ข้างสระ ยกยิ้มกว้างตอนเห็นใบหน้าเหนื่อยหน่ายของผม เวลานี้แดดกำลังลง มันสะท้อนกับผิวน้ำระยิบระยับไปหมด มันคงดูน่าเล่นสำหรับคนที่ชอบกีฬากลางแจ้ง ผิดกับผมที่ขอเฟดตัวอยู่ในเงาเพื่อหลบแดด

 

มันร้อนพอสมควรเลย ถึงแม้ว่าระเบียงชั้นสองจะยื่นออกมาเป็นร่มให้ก็ตาม

 

“วันนี้ร้อนชะมัด”

 

“คุณไม่ได้ออกจากห้องมานานต่างหากเลยรู้สึกร้อน” ดีแลนบอกก่อนจะถอดเสื้อตัวเองโยนไปวางบนโซฟา “ผมจะว่ายน้ำสักหน่อย คุณอยากเปลี่ยนใจลงไปว่ายกับผมไหม?”

 

“ไม่”

 

“งั้นนั่งเป็นกำลังใจให้ผมนะที่รัก” ว่าพร้อมขโมยจูบผมอีกรอบแล้วหนีโดยการกระโดดลงน้ำ หยาดใสกระเซ็นเปียกร่างผมนิดหน่อย ทว่าดีแลนก็ไม่ได้หันกลับมามองเลยสักนิด เขาว่ายจากริมสระฝั่งนี้ไปอีกฝั่ง ดูสนุกสนานกับการดำว่าย ผมพ่นลมหายใจคิดอยู่ว่าจะควรจะหนีขึ้นไปชั้นสองดีไหม

 

หรือเปลี่ยนมาทิ้งตัวลงนั่งแช่ขามองดูเขากับคนพี่ที่เดินถอดเสื้อออกมาหากัน

 

“ยอมออกมาแล้วเหรอ?” นั่นคือคำที่เขาทัก อ้อมแขนอุ่นร้อนกอดผมจากด้านหลัง “นึกว่าจะอยู่ในห้องชั่วชีวิตซะอีก”

 

“น้องชายคุณอุ้มผมมาที่นี่”

 

“ดีแล้วที่เขาทำ” ผมกลอกตาเอียงคอเล็กน้อยตอนดีวานกดจูบที่ท้ายทอย การกระทำอ่อนโยนมีอิทธิพลกับคนอ่อนแอเสมอ ผมถึงพยายามไม่สนใจแม้ว่าความอบอุ่นจะไม่หยุดแค่จุดเดียวก็ตาม ดีวานหอมแก้มผม แลดูจะเป็นกิจวัตรประจำวันที่พวกเขาจะฝังริมฝีปากลงมาตามส่วนต่างๆ ของผม

 

ราวกับว่าต้องการตอกย้ำถึงการมีตัวตนโดยเฉพาะการใช้ลมหายใจลากไปตามเนื้อผิว

 

มันคือสัญลักษณ์ของการมีชีวิต 

 

“เด็กดี”

 

“…”

 

“ผมรักคุณ” หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นส่ำ น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วอยู่ข้างหู ถ้อยคำบอกรักกลายเป็นคำทักทายที่เจอกันเมื่อไหร่เขาจะพูดคำนั้นให้ฟัง ผมคิดว่าเขาติดมันมาจากวันนั้นที่ผมขอร้องให้เขาโกหก เอื้อนเอ่ยเพื่อให้ผมติดอยู่กับเขา บอกตามตรงว่ามันมีผลกระทบกับใจของผมไม่น้อยเหมือนกัน

 

อย่างน้อยมันก็ทำให้เราจูบกันคล้ายกับคนรักกันจริงๆ

 

“ลงไปว่ายน้ำกับน้องชายคุณได้แล้ว” ผมตอบกลับรับรู้ถึงรังสีน้อยใจของคนที่ลงน้ำไปก่อน แอบเหล่มองก็เห็นดีแลนพองลมในแก้ม เขาเป่าน้ำจนขึ้นฟองเป็นการบอกว่าถ้าพี่ชายยังไม่ปล่อยผม เขาจะลากผมลงไปว่ายน้ำด้วยกัน

 

ดีวานส่ายหน้าใส่ เขาถอนหายใจถึงอย่างนั้นก็ยอมถอยกลับ เจ้าตัวถอดเสื้อออกเหลือเพียงกางเกงว่ายน้ำ ผมไล่สายตามองมัดกล้ามที่ดูดีไม่แพ้ดีแลน พวกเขาเป็นคู่พี่น้องที่มีร่างกายเพอร์เฟคที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก ผมกัดปากเล็กน้อยตอนดีวานกดจูบลงบนหน้าผาก

 

ทว่าในตอนที่เขาหันหลังเตรียมกระโดดลงน้ำ ผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

 

“หลังคุณไปโดนอะไรมา”

 

“หืม?”

 

“ทำไมมีแผลเป็น?”  

 

 

LOADING 100 PER 

ความลับปิดตาย อยากไขได้ต้องมีกุญแจ :)  

คนนึงจุดประกาย คนนึงต้องให้ติด ยังมีเวลาอีกนิดหาความจริงให้เจอ 

ถ้ามัวแต่ช้า ชีวิตจะต้องสูญเสีย 

ความตายกำลังคลอเคลีย 

ถ้าไม่อยากตาย อย่าชนะ และอย่าแพ้ในเกม :)  

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น