แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 38

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 165

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 02:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 38
แบบอักษร

กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว เซอร์ หมั่น ช่งจี ไม่เคยรู้เรื่องเมียสาวของเขาคบชู้สู่ชายมาก่อน หากกระนั้นหนุ่มใหญ่ก็ห้ามความสงสัยเคลือบแคลงที่ผุดพรั่งขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเห็นหล่อนขยันหาสาเหตุออกจากบ้านแทบทุกวัน 

หนุ่มใหญ่ตัดสินใจซักถามหล่อนในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่หล่อนมัวแต่แต่งหน้าร่ำรี้ร่ำไร ไม่ลงมากินข้าวเช้าตามปกติ 

“จะไปไหนอีกน่ะ” 

“อุ๊ย ที่รัก มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะนี่” หยิงโถวสะดุ้งเฮือก มือที่ใช้แปรงปัดไล้เปลือกตาหยุดกึกในชั่วพริบตานั้น 

“ฉันถามเธอว่าแต่งหน้าเตรียมจะไปไหน” เขาถามย้ำอีกที 

“วันนี้ฉันมีนัดทานข้าวกลางวันกับคุณนายเสนาธิการหล่ำน่ะค่ะ” หล่อนกุเรื่องเพื่อให้ปัญหาพ้นตัว 

“หืม...ฉันไม่ได้ฟังผิดใช่มั้ย เสนาธิการหล่ำเพิ่งขึ้นเรือไปพักร้อนที่มาลายาเมื่อวานนี้เอง ลูกเมียเขาก็ตามไปด้วย” 

 “อ้อ คนละคนกันค่ะ เสนาธิการหล่ำคนนี้เป็นทหารเรือ คุณอาจจะยังไม่รู้จักเพราะแกเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่” 

 “ยังงั้นหรือ” ช่งจีมองดูหล่อนด้วยสายตาราบเรียบ “ตอบฉันทีเถอะว่าอะไรทำให้เธอขยันไปไหนมาไหนบ่อยอย่างนี้ ฉันสาบานว่าฉันไม่ได้ขัดข้องอะไรหรอกนะ ก็แค่สงสัยเท่านั้นว่าเพราะอะไร อย่าเพิ่งโกรธฉันล่ะที่ถามแบบนี้” 

คำถามนั้นทำเอาภรรยานั่งอึ้งประหนึ่งถูกสาปเป็นก้อนศิลา เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่สามีใช้คำว่า “อย่าเพิ่งโกรธ” นั่นหมายความว่าเขาต้องการคำตอบจริงจัง หล่อนรู้ดี และมั่นใจว่าครั้งนี้เขาไม่ยอมให้หล่อนบิดพลิ้วหรือแก้ตัวหน้าด้านๆแน่ 

“คุณถามทำไมคะ” 

“ฉันเพิ่งบอกไปเองว่าแค่สงสัย เธอตอบแค่นี้คงไม่เป็นไรหรอกนะ” เสียงของช่งจีเหมือนจะรื่นรมย์ แต่หน้านิ่งสนิท   

“โธ่...ที่รักขา” หล่อนหันมาใช้ลูกอ้อน “คุณรู้จักฉันมาตั้งแต่สาวๆจนถึงอายุปูนนี้ ก็น่าจะรู้นี่คะว่านิสัยฉันก็เหมือนนกที่ชอบจะโบยบินหาอิสระมากกว่าถูกขังอยู่ในกรง บ้านหลังนี้ถึงจะดีแค่ไหนฉันก็รู้สึกเหมือนอยู่ในกรงทอง ดีสู้ออกไปท่องโลกกว้างไม่ได้ ยิ่งฉันชอบการสังสรรค์ มีเพื่อนมีฝูงเยอะ ก็เลยอยากออกไปพบปะกับพวกเขาบ้าง ไม่นึกเลยว่านิสัยนี้จะทำให้คุณไม่พอใจ” 

ชายผู้เป็นคู่ชีวิตยิ้มแห้งๆ และส่ายหน้าเป็นพัลวันให้กับมารยาของหญิงสาวซึ่งหล่อนสามารถใช้มัดใจเขาได้ตลอดมา ไม่เว้นแม้กระทั่งครั้งนี้ 

“เธอทำเหมือนเธอยังอายุแค่สิบแปดสิบเก้า...” ชายวัยกลางคนก้มลงจุมพิตที่แก้ม ก่อนลูบไล้ลำแขนขาวนุ่มเนียนผ่องของหล่อนด้วยความเสน่หา “...ฉันคิดถึงเด็กสาวนักร้องเพลงบลูส์คนนั้นเสียจริง หล่อนคนที่สวยยังกับนางฟ้า แต่สุ้มเสียงของหล่อนกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยจนฉันทนไม่ได้ เลยชวนเธอเต้นด้วยหวังว่าการโยกย้ายส่ายเอวเล็กๆน้อยๆจะช่วยให้เธออารมณ์ดีขึ้นมา” 

“คุณช่างขยันย้อนอดีตเสียจริง” หล่อนแกล้งเย้า 

“ฉันมันแก่แล้ว คนแก่ๆก็หวนหาแต่เรื่องเก่าๆอย่างนี้ล่ะ” ท่านสมาชิกสภาว่า มือกุมมือหล่อนไว้แน่นราวกับกลัวว่าหล่อนจะหนีไปไหนไกล 

“หยุดก่อนเถอะค่ะ ประตูก็ไม่ได้ปิดไว้ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า” 

ช่งจีที่เพิ่งได้สติคืนจากความเคลิบเคลิ้ม รีบปล่อยมือออก แล้วจึงกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจังเพื่อบรรเทาความกระดากอาย “จริงสิ ฉันลืมบอกข่าวสำคัญกับเธอเลยว่าท่านข้าหลวงแกรนแธมกำลังจะพ้นวาระสิ้นปีนี้แล้ว ท่านเลยดำริจะจัดงานเลี้ยงส่งที่บ้านพักอีกสามเดือนข้างหน้า งานนี้ท่านเชิญคนใหญ่คนโตไปร่วมงานกันเพียบเลย คงเป็นงานใหญ่น่าดูทีเดียวล่ะ” 

“จริงรึเปล่าคะ” หยิงโถวเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ 

“จริงสิ ฉันไม่เคยโกหกเธออยู่แล้วนี่” เขาหัวเราะก่อนเอ่ยปากคาดคั้น “ไปด้วยกันนะหยิงโถว นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ออกงานสังคมด้วยกัน” 

อดีตนักร้องสาวหน้าซีดเผือดทันทีที่นึกได้ว่าในงานที่เขาพูดถึงจะพรั่งพร้อมไปด้วยเหล่าสตรีสูงศักดิ์ ซึ่งในจำนวนนั้นคงมีคู่กรณีเก่าหลายคนที่หล่อนไม่ประสงค์จะพบเจอด้วยแทรกซึมอยู่ไม่ใช่น้อย 

“ไว้งานอื่นไม่ได้หรือคะ” หล่อนผัดผ่อนพร้อมกับชำเลืองท่าทีของเขาด้วยเงาสะท้อนในกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง 

“มีงานใหญ่กว่านี้อีกซะที่ไหนกัน ท่านข้าหลวงอุตส่าห์กำชับกำชาให้ทุกคนพาคู่สมรสไปด้วย เธอคงไม่ขัดน้ำใจท่านหรอก จริงมั้ย”  

“ค...ค่ะ” ภรรยารับคำอย่างเก้อๆ 

“ดี” สามียิ้มกริ่ม “งานนี้เธอได้สังสรรค์สมใจแน่นอน ฉันรับประกันได้เลย” 

 

“หมวดว่ายังไงนะ” ลูกค้าชาวอินเดียรูปร่างสูงใหญ่ยกจอกชาในมือค้าง เมื่อฟังเพื่อนที่มาด้วยกันรายงานจนจบ “สารวัตรไปรับรองว่าจะคุ้มครองสาวใช้บ้านท่านสมาชิกสภาบริหารน่ะรึ อะไรดลใจให้สารวัตรท่านคิดยังงั้น” 

“ท่านเล่าว่าท่านสงสารที่เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นหมุ่ยไจ๋รับใช้บ้านคนรวย เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ก็เลยพูดอย่างนั้นให้เธอคลายกังวลครับ” คนเริ่มเรื่องตอบพลางโบกมือพัดคลายความร้อนในตรอกเล็กๆที่อุดอู้ 

“อันที่จริงก็น่าเห็นใจทุกฝ่าย ท่านสมาชิกสภาหมั่นก็ด้วย” คนฟังออกความเห็น “ถ้าผมเป็นท่านสมาชิกสภาแล้วมีหมุ่ยไจ๋ในครอบครอง ผมก็ไม่กล้าสารภาพเหมือนกัน เพราะตัวเองเป็นคนคุมกฎหมายแท้ๆ แต่ฝ่าฝืนกฎหมายซะเอง ขืนรับผิดไป ทั้งตำแหน่งทั้งยศนำหน้ามิพลอยโดนริบหมดหรือ” 

“ที่ผู้กองว่ามาก็น่าคิดนะครับ แต่สารวัตรไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่เลย ไม่รู้กลัวจะทำให้อาจารย์ตัวเองเสื่อมเสียหรือยังไง เห็นพูดแต่เรื่องเด็กคนนั้น”    

“โอ้ พระเจ้า ชะรอยว่าสารวัตรจะหลงเสน่ห์สาววัยรุ่นแล้วสิ”  

“ไม่ใช่หรอกครับผู้กอง สารวัตรบอกอยู่ประจำว่ามีคนรักอยู่แล้วนี่” นายตำรวจสืบสวนอธิบาย “ตอนคุยกัน ผมก็รู้สึกว่ามันทะแม่งๆที่สารวัตรเป็นห่วงเป็นใยเด็กคนนั้นนัก สารวัตรตอบว่าเด็กคนนั้นอ้างว่าเคยเจอท่านเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่ท่านยังเป็นแค่หมวดประจำการอยู่ สน.จิมซาโจ๋ย แต่สารวัตรจำอะไรไม่ได้แล้ว เห็นเป็นเด็กซื่อๆ สุภาพนอบน้อม รู้บุญคุณคน มิหนำซ้ำยังเป็นคนฝอซานบ้านเดียวกับหญิงคนรักท่านอีก ท่านเลยเอ็นดูเป็นพิเศษน่ะครับ” 

“งั้นก็แล้วไป” ผู้กองซิงห์ในคราบชาวบ้านยักไหล่ “ว่าแต่ว่าเราจะมานั่งเสวนาเรื่องส่วนตัวผู้บังคับบัญชากันทำไมล่ะนี่” 

สุภาพบุรุษโล่เงินนอกเครื่องแบบหัวเราะพร้อมกันอย่างถูกเส้น มือพุ้ยข้าวต้มกุ๊ยและกับแกล้มเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย ผ่านไปสักระยะใหญ่ๆ ทั้งคู่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบริเวณปากตรอกที่พวกเขานั่งดื่มกินอยู่ 

“หมวดหม่า คุณรู้สึกเหมือนผมมั้ย” ร้อยตำรวจเอกหรี่หลอดเสียงลง 

“ถ้าผู้กองหมายถึงคนที่เดินผ่านไปกลุ่มนั้นล่ะก็...” อีกฝ่ายทำตาม “...ใช่เลย ผมก็รู้สึกว่าคนเดินเข้าออกทางนี้เยอะผิดคาด” 

“น่าประหลาด ดึกขนาดนี้ถ้ามีแค่บ้านอยู่อาศัย คนไม่น่าพลุกพล่าน” 

“ผู้กองกำลังจะบอกว่า...” สายสืบคนสนิทสารวัตรละคำตอบในใจ 

“ถูกล่ะ” คนยศสูงกว่ารับคำเบาๆ “สถานที่อโคจร”  

“ผมว่าแปลกที่ดาบหมอกแกไม่เคยพูดถึงสถานที่พรรค์นั้นสักคำ ทั้งที่ตัวแกก็พักอยู่แถวนี้แท้ๆ” อาหลกตั้งข้อสังเกต   

“คุณจะคาดหวังอะไรกับตาแก่จอมอู้งานคนนั้น” ผู้กองซิงห์มอบหน้าที่ให้ “เห็นทีจะต้องรบกวนหมวดให้ช่วยสืบให้หน่อยแล้ว” 

ร.ต.ต.หม่า หลก พยักหน้าแทนการตอบรับ ขณะที่สองตาเบนจุดสนใจไปยังปากทางซึ่งมีแสงสลัว และแว่วเสียงสนทนาปราศรัยเป็นพักๆ 

 

ข่าวการสิ้นสุดวาระข้าหลวงที่ได้ยินจากป้าเซาทำให้เหล่ฟั้นใจหายไปชั่วขณะ ด้วยรูปถ่ายสองใบในห้องทำงานของคุณท่านที่เธอเห็นทุกครั้งเวลาขึ้นไปปัดกวาด ประกอบกับคำพูดของคุณท่านและคุณนายซึ่งมักจะพาดพิงถึงท่านข้าหลวงเป็นอาจิณ ก็เพียงพอจะส่งผลให้เธอพลอยรู้สึกคุ้นเคยกับผู้นำของฮ่องกงไปด้วย แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักข้าหลวงคนนี้เป็นการส่วนตัวก็ตามที 

อย่างไรก็ดี ความรู้สึกไม่ดีอีกประการหนึ่งได้ซ้อนทับเข้ามา เมื่อป้าเซาสั่งให้เธอรีดเสื้อผ้าสำหรับออกงานทางการแก่คุณชายน้อย 

ภาพไหว่เชิงซึ่งโอบล้อมไปด้วยเด็กสาวผู้ดีมากหน้าหลายตายังติดตาเธอเสมือนฝันร้ายที่ไม่เคยจางหายไปแม้เมื่อลืมตาตื่น หมุ่ยไจ๋จำได้แม่นยำเกี่ยวกับภาพของผู้หญิงเหล่านั้น แต่ละคนทั้งสวยสง่า ทั้งร่ำรวย ทั้งมีเสน่ห์ แลดูเหมือนไม่มีสิ่งใดเลยที่ทาสสาวอย่างเธอจะเทียบเคียงพวกหล่อนได้  

และเธอก็คงไม่ลืมกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่ติดอยู่บนชายเสื้อของเขาซึ่งโชยมาแตะจมูกเธอเข้าขณะซักรีด...เหล่ฟั้นจำได้ดีทั้งที่ไม่อยากจะนึกถึงมัน 

ถึงแม้เธอจะกุมความได้เปรียบกว่าในแง่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเขานานกว่าใครๆ ทว่าอะไรเล่าที่จะรับประกันว่าที่สุดแล้วเขาจะเลือกเธอผู้ซึ่งต่ำต้อยกว่าเขาไปหมดทุกด้าน ไม่ปันความรู้สึกดีๆที่มีต่อเธอให้ใครอื่น หรือไม่มองว่าเธอเป็นแค่ตัวเลือกฆ่าเวลาของเขาเหมือนบรรดาสาวใช้ในนิยายวิทยุที่คุณนายชอบฟัง ในเมื่อเขามีตัวเลือกอีกมาก ซึ่งทุกคนล้วนดีกว่าเธอทั้งนั้น 

หรือต่อให้เขาเลือกเธอจริง หากว่าบิดามารดาของเขาล่วงรู้เรื่องนี้เข้า จะมีหรือที่ความฝันของเธอจะโรยด้วยกลีบกุหลาบในตอนจบ 

เด็กสาวลงมือรีดชุดสูทสีครีมให้เด็กหนุ่มผู้เป็นนายด้วยความหวงแหนสุดขั้วหัวใจ เพิ่งจะวันนั้นเองที่เธอได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้วเธอนั้นมีใจให้เขาและต้องการครองใจของเขามากเพียงไร 

 

งานเลี้ยงอำลาตำแหน่งของข้าหลวงอเล็กซานเดอร์ แกรนแธม เป็นงานเลี้ยงของชนชั้นสูงโดยแท้ ท่านข้าหลวงเปิดคฤหาสน์ประจำตำแหน่งบนเนินเขาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ตลอดทั้งวันเรื่อยไปถึงค่ำคืน พื้นที่ทุกตารางนิ้วของคฤหาสน์เก่าแก่ซึ่งถูกใช้เป็นที่พำนักของผู้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงฮ่องกงมาตั้งแต่สมัยข้าหลวงคนที่สี่อย่างเซอร์จอห์น เบาริง ก็ดูจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดราตรีสโมสร รายการอาหารค็อกเทลนับไม่ถ้วนถูกนำมาเสิร์ฟและหยิบไปรับประทานทุกชั่วนาที เสียงพูดคุย เสียงชนแก้ว เสียงช้อนส้อมกระทบจานอาหารระเบ็งเซ็งแซ่ ขณะที่เสียงดนตรีคลาสสิกแว่วหวานปานจะประโลมกล่อมผู้ร่วมงานให้ประเทืองใจ ลดความอาวรณ์ที่ทุกคนมีต่อผู้นำสูงสุดซึ่งมาถึงคราวยุติบทบาทหน้าที่หลังจากอยู่ในตำแหน่งนี้มานานถึงสิบปีถ้วน 

เวลานับเป็นวินาทีจนถึงชั่วโมงที่อยู่ในงานดังกล่าว คุณนายหมั่นติดอยู่ในห้วงอาการวิตกจริต มันเป็นช่วงเวลาที่หล่อนกลัดกลุ้มที่สุดช่วงหนึ่งตลอดชีวิตเกือบสี่สิบปีของหล่อนเลยก็ว่าได้ นับตั้งแต่ขึ้นนั่งบนรถมาจนถึงในงาน หญิงสาวรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้ เนื่องด้วยความหวาดระแวงที่มีมากเกินจะควบคุม และแม้งานเลี้ยงจะเลิกราไปแล้ว แต่ทว่าความหวาดผวาในใจหาได้เลิกราไปด้วยไม่ 

หยิงโถวปล่อยจิตใจให้ครุ่นคิดคำนึงถึงเหตุการณ์ตลอดจนถ้อยคำสนทนาต่างๆที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลแบบญี่ปุ่นหลังนั้นอย่างหมดหนทางจะหักห้ามมโนคติมิให้คิดย้อนถึงมันได้… 

“สมาชิกสภาหมั่น” เสียงเรียกอย่างคุ้นเคยดังมาจากอีกฟากหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง “ไม่ได้เจอกันเสียนานเลย สบายดีนะครับ” 

“อัยการเหลิ่ง” ช่งจีปราดไปบีบมือทักทาย “ไม่สิ เดี๋ยวนี้ต้องเรียก ‘ผู้พิพากษาเหลิ่ง’ แล้วสินะ ผมสบายดีครับ คุณล่ะ” 

“สบายดีเช่นกัน คุณนายยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ” ตุลาการร่างอ้วนล่ำสาธยาย “คุณนายของคุณนี่เก่งล้ำหน้าผู้หญิงทั่วไปเลยนะครับ ขับรถเป็นด้วย ผมเป็นผู้ชายหัดอยู่ตั้งหลายปีแน่ะกว่าจะขับได้” 

“เธอขับรถเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่” สามีหันมาถามด้วยความกังขา 

“ท่านผู้พิพากษาจำผิดคนแล้วกระมังคะ” หล่อนกระอ้อมกระแอ้ม 

“เอ๊ะ ไม่น่าผิดนะครับ เพราะภรรยาผมจำคุณได้ คนที่เมื่อก่อนไปเล่นไพ่ที่บ้านผู้บังคับการเรือฉิวด้วยกันเรื่อยๆไงล่ะครับ” ผู้พิพากษาผู้ไม่ประสีประสาร่ายยาวไม่ยอมหยุด “บ้านของผมอยู่ที่ควีนส์โรดในเซ็นทรัล เคยเห็นคุณนายขับรถไปไหนมาไหนอยู่เป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่เห็นคุณนายขับตรงไปทางว้านไจ๋น่ะครับ” 

หยิงโถวถอยกรูด ร่างหล่อนนิ่งเกร็ง ตรงหัวใจปวดมวน ขณะนั้นช่งจีเริ่มมองหล่อนด้วยหางตา แล้วกะพริบตาเดียวผู้พิพากษาเหลิ่งก็จูงมือภรรยามาหาทั้งคู่ เมื่อนั้นเอง หล่อนจึงได้นึกออกว่าภริยาตุลาการผู้นี้คือศัตรูคู่แค้นในวงไพ่ซึ่งนิยมรวมหัวกับเพื่อนเพื่อนินทาว่าร้ายหล่อน จนเป็นสาเหตุสำคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่หล่อนหน่ายหนีจากกลุ่มนั้น นอกเหนือจากเรื่องนายสแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ 

“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ ท่านสมาชิกสภาและคุณนายหมั่น” พูดจบแล้ว คุณนายเหลิ่งก็ชี้นิ้วไปที่ไหว่เชิงซึ่งผละไปตักอาหารจานใหม่ “นั่นลูกชายพวกคุณใช่มั้ยคะ โอ้โห โตเป็นหนุ่มเชียว...ไม่น่าเชื่อว่าลูกโตขนาดนี้ คุณแม่จะยังสดสวย เสน่ห์แรงไม่เปลี่ยนแปลงอย่างนี้อยู่นะคะ” 

คนถูกกระแหนะกระแหนหน้าขึงตาขึงอย่างคาดไม่ถึงกับวาจาเชือดเฉือนของคู่อริเก่า หล่อนถอยหลังไปอีกก้าว ใจเต้นถี่ราวจะหายใจไม่ทัน 

“ขอตัวสักครู่นะคะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย” คุณนายหมั่นยกมือประคองศีรษะ ก่อนจะเดินโซซัดโซเซผ่านโถงยาวที่สุภาพสตรีกลุ่มใหญ่กำลังพูดคุยยิ้มหัวกันอย่างสนุกปาก หัวข้อสนทนาคงหนีไม่พ้นเรื่องส่วนตัวของใครบางคน 

“ดูนั่น คนนั้นคุณนายหมั่นไม่ใช่หรือ” หนึ่งในนั้นพูด “กล้าริอ่านมางานนี้กับสามีด้วยหรือ สามีคุณเธอก็ช่างกล้าพามาออกงาน ฉาวโฉ่ซะอย่างนี้” 

“นั่นน่ะสินะ” อีกคนสมทบ “สมาชิกสภาหมั่นก็ช่างใสซื่อเสียเหลือเกิน ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยว่าโดนเมียตัวเองสวมเขาอยู่” 

 “คนนี้น่ะเหรอคุณนายหมั่นที่พวกคุณพี่เคยพูดถึง” 

“ไม่จริง...ไม่จริงใช่มั้ย...” หยิงโถวซักตัวเองขณะครึ่งเดินครึ่งวิ่งไปอย่างไรที่หมาย ขอแค่ที่ใดก็ได้ที่ไร้ผู้คน หล่อนต้องการไปที่นั่นเพื่อพักหัวใจที่ปวดรุมและผ่อนคลายสมองที่ตีบค้างจนตอนนี้ไม่อาจประมวลผลหรือสั่งการใดๆได้ 

ใบหน้าที่คุ้นเคยของช่งจีวาววาบขึ้นในจินตภาพ 

“ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนะ” เสียงเคร่งขรึมของเขาลอยมาจากที่ใดสักแห่ง ระหว่างเดียวกันหล่อนก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกเพ่งพินิจโดยสายตาของอาหว่องที่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์สะใจของคนซึ่งได้ทีชำระความแค้น 

“ไม่จริง” หยิงโถวหวีดร้องสุดเสียงขณะยกมือขึ้นปิดหูราวจะป้องกันถ้อยคำเหล่านั้นไม่ให้กู่ก้องในโสตประสาทของตนอีก 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น