email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) เข้ามาอ่านกันเยอะๆน๊า รักทุกคนค่ะ

ชื่อตอน : BAD GUY ..... 32 {100%}

คำค้น : วิศวกรรมโยธา , ฟิวเจอร์ , นินาว , สองแสบ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2563 23:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
BAD GUY ..... 32 {100%}
แบบอักษร

 

“ใครกันคะฟิวเจอร์ ทำไมต้องไปกอดหล่อนด้วย อร๊ายยย เฟียไม่ยอมนะ” 

ตอนนี้ทุกคนในผับเริ่มมองมาที่เราสามคน ฉันถือโอกาสกระทุ้งศอกให้ฟิวเจอร์ไปหนึ่งที ทำให้แขนของเขาหลุดออกจากเอว และฉันก็คว้ากระเป๋าแล้วรีบเดินออกไปจากผับทันที ไม่สนใจเสียงที่เขาตะโกนเรียกให้ฉันหยุด นี่หนะหรอคนที่เป็นพ่อของลูก นิสัย สันดานเหมือนเดิม เกลียดฉันเกลียดเขาที่สุดเลย  

ตอนนี้ฉันกลับถึงบ้านแล้วก็รีบขึ้นไปบนห้องทันที ก็เจอสองแสบที่นอนกอดกันกลมบนเตียง ฉันเดินเข้าไปลูบผมของลูกทั้งสองคนเบาๆ ยิ่งโตเค้าโครงหน้าของทั้งสองก็ยิ่งเหมือนกับพ่อของเขาราวกับฝาแฝด ฉันได้แต่ถอนหายใจ ทำไมต้องคอยมาอยู่ใกล้ๆ เขาไม่ใช่หรอที่ผลักไสฉันให้ออกไปจากเขา สิ่งเดียวที่ฉันกลัวตอนนี้คือ กลัวหัวใจตัวเองที่มันจะกลับไปรักคนอย่างเขาอีก  

 

หลายวันต่อมา ฉันพยายามหลบหน้าฟิวเจอร์เพราะยังไม่อยากคุยไม่อยากเจอเขา ฉันเริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว ทุกคนที่นี่ยังคงนิสัยดี  ถ้ามีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือกันเสมอ ฉันคิดมาตลอดเลยว่าการที่จะต้องกลับมาเมืองไทยนี้มันจะต้องได้กลับมาเจอเขาเช่นกัน เนื่องด้วยคนรอบข้างที่ฉันรู้จักก็มันจะคุ้นเคยกับเขาเหมือนกัน มันเลยปฏิเสธไม่ได้ที่ทำให้ฉันต้องเจอกับเขา  

“พี่อยากให้นินาวขึ้นไปดูสถานที่ที่จะใช่สร้างโรงแรมหน่อยหนะ แต่จะมีทีมงานสแตนต์บายรอที่โน่นด้วย ถ้างั้นคิมหันต์ไปกับนินาวก็แล้วกัน เพราะฉันไว้ใจแก” ฉันเข้าประชุมรับทราบการทำโครงการใหม่ของบริษัทที่ดูท่าว่าจะเป็นโครงการที่ใหญ่ระดับเอเชียอีกโครงการหนึ่ง ถ้าเทียบกับอังกฤษที่ฉันเคยทำมามันก็ใหญ่พอๆกันเลย 

“ได้ครับพี่ไฟต์ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” พี่คิมยิ้มให้ ก่อนจะหันไปคุยรายละเอียดงานเพิ่มเติมก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไปก่อน เพราะฉันยังต้องมีเรื่องที่จะต้องคุยกับพี่ไฟต์ 

“ได้ค่ะ เพราะนาวจะได้กลับมาต่อยอดจากแพลนเดิมด้วย อาจจะมีบางห้องที่ต้องเพิ่มและใส่รายละเอียดเรื่องโครงสร้างบางอย่างด้วยค่ะ” ฉันบอกประธานบริษัทไป 

“ครับ งั้นอีกสามวันเราจะเดินทางไปเลยนะ น่าจะอยู่ที่นั่นประมาณสักสามสี่วัน” พี่ไฟต์เตอร์อธิบายบอก เรื่องงานฉันไม่กังวล ฉันกังวลเรื่องสองแสบมากกว่า ฉันอยู่ได้ไหมหละทีนี้เพราะเราสามคนยังไม่เคยแยกกันเลย ยิ่งคิดยิ่งกังวลใจ  

“ได้ค่ะ เรื่องงานนินาวไม่มีปัญหาอยู่อะไรแล้ว แต่กังวลเรื่อง” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากห่างจากลูกไปไหน จนทำให้สามีพี่สาวยิ้มเอ็นดูเพราะคงเข้าใจถึงความรู้สึกหัวอกของคนเป็นแม่อย่างฉัน 

“ส่วนเรื่องนิสสันกับจัสมิน เดี๋ยวพี่กับนินิวดูหลานให้เองไม่ต้องเป็นห่วงหรอก สองแสบก็เหมือนลูกพี่ด้วย” 

“ขอบคุณนะค่ะพี่ไฟต์ งั้นนาวขอตัวไปรับสองแสบก่อนค่ะ” พูดจบฉันก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องประชุมเล็กไปทันที เพื่อจะต้องไปรับสองแสบที่โรงเรียนเพราะใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว 

“วันนี้เราจะทำขนมอะไรกันคะ คุณแม่ขา” หลังจากที่กลับมาจากโรงเรียน กิจกรรมที่เราสามคนมักจะทำด้วยกันคือ ทำขนม ฉันเป็นคนที่ชอบทำของหวานทานเองอยู่แล้ว เลยส่งผลให้เด็กๆสนุกด้วย มันเลยทำให้เราใช้เวลาด้วยกันในเรื่องนี้ และดูเหมือนสองแสบจะชอบทำขนมกัน 

“วันนี้แม่ว่าเราทำคุกกี้กันดีไหมค่ะ” ฉันก้มบอกสองแสบที่ดูจะตื่นเต้นทุกครั้ง 

“ 최요 ดีเลยค่ะ เพราะจัสมินช๊อบชอบคุกกี้ที่คุณแม่ทำที่สุดในโลก” ฉันยิ้มให้กับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังช่วยเตรียมอุปกรณ์ทำคุกกี้ กิจกรรมของเราสามแม่ลูกส่วนใหญ่จะอยู่ในครัวซะมากกว่า เพราะฉันเป็นคนชอบทำอาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นพวกขนมเพราะเด็กๆจะได้ทานง่ายๆ 

“เอารูปหัวใจด้วยค่ะ เพราะจัสมินรักคุณแม่ม๊ากมาก” ตอนนี้เราสองคนกำลังเอาพิมพ์รูปต่างๆมากดลงบนแป้งที่เราเตรียมไว้ ตลอดเวลาที่เราทำขนมกันฉันจะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วพูดจ้ออยู่ตลอดเวลาไม่ขาด 

“ฟอด คุณแม่รักจัสมินเหมือนกันค่ะ” 

“นิสสันก็รักคุณแม่เหมือนกันนะครับ” ฉันหันไปตามเสียงก็เจอลูกชายสุดหล่อที่กำลังวิ่งเข้ามาในครัวด้วยความเร็วแสง ด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอนจนฉันเดาออกได้เลยว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนฉันไปทำอะไรมา 

“นิสสันไปไหนมาครับ” ฉันถามลูกออกไปก่อนจะก้มลงหอมแก้มเต็มฟอด ด้วยความที่อดใจไม่ไหวกับความน่ารักของลูกตัวเอง 

“ไปช่วยคุณตารดน้ำต้นไม้มาครับ” หนุ่มน้อยของฉันให้มายิ้มหวานให้ก่อนจะไปล้างมือแล้วมาช่วยน้องสาววางแม่พิมพ์ลงแป้ง ก่อนจะคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วห้องครัว จนแม่บ้านทุกคนมองด้วยความเอ็นดู 

“ไปช่วยคุณตาหรือว่าไปเล่นน้ำเอาความจริงสิ ตัวคิดว่าเค้าไม่รู้สิ่งที่ตัวคิดหรือไง”  ฉันยิ้มมองสองแสบที่กำลังโต้เถียงกันเรื่องที่พี่ชายไปช่วยคุณตารดน้ำต้นไม้ คงจะงอนพี่ชานตัวเองที่ไม่ยอมชวนไปด้วยไง นั่นคือประเด็นที่หนูน้อยจัสมินต้องการจะบอก 

“ก็ทั้งไปช่วยคุณตาด้วย แล้วก็ได้เล่นน้ำด้วยไง” ฉันมองสองแสบกำลังถกเถียงกัน มันก็พลอยทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันยิ้มไปด้วย   

“ชิ ไม่ยอมบอกแต่แรกจะได้เล่นด้วย อดเลย ” หนูน้อยกระซิบพูดคนเดียวด้วยสีหน้ามุ่ยลง แต่ฉันได้ยินทุกพูดคำพูดจนฉันหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ กับความแสบสมฉายาที่ได้รับกันจริงๆ ทั้งพี่ท้องน้องเลย ทุกคนที่เจอก็สองแสบก็มันจะเอ็นดูไปกับความน่ารักที่ได้เจอ แต่ใครจะรู้ว่าความแสบของสองพี่น้องนี้ไม่ได้หย่อนไปกว่ากันเลย 

“ตัวงอนไรเค้าเนี้ย” ดูเหมือนว่านิสสันจะยังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไป 

“พอๆลูก มาๆเรามาทำขนมกันต่อดีกว่านะ เดี๋ยวมันจะเสร็จช้า แล้วก็ได้ทานช้าด้วยนะค่ะ” ฉันพูดสวนขึ้นเพื่อไม่ให้ทั้งสองคนทะเลาะกันไปมากกว่านี้ แต่มันก็ไม่นานหรอกเด็กๆงอนกันง้อกันแป็บเดียวก็หาย 

“ครับ/ค่ะ” เมื่อรับปากฉันเสร้จเราทั้งหมดก็ทำคุกกี้กันเสร็จก่อนถึงเวลาทานอาหานไม่นาน หลังที่ทานอาการเย็นเสร็จสองแสบก็พากันขึ้นไปอาบน้ำ เพื่อที่จะเตรียมเข้านอนเพราะตั้งแต่กลับมาก็เล่นกันจนเหนื่อย ฉันเลยถือโอกาสมานั่งคุยกับคุณแม่รอ ฉันกับคุณแม่มักจะเปิดใจคุยกันเกือบทุกเรื่อง  

“คุณแม่ค่ะอีกสามวัน นาวจะต้องไปทำงานนอกสถานที่ที่จะสร้างโรงแรมของบริษัทหนะค่ะ ยังไงนาวฝากสองแสบด้วยนะค่ะ” ท่านยิ้มให้ฉันก่อนจะรับปาก เพราะท่านเองก็อยากจะเลี้ยงหลานบ้าง ปกติอยู่บ้านท่านจะไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก เพราะคุณพ่อไม่อยากให้ท่านเหนื่อย จนบางทีคุณแม่ก็ชอบมาบ่นให้ฉันฟังว่ามันน่าเบื่อ 

“ได้สิลูก หนูไปทำงานเถอะไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ทั้งพ่อกับแม่ แล้วก็ลุงๆป้าๆเขาก็ช่วยกันดูแลอยู่แล้ว อีกอย่างสองแสบก็เลี้ยงง่ายจะตายไปแต่ติดจะสอบมากไปแค่นั้นเอง” ฉันหัวเราะเห็นด้วยกับคำพูดของคุณแม่ 

“มันก็จริงนะค่ะ แสบมาก” 

“ตามประสาเขาแหละลูก สมัยก่อนหนูกับนิวกับเนมม์ก็แบบนี้แหละ แต่อาจจะมากกว่านิสสันกับจัสมินด้วยซ้ำ ” ฉันยิ้มให้กับคุณแม่ที่พูดถึงวีรกรรมสมัยเด็กๆ ก็คงจะจริงนั่นแหละ สงสัยความแสบนี่มันส่งผ่าน ดีเอ็กเอมาด้วยแน่ๆ  

“ค่ะแม่” 

“นินาวลูก หนูก็อย่าทำงานหนักมากนะ แทนที่กลับมาจะอยู่บ้านเฉยๆเป็นการพักผ่อน แต่นี่อะไรพักแค่ไม่ถึงเดือนก็ขอไปทำงานซะแล้ว” ฉันยิ้มหวานให้กับคุณแม่ที่ยังคงห่วงฉัน และพลอยทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันกลัไปเป็นเด็กอีกครั้งเวลาที่คุยกับท่าน 

“ทำยังไงได้หละค่ะ คุณแม่ก็รู้ว่านาวเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ ออกไปทำงานยังจะซะกว่า” ท่านถอนหายใจออกมา แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ไง ถ้าไม่ทำงานจะมานั่งขอเงินพ่อแม่ไปวันๆมันไม่ใช่แล้ว เพราะฉันก็มีครอบครัวของตัวเองที่ต้องดูแล  

“แม่รู้หนูหนะนิสัยเหมือนกับคุณพ่อกับเนมม์ที่บ้างาน แม่หละเหนื่อยใจแต่ไปขัดใจอะไรไม่ได้ แต่ถึงยังหนูก็ต้องห่วงถึงสุขภาพตัวเองด้วยนะลูก” ฉันกอดแม่แน่นก่อนจะหอมแก้มนิ่มไปหนึ่งฟอด 

“ขอบคุณนะคะคุณแม่ นาวจะดูแลตัวเองดีๆ งั้นหนูไปส่งสองแสบเข้านอนก่อน ฝันดีค่ะคุณแม่”  

 

 

 

FUTURE TALK 

หลายวันมานี้อารมณ์ผมมันไม่ปกติเอาซะเลย มันทั้งหงุดหงิดและทั้งกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งนินาวมองผมในวันนั้นมันเหมือนสายตาเมื่อห้าปีก่อนที่ใช้มองผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะไม่เจอเธออีกเลย นินาวพยายามหลบหน้าผมทุกวิถีทาง ทั้งๆที่เราก็ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันชั้นเดียวกันแต่ผมกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ ผมต้องการที่จะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในผับวันนั้น ผมจำผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำและยังเคยคิดนะว่าผมเคยไปรู้จักตอนไหน เพราะตั้งแต่ที่ผมกลับมานินาวอีกผมก็ไม่เคยไปยุ่งกับผู้หญิงคนไหนเลย เพราะผมรักเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไงก็ตาม และถามว่าตอนนี้เธอยังรักผมอยู่ไหน ผมคงตอบได้ไม่เต็มปากเหมือนเมื่อก่อน เพราะเรื่องทุกอย่างที่มันเคยเกิดขึ้นมันอยากที่จำทำให้เธอกลับมารักผมได้ง่ายนัก แต่มันก็คงไม่เกินความสามารถของผมหรอกนะที่จะทำให้เธอกลับมารักผมได้อีกครั้ง และครั้งนี้ผมสัญญาว่าจะดูแลและรักษาความรักเอาไว้ด้วยหัวใจทั้งหมดที่ผมมี 

“ไอ้ฟิวเจอร์ ไอ้ฟิว!” ผมสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากเพื่อน 

“อะไรของมึงห่ะทามม์เรียกกูอยู่นั่นแหละ รำคาญ” ผมบอกมันเสียงนิ่งๆทั้งๆที่ใจในนี่คิดไปร้อยเป็นพันอย่างเกี่ยวกับนินาว ว่าจะทำยังไงจะได้เจอเธอแล้วก็อธิบายเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น แค่นินาวทำท่ารังเกียจผมแบบนั้นมันยิ่งทำให้ในใจผมกระวนกระวายจะเป็นจะตายเอาได้ 

“อ้าวไอ้นี่ กูผิดว่างั้น แล้วมึงเหม่อหาอะไร กูเห็นมึงเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้วนะ” ผมถอนหายใจก่อนจะตอบเพื่อนไป ไม่อยากปริกามันสองคนเพราะยิ่งผมปรึกษามันยิ่งซ้ำเติมแล้วก็เยาะเย้ยอีกต่างหากจนบางครั้งผมอยากถามมันนะว่า กูเพื่อนมึงไหม  

“เปล่า”  

“จริงอย่างที่ไอ้ทามม์มันพูดนะ จะเหม่ออะไรขนาดนั้นนี่งานมึงยังไม่เดินเลยนะเว้ย มีสมาธิหน่อยดิ แล้วสรุปนี่มึงไปทะเลาะกับใครมาหรือเปล่าว่ะ ถึงได้มีอาการอาลัยอาวรณ์ขนาดนี้” ไอ้โฟสส์มันมองผมออกขนาดนั้นเลยหรอว่ะ แต่ก็คงไม่แปลกหรอกเพราะผมแสดงออกมาก็ไม่น้อยถ้ามันเป็นเรื่องของนินาว  

“กูไม่ได้ไปทะเลาะกับใครมา กูแค่หงุดหงิดเฉยๆ” 

“เรื่องนินาว?” พวกมันสองคนมองผมด้วยสีหน้ายิ้มๆ เยาะน้อยๆ  

“เออดิว่ะ นี่ก็หลบหน้ากูจะเกือบอาทิตย์แล้วนะเว้ย กูจะบ้าตายอยู่แล้วเนี้ย” ผมระเบิดอารมณ์ออกไป มันอัดอั้นมาหลายวันแล้วมันเหมือนจะขาดใจเลยที่ไม่ได้เจอเธอถึงจะไม่ได้คุยกันแต่ขอแค่ให้เห็นหน้าให้คลายความคิดถึงบ้างก็ดี แต่ดูเหมือนว่านินาวจะใจร้ายไม่ใช่น้อยเลยที่หลบหน้าผมเกือบจะหนึ่งอาทิตย์มาแล้ว เธอจะรู้บ้างไหมว่ามีคนคิดเธอมากขนาดนี้ 

“เรื่องที่ผับวันนั้นหรอว่ะ”  

“อืม กูก็กำลังนั่งคุยกับนินาวสองคน อยู่ดีๆก็มีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้มาเรียกกู เท่านั้นแหละมึงเอ้ย นินาวก็เดินหนีออกจากผับไปเลย ” ใช่หลังจากที่เธอหลุดออกจากกอดผมไปแล้วเธอก็คว้ากระเป๋าแล้วเดินหนีออกไปทันที ทิ้งให้ผมยืมมองอย่างเดือดเนื้อร้อนใจราวกับว่าผมทำอะไรผิดมหาศาลไป ส่วนผู้หญิงคนนั้นที่เป็นต้นเหตุก็พยายามมาเกาะแกะผม แล้วบอกว่าเราเคยเจอกัน เจอบ้าอะไรหน้ายังไม่คุ้นเลยด้วยซ้ำจนผมต้องไล่เตลิดไปอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น  

“สมน้ำหน้า ทำกับเขาไว้เยอะไง ดีนะที่นินาวยังไม่เอามึงคืนหนะ ไม่งั้นกูว่ามึงกระอักเลือดตายแน่ว่ะ”  

“แค่นี้กูก็จะตายอยู่แล้ว นินาวหลบหน้ากูตั้งแต่วันนั้นอ่ะมึง แล้ววันนี้ก็ไปดูสถานที่ที่จะสร้างโรงแรมกับไอ้พี่คิมหันต์อีกด้วยนะมึง พี่ไฟต์คิดอะไรก็ไม่รู้ แทนที่จะให้เป็นกูไปกับนินาวแทน” จริงอย่างที่ผมพูดนั่นแหละครับทุกคน ทั้งๆที่ผมก็ทำโครงการนี้ด้วย แทนที่ไอ้พี่ชายของผมจะให้ผมไปแทนไอ้พี่คิม  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว