Myriimmy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#คนโง่ของผม :: Episode 8 [UP 100%]

ชื่อตอน : #คนโง่ของผม :: Episode 8 [UP 100%]

คำค้น : คนโง่ของผม นานะคนโง่

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 394

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 15:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#คนโง่ของผม :: Episode 8 [UP 100%]
แบบอักษร

 

 

EPISODE 8 

 

ฉันรู้ว่าหนิงเป็นคนยังไง ถึงเธอจะหักกับฉันแล้ว คนอย่างเธอไม่มีทางบล็อกฉันซึ่งอีกนัยยะหนึ่งก็คือการหนีหรอก นอกจากว่าเธอจะโดนสั่งให้ทำ 

การเดินทางไปมหาวิทยาลัยของฉันก็ไม่ได้ลำบากเท่าไหร่ เพราะฉันใช้ช็อปเปอร์ตัวเก่งที่พ่อซื้อให้ขี่ไปมอ แต่ที่มันจะลำบากก็อยู่ที่สภาพอาการของประเทศและสายตาของผู้คนโดยรอบ คิดภาพตามนะ ผู้หญิงตัวเล็กในชุดนักศึกษากระโปรงพลีทค่อมมอเตอร์ไซค์คันโต มันเป็นภาพที่แปลกตาอยู่พอควร 

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเต็มๆ กว่าฉันจะมาถึงมหา’ลัย โชคดีที่วันนี้รถไม่ติดเท่าไหร่ เพราะถ้าหากติดมากกว่านี้คงกินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเป็นแน่ 

ทำไมนะ…ทำไมฉันไม่หัดขับรถยนต์ จะได้สบายกว่านี้ไม่ต้องทนร้อน 

ฉันทำใจมาอยู่พอสมควรว่าหลังจากนี้ก็คงถูกคนโดยรอบสนใจมากกว่าเดิม และแล้วมันก็เป็นจริงตามฉันคาด ส่วนมากก็จะเป็นพวกผู้หญิงที่คอยมองฉันแล้วกลับซุบซิบกับกลุ่มเพื่อน 

แฟนเฮ็งซวยของฉันนี่มันจะดังไปไหนกัน… 

ฟุ่บ! 

“อ๊ะ!” ตกใจจนร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆ ก็มีท่อนแขนปริศนาพุ่งมาค้องคอกันโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง เมื่อหันไปมองเจ้าของท่อนแขนก็พบว่าเป็นเป้ที่วันนี้ดูแปลกตาไป “อะไรเนี่ย ตกใจหมดเลย” 

แปลกตาที่ว่าก็คงเป็นทรงผมของเขา ปกติเป้จะชอบเอาหน้าม้าลงมา แต่วันนี้เค้ากับเซ็ตขึ้น ดูหล่อแปลกตามากๆ ถ้าขืนยังให้เขากอดคออยู่แบบนี้คงมิวายโดยเอาไปนินทาหนักกว่าเก่าแน่ๆ เลย 

แต่…ช่างมันแล้วกัน 

“แค่นี้ทำมาเป็นตกใจ” ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ถูกนำตัวมาที่โต๊ะประจำของกลุ่มเรา เพียงแต่ว่าวันนี้มันไม่ได้มีแค่จิ๋ว เบอร์รี่ หรือดิมนั่งอยูก่อนแล้ว วันนี้กลับมีแหนมมัดนั่งอยู่ร่วมวงด้วย 

ตึกท่องเที่ยวกับบริหารก็ไม่ได้ใกล้มากเท่าไหร่ ทำไมวันนี้แหนมมัดถึงมาอยู่ที่นี่กันนั 

“มาไมวะ” นี่เป็นคำทักทายแรกของเป้ที่มีให้ต่อเพื่อนของเขาที่นั่งข้างๆ ดิม 

“โดด ขี้เกียจเรียน” ฉันเพียงนั่งลงข้างๆ จิ๋วเงียบๆ เบอร์รี่กับจิ๋วกำลังเล่นเกมอะไรสักอย่างในมือถือ ส่วนดิมเมื่อกี้ตอนฉันเดินเข้ามาแอบเห็นว่าเขาชำเลืองมองมาเล็กน้อย แต่ว่าตอนนีเขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะไปแล้ว… 

“แล้วไอ้มิ้งอะ” อ่า…บุคคลที่เป้เอ่ยถึงเล่นทำฉันร้อนวูบไปทั่วใบหน้าเลย ไม่ได้เขินหรืออะไรหรอกนะ แต่พอได้ยินชื่อนี้แล้วมันรู้สึกขึ้นยังไงก็ไม่รู้ 

แหนมมัดอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ฉันและเขามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย “ไม่รู้ ไม่ได้ตัวติดกัด” เชื่อไหมว่าเขาตอบเป้ไปแบบนั้นแต่สายตาที่เขายังคงมองมาทางฉันไม่ได้ตอบเหมือนปากพูด   

มิ้งและแหนมมัดเป็นเพื่อนกัน ดูจากความสนิทสนมฉันก็ว่าพวกเขาสนิทกันพอตัว ฉันว่าแหนมมัดรู้อยู่เต็มอกว่ามิ้งไปไหน แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมเขาต้องมองฉันด้วยสายตาที่มีนัยยะแปลกประหลาดด้วย 

ฉันไม่เข้าใจนายหรอกนะ… 

“อะไรของมึงวะ…” ฉันเป็นฝ่ายละสายตาจากแหนมมัดแล้วหันไปสนใจเกมมือถือที่จิ๋วกับเบอร์รี่กำลังเล่นอยู่ พวกเขาสองคนก็ด่ากันไปมาตามประสานั่นแหละ 

ฉันไม่ได้คุยกับใครเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นบ้าง ก็ตามปกติของทุกวันที่ต้องเปิดเล่นไอจี อัปสตอรี่เรื่อยเปื่อย แต่ทว่าก็มีข้อความจากไลน์แจ้งเตือนขึ้นมา ฉันช้อนสายตามองเจ้าของข้อความก่อนจะเปิดเข้าไปอ่าน 

  

Nhammad 

ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม 

  

เรื่องมิ้งเหรอ? 

  

Nhammad 

อืม 

เลิกเรียนนะ 

  

บทสนทนาหยุดลงเท่านั้นเพราะฉันไม่ได้ตอบกลับอะไรเขาไป เป็นอันเข้าใจว่าเขาจะคุยกับฉันเรื่องมิ้ง ดูจากรูปการณ์แล้วคาดเดาได้สองแบบคือแหนมมัดต้องการบอกอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็กำลังหาทางจะเล่นงานฉันแทนเพื่อนของเขา สองคนนี้เป็นเพื่อนกันย่อมเห็นดีเห็นงามแก่กันและกัน ฉันรู้จักแหนมมัดไม่ถึงเดือน ความไว้ใจฉันให้เขาแค่ 10% 

ผู้ชายอย่างแหนมมัดเป็นคนเข้าถึงได้ง่าย ภายนอกไร้พิษใครแต่ใครจะรู้ว่าภายในเขาจะคิดอะไรอยู่ ฉันไม่อยากเชื่อใจใครอีกแล้วล่ะ 

เนื่องจากว่าอยากหาอะไรกินดับความกระหาย ฉันจึงวางแผนว่าจะไปกดน้ำดื่มที่ตู้กดน้ำใกล้ๆ นี้ ว่าจะชวนจิ๋วไปเป็นเพื่อนแต่พอเห็นว่าเธอกำลังเล่นเกมอย่างเมามันจึงพับแพลนนี้เก็บไป 

ในขณะที่ทุกคนกำลังมุ่นง่วนอยู่กับกิจกรรมของตัวเองนั้น ฉันก็ได้ปลีกตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อมาถึงตู้กดน้ำฉันก็กวาดสายตาเลือกน้ำดื่มไวๆ ในตอนที่กำลังหยอดเหรียญใส่ตู้ให้ครบจำนวนราคานั้น ฉันก็ได้แต่ยู่หน้าออกมาอย่างไม่ชอบใจเพราะขาดตั้งสองบาทถึงจะได้น้ำที่เลือกไว้ ทว่าในตอนที่ฉันกำลังพยายามจะค้นกระเป๋าตัวเองเพื่อหาเศษเหรียญ ก็มีมือปริศนายื่นมาหยอดเหรียญสองบาทตัดหน้าฉันไป พร้อมกดปุ่มให้เสร็จสรรพราวกับว่ารู้ใจของฉันอย่างนั้นแหละ 

แกร่ก 

ฉันยังไม่ได้หันไปมองเจ้าของมือนั่นในทันที แต่ว่าเลือกที่จะก้มตัวไปหยิบกระป๋องน้ำที่ช่อง “เอ่อ…” 

เป็นดิมน่ะ เขาเป็นคนหยอดเหรียญสองบาทให้ แถมรู้ใจกันด้วย 

“บังเอิญอีกแล้วนะ” บังเอิญเก่งจริงๆ 

“เดาเอา” 

“ไม่ๆ บังเอิญที่ดิมก็มากดน้ำเหมือนกันน่ะสิ” ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาตามมาหรอก เพราะล่าสุดก็เห็นว่าเขาฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะ 

“อืม ก็…หิวน้ำนิดหน่อย” ฉันแอบเห็นลูกกระเดือกที่ลำคอหนาของดิมเคลื่อนไหวด้วยแหละ 

“เอาน้ำไรล่ะ เดี๋ยวเราเลี้ยง” ไม่รอให้เขาตอบรับหรือปฏิเสธก็หยิบแบงค์ยี่สิบออกมาจากกระเป๋าตังค์แล้วสอดใส่ช่องใส่แบงค์ทันที เอ่อ…พอมาคิดถึงตรงนี้แล้วฉันก็อยากจะทึ้งหัวกับความโง่เง่าของตัวเอง ทำไมไม่ใช้แบงค์ตั้งแต่แรกกันนะ เพราะยังไงตู้มันก็ทอนเหรียญให้อยู่แล้วนะ โง่จริง 

ดิมนั้นไม่ตอบแต่เขามองกระป๋องน้ำแอปเปิลในมือของฉัน ก่อนที่ต่อมาเขาจะฉวยหยิบมันไปจากมือฉัน ในจังหวะนั้นนิ้วเรียวเขาเสียดสีกับนิ้วฉันอย่างช่วยไม่ได้ เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านบริเวณจุนนั้นทำให้ฉันต้องรีบปล่อยมือจากกระป๋องทันที 

“อ่า…จะกินก็ไม่บอก จะได้กดให้ใหม่” การกระทำเมื่อครู่ทำให้ฉันเก้อเขินไม่น้อย แม่พระอย่างฉันก็ยังคงสงวนตัวกับเพื่อนผู้ชายที่ไม่สนิทอยู่เสมอนั่นแหละ 

กริ๊ก 

ดิมไม่ตอบเหมือนเคย ความสุขุมของเขามองจากดาวอังคารก็รู้ว่ามันคือของจริงไม่ได้เก๊กแต่อย่างใด แต่ทว่าฉันที่รู้จักดิมมาไม่กี่เดือนกลับไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้มาก่อนเลย 

เขาเปิดกระป๋องน้ำแอปเปิ้ลยกกระดกกินราวกับคนขาดน้ำมาแรมปี ลูกกระเดือกของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แอบเห็นเม็ดเหงื่อไหลลงมาจากสันกามของเขา ผ่านลำคอลงมาเรื่อยๆ … 

ควับ! 

บ้าจริง เกินไปแล้วคนเรา ฉันว่าดิมคนนี้เป็นคนหล่อมากอยู่แล้วนะ พอมาเห็ยอริยบทของเขาใกล้ๆ ออร่าของเขานี่แทบจะทะลุตาของฉัน ถ้าไม่หันหนีนี่มีหวังไม่ดีต่อใจแน่ๆ 

แบบว่า…ไม่มีนโยบายแอบชอบเพื่อนในหัวเลยค่ะ 

ฉันกดน้ำมาแบบลวกๆ โดยไม่ทันได้ดูว่ากดน้ำอะไรไป เมื่อหันหลังไปนั้นก็พบแผ่นหลังของดิมนั้นได้ห่างออกไปจากตรงนี้แล้ว ฉันยืนมองกระป๋องน้ำส้มในมืออย่างไร้เหตุผลก่อนที่จะถอนหายใจระบายความรู้สึกวูบวาบในใจทิ้งไป 

บริเวณที่ฉันอยู่ค่อนข้างปลอดคนเพราะอยู่นอกตัวอาคาร อีกทั้งประกอบกับนักศึกษาก็ต่างทยอยไปเรียนกันบ้างแล้ว ทำให้ผู้คนบริเวรนี้ค่อนข้างบางตา 

ฉันเห็นว่าดิมเดินเลี้ยวเข้าไปในตึกแล้ว จึงเป็นฝ่ายฉันที่เดิมตามเข้าไปบ้าง อีกไม่กี่นาทีก็ต้องเข้าเรียนคลาสแรกแล้ว มัวโอเอ้อยู่ไม่ได้ 

ในขณะนั้นเองฉันนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองและถูกรอคอยจากใครบางคน มารู้ตัวอีกทีก็ในตอนที่ฉันกำลังจะเดินเลี้ยวเข้าตัวอาคารทางเดียวกับดิมที่เดินผ่านไปเมื่อครู่ 

หมับ! 

ฉันกลับถูกกระชากที่ต้นแขนอย่างรุนแรง สร้างความเจ็บปวดให้ฉันหลายระดับ ยังไม่ทันให้มองว่าเป็นใครฉันก็ถูกลากตัวออกไปเสียก่อน 

“นี่! ปล่อยนะ!” มันไม่ต้องเห็นหน้าฉันก็รับรู้ได้ว่าเขาคือใคร ทั้งส่วนสูงและกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย มือหนาที่เหมือนคีมเหล็กใหญ่เริ่มบีบต้นแขนฉันให้แน่นขึ้นเมื่อฉันพยายามจะดิ้นให้หลุดออกจากพันธนาการ 

ในตอนที่ยังคบกัน ถ้าไม่จำเป็นเมฆจะไม่เสนอหน้าเข้ามาในเขตคณะฉัน แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นอีกแล้วก็เขาเล่นป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเราคบกันเพื่อหวังให้ฉันหมดทางเลือก 

เมฆยัดฉันใส่เข้าไปในรถของเขาที่จอดไม่ไกลจากคณะบริหาร ในระหว่างทางที่เขาฉุดกระชากฉันนั้น ฉันก็ไม่ลืมที่จะด่าทอเขาด้วยถ้อยคำที่สุภาพและทุบตีตามไหล่หนาด้วยแรงอันน้อยนิดของตัวเองเพื่อหวังให้เขาได้เจ็บบ้าง แต่หนังหนาหน้าหนาอย่าเมฆหรือจะสะทกสะท้าน 

ปัง! 

เขาปิดประตูเสียงดังทำให้ฉันสะดุ้งตัวโหยง ทว่าในตอนที่กำลังจะรีบเปิดประตูลงจากรถก็ถูกเมฆคว้าแขนอีกครั้ง ฉันได้ยินเขาคำรามอย่างหงุดหงิดใจส่วนฉันก็พยายามบิดแขนออกจากการกอบกุม 

“ปล่อยฉัน!” พูดคำนี้รอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แน่ชัดแต่รู้ชัดตอนนี้แน่ๆ คือเมฆไม่ปลอดภัย 

“แรดนะเรา” ฉันไม่รู้ว่าเขาไปรู้อะไรมาถึงมาว่ากันแบบนี้ คนทุเรศอย่างเขามีสิทธิ์มาว่าฉันแบบนี้หรือยังไงกัน 

“เสือก!” ฉันไม่รู้เลยว่าจะต้องมาปะทะอารมณ์กับเมฆอีกกี่ครั้งเขาถึงจะพอใจ ในตอนที่ฉันอยากจะปล่อยเขาไปเขากลับไม่ยอม แต่ตอนที่มีฉันอยู่เขากลับไม่เห็นค่า ฉันไม่อาจเข้มแข็งพอใจพูดได้ว่าตอนนี้ฉันตัดใจจากเขาได้ แต่เพราะอยากเอาตัวเองออกมาจากวังวนอุบาทว์นี้ถึงได้เป็นเดินออกมา 

แต่เมฆกับย่ำยีความรู้สึกของฉันด้วยการบอกว่าอยากเห็นฉันโง่ต่อไปเรื่อยๆ นั่นแสดงให้เห็นเลยว่าเขาเห็นฉันเป็นของตายที่แสนไร้ค่า 

“ปากดีขึ้นนะ เราอยากรู้จริงๆ ว่าถ้าเรา ‘ทำ’ เธอจะยังปากดีอยู่ไหม” ความว่าทำของเขาเล่นเอาสติแทบขาดผึ่ง สายตาของผู้ชายตรงหน้าบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังคิดอะไร เพราะเขาไล่ระดับการมองลงต่ำไปที่ช่วงล่างของฉัน 

เพี๊ยะ! 

“อ๊ะ!” เมื่อฉันฟาดมือไปที่หน้าเขาหนึ่งที ผลที่ตามมาคือเมฆกระชากแขนฉันอีกครั้งจนทำให้ร่างฉันกระแทกที่แผ่นอกเขาอย่างจัง วินาทีต่อมาใบหน้าหล่อคมก็โฉบเข้ามาบริเวณต้นคอ จากนั้นฉันก็รับรูได้ว่าอะไรบางอย่างที่เปียกชื่นกำลังดูดดุนที่ต้นคอของฉันอยู่ 

ฉันเจ็บมาก…เขาดูดคอของฉันรุนแรงมากจริงๆ เหมือนกับว่าเนื้อทั้งแถบของฉันนั้นจะหลุดออกมาคาปากของเขาให้ได้ น้ำตาปริ่มขอบตาแต่ฉันกลั้นไม่ให้ไหลออกมา แค่นี้ก็น่าสมเพชเกินพอแล้ว 

“เมฆ ฉันเจ็บ!” มือสองข้างก็พยายามดันไหล่ของเขาให้ออกห่าง ออกแรงจนเหนื่อยหอบหลายรอบ แต่เขาก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา เขาใช้ปากสกปรกดูดดุนไปทั่วคอ ฉันทิ้งจิกทึ้งเส้นผมของเมฆ ทุบและตบตีไปทั่วเขากลับไม่ยอมละเลิกการกระทำทรามๆ กลับกัน…เขายิ่งทำมันรุนแรงขึ้นจนฉันแน่ใจได้ว่าลำคอของฉันต้องมีแต่รอยแดงน่ากลัวแน่ๆ 

เมื่อมาอยู่ในจุดหนึ่ง…ฉันเหนื่อยจนปล่อยให้กลไกร่างกายของตัวเองหยุดนิ่ง ฉันปล่อยให้เมฆทำตามใจชอบ ทั้งๆ ที่ในใจกำลังเต้นหน่วงและแสนจะเจ็บแสบ ไม่กี่วินาทีต่อมาเมฆก็ผ่อนแรงดูดลง ก่อนที่จะจูบอย่างผะแผ่วตบท้าย 

ดวงตาฉันหลุบไปทางอื่น เมื่อเขาปล่อยฉันก็ไม่รีรอที่จะเปิดประตูลงจากรถทันที โดยที่ครั้งนี้เมฆไม่ได้ตามลงมาด้วย ส่วนฉันก็จิตใจล่องลอยเดินไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ในห้องน้ำ 

ส่องกระจกด้วยสายตาว่างเปล่า การเจ็บจนด้านชามันเป็นแบบนี้เองสินะ… 

ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไงกัน 

คอของฉันมีแต่รอยแดง ตรงจุดที่คนใจร้ายเน้นหนักๆ ในตอนแรกนั้นขึ้นสีแดงก่ำน่ากลัว ฉันตัดสินใจจะกลับบ้านทันที ไม่เรียนแล้ว…ขืนเสนอหน้าไปสภาพนี้มีหวังคงโดนเพื่อนซักแน่ๆ ฉันไม่ต้องการตอบคำถามเหล่านั้น และที่สำคัญคือฉันไม่อยากเจอกับสายตาเหยียดของเพื่อนร่วมคลาส

ยามเมื่อใช้มือแตะไปตรงบริเวณรอยจูบสีเข้ม ความปวดแสบของเข้าเล่นงาน เป็นดั่งรอยแผลเป็นที่ถึงแม้สีของมันจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่ทว่ามันก็ไม่ลบเลือนออกไปจากใจของฉัน…

กลับมาถึงบ้านช่วงเที่ยง โชคดีที่ไม่มีใครอยู่บ้าน จึงทำให้ฉันไม่ต้องเจอสายตาตรวจจับของแม่และพ่อ

“มินนี่…” ฉันเอื้อนเอ่ยอย่างอ่อนแรง พลางทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาในห้องรับแขก แมวอ้วนรู้งาน นางกระโดดขึ้นโซฟาขึ้นมาออเซาะฉันทันที

เหมี๊ยว

“เหนื่อยอะ…เป็นแมวเหนื่อยไหม?” ฉันอยู่ในจุดที่ต้องมาระบายทุกข์กับแมวแล้วหรือ “เป็นคนเหนื่อยมากนะ ชาติหน้าลูกไม่ต้องเกิดเป็นคนหรอก เป็นแมวเนี่ยดีสุด…เนอะ”

ในระหว่างนั้นฉันก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของที่ศัพท์ดังขึ้นรัวๆ มีสายโทรเข้ามาด้วยแต่ฉันไม่แม้แต่จะคิดเอื้อมตัวไปหยิบมาดู นอกจากนอนกอดมินนี่ที่ตอนนี้กำลังมองฉันตาแป๊ว

ฉันขึ้นห้องนอนของตัวเองในเวลาต่อมา สิ่งแรกที่ทำคือการอาบน้ำทำความสะอาดคราบคาวที่คนสารเลวได้ทิ้งเอาไว้ เมื่อยามที่ไล้ฝ่ามือไปตามซอกคอฉันก็ต้องนิ่วหน้าสูดปากร่ำไปเพราะความเจ็บปวดยังไม่จางหายถึงแม้เวลาจะผันผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม

สิ่งที่ฉันทำได้คือการเอายาหม่องมาตารอบคอตัวเองแก้ขัด วางแผนการณ์ไว้ในหัวคร่าวๆ ว่าคืนนี้จะไม่เสนอหน้าลงไปข้างล่างเด็ดขาด ถ้าพ่อแม่หรือเจสซี่มาตามก็แสร้งว่าป่วยแทน

แล้วฉันก็ป่วยขึ้นมาจริงๆ รู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวปวดหัวเอามากๆ แม่มาเคาะประตูหาหลายรอบแล้วแต่ฉันก็ได้แต่ตะโกนบอกแม่ว่าโอเค ขอเวลาพักผ่อน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังรอบที่ 6 ของวัน ฉันกลอกตาไปมาเพราะรู้สึกหน่าย “แม่ น้องโอเคค่ะ น้องขอนอนพักผ่อนได้ไหม”

“เจ๊ นี่เจ็ทเอง” คนที่เคาะไม่ใช่แม่แต่เป็นน้อง ฉันยันตัวขึ้นจากเตียงก่อนที่จะครุ่นคิดบางอย่างโดยที่ไม่ได้โต้ตอบน้องไป “รู้นะว่าไม่ได้ป่วย มาเปิดประตูเดี๋ยวนี้”

ประโยคหลังของน้องสาวถูกหรี่เสียงลงเล็กน้อย แต่ฉันที่นั่งอยู่ในห้องก็ยังคงได้ยินชัดแจ๋ว ฉันตัดสินใจที่จะเปิดประตูให้น้องเข้ามาในห้อง ในตอนแรกแง้มประตูเล็กน้อยเพื่อดูลาดเลาว่าแม่หรือพ่ออยู่แถวหน้าห้องฉันไหม เมื่อพบว่าไม่จึงรีบดึงตัวเจ็ทเข้ามา

“อะไรเนี่ยเจ๊ เหมือนคนทำผิดเลยอะ….เฮ้ย!” ท่าทางของเจ็ทไม่ได้ทำให้ฉันแปลกประหลาดใจเท่าไหร่ เพราะนี่ก็ควรจะเป็นรีแอคชั่นของคนที่เห็นรอยคิสมาร์กเต็มคออยู่แล้ว “เจ๊! ยุงที่ไหนตอมหึ่งขนาดนี้เนี่ย!”

ฉันไม่ตอบแต่เดินไปนั่งที่เตียงแทน เจ็ทเดินเข้ามาใกล้ๆ สำรวจรอยแดงรอบคอของฉันอย่างพอใจจึงเอ่ยปากอีกครั้ง “ตกลงมีเรื่องอะไรกับใคร บอกเจ็ทค่ะ”

ถอนหายใจเฮือกใหญ่หนี่งทีก่อนจะปริปากพูด “ก็แค่ผู้ชายส่ำส่อนคนหนึ่ง”

“อะไรของเจ๊ เจ็ทไม่เก็ท ใครสำส่อน” ก็ถูกแล้วที่เจ็ทจะไม่เก็ทเพราะในบ้านไม่มีใครรู้เรื่องของเมฆสักคน ฉันมองหน้าน้องของตัวเองแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอีกครั้ง “เอ้า น้องถามก็ตอบสิ”

“แฟนเจ๊” ในที่สุดฉันก็ตอบความจริงกับน้องไปในที่สุด “แฟนเก่า…” ไม่ลืมที่จะเติมคำที่มีความหมายในเชิงอดีตไปด้วย

“ฮะ!! เจ๊มีแฟน? เมื่อไหร่”

“นานแล้ว แค่ไม่ได้บอก”

“เก็บนานเวอร์ ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงอินโนเซนต์แบบเจ๊จะมีแฟน บ้าไปแล้ว พ่อกับแม่ก็ยังไม่รู้ใช่ไหม” ก็ลองได้รู้สิ มีหวังโดนด่าหูชาแถมโดนเคอร์ฟิวแน่ๆ

“อย่าให้รู้เชียวนะ” ตอนที่พูดฉันรู้สึกเหมือนหัวแทบระเบิด เวลาพ่นลมหายใจออกมาก็รับรู้ได้ภึงลมร้อนของลมหายใจ “เจ๊ปวดหัวมาก ขอพักผ่อนหน่อยนะ”

ฉันนั้นยินดีใจเจ็ทรับรู้ว่าฉันมีแฟนและให้น้องเดาเล่นๆ ว่าคงทะเลาะกับแรงอยู่พอตัวถึงมีรอยคิสมาร์กเต็มคอแบบนี้

ตัดบทด้วยการแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่ม จากนั้นก็ส่งสายตากดดันให้น้องออกไปจากห้องได้แล้ว เจ็ทเท้าสะเอวมองฉันอย่างเอาเรื่อง “อืม เจ็ทไปก็ได้ แต่ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นบอกเจ็ทนะ”

“เค ฝากบอกแม่ด้วยว่าเจ๊ไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวเป็นห่วงอีก เจ๊ไม่อยากให้พ่อกับแม่มาเจอเจ๊ในสภาพนี้ โอเคไหม” เจ็ทพยักหน้าเข้าใจก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมานางก็หมุนตัวออกมาจากห้องนี้ ส่วนฉันก็ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปล็อกประตูจากนั้นก็มานอนเผละที่เตียงต่อ

ทั้งแต่กลับมาจากมอฉันก็ไม่ได้แตะมือถือเลยแม้แต่น้อย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วจึงลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อไปค้นโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายขึ้นมา และพบว่าแบตหมดไปแล้ว…

ชาร์จแบตสิรออะไร 

หลังจากที่ชาร์จแบตโทรศัพท์เสร็จฉันนั้นเผลอหลับโดยที่ไม่รู้ตัว อาการป่วยของฉันก็ค่อนข้างจะหนักหนาอยู่พอควร เพราะมันทำให้ฉันตื่นสายเอามากๆ การไปเรียนวันนี้จึงต้องล้มเลิกไปอย่างช่วยไม่ได้

เช้านี้ฉันถูกแม่มาเคาะประตูสลับกับพ่อเป็นระยะ ทำให้ฉันตื่นนอนเต็มตาพร้อมอาการปวดหัวที่พอทุเลาลงไปบ้าง

เมื่อเหล่สายตาไปที่โทรศัพท์ที่จอสว่างวาบฉันก็เห็นว่ามีแจ้งเตือนขึ้นมาเป็นระยะ ฉันหยิบมันขึ้นมาดูคร่าวๆ ก็พบว่าเป็นเพื่อนของฉันทั้งนั้นที่ทักไลน์มาหา แถมโทรมาหากันด้วย ฉันตัดสินใจโทรหาจิ๋วที่ก่อนหน้านี้โทรมาเกือบ 20 สาย ส่วนเป้ 10 สาย

[ฮัลโหล! นานะนี่มึงตายไปแล้วเหรอ ทักไปไม่ตอบโทรไปไม่รับ มึงหายไปไหนตั้งแต่เมื่อวาน!!] เป็นตามคาดที่จิ๋วจะรัวคำถามด้วยน้ำเสียงที่ดูก็รู้ว่าหงุดหงิดแต่เจือไปด้วยความเป็นห่วง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนที่จะตอบเพื่อนไปในที่สุด

“โทษที แบตหมดน่ะ เมื่อวานที่บ้านมีเรื่องกะทันหันเลยต้องรีบกลับ ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะ” ฉันโกหกคำโต ได้ยินเสียงแบล็กกราวด์ของปลายสายเป็นเสียงผู้ชาย คับคล้ายคับคาว่าจะเป็นเสียงของบลูเบอร์รี่

ตอนนี้พึ่งเจ็ดโมงเช้าเองนะ ทำไมสองคนนี้ถึงอยู่ด้วยกันได้ล่ะ “แล้วอยู่กับเบอร์รี่เหรอ” จงใจเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้มีช่องให้เธอได้ถามไปมากกว่านี้ ฉันเกรงว่าตัวเองจะโป๊ะแตกเอา

“ป…เปล่า มึงไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย เพื่อนเขาเป็นห่วงกันรู้บ้างไหมเนี่ย ทำไมเป็นคนงี้วะ ไม่ดีเลยนะแม่พระ” จิ๋วเหมือนจะตำหนิกันแต่ทว่าท้ายประโยคเธอก็พูดติดเล่นตามประสา

ฉันกับจิ๋วคุยกันอีกนิดหน่อย ฉันฝากให้เธอช่วยกระจายข่าวให้เพื่อนๆ ว่าฉันนั้นมีธุระที่บ้าน วันนี้คงไม่ได้ไปมหาลัย วานฝากให้เพื่อนๆ ช่วยจดเลคเชอร์ด้วย

เมื่อวางสายจากจิ๋วแล้วฉันก็เห็นว่ามีเบอร์ที่ฉันไม่ได้รับโทรเข้ามาเมื่อเวลาบ่ายโมงของเมื่อวาน ทันทีที่เห็นว่าเป็นใครโทรมาฉันจึงไม่รีรอที่จะกดบล็อกเบอร์นั้นทันที ก็คงไม่ต้องเดาว่าเป็นใครหรอกใช่ไหม…

ฉันเลิกสนใจโทรศัพท์แล้วหักดิบตัวเองด้วยการอาบน้ำแทนที่จะเป็นการเช็ดตัว จากนั้นก็แต่งตัวเพื่อลงไปข้างล่าง ป่านนี้แม่กับพ่อคงเป็นห่วง ถ้าปล่อยไว้นานได้เอากุญแจสำรองมาไขห้องฉันแน่ๆ เลย

แต่ฉันไม่ได้ลงไปเฉยๆ หรอกนะ ก่อนหน้านั้นฉันก็ได้ทำการโปะคอนซิลเลอร์ที่เคลมว่าปกปิดได้แม้กระทั่งรอยสักลงบนที่คอของตัวเอง

“แม่คะ มีอะไรให้น้องกินบ้าง” เมื่อฉันเดินลงมากชั้นสองก็เห็นพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟาของห้องรับแขก ตอนแรกที่ฉันลงมาท่านก็หรี่ตามองฉันอย่างจับผิดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

.”ไอ้เจ็ทมันบอกว่าลูกไม่สบาย เป็นยังไงบ้าง พ่อไปเคาะประตูหลายรอบก็ไม่มาเปิด” หางตาเห็นแม่เดินหายเข้าไปในครัว ส่วนฉันนั้นก็เดินไปนั่งซบไหล่พ่ออย่างออดอ้อน

“หายแล้วค่ะ” ความจริงนั้นยังไม่หายดีเท่าไหร่ เพียงแต่ดีขึ้นเท่านั้น

“วันนี้ไม่ไปมหา'ลัยใช่ไหมลูก” แม่ถือชามข้าวต้มร้อนๆ มาวางไว้ตรงหน้า กลิ่นหอมกับควันร้อนพวยพุ่งจนทำฉันน้ำลายสอ

“ใช่ค่ะ น้องคงไม่ไป อยากพักบ้าง น้องเหนื่อย…” เหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ “แล้วนี่เจ็ทไปโรงเรียนแล้วเหรอคะ” ตั้งแต่เช้าก็ไม่เห็นน้องเลย เมื่อวานยังบอกกันอยู่เลยว่าถ้าไม่ดีขึ้นให้บอกนาง แต่ตอนนี้นางกลับไม่อยู่ให้ฉันบอก

เมื่อฉันเอ่ยถึงน้องสาวทั้งพ่อและแม่ก็ดูเหมือนว่าจะชะงักไป พลางส่งสายตามองกันแปลกๆ จากนั้นพ่อก็กระแอมหนึ่งที

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ็ทมันไปโรงเรียนตั้งแต่ตอนไหน เพราะแม่ก็ไม่เห็นน้องที่ห้องตั้งแต่หกโมงแล้วนะ” นับวันความสัมพันธ์ระหว่างเจ็ทกับครอบครัวเรายิ่งดิ่งลงเหว ฉันเข้าใจพ่อกัยแม่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจเจ็ทด้วย

ฉันเหลือบมองเห็นสีหน้าของพ่อที่ดูไม่เอาเสียเลย แต่ทว่าชายชาติทหารอย่างพ่อก็กลับมาตีสีหน้านิ่งน่าเกรงขามดั่งเดิมพร้อมพูดเสียงแข็งว่า “จะไปไหนก็เรื่องของมัน ไม่มีเงินเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง”

 

ทั้งวันฉันช่วยแม่ทำสวนในพื้นที่บริเวณบ้าน ตอนนี้แม่ฉันไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว วันๆ ท่านก็อยู่แต่บ้านทำหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน เพราะงั้นการปลูกต้นไม้ก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกแก้เหงาของผู้หญิงวัย 51 ปีคนนี้

ส่วนพ่อก็ออกไปข้างนอกเห็นว่าเย็นๆ จะกลับ ถึงพ่อฉันจะเกษียรแล้วแต่ท่านก็ยังมีฐานะทางสังคมอยู่ ทำให้ต้องออกงานอยู่บ่อยครั้ง บางท๊ครอบครัวเราก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานสำคัญๆ เหมือนกัน

เมื่อได้มาออกแรงช่วยแม่ปลูกนั่นนี่แล้วก็ดูเหมือนว่าอาการไข้ของฉันก็ทุเลาลงไปเยอะมากพอสมควรเกือบจะหายดีเลยแหละ ฉันพาแม่มานั่งพักในบ้านเพราะแดดเริ่มออก ให้ท่านตากแดดมากๆ ไม่ดีเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้ง

“แม่คะ น้องไปให้อาหารมินนี่ก่อนนะ” แม่รู้ที่มาของแมวอ้วนของฉันว่าฉันเป็นคนซื้อมาเลี้ยงเอง ตอนแรกที่แม่รู้เรื่องแม่บ่นฉันหนักมาก อ้างว่าเป็นภาระ แอบเลี้ยงมาตั้งนานไม่บอกกัน แม่ขู่ด้วยว่าจะเอามินนี่ไปปล่อยวัด แต่พอได้มาอยู่บ้านเดียวกันแล้วแม่กลับเอ็นดูแมวอ้วนขึ้นทุกวัน

“ไปลูกไป เสร็จแล้วนอนพักนะ เป็นไข้จะได้หาย”

ฉันเทอาหารแมวให้มินนี่นั่งมองนางกินจนพอใจจึงขึ้นไปบนห้องเพื่อพักผ่อน เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงจนกระทั่งเข้าสู่บ่าย 4 โมงเย็น ฉันนอนหลับหลายตื่น เล่นโทรศัพท์บ้าง นอนฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย

ในตอนที่ฉันกำลังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่นั้นแม่ก็เปิดประตูเข้ามาห้องโดยที่ไม่ได้เคาะประตู ฉันสะดุ้งเพราะตกใจเล็กน้อย “เดี๋ยวหกโมงเย็นลงไปข้างล่างหน่อยนะลูก แต่งตัวดีๆ ล่ะ จะมีแขกมาบ้านเรา”   

“แขก? ใครคะ”

“เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละหน่า เอาเป็นว่าน้องก็เตรียมตัวได้แล้วนะ” แม่ใช้สายตาที่ผ่านโลกมามากกว่ามองสภาพของฉันเป็นอยู่ตอนนี้ ฉันตีความได้ทันทีว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่

“ค่าๆ เข้าใจแล้ว” ฉันตอบรับอย่างว่าง่าย จากนั้นแม่ก็ออกไปส่วนฉันก็เริ่มเตรียมตัวตามที่แม่นั้นได้บอก

ฉันไม่รู้ว่าแขกแม่ที่จะมาในวันนี้เป็นคนยังไง มาด้วยจุดประสงค์อะไร ถ้าให้เดาก็คงเป็นป้าๆ ที่เป็นเพื่อนของแม่แหละมั้ง แต่ทำไมแม่ไม่บอกเนี่ยอะสิว่าแขกที่แม่ว่าเป็นใคร

ช่างมันแล้วกัน…เดี๋ยวก็คงรู้ทันทีที่แขกมาถึง

ถึงจะไม่รู้ว่าแขกเป็นใครแต่ฉันก็รักษาหน้าแม่ของตัวเองด้วยการเลือกใส่เดรสชีฟองสีขาวบริสุทธิ์ เก็บเส้นผมด้วยการรวบมัดอย่างตึง แต่งหน้าเบาๆ อ่อนๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด รอยที่คนชั่วช้าฝากไว้ที่คอนั้นยังคงไม่จางหายไป แต่สีมันกลับช้ำม่วงจนหน้ากลัว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการโปะคอนซีลเลอร์ให้เนียนที่สุดก็เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็คือหกโมงครึ่งแล้ว ฉันใช้เวลากับการแต่งตัวไปมากจริงๆ …

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“น้อง ลงมาได้แล้วนะลูก” เป็นพ่อของฉันที่เป็นคนเคาะประตูเรียก พ่อกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“ค่ะ พ่อกลับมาตอนไหนคะ” ตะโกนถามคนอีกฝั่งแต่ทว่าก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรนอกจากความเงียบ นั่นก็แสดงว่าพ่อนั้นได้ลงไปแล้วโดยไม่รอกันสักนิด เริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วว่าแขกคนนี้เป็นใครกันแน่

เพราะไม่อยากให้แขกรอบวกกับความอยากรู้ว่าแขกเป็นใครฉันจึงลงไปข้างล่างในที่สุด เมื่อฉันได้ก้าวมาบริเวณชั้นล่างแล้ว ก็ได้ยินเสียงของคนที่กำลังคุยกันเจือเสียงหัวเราะ และหนึ่งในนั้นเป็นเสียงของบุพการีของฉัน

“อ้าวน้องมาพอดี มานั่งข้างๆ แม่เร็ว” เมื่อฉันมาถึงห้องรับแขก แม่ก็กวักมือเรียกให้ไปนั่งข้างๆ ฉันเห็นผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังนั่งบนโซฟากับผู้ชายคนหนึ่งจากทางด้านหลัง ดูท่าแล้วสองคนนี้คงน่าจะเป็นแม่ลูกกันแน่ๆ “สวัสดีคุณเพ็ญสิลูก”

ฉันอ้อมมานั่งข้างๆ แม่ จนกระทั่งสามารถเห็นหน้าแขกสองท่านได้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่คล้ายคลึงกันของทั้งสองคนเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่าเขาเป็นแม่ลูกกัน

แต่พี่น่าเจ็บใจคือ…ผู้ชายที่นั่งข้างๆ คุณเพ็ญที่แม่ว่านั้นก็คือ…เมฆ

เขาไม่ยอมจบจริงๆ

“ส…สวัสดีค่ะ” ถึงแม้ว่าจะเจ็บใจมากแค่ไหนก็ตามฉันก็ยังคงรักษามารยาทของตัวเองด้วยการยกมือสวัสดีไหว้คุณเพ็ญ หรือคุณ ‘เพ็ญณภา’ แม่ของเมฆ

ใช่ ฉันรู้จักท่านเป็นอย่างดี

ไม่รู้ว่าความประหม่าหรือว่าจะทุกข์ร้อนใจหรืออย่างไรเสียงที่ฉันเอื้อนเอ่ยออกไปถึงได้ตะกุกตะกักคล้ายคนหวาดกลัวก็ไม่ปาน

“คุณเพ็ญเป็นเคยเป็นเจ้านายของแม่สมัยที่แม่ยังทำงานกับคุณเค้า” คนเป็นแม่หยิบมือฉันไปกุม ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งมองมือของตัวเองที่ถูกมือที่เริ่มเหี่ยวย่นตามกาลเวลาลูบไล้เบาๆ ที่มือ

ฉันรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งทีจะเกิดขึ้นในอนาคตก็วันนี้ หวาดระแวงไปหมดเลย

ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าไปมองหน้าพ่อแม่ของตัวเอง หรือแม้กระทั่งคุณเพ็ญและลูกชายของเขา…

“แม่ว่าน้องก็คงรู้จักเมฆดีแล้ว แต่ทำไมไม่ยอมบอกแม่กับพ่อนะลูกคนนี้ว่าแอบคบกันอยู่” วินาทีนั้นฉันอึ้งไปจนในที่สุดแล้วฉันก็มีความกล้าพอที่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นแม่ของตัวเอง ฉันไม่เห็นแววตาความผิดหวังจากท่าน ส่วนพ่อที่นั่งอยู่ตรงบริเวณหัวโต๊ะนั้นก็ไม่ได้แสดงออกมาว่าต่อต้านหรือไม่ชอบใจเช่นกัน ทั้งๆ ที่แม่กับพ่อก็พร่ำบอกเสมอมาว่าอย่าพึ่งริมีความรัก ให้ตั้งใจเรียนก่อนเป็นอันดับแรก

ทำไมกันนะ ทำไม…

“เอ่อ…คือ” วินาทีนี้ฉันตะกุกตะกักเกินกว่าที่จะปั้นความนึกคิดตัวเองออกมาเป็นคำพูดได้ ทว่าคนฝั่งตรงข้ามที่ตั้งแต่มานั่งตรงนี้ยังไม่ได้มองหน้าเขาแม้แต่ทักเสี้ยวเดียวก็มีบทบาทขึ้นในวงสนทนา

“ผมกับนานะกลัวว่าถ้าคุณน้ารู้จะไม่เห็นด้วยน่ะครับ เพราะว่าเราก็ยังเรียนกันอยู่เลย…” เหมือนจะพูดช่วยกันนะ แต่ฉันรู้สึกว่าคำพูดที่ถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากนั้นช่างเป็นคำพูดที่เสแสร้งเหลือเกิน

ครั้งนี้ฉันยอมเงยหน้าขึ้นมาแล้วจ้องคนฝั่งตรงข้ามตรงๆ สิ่งแรกที่ฉันเห็นจากสายตาของเขาคือความเย้ยหยัน รอยยิ้มที่อ่อนหวานและดูจริงใจของเขาที่ส่งมาช่างจอมปลอม ยิ่งมองยิ่งระคายตาจึงเสตามองไปทางผู้เป็นพ่อที่เป็นฝ่ายนั่งเงียบๆ

“โถ่ลูกแม่ ถ้ารู้ว่าคบกับลูกชายของคุณเพ็ญแม่อาจจะพิจารณาก็ได้น้า” ความลำเอียงนี้ได้แต่ใดมาคะแม่ ถ้าแม่รู้ความจริงอันแสนโสโครกของผู้ชายคนนี้แม่ยังจะพูดแบบนี้อีกไหม

ฉันอยากจะตะโกนบอกทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี่ว่ามันปลอม! ฉันกับเมฆเราเลิกกันแล้ว มีแต่เขาที่เป็นบ้าไม่ยอมเลิก ทั้งๆ ที่ฉันเป็นฝ่ายถอยออกมาให้เขาสำส่อนได้เต็มที่ แล้วทำไมยังไม่ยอมจบสักที คิดได้ดังนั้นฉันก็รู้สึกโกรธขึ้นมา

“ความจริงฉันก็เจอแม่หนูนี่ครั้งหนึ่งแล้วแหละ แต่ไม่รู้ว่าเป็นลูกสาวของคุณเจี๊ยบ” ผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางสง่างามและดูแพงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองมาที่ฉันพร้อมยิ้มให้ราวกับว่ารักใคร่เอ็นดู ถ้าไม่เคยเจอท่านก่อนหน้านี้ฉันคงหลงคารมณ์อ่อนหวานของท่านไปแล้ว

“จริงเหรอคะ ดีจังเลยค่ะ…” แม่ฉันเป็นคนขี้เกรงใจ ใสซื่อและปฏิเสธคนไม่เป็น นี่คือข้อดีของแม่ที่จะถูกเปลี่ยนเป็นข้อได้เปรียบของฝั่งตรงข้าม เพียงฉันมองสถานการณ์ปราดเดียวก็รับรู้ได้ทันทีว่าแขกสองคนนี้มีจุดประสงค์อะไร

สงครามฉันระหว่างเมฆมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตรงนี้ต่างหาก ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมจบและต้องการให้ฉันเป็นของเล่นให้เขาต่อไป ฉันก็ยินดีแต่ว่าฉันขอสาบานว่าของเล่นชิ้นนี้ของเขาจะทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งที่เขามีไปทีละอย่าง

ไม่เชื่อก็คอยดู

 “ที่มาวันนี้ก็แค่จะมาขอจองลูกสาวของคุณเจี๊ยบ เพราะว่าลูกชายของฉัน ‘ชอบ’ หนูนานะมาก” ฉันควรจะดีใจไหมที่แม่ของเมฆเป็นคนพูดประโยคนี้ ควรจะดีใจไหมที่เมฆชอบฉันเอามากๆ ชอบให้ฉันทนโง่น่ะ…ควรจะดีใจไหม

ความโกรธแค้นถูกระบายด้วยการกำมือแน่น จ้องไปที่เมฆเขม็ง เขากำลังทำให้ฉันกลับไปตกเป็นคนโง่ของเขาอีกครั้งด้วยการกดดันกันโดยเข้าทางแม่ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณเพ็ญเคยเป็นเจ้านายเก่าแม่ฉัน และคิดไม่ถึงเลยว่าเมฆจะใช้วิธีนี้ เขาคงคิดมาดีแล้วว่าจะเอาเบื้องหน้าของเขามาผูกติดกับฉัน คิดดีแล้วสินะเมฆ

“อันนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับลูกสาวผมนะครับ ว่าจะ ‘ชอบ’ ลูกชายคุณมากแค่ไหน” ผู้เป็นพ่อที่นั่งเงียบตลอดทั้งนั้นอยู่ๆ ก็พูดขึ้นมา ท่าเปลี่ยนท่านั่งด้วยประสานมือเข้าด้วยกันแล้วเอามาเท้าไว้ที่คาง พลางจ้องมองสองแม่ลูกด้วยใบหน้ายิ้มๆ

พ่อคะ…ขอบคุณค่ะ

“ถ้าไม่ชอบกันจะคบกันไหมล่ะคุณก็” แม่เป็นคนแก้บรรยากาศให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ฉันต้องขอบคุณพ่อจริงๆ ถึงไม่รู้ว่าท่ากำลังคิดอะไรก็เถอะ แต่ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าพ่อกำลังช่วยฉันอยู่แล้วกัน

“แล้วหนูนานะชอบเมฆลูกชายฉันไหมล่ะ” เป็นคำถามที่ยากจะเลี่ยง ฉันควรจะตอบว่ายังไงดีระหว่าง ‘ไม่ค่ะ หนูไม่ชอบเขา หนูเลิกกับเขาแล้วแต่เขาไม่ยอมจบ’ และ ‘ชอบค่ะ หนูชอบเมฆมากๆ เลย’ ถ้าตอบอย่างแรกก็คือการพูดหักหน้าแม่ตัวเอง ส่วนถ้าตอบอย่างที่สองมันก็จริงแหละที่ฉันชอบเขา แต่นั่นมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ถึงจะกล้ำกลืนฝืนทนที่จะตอบแต่ฉันก็ตอยมันออกไปในที่สุดว่า

“ค่ะ หนูก็ชอบเขา” ความจริงความรู้สึกของฉันที่ก่อนหน้านี้มีให้ต่อเมฆมันเลยกว่าคำว่าชอบไปแล้วล่ะ

“ดีเลย งั้นเราปล่อยให้เด็กๆ เขาคุยกันดีไหมคะ” คนเป็นแม่ช่างรู้งานเสียจริง พอรู้ได้อย่างนั้นพวกผู้ใหญก็พากันจูงมือเดินออกไปจากห้องนี้ เว้นแต่พ่อที่แอบชำเลืองตามองเล็กน้องก่อนจะเดินตามพวกแม่ๆ ไป

พึ่งรู้ตัวว่าตัวฉันในเมื่อครู่นั่งตัวเกร็งเป็นอย่างมาก มือฉันกำเข้าหากันจนเล็บนั้นครูดกับมือหลายครั้งพึ่งมารู้สึกแสบก็ตอนที่คลายมือออกนั้นแหละ

ฉันเปลี่ยนท่านั่งเป็นกอดอกยกขาขึ้นมาไขว่ห้างพร้อมหันหัวไปทางอื่น ไม่อยากเห็นหน้าของผู้ชายตรงหน้า ฉันได้ยินเสียงแค่นหัวเราะทุ้มต่ำของชายร่างกำยำ วันนี้เขามาในเสื้อเชิตสีน้ำเงิน และเสื้อที่เขาใส่อยู่นั้นเป็นเสื้อที่ฉันไปเลือกซื้อให้เมฆเองกับมือ

เพื่ออะไร? 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น