วันทาวารี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 นี่ก็เปล่าทั้งเพ อยู่ก็ใกล้กัน

ชื่อตอน : บทที่ 4 นี่ก็เปล่าทั้งเพ อยู่ก็ใกล้กัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 33

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ค. 2562 22:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 นี่ก็เปล่าทั้งเพ อยู่ก็ใกล้กัน
แบบอักษร

 

<<< สาธยายโดย เลิฟ >>> 

 

ตอนนี้ผมเก็บของเตรียมกลับโคราชเสร็จแล้ว ดูข้อความที่เพื่อน Catwalk ส่งมา แล้วเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อดูหนัง ผมไม่ได้ดูหนังโหดตลอดเวลาหรอกนะ หรือว่าคุณหวังจะให้ผมดูโปเกมอน ผมไม่ได้ดูโปเกมอนมานานแล้วครับ ภาคใหม่ไม่ค่อยสนุก หรือผมไม่ได้สนใจแล้วก็ไม่รู้ สรุปคือผมดูธอร์ ดูคลายเครียดน่ะครับ 

ผมลืมแนะนำกลุ่มไปเลยครับ กลุ่มผมชื่อ Catwalk เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มล้วนเหมือนแมวและเป็นนายแบบนางแบบกันทั้งหมด ประกอบไปด้วย 

ผม เลิฟ พรหมมิตร สัญลักษณ์คือ แมวหิมาลายัน คงเพราะผมเป็นคนนิ่งๆ แต่ชอบทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย และชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ ช่วยได้แค่ไหนก็ช่วยเพราะผมติดนิสัยแบบนี้มาจากพ่อซะแล้วล่ะครับ 

เกรท สิรวิชญ์ สัญลักษณ์คือ แมวโซมาลี ด้วยนิสัยขี้เล่น แซวคนนั้นคนนี้ไปทั่วแต่ก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เข้าสังคมเก่ง ชอบปีนเขาและฟรีรันนิ่ง แต่ไม่เคยใช้กำลังกับใครนะครับ นิสัยเหมาะกับเรียนวิศวะมากกว่าแพทย์ 

ทศ วิเชียรมาศ สัญลักษณ์คือ แมววิเชียรมาศ ตามชื่อจริง เป็นหลานคนที่ 10 ของตายาย ฉลาด เรียบร้อย พูดเพราะ แต่ก็ขี้เล่น ชอบร้องคาราโอเกะ มักจะปุบปับทัวร์กับเกรทเสมอ 

เลม่อน ขวัญลดา ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม สัญลักษณ์คือ แมวศุภลักษณ์ ตามสายพันธุ์แมวที่เลี้ยงในบ้าน กับเพื่อนจะขี้เล่น คนอื่นมองว่าเป็นคนลึกลับ แต่ที่จริงเลม่อนวางแผนชีวิตไว้ทุกอย่างน่ะครับ มีตารางเวลาในแต่ละวัน 

เลม่อนกับผมมักจะเป็นไม้กันหมาให้กันเสมอ ถึงแม้เลม่อนจะประกาศตัวแล้วว่าเป็น Pansexual แฟนคลับก็ยังชอบเลม่อนอยู่ดี เลม่อนเป็นแฟนคลับพี่ฟิวส์น่ะครับ เวลาพี่ฟิวส์จัดมีตติ้งกับแฟนคลับก็จะเอาดิษย์ไปด้วยเสมอ ทำให้ผมรู้ข่าวคราวดิษย์จากเลม่อนด้วยครับ 

 

--- 

 

ดูจบแล้วครับ จะว่าไปผมก็ชอบธอร์กับโลกินะ ถ้ามีคนถามผมจะตอบธอร์กับโลกิละกัน ผมเปิดจวิตเตอร์ แล้วโพสต์ 

‘ใครเห็น #เกรททศ ไปคาราโอเกะด้วยกันบ้างครับ? ใครไม่ชิปแต่ผมชิป’ รอสักพักก็มีคนโพสต์ต่อ 

‘ก็นายไม่ไปกับเราเองนี่’ ทศเข้ามาตอบผม 

‘หนูเห็นค่ะพี่เลิฟ ถึงเรือ #เกรททศ จะไม่ค่อยมีคนพาย แต่หนูพาย สักวันต้องเป็นเรือยอร์ชแน่นอนค่ะ’ 

‘เรือมาว่ะ แต่ก็ขอบคุณที่เป็น #เกรททศ ผมอยู่หน้าก็โอเคแล้วครับ’ เกรทโพสต์ 

‘ไม่เป็นไรครับ เพื่อนๆยังมี เลม่อนแพรว ด้วยครับ’ ลงน่านน้ำให้หมดครับผม 

‘อย่ามายุ่งกับฉันค่ะ #เลม่อนเมล่อน ต่างหาก ถึงฉันจะอยากให้เป็น เมล่อนแพรว ก็ตาม’ แพรวเข้ามาตอบ 

‘งั้นเหรอ โทษที เมล่อนนี่อยู่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.T ใช่ไหม?’ ผมโพสต์ต่อแพรว 

‘ใช่ น้องสาวของเพื่อนของพี่นาว #Melonnoonneenan’ เลม่อนมาตอบ พี่มะนาวคือพี่สาวเลม่อนครับ 

‘สวัสดีค่ะ เมล่อน เศรษฐศาสตร์ ปี 4 ที่นี่มีแต่ ม.C กันทั้งนั้น เราเกร็งจังเลย’ เมล่อนมาตอบครับ 

‘เมล่อนตัวจริงค่ะคุณ กรี๊ดดดดด!!!! เมล่อน ฉันรักเธอ ถึงเธอจะรักเลม่อนก็ตาม กรี๊ดดด’ แพรวเป็นเอามากนะครับ 

‘เอางี้ เลม่อนเมล่อนแพรว ไปเลยมึง แต่กูไม่กล้าติดแท็ก เกรงใจเมล่อน’ เกรทยังคงแซวได้ 

‘ไม่เอา! ฉันผันตัวมาเป็นชิปเปอร์เรือ #เลม่อนเมล่อน ตั้งนานแล้วย่ะ’ แพรวตอบเกรท 

‘ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายนะเมล่อน เดี๋ยวอีก 1 นาที เราโทรหา’ เลม่อนโพสต์เสร็จก็ไปเลยครับ 

‘กรี๊ดดดดดดดดดดด ไพนดาทไยด่าทกหททเพดยน’ แพรวอาการหนักแล้วครับ 

‘กรี๊ดดดดด นาทรน่ทำฟทดกด’ เกรทก็เอาด้วยครับ 

‘เปลี่ยนจาก เกรททศ เป็น ทศเกรท ก็ได้นะ’ ทศบอกเกรท 

‘ง่ะ ไม่เอานะครับคุณ เป็น #เกรททศ ดีแล้วครับ’ เกรทบอกทศ แล้วก็จบด้วยการรี หมายถึงผมรีโพสต์มันนะ 

 

แล้วผมก็เปลี่ยนมาเข้าแฮชแท็กดิษย์เลิฟ เผื่อจะได้รู้ทันแฟนคลับ 

‘พี่มึงโพสต์ว่ามีงานติดต่อมา ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง #ดิษย์เลิฟ’ งานอะไร? 

‘มีแมวเลิฟไหมคะ?’ พี่ริชชี่โพสต์ถามเขา 

‘ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากแมว //สวดมนต์ภาวนา’ เขาตอบ 

‘ครั้งล่าสุด #ดิษย์เลิฟ ได้แอบมองกัน อยู่ใกล้กันแค่ 1 ช่วงแขน ก็ยังไม่ทักกันเลยจ้า //ปาดน้ามตา’ 

‘ในเมื่อเลิฟเป็นหัวเรือ #เกรททศ ผมจึงขอเป็นลูกเรือ #ดิษย์เลิฟ ด้วยคนนะครับ’ ไอ้เกรท! ทำไมทำแบบนี้ล่ะ 

‘กรี๊ดดดดด พี่เกรท หนูรักพี่’ ชาวเรือคนหนึ่งโพสต์ตอบเกรท 

‘พี่ไม่ใช่คนดีนัก เรื่องนี้ทศรู้ดี พี่คงรับรักน้องไม่ได้ ขอโทษนะครับ’ ตอบหล่อมาก เรือแล่นด้วย อดกดชอบไม่ได้จริงๆ 

อ้าวลืม! มันอยู่ในแท็กดิษย์เลิฟนี่นา ช่างมันละกัน ไหนๆก็ส่องมาตั้งแต่แฮชแท็กติดเทรนครั้งแรกแล้วนี่ ทุกคนคงงงว่าผมถอดใจเรื่องการทักดิษย์ไปง่ายๆจริงเหรอ มันมีอะไรมากกว่านั้นครับ 

 

--- 

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปี(กว่าๆ)ที่แล้ว 

 

แฮชแท็กดิษย์เลิฟเพิ่งมีได้เดือนกว่าๆ แฟนคลับของผมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะดิษย์เป็นคนดัง ทุกคนต่างเอารูปดิษย์มาให้ผมดู เขาก็หล่อนะครับ แต่ดูดุจัง 

“ผมกลัวเขาจะดักตีผมจัง” ผมพูดเล่นๆกับแฟนคลับ 

“พี่มึง เอ่อ ดิษย์นิสัยดีนะคะ ภายนอกเกรี้ยวกราด แต่ที่จริงอบอุ่น ยิ่งกับจัสตินลูกเขานะ” 

“เขามีลูกแล้ว อย่าจับจิ้นกับผมเลยครับ” ผมเห็นใจลูกและภรรยาเขานะ 

“อุ๊ย! ดิษย์มีแต่แฟน ไม่มีลูกค่ะ จัสตินเป็นกระรอกที่ดิษย์นับเป็นน้อง แต่แฟนคลับบอกว่าเหมือนลูกมากกว่า” 

“อ๋อครับ” ตอนแรกผมว่าจะทักเขา แต่แบบนี้ผมลังเลมากเลยครับ 

 

หลังจากพบปะแฟนคลับ ผมก็กลับหอ วันนี้เปิดเทอมวันแรกยังไม่มีงานอะไร ผมเข้าห้องแล้วเปิดจอยบุ๊ก ส่องดิษย์ แล้วก็เปิดเข้าช่องแชท แต่ก็ยังไม่รู้จะคุยอะไรดี ขณะนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตู ผมรีบไปเปิดประตูคุยกับทศ เพื่อนในคณะที่พักอยู่ข้างห้อง ทศขอโทษเรื่องเปิดเพลงและร้องเพลงเสียงดัง ผมเลยนัดทศไปคาราโอเกะซะเลย 

พอคุยกับทศเสร็จ ผมก็กลับมาดูจอยบุ๊ค ปรากฏว่า ผมดันปัดหนังสือไปถูกแป้นพิมพ์ เลยทักไปเรียบร้อยแล้วครับ 

‘ฃ’ หนังสือมันกดไปแบบนั้น 

‘โทษทีนะคะ ดิษย์ไม่อยู่ เราเลยตอบให้ เราฟอง นายคือเลิฟ ที่เป็นคู่จิ้นกับดิษย์ใช่มั้ย?’ 

‘ครับ ขอโทษนะครับ ผมปัดหนังสือกดไปโดนเมาส์กับคีย์บอร์ดพอดี คุณฟองเป็นแฟนดิษย์ใช่ไหมครับ?’ 

‘ใช่จ้า เลิฟสุภาพจัง’ 

‘เราสุภาพเกินไปเหรอ? ขอโทษนะ’ 

‘ไม่ต้องขอโทษ เลิฟไม่ได้ทำอะไรผิด ปกติเราเจอแต่ผู้ชายพูดกูมึงน่ะ เลิฟเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว น่ารักดี’ 

‘ดิษย์โชคดีมากเลย ที่มีฟองเป็นแฟน’ 

‘ใครๆก็บอกแบบนี้ แต่ไม่รู้เจ้าตัวเขาคิดยังไง ไหนจะพวกแอนตี้แฟนที่ไม่ชอบเราอีก’ 

‘ฟองดีที่สุดในแบบของฟอง ถ้ามีใครว่าหรือใส่ร้ายฟอง เขาคงเหมือนพวกนางร้ายในทีวี อิจฉาแต่ไม่มีปัญญา’ 

‘เชรดโด้ ขอบคุณนะเลิฟ เราเห็นเลิฟน่ารัก อะไรก็ได้ นึกว่าจะไม่สู้คนซะอีก’ 

‘แม่เราบอกว่า ถ้ามีคนอิจฉาเรา แสดงว่าเรามีสิ่งที่เขาอยากมี เราควรภูมิใจ ยิ้ม แล้วเชิดใส่พวกขี้อิจฉานั่นซะ’ 

‘แม่เลิฟโคตรคูล เอางี้ ถ้าเกิดเราไม่ได้เป็นแฟนดิษย์ เราก็อยากให้ดิษย์เป็นแฟนเลิฟ’ 

‘อะไรกัน เราจะจีบฟองมากกว่า’ 

‘เลิฟไม่ใช่ทางเราอะ ถ้าเราเลิกกับดิษย์จริงๆ เราคงหันไปคบผู้หญิง เพราะดิษย์จะเป็นผู้ชายคนเดียวของเรา’ 

‘ต่อมอิจฉากระตุกเลยเนี่ย’ ผมแซวซะหน่อย ‘ถ้าดิษย์เลิกกับฟอง เราจะแบนดิษย์’ 

‘ไม่ได้นะ เราอยากให้เลิฟรักและหวังดีกับดิษย์ อย่างน้อยก็ในฐานะคนไทยด้วยกัน อย่างมากก็คนรักกัน’ 

‘เพิ่งเคยเห็นผู้หญิงชิปแฟนตัวเองกับคนอื่น’ 

‘ดิษย์กำลังมา ลบแชทด้วยนะเลิฟ เราดีใจที่ได้คุยกับเลิฟนะ แล้วค่อยคุยกันอีก ขอให้เลิฟโชคดี’ 

‘เหมือนกันนะ’ 

ผมถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก่อนลบแชททั้งหมด 

 

--- 

 

กลับมาปัจจุบัน 

 

นั่นแหละครับ ผมไม่ได้ทักดิษย์เลย คนที่คุยกับผมตอนนั้นคือฟอง ต่อมาฟองใช้จอยบุ๊กตัวเองทักผม ตอนดิษย์เลิกกับฟองใหม่ๆ ผมส่งข้อความไปให้กำลังใจฟอง ฟองบอกว่าส่องผมแล้วมีกำลังใจขึ้น แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วครับ 

ต่อมา ดิษย์มีแฟนใหม่ แถมแฟนใหม่ของดิษย์ยังตีสนิทฟองได้เป็นอย่างดี ผมส่งข้อความเป็นถามว่าฟองโอเคไหม ฟองบอกว่าโอเค แล้วฟองก็ยังยืนยันว่าอยากให้ผมรักและหวังดีกับดิษย์  

พอมีงานที่ผมต้องเดินแบบผ่านดิษย์ ฟองก็มางานด้วย ผมเก็กหน้าจนเดินผ่านดิษย์แล้วยิ้มให้ฟอง แฟนคลับดันคิดว่าผมเขินดิษย์ วันต่อมา ดิษย์โพสต์จดหมายที่แฟนคลับให้ผม และวันต่อมา ดิษย์ก็ฝากจดหมายมาคืน จะเอาไรห่อให้ก็ช่างเถอะ ที่ผมยิ้มแย้มก็เพราะแฟนคลับต่างหาก ไม่เกี่ยวกับดิษย์ 

พอมีงานที่เดินสวนกันครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ผมรู้ว่าดิษย์โสดแต่กลับมาเป็นเพื่อนฟอง ไม่รู้ฟองพูดอะไรกับดิษย์ แต่มันก็ทำให้ดิษย์ไม่ตึงใส่ผมเท่าเมื่อก่อน ผมก็ได้รู้ว่าดิษย์ชอบของขวัญอยู่ ใจผมน่ะอยากให้ดิษย์กลับมาคบกับฟอง แต่ดิษย์ก็ยังยืนยันว่าไม่สามารถกลับไปหาฟองได้แล้ว ส่วนฟองก็ยังโสดและเป็นเพื่อนที่ดีของดิษย์ 

จนเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เรามีงานเดินแบบร่วมกันอีกครั้ง หลังดิษย์ไปถ่ายละครที่ภูเก็ต 1 เดือน บอกตามตรงว่าผมโอเคกับบ้านคู่ แต่ไม่โอเคกับดิษย์ ก็เล่นให้สัมภาษณ์ว่ามีคนคุยบ้าง แล้วของขวัญล่ะ? และที่ทำให้ผมปรี๊ดที่สุดคือ ดิษย์โพสต์ว่า ‘พรุ่งนี้เจอกันนะครับ’ ของขวัญโพสต์ตอบว่า ‘ไม่เจอได้ปะ’ ดิษย์โพสต์ตอบว่า ‘สตอเป็นผักที่นิยมนำมาทำอาหารของภาคใต้’ มันไม่ควรโพสต์ตอบคนที่กำลังจีบแบบนี้นะ! นั่นเลยทำให้ผมไม่หันไปมองเขา ไม่ว่าจะอยู่ใกล้แค่ไหนก็ตาม ถึงดูเหมือนเขาคึกแปลกๆ ทำเป็นซ้อมมวยกับเพื่อนใกล้ๆผม แต่ผมโกรธเขาอยู่เลยถอยหลังแล้วหันไปคุยกับเพื่อนผมแทน 

 

- 

- 

- 

 

<<< สาธยายโดย ดิษย์ >>> 

ผมว่าผมพลาดไปหลายเรื่อง พลาดมาก ไม่รู้จะกลับไปแก้ไขยังไงดี เอาแค่ตอนโตนะครับ 

เรื่องแรก ผมทิ้งฟอง ตอนนั้นธุรกิจของครอบครัวผมขาดทุนย่อยยับ จนต้องปิดบริษัทในเครือวัฒนภูมิกรุ๊ปทั้งหมด เหลือแค่บริษัทแม่เท่านั้น ทำให้ผมไม่สามารถเรียนต่อที่เดิมได้ ช่วงนั้นมีคนเข้าหาทั้งผมและฟอง เราระแวงกันเองและทะเลาะกันบ่อยมาก ไอ้รักมันก็รัก แต่มันไม่มีความเชื่อใจให้กันแล้ว ผมรู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างรุมเร้า เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ผมไม่อยากซิ่ว ผมไม่อยากเลิกกับฟอง ผมอยากทำให้พ่อภูมิใจที่เรียนวิศวะภาคอินเตอร์ได้ ผมอยากเห็นแม่ยิ้มแย้มให้ผมกับพ่อ ต่อมา พี่ฟิวส์ รุ่นพี่นักแสดงที่มีผู้จัดการคนเดียวกับผม แนะนำให้ผมซิ่วมาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับพี่เขา 

ในวันที่ทุกอย่างมันถึงทางตัน ผมก็ไปผับกับพี่ฟิวส์ ผมได้เจอพี่ลูกโม่ พี่ลูกโม่ถามผมว่าสิ่งที่ผมต้องการจากชีวิตของผมจริงๆคืออะไร ผมหยุดทุกอย่างแล้วคิดหาคำตอบ แล้วก็ได้คำตอบว่า ‘ผมต้องการอยู่ในบ้านที่มีความสุขในทุกๆวัน’ สุดท้ายผมเลยซิ่ว พร้อมเลิกกับฟองด้วยเหตุผลว่า ‘กูเหนื่อยว่ะฟอง เลิกกันดีกว่าว่ะ’ ขอโทษนะฟอง ถ้าย้อนเวลากับไปได้ กูก็อยากทำตัวให้ดีกว่านี้ มึงจะได้เชื่อใจกู กูจะได้เชื่อใจมึง เราจะได้ไม่เลิกกัน  

เรื่องที่สอง ผมจีบแคททั้งที่เลิกกับฟองได้ไม่ถึงสัปดาห์ ผมรู้ดีว่าผมยังรักฟอง ผมเลยจีบแคทเพื่อให้ลืมฟอง ตอนนั้นผมกำลังลดการเที่ยวกลางคืน เพราะมันเป็นสาเหตุที่ฟองไม่เชื่อใจผมตอนคบกัน ซึ่งก็พอดีกับที่ครอบครัวผมต้องประหยัดขึ้น ต้องใช้เงินเก็บอย่างรอบคอบ ทำให้แคทซึ่งติดเที่ยวกลางคืนไม่พอใจผมนัก ผมรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของฟองตอนนั่งรอผมกลับจากเที่ยวกลางคืนแล้วครับ สุดท้ายผมก็เลิกกับแคทเพราะเรื่องเที่ยว เสียดายเวลาว่ะ แต่ก็ดีที่ยังเป็นเพื่อนกันได้ 

เรื่องที่สาม ผมเคยไม่ชอบสมาร์ทหรือแอสทาทีน เพราะมันเปย์ทุกคน จนผมคิดว่ามันอวดรวย พอทำงานกลุ่มด้วยกันก็เลยรู้ ว่ามันถูกสอนให้แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมี มันมีเงินเลยแบ่งเงิน มันเลยถูกโคลอี้หรือคลอรีนด่าปนเตือนว่านั่นไม่ใช่การแบ่งปันที่ถูกต้อง และการให้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นเป็นการดูถูกน้ำใจ ดูถูกการแบ่งปัน โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว พอสมาร์ทคิดได้และปรับเป็นเปย์ครอบครัวก่อน แล้วค่อยเปย์แฟน แล้วค่อยเปย์เพื่อน และเปย์ในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ พวกที่คอยเกาะหาประโยชน์เลยหายหัวไป ผมว่าถ้าผมไม่มัวอคติก็คงสนิทกับสมาร์ทเร็วกว่านี้ เสียดายเวลาแฮะ 

เรื่องที่สี่ ผมเคยจีบของขวัญครับ พอผมเลิกกับแคท ผมก็อยู่กับตัวเองมากขึ้น พัฒนาการแสดงมากขึ้น ของขวัญเริ่มเป็นนักแสดงพร้อมผม เพื่อนสมัยมัธยมของผมเป็นเพื่อนในคณะเดียวกับของขวัญ ทำให้ผมสนิทกับของขวัญมากขึ้น แฟนคลับหลายคนเลยจิ้นผมกับของขวัญ คงเพราะความใกล้ชิด ความสบายใจ ผมเลยคิดว่าผมชอบของขวัญ จากทีเล่นทีจริงเลยคิดลองจีบดู จนหลังไปถ่ายละครที่ภูเก็ต ของขวัญทดลองเป็นแฟนกับผม 7 วัน 

พวกคุณรู้ใช่ไหมครับ? เพื่อนกับแฟนมันไม่เหมือนกัน ของขวัญบอกว่าผมไม่ใช่ตั้งแต่ 2 วันแรกแล้ว ที่ทนอีก 5 วัน เพราะอยากให้ผมรู้ใจตัวเอง ซึ่งก็จริงนะ 2 วันแรก มันก็โอเค วันที่ 3 ผมเริ่มไม่รู้ว่าควรทำอะไรให้ของขวัญพอใจดี วันที่ 4 ผมกับของขวัญเริ่มมีปากเสียงเล็กน้อย วันที่ 5 ผมกับของขวัญเถียงกันมากขึ้น วันที่ 6 ของขวัญหน้างอใส่ผมทั้งวัน วันที่ 7 ของขวัญไม่พูดอะไรเลยครับ ผมที่ไม่ใช่คนประเภททักทายยิ้มแย้มให้ใครง่ายๆก็นิ่งสิครับ เงียบกันทั้งวัน นึกว่าอยู่ป่าช้า เอาเข้าจริงผมเสียดายวันที่ 3-7 ทำไมไม่บอกกันตั้งแต่วันที่ 2 วะ? แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้ใจต้องเองว่าคิดกับของขวัญแค่เพื่อน 

เรื่องที่ห้า ผมตั้งแง่กับเลิฟ ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ ว่าตัวเองมีคู่จิ้นทั้งๆที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ บอกตามตรงนะครับ ผมไม่เคยส่องโซเชียลเลิฟเลย จนวันที่เลิกกับแคท แล้วแคทประชดว่า ถ้าผมอยากเดินทางสายเด็กเรียนให้เอาเลิฟเป็นแบบอย่าง ในครั้งแรกที่เจอพี่แตงกวาซึ่งเป็นแฟนพี่ลูกโม่ พี่แตงกวาก็อ่านจวิตเตอร์ที่ผมกับเลิฟโพสต์คล้ายๆกันให้ผมฟัง 

พอวันต่อมา ผมก็เปิดดูโซเชียลของเลิฟทุกทาง ผมจึงได้รู้ว่าเลิฟเหมือนมาจากโลกคู่ขนานกับผม อยู่แต่ในห้องพัก ไม่เที่ยวกลางคืน ปิดโซเชียลเพื่ออ่านหนังสือ ชอบอ่านและดูเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรรมสยองขวัญซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เข้ากับหน้าตาชะมัด สิ่งที่เหมือนกันตอนนี้ที่ผมรู้คือ พวกเราชอบถ่ายภาพวิว สัตว์ และสิ่งของ จะแตกต่างตรงที่บางครั้งผมก็ขี้เกียจรอให้คนออกจากเฟรมเลยถ่ายติดคนมาด้วย แต่เลิฟจะถ่ายไม่ติดคนเลยสักคน 

ผมเป็นพวกให้เกียรติแฟนนะครับ ผมเลยไม่เคยติดต่อ ไม่เคยทักเลิฟ เพราะกลัวแฟนไม่สบายใจ ผมตัดขาดขนาดนั้น เลิฟยังไม่ว่าอะไรสักคำ ผมสำนึกผิดจริงๆครับ ตอนเดินแบบครั้งล่าสุด พอผมเคลียร์กับของขวัญได้แล้ว ผมเลยสบายใจขึ้น แล้วก็ตื่นเต้นที่จะได้เจอเลิฟแบบที่ผมไม่อคติครั้งแรก ตื่นเต้นจนเพื่อนที่ยื่นข้างๆชวนเล่นต่อยมวยให้หายตื่นเต้น ผมก็เลยเล่นด้วย เล่นไปสักพักพวกเราก็หยุด เกรงใจทุกคน เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเลิฟเวอร์ชันดึงหน้าใกล้ขนาดนี้ ผมกลัวเลิฟเวอร์ชันนี้จริงๆ อยากทักแต่ก็กล้าๆกลัวๆ ประหม่าจนทักคนโน้นคนนี้ไปทั่ว อยากขอโทษสำหรับที่ผ่านมา ทำไงดี 

 

ขณะที่ผมส่องเลิฟอยู่ก็มีคนโทรศัพท์หาผม ผู้จัดการผมเอง ผมรับสาย 

“สวัสดีครับพี่ลักกี้” คงมีงานเข้าล่ะสิ 

“น้องดิษย์ครับ วันมะรืนมีงานรับบริจาคให้โรงพยาบาล ม.C วันพุธหน้ามีงานวิ่งการกุศล ไปกับฟิวส์ทั้ง 2 งานนะ” 

“ครับพี่” เลิฟไปโคราชพรุ่งนี้ กลับศุกร์หลังงานวิ่ง 

“วันอังคารต่อไปมีงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ดิษย์ได้ไปคนเดียวนะ”  

“ครับพี่” เพราะยังฝึกงานที่ ม.

“อย่าเพิ่งบอกใครเรื่องงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์นะ รอคอนเฟิร์มอีกทีก่อน”  

“ครับพี่” แค่หยุดเพราะจะเปลี่ยนรอบฝึกใหม่เฉยๆ

“เดี๋ยวพี่ส่งรายละเอียดไปให้ทางจอยแชทเลยนะ” 

“ครับพี่” ไม่รู้จะได้เจอกันอีกไหม 

“ดิษย์โอเคมั้ย?” ถึงเจอก็ไม่รู้จะทำไงดี 

“ครับพี่” คิดไม่ตกเลยแฮะ

“อ่อ งั้นแค่นี้ก่อนนะ สวัสดีครับ” 

“สวัสดีครับพี่ลักกี้” แล้วผมก็วางสาย 

งานรับบริจาคก็แค่ไปโชว์ตัวเฉยๆ งานวิ่งก็วิ่งแบบไม่ต้องสนใจใครก็ได้ ส่วนงาน... ผมไม่ใช่แอมบาสเดอร์หรือพรีเซนเตอร์ แต่ก็ควรท่องข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ได้ 

 

--- 

 

ตัดฉากไปหลังงานบริจาค 

 

“ไงคะคุณนอ เหนื่อยมั้ย?” เจ๊ริชชี่มาพัดให้ผม 

“นิดหน่อยครับ แล้วโคลอี้ล่ะ?” ผมถามเจ๊ริชชี่ 

“โคลอี้ไปกับเลม่อนค่ะ โน่น กำลังถ่ายรูปกับฟิวส์อยู่เลย”  

“อ่อครับ” เลม่อน เพื่อนเลิฟนี่ 

โคลอี้กับเลม่อนมาพอดี โคลอี้เอากล้องให้เลม่อนอัดคลิป 

“อะแฮ่ม” เลม่อนกระแอม “เราขออนุญาตสัมภาษณ์ดิษย์ให้แฟนคลับดูนะคะ ดิษย์รู้สึกยังไงกับงานวันนี้คะ?” 

“รู้สึกเป็นเกียรติมากครับ ได้ร่วมทำบุญกับทุกคนด้วย ผมมีความสุขครับ” ผมมองกล้องด้วยครับ 

“เดี๋ยวเราก็จะต้องไปฝึกงานวอร์ดใหม่” เลม่อนบอกผม “อยากบอกหรือให้กำลังใจคนที่ฝึกงานมั้ยคะ?” 

“อืม... สำหรับทุกคนที่กำลังฝึกงานอยู่ตอนนี้นะครับ ก็ขอให้... ผ่านไปได้ด้วยดี และก็...ก็ ไม่รู้อะ เราก็ยังไม่เคยฝึกก็เลยไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง แต่ก็ขอให้ ให้มันดีละกันครับ” ผมยิ้มให้กล้องไปหนึ่งที 

เลม่อนยิ้มให้ผม ขอบคุณ แล้วเดินไปหาพี่ฟิวส์ แล้วก็มีกลุ่มแฟนคลับเข้ามาขอถ่ายรูป จนผมกำลังจะกลับแล้ว 

“คุณนอคะ ก่อนกลับขอถามคำถามหน่อยค่ะ” แฟนคลับผู้หญิงถามผม ขณะที่เดินถอยห่างผมไป 3 เมตร 

“ถามมาเลยครับ” ผมตอบแฟนคลับ 

“แมวกับกระรอกตีกัน เป็นอะไร?” ห๊ะ!? 

“แมว กับ กระรอก ตีกัน” ผมทวนคำถาม 

“ใช่” กลุ่มแฟนคลับต่างให้ความสนใจกับคำตอบผม 

“เป็นอะไร? งั้นเหรอ... เป็นศัตรูกัน” ผมตอบ 

“ผิด” เขาบอกผม 

“แล้วเป็นอะไรล่ะ?” ผมอยากรู้คำตอบ 

“เป็นไปไม่ได้ แมวกับกระรอกเขารักกัน” พอได้รู้ตำตอบ แฟนคลับต่างหวีดกันเบาๆ 

“...” นี่ผมรู้สึกอะไรอยู่วะ? “งั้นผมกลับก่อนนะครับ บายทุกคน” 

 

--- 

 

ผมกลับมาถึงหอเวลาทุ่มครึ่ง ผมมีนัดทำงานกลุ่มที่คอนโดของสมาร์ท ผมอาบน้ำ แต่งตัว เก็บของที่จำเป็น เสื้อผ้า และชุดนักศึกษา ใส่ไว้ในรถแล้วเดินทาง ผมถึงคอนโดของสมาร์ทสองทุ่มครึ่งพอดี 

“มาแล้วเหรอ อาบน้ำ แปรงฟันแล้วรึยัง?” สมาร์ทถามผม 

 “เรียบร้อยแล้ว แต่ค่อยแปรงฟันอีกก็ได้” ผมมองไปที่ขนมบนโต๊ะ 

“พวกเราพักพอดี ดราฟท์ไบรท์อาบน้ำอยู่ย่ะ” โคลอี้บอกผม 

“อาบด้วยกันเหรอ?” ผมถาม 

“อรุ่ม ขอหวีดแป๊บ” ผมไม่น่าจุดประเด็นให้โคลอี้เลยครับ 

“พอดีเลยมึง มาๆ กินขนมด้วยกัน” นินเรียกผมให้นั่งด้วยกัน 

“มีบราวนี่อยู่นะ รอแป๊บ เดี๋ยวเอามาให้” สมาร์ทพูดแล้วเดินไปตู้เย็น 

 

เมื่อผมอยู่กับนินแค่ 2 คน เลยได้คุยกัน 

“ดิษย์ ตกลงมึงกับของขวัญนี่ยังไงวะ?” นินถาม 

“เป็นเพื่อนกันจริงๆ อย่างสนิทใจ” ผมตอบ 

“แล้วกับฟองล่ะ?” นินดูจริงจังมาก 

“ก็เพื่อนกันนั่นแหละ ยังไงก็เรียนด้วยกันตั้งแต่ ม.ต้น” 

“แล้ว...กับเลิฟล่ะ?” นินถามหยั่งเชิง 

“กูทำผิดกับเลิฟไปเยอะ มึงก็เห็นนี่ ครั้งล่าสุด กูพยายามแล้วนะมึง แค่ขอโทษยังไม่กล้าเลย” ผมอธิบาย 

“อืม... มึงลองแชทบอทไหม?” นินบอกผม 

“กูจำได้ว่ามึงเคยเป็นบอทกูนี่” ผมบอกนิน 

“ใช่ คือกูเพิ่งรู้ว่าบอทเลิฟคือแมน แฟนกู กูเลยเอาแอคให้มึงดีกว่า แต่ไม่รู้ว่าแมนจะเอาให้เลิฟรึเปล่า” 

“งงว่ะ มึงจะให้กูแชทกับผัวมึงเหรอ?” ผมงงจริงๆนะครับ 

“กูให้มึงแชทในฐานะบอทดิษย์ มึงไม่รู้ว่าบอทเลิฟใช่เลิฟรึเปล่า บอทเลิฟก็ไม่รู้ว่าบอทดิษย์ใช่มึงรึเปล่า” 

“อ๋อ! ไหนแอคมึง?” ลองคุยก็ไม่เสียหายนี่นะ 

“อะ” นินยื่นโทรศัพท์ให้ผม “มันเป็นโทรศัพท์ตกรุ่นแต่ยังแชทได้อยู่ มึงแชทกับเครื่องนี้เลย” 

“โอเค ขอบใจนะ” ผมยิ้มให้นิน 

“เออๆ เวลาเจอเขาตัวจริงก็ยิ้มบ้าง เขายิ่งหาว่ามึงโหดอยู่” นินยิ้มกลับให้ผม 

 

แล้วพวกเราทั้งกลุ่มก็กินขนม บราวนี่ แล้วค่อยไปทำงานกลุ่มต่อครับ ได้แอคบอทมาแล้ว จะแชทเลยดีไหมนะ? ไม่เอาดีกว่า ทำงานก่อน พรุ่งนี้ค่อยแชทหลังซ้อมวิ่งก็ได้ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น