greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

จบ | ตอนที่ 34 : หย่า (NC20+)

ชื่อตอน : จบ | ตอนที่ 34 : หย่า (NC20+)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.2k

ความคิดเห็น : 88

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2562 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จบ | ตอนที่ 34 : หย่า (NC20+)
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 34 : หย่า  

 

เช้าแล้วแต่ยังอยู่บนที่นอน 

คงจะนิยามสถานการณ์ตอนนี้ได้ชัดเจนที่สุด 

แม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแต่ร่างกายใหญ่โตของหวังหย่งเหวินยังคงคร่อมทับอยู่บนกายขาวตัดกับผ้าปูสีดำ มือใหญ่กดเรียวขาภรรยาที่ถูกแยกแบะออกกว้างจมไปกับฟูกเตียง เอวสอบแน่นด้วยกล้ามเนื้อกระแทกส่งไม่หยุดยั้ง หนักหน่วงจนคนใต้ร่างสะเทือนหัวสั่นหัวคลอน  

ใบหน้าหวานสะบัดเร้า ครางเครือกับกิจกรรมที่ดำเนินตั้งแต่เมื่อคืนยันเช้ามืด สะโพกยังคงกระดกรับท่อนเนื้อสามีไม่หยุด กระนั้นเรี่ยวแรงที่แลกไปกับความถึงใจเมื่อคืนใกล้จะหมดลง 

"เฮีย อื้อ พอได้แล้ว" เว้าวอนเพราะความเสียวซ่านที่แทรกขึ้นมาเป็นระยะ หน้าท้องขมวดเกร็งจะปลดปล่อยอยู่รอมร่อ เขาเสร็จไปหลายรอบจนเพลีย อยากนอนหลับจะแย่ 

"เราก็พอก่อนสิ"  

ริมฝีปากบวมแดงเม้มเข้าหากัน เรื่องอะไรหลิวจะยอมล่ะ ลูกแมวน้อยที่เดี๋ยวนี้ชักดื้อดึงนึกค้านในใจ เขาน่ะจะไม่มีวันเป็นคนที่หมดแรงก่อนแน่ ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ยอมแพ้ เหนื่อยกายแต่พอเห็นสีหน้ามีความสุขของเฮียแล้วก็ทำให้ฮึดสู้  

มือที่โดนอากาศหนาวเย็นยื่นมาบีบหน้าอกคนใต้ร่าง คลึงเย้าแล้วเอ่ยต่อ "สี่รอบไงคนเก่ง เมื่อคืนขอเองไม่ใช่เหรอ เฮียเอารอบนี้เสร็จก็ครบแล้วครับ" 

ย้อนคำพูดที่ถูกใจอย่างมาก เมื่อเป็นคนเอ่ยขอหวังหย่งเหวินก็ไม่ต้องยั้งความปรารถนา เสี่ยวหลิวแทบอยากร้องไห้ เมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้างย่อมจำได้ แต่มันเหมือนอยู่ในความฝัน ทั้งตอนที่อยู่ในรถแล้วก็...ในลิฟต์ พอเริ่มสร่างก็อยากเอาหน้าหมุดตู้เสื้อผ้าหนี ทำไมเขาถึงทำตัวได้หื่นขนาดนั้นนะ ต้องได้ต้องโดนเดี๋ยวนั้น เฮียจะพามาห้องนอนดี ๆ ก็ไม่เอา ทำทั้งที่อันตราย ใจกล้ามากขึ้นจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นตนเอง นี่ต้องเป็นผลจากการอ่านตำรานั่นมากไปแน่ ๆ  

"ล-ลึกไปแล้ว" พอบอกออกไปแบบนั้นก็ไม่ช่วยอะไรสักนิด เหมือนยิ่งรู้ว่ามันทำให้รู้สึกดี เฮียเหวินก็ยิ่งไสแก่นกายเข้ามาถี่ หัวหยักที่เลียจนน้ำไหลออกมาไม่หยุดเมื่อคืนตอกกระทุ้งที่จุดกระสัน ย้ำเน้น ๆ จนศีรษะเล็กแหงนเงยร้องราวกับถูกทำร้ายด้วยของอาวุธรุนแรง พึงพอใจเรียกชื่อสามีไม่หยุด  

"อา เฮียจะแตกเพราะเราอีกแล้วให้ตายสิ ! แล้วยังจะบอกให้พอเหรอ รัดแน่นแบบนี้จะให้ต่ออีกรอบใช่ไหม" ตีสะโพกอย่างมันเขี้ยว มีเมียยั่วแบบนี้ยอมพอก็คงโง่เต็มทน ร่างสูงสบถยืดยาวก้มเลียตรงยอดอกที่ชูชันเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ ลากไล้มาตามแนวไหปลาร้าขึ้นมาตามลำคอ เสี่ยวหลิวสวยไปหมดสวยไปทั้งตัว เขาไม่เคยเป็นคนหิวโซ แต่ตอนนี้ดันกลายเป็นคนตะกละไปเสียได้ 

"ไม่ให้ปล่อยข้างในแล้ว มันเต็มแล้ว" เสี่ยวหลิวเบะปาก ข้างในกายมีแต่น้ำรักที่เฮียปล่อยไม่ยั้งตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่ได้เอาออกตั้งเท่าไหร่ มันแน่นเต็มจนท้องน้อยเขานูนขึ้นมานิด ๆ ส่วนที่ล้นก็เปรอะตรงแก้มก้นย้อยอาบต้นขาทำเอาเหนอะหนะไม่สบายตัว 

หวังหย่งเหวินกลัวภรรยาจะอารมณ์เสีย ไม่กล้าเอาแต่ใจมากไปกว่านี้ เขากัดฟันส่งเอวเน้น ๆ สามสี่ทีก่อนจะชักแก่นกายออกมาแล้วปลอดปล่อยไปบนหน้าท้องแบนราบ 

สามีถึงแล้วแต่ภรรยายังค้างเติ่ง ไม่ต่อแล้วเหรอครับ กำลังจะเอ่ยถามอย่างลืมตัวกระนั้นขาทั้งสองถูกจับขึ้นมาตั้งชันไว้ สะโพกที่มีหมอนรองอยู่ลอยเด่น อวดช่องทางสีหวานที่ขยายออกกว้างจากการถูกร่วมรักทั้งคืน 

เสี่ยวหลิวหน้าแดงก่ำพยายามหุบเรียวขาเข้าหากัน หวังหย่งเหวินไม่ให้เป็นเช่นนั้น ดันหัวเข่าออกแล้วเลื่อนศีรษะลงไปหาส่วนที่ยังขยับรัดอากาศไม่หยุด เข้าไปใกล้จนได้กลิ่นน้ำกามที่ล้นทะลักออกมา โชคดีที่ไม่มีเลือดออก สภาพเมื่อตรวจสอบแล้วน่าสงสาร มันทั้งเป็นสีสดและบวมจากการโดนของใหญ่อัดกระแทกติดต่อกัน หวังหย่งเหวินใช้นิ้วกลางและนางคว้านเอาของเหลวออกให้ ช่องทางฉ่ำมีปฏิกิริยาด้วยการพยายามตอดรัดอย่างกระหาย ทั้งที่กล้ามเนื้อถูกถ่างจนหุบได้อย่างยากลำบาก 

ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกกระสัน แต่เพราะตรงนั้นเพิ่งปลดปล่อยไปเลยยังใช้งานไม่ได้ หวังหย่งเหวินไม่เป็นกังวล เขามีวิธีที่จะช่วยภรรยาจากความทรมาน  

"เฮียทำอะไร" เสี่ยวหลิวขย้ำดึงผ้าปูที่นอน ดวงตาเรียวสวยเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงสัมผัสอุ่นชื้นที่แตะเข้ากับขอบทาง 

"ช่วยเราด้วยลิ้น" ตอบอย่างไม่กระดากอายแล้วเริ่มเลียตรงส่วนที่ยังบวม สัมผัสนุ่มหยุ่นทำให้จั๊กจี้แต่ก็เสียวในเวลาเดียวกัน หย่งเหวินใช้เวลาตรงนั้นไม่นานก็เกร็งลิ้นแทงเข้าไปในช่องทางสีหวาน มือข้างหนึ่งเอื้อมไปชักรูดแก่นกายให้คนตัวเล็ก หวังจะช่วยนำพาไปยังปลายทาง 

อวัยวะสีชมพูเข้มแยงเข้ามาไม่หยุดจนเอวสั่นระริก ไม่พอเฮียยังส่งอีกสามนิ้วเข้ามาช่วยเติมเต็ม กระทุ้งเข้าออกจนได้เสียงแฉะ ๆ ผสมกับเสียงลิ้นที่วนอยู่ในบั้นท้ายเขา  

"ม-ไม่เอาครับ ตรงนั้นมันน่าเกลียด แถมยังสกปรก" เสี่ยวหลิวยกมือปิดใบหน้า พยายามให้เฮียหยุดแต่ความน่าอายนี้ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มมากกว่าตอนที่สอดใส่ตามปกติ มันขัดแย้งกันจนตาพร่า  

หวังหย่งเหวินปฎิเสธ "ไม่เลย ตรงนี้ของเราสวยมาก ถูกรังแกเพราะเฮียแต่ก็ยังสวย" เห็นแล้วมันอดใจเลียไม่ไหว ว่าแล้วก็ฝังใบหน้าลงกับบั้นท้ายที่ยกลอยกลางอากาศเพราะความเสียว จมูกโด่งจมไปกับลิ้นที่จู่โจมลึก ทั้งสามนิ้วเองก็ถูกผนังร้อนรัดทุกสิ่งที่กำลังเคลื่อนอยู่ภายใน เสี่ยวหลิวครางเสียงสูงเกร็งขาที่แยกไว้แล้วหยักสะโพกใส่ไปด้านหน้ารัวเร็ว  

"ฮือ เสียว เสียวจะแย่แล้ว" ร่างเล็กอ้าปากค้างเมื่อรับรู้ได้ว่าบางอย่างกำลังกระดกสวนขึ้นลงเสียดสีกับผนังด้านในไปมา ความหฤหรรษ์แปลกใหม่ค่อย ๆ นำพาให้แผ่นหลังแอ่นยกไม่แตะผ้าปูที่นอน จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายยอมแพ้กระตุกปล่อยน้ำที่แทบไม่มีแล้วออกมา  

แม้จะเสร็จสมแต่ใบหน้าหล่อเหลาก็ยังไม่ผละออกราวกับติดใจ หวังหย่งเหวินใช้มือช่วยรีดน้ำจากแก่นกายจนหมดทุกหยาดหยด ตรงข้ามกับเสี่ยวหลิวทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง เหงื่ออาบผิวบ่งบอกว่าเจ้าตัวหักโหมแค่ไหน ลมหายใจเข้าออกถี่กระชั้นทว่าแผ่วเบา ไม่มีแม้แต่แรงจะกะพริบตา เหม่อมองล่องลอยเต็มอิ่มกับบทรักที่ในที่สุดก็ครบตามจำนวน  

 

 

เป็นหวังหย่งเหวินที่อุ้มภรรยาไปอาบน้ำ ปรนนิบัติตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการสวมเสื้อผ้าด้วยชุดเบาสบายเหมาะกับการอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน แน่ละ หลังจากทำกันไปจนยับขนาดนั้นพวกเขาก็ไม่มีแรงออกไปข้างนอกแล้ว โชคดีที่กว่าจะมีงานพบปะอีกทีก็ช่วงเย็น 

เสี่ยวหลิวเดินไม่ไหวจนหวังหย่งเหวินต้องอุ้มมาทานอาหารที่โต๊ะ พอพักร่างกายไปหลายชั่วโมงก็เริ่มรับรู้ถึงความเจ็บ ใบหน้าเล็กเหยเกนำหน้า ก่อนที่บั้นท้ายจะสัมผัสกับเบาะขนเป็ดของโรงแรม  

"ทานเยอะ ๆ นะ" ทานข้าวแล้วเฮียก็มียาจีนให้เราบำรุงอีก อย่างหลังไม่กล้าบอกเหมือนกับหลอกเด็กให้ทานของอร่อยก่อนที่จะทานยาขม เสี่ยวหลิวอมยิ้มกับปลานึ่งที่เฮียตักมาใส่จานให้ เขาทานมันกับข้าวสวยอุ่น ๆ อยากจะตักเข้าปากเยอะ ๆ ให้ดับความหิว แต่เขาก็ยังมีมารยาทมากพอ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะรสชาติอร่อยหรือเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาเป็นเวลานานกันแน่ 

พวกเขาทานข้าวกันอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศอบอุ่นหวานชื่นเหมือนกับคู่รักที่ควรจะเป็นเมื่อหลายปีก่อน เสี่ยวหลิวเคอะเขินเล็กน้อยยามที่สบเข้ากับดวงตาคม เขาเห็นความรักอัดแน่นอยู่ในนั้น ซื่อตรงชัดเจนจนใจที่เข้มแข็งอยากตอบกลับไป 

ภายหลังจากมื้ออาหารเป็นการบำรุงที่เสี่ยวหลิวไม่ชอบสักนิด ใบหน้าเด็กดีเริ่มงอง้ำ พยายามต่อรองไม่เอา ๆ จนหวังหย่งเหวินปวดหัว สุดท้ายจึงให้เหตุผลตามตรงว่าเป็นห่วงสุขภาพของภรรยา มีหรือใจคนที่รักมานานจะไม่เหลวเป็นน้ำ สุดท้ายเสี่ยวหลิวก็ยอมดื่มน้ำขม ๆ จนหมดแก้ว 

นั่งอยู่บนโซฟาโต๊ะรับแขก ระหว่างที่เฮียขอตัวเข้าไปเอาเอกสารในห้องเขาก็หาอะไรทำฆ่าเวลา เปิดดูนิตยสารและอ่านรายละเอียดหน้าซองจดหมายที่วางอยู่ใกล้ ๆ เป็นพวกบัตรเชิญงานเลี้ยงและบัตรกำนัลมูลค่าสูงที่ผู้ถือหุ้นส่งมาเอาใจ เพลินจนกระทั่งเหลือบไปเห็นซองสีแดงฉลุลายแบบหมึกจีนสีทอง 

การ์ดแต่งงาน 

มันคงจะเป็นของลูกค้าหรือเพื่อนเจ้าตัวที่ส่งมา แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ต้องเอื้อมมือไปหยิบดู ความทรงจำนึกไปถึงคำพูดที่แฟนเก่าของหวังหย่งเหวินกล่าวเอาไว้ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องพักฟื้นคราวนั้น 

 

'ฝนกำลังจะแต่งงาน' 

 

'งานแต่งงานฝนจะจัดขึ้นที่ปักกิ่ง ถ้าเป็นไปได้ก็อย่างให้เหวินมาร่วมงานนะ' 

 

ถูกความสงสัยปนความหวงแหนเร่งเร้าให้เสียมารยาท เขาเปิดซองออกแล้วไล่สายตาอ่านชื่อคู่บ่าวสาว 

อ่านชื่อภาษาอังกฤษที่พิมพ์ด้วยหมึกเนื้อดี แล้วก็พบว่าเป็นน้ำฝนจริง ๆ ด้วย เป็นการ์ดแต่งงานของหล่อน 

"เสี่ยวหลิว" 

หวังหย่งเหวินที่เข้าไปหยิบของมาเหลือบมองกระดาษที่เสี่ยวหลิวตกใจสะดุ้งปล่อยกะทันหัน เขาเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาจากพื้น เมื่ออ่านดูก็พบว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ภรรยามีสีหน้าไม่สู้ดีอยู่ขณะนี้ 

"ขอโทษที่เสียมารยาทครับ" เสี่ยวหลิวเบือนหน้าหนี ไม่ได้แสดงออกถึงความอ่อนแอ พยายามตั้งคอให้ตรงทั้งที่ใจมันหดรัดแน่น บาดแผลที่ตื้นกว่าแต่ก่อนไม่ได้ทำให้เจ็บปวดมากนัก แต่ก็ระคายไม่น้อย 

หวังหย่งเหวินเงียบ นั่งลงข้าง ๆ ประเมินอารมณ์ของภรรยา เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกักเก็บไว้หลังแววตาอันสั่นระริก  

"ไม่เป็นไรหรอก ของ ๆ เฮียก็เหมือนของ ๆ หลิว ต่อไปนี้เราอยากดูอะไรที่ส่งถึงเฮียก็ดูได้เลยตามสบาย ไม่ต้องขออนุญาต" กล่าวปลอบประโลมแล้วดึงกายนุ่มเข้ามากอด ริมฝีปากจรดจุมพิตกับกลุ่มผมสีอ่อน 

"มันก็แค่การ์ดแต่งงาน ไม่มีอะไรหรอก"  

"หลิวไม่ได้บอกว่ามันมีอะไร แค่เห็นแล้วมัน..." แค่เห็นชื่อของหล่อนก็ทำเอาหายใจไม่ออกแล้ว 

หวังหย่งเหวินยังคงนึกโทษตัวเองที่ทำคนตัวเล็กฝังใจ ยิ่งเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับน้ำฝน ความทรงจำเลวร้ายพวกนั้นคงกลับมา ความไม่มั่นใจในความรักของสามีคนนี้ก็จะยิ่งเพิ่มด้วย 

พวกเขานั่งกอดกันอยู่หลายนาที จนบางสิ่งที่คนอายุมากกว่าคิดมาสักพักแล้วและอยากทำให้เรื่องทุกอย่างกระจ่างชัดผลักดันให้เอ่ยออกไป 

"หลิวไปงานแต่งเธอกับเฮียนะ" 

เสี่ยวหลิวเงยหน้าขึ้น เขารู้ว่านี่อาจจะเป็นการกวนประสาทหวังหย่งเหวิน "เฮียอยากไปงานแต่งเธอเหรอ" 

ถ้าไม่อยากไปก็แสดงว่ายังรู้สึกดี ๆ อยู่ เสี่ยวหลิวคาดหวังไว้ลึก ๆ ว่าเฮียจะไม่ตอบอย่างที่กลัว 

"อือ เฮียอยากไปแสดงความยินดีกับเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง"  

หวังหย่งเหวินไม่ได้รู้สึกในเชิงนั้นกับน้ำฝนแล้ว เพราะหัวใจทั้งหมดเขามอบมันให้กับเสี่ยวหลิว ไม่มีที่ว่างให้ใครอีก 

"เสี่ยวหลิวไปกับเฮียนะ" 

"ให้หลิวไปในฐานะอะไร หลิวไม่ได้สนิทกับเธอ"  

จ้องมองเข้าไปในดวงตาคม หวังหย่งเหวินคลี่ยิ้มบาง  

"ไปในฐานะภรรยาของเฮีย" 

หวังเสี่ยวหลิว ภรรยาของหวังหย่งเหวิน 

คลายอ้อมกอดแล้วยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงกล่องเล็กออกมาตรงหน้า เขาเปิดมันออก ในนั้นบรรจุแหวนแต่งงานทองคำขาวที่ประดับเพชรเม็ดงามประจำตระกูล อัญมณีน้ำงามวาวระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ 

เสี่ยวหลิวจดจำมันได้ เขานึกว่ามันหายสาปสูญไปแล้ว ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอเขาถึงกับร้องไห้จนเกือบเป็นบ้า ไล่ค้นหาทุกซอกทุกมุมในห้องนอนของเฮีย กลัวเหลือเกินว่าจะทำของสำคัญที่เฮียมอบให้หายไป ยิ่งกว่านั้นคือหวังไป๋ลี่ที่จะล่วงรู้เข้า  

แต่ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว พร้อมกับคำสารภาพของสามี "เฮียเป็นคนขโมยมาจากเราเอง ขอโทษด้วยจริง ๆ ที่ทำอะไรลงไปโดยไม่คิด" สำนึกผิดที่สุดในชีวิต ยิ่งเห็นดวงตาเรียวหวานคลอไปด้วยน้ำใส ใจของร่างสูงยิ่งกระตุก  

ไม่ว่าจะตอนไหนก็ไม่ชอบให้เสี่ยวหลิวร้องไห้ หวังหย่งเหวินส่งคืนของที่ควรจะประดับอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายก่อนหน้านี้ บรรจงประคองมือเรียวขึ้นมาแล้วสวมใส่ไว้ในตำแหน่งนั้น ก้มลงจูบบนวัตถุส่องประกายแสงเบา ๆ  

"แหวนวงนี้เหมาะกับเรามากเลยนะ" 

เสี่ยวหลิวมองนิ่งไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองควรจะพูดอะไร ทั้งวาจาและการกระทำของเฮียมันยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาอยู่ในสถานะไหน เป็นภรรยาของหวังหย่งเหวิน ทั้งในนามและในชีวิตจริง 

ยิ่งเห็นภรรยานิ่งเงียบไม่พูดอะไรก็พอจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันหนักหนา หวังหย่งเหวินหน้าเสียเข้าใจว่าแต่ละวีรกรรมยากจะให้อภัยจริง ๆ  

ใบหน้าเศร้า ๆ ของเฮียทำให้เสี่ยวหลิวรีบตอบกลับเสียงเบา "เคยโกรธครับ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ขอบคุณเฮียนะครับที่เอามาคืน"  

รอยยิ้มปรากฏอย่างโล่งใจ เป็นอีกครั้งที่คนเลวได้รับการให้อภัย ภรรยาที่อภัยให้กับสามีได้ขนาดนี้คงจะมีแต่เสี่ยวหลิวเท่านั้น 

เสี่ยวหลิวดึงมือกลับและลูบแหวนวงสวยไปมา ยอมรับว่าใจมันฟูฟ่องอัดแน่นไปด้วยความสุข เฮียพยายามแก้ไขความผิดพลาดขนาดนี้ แล้วเขาจะมาคิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไร  

เขาเองก็โตขึ้นกว่าเมื่อก่อน เป็นผู้ใหญ่จากประสบการณ์ตลอดสามปีที่ต้องเผชิญ 

"ครับ หลิวจะไปกับเฮีย" 

ไปยืนยันในสิ่งนี้เพื่อให้มั่นใจเสียที 

 

 

กระทั่งถึงวันงานแต่งงานของน้ำฝนที่โรงแรมระดับหกดาว เสี่ยวหลิวก็ยังหวาดหวั่นในใจลึก ๆ    

สองสามีภรรยาแต่งกายด้วยชุดสูทสีดำสนิท เสี่ยวหลิวเดินจับแขนหวังหย่งเหวินเข้าไปในลิฟต์ตัวใหญ่  ซึ่งทุกวินาที่ไต่ระดับความสูงขึ้นไปยังห้องจัดงานของโรงแรม เสี่ยวหลิวก็ยิ่งรู้สึกมวลท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ  พยายามปั้นหน้าว่าสบายดีทั้งที่ในใจกำลังรู้สึกหนักหน่วง หวาดกลัวไปหมดว่าหากเจอหน้าอีกฝ่ายแล้วจะทำตัวยังไง มันคงกระอักกระอวนมากเลยล่ะ ก็ในเมื่อพวกเขาเคยรักผู้ชายคนเดียวกัน แถมเสี่ยวหลิวเองยังเคยไประรานหล่อนถึงที่ด้วย เขาน่ะทำผิดต่อน้ำฝนไว้มากเลย 

หวังหย่งเหวินสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดี คอยถามไถ่ตลอดเวลา หลิวไหวไหม หลิวอยากกลับรึเปล่า เด็กหนุ่มได้แต่ปฏิเสธ ก็เพราะว่าตัดสินใจแล้วถึงได้อยากมาให้ทุกอย่างมันจบลงเสียที   

ลงทะเบียน เขียนคำอวยพรและใส่ซองเงินลงไปในกล่องที่เตรียมไว้บนโต๊ะด้านหน้าเรียร้อย เสี่ยวหลิวรับของชำร่วยซึ่งเป็นชุดจานชามกระเบื้องลายครามมาถือไว้ หวังหย่งเหวินเปิดดูรูปพรีเวดดิ้งที่แสนจะอบอุ่นเต็มไปด้วยความรัก ใบหน้าคมยิ้มน้อย ๆ  เจ้าบ่าวหน้าตาดีแถมมีฐานะสูง ดูรักฝนมาก ชายคนนี้คงจะทำให้เพื่อนของเขามีความสุขได้อย่างที่เจ้าตัวหวัง  

ทางแบคดรอปดอกไม้สีขาวเป็นที่ที่บ่าวสาวยืนอยู่ ตอนที่เดินไปถึงหวังหย่งเหวินก็เอ่ยทักหญิงสาวที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้ 

“น้ำฝน” 

สัมผัสที่ต้นแขนบีบแน่นจนชายหนุ่มรู้สึกได้ เขาหันไปส่งยิ้มให้เสี่ยวหลิววางใจ 

“เหวิน...” 

น้ำฝนในชุดเจ้าสาวสีขาวเอ่ยเรียกเมื่อเห็นร่างคุ้นตา ยิ้มกว้างอย่างคาดไม่ถึง นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในงานแต่ง แล้วนั่น...เสี่ยวหลิว ภรรยาของชายหนุ่มที่เธอไม่คาดคิดว่าจะยอมมาด้วย น้ำฝนรีบแนะนำแขกให้กับแฟนหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวทันที 

“หย่งเหวิน เสี่ยวหลิว ขอบคุณทั้งสองคนนะที่มางานแต่งงานฝน” เธอกล่าวอย่างซึ้งใจ ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูดีราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย 

เสี่ยวหลิวยิ้มเป็นมารยาท ส่วนหวังหย่งเหวินเป็นคนเริ่มมอบคำอวยพรให้ก่อน “แน่นอนสิ เพราะเธอเป็นเพื่อนของฉัน ยินดีด้วยนะฝน ฉันขอให้พวกเธอมีความสุขมาก ๆ รักกันไปนาน ๆ ล่ะ” เป็นคำอวยพรซึ่งเป็นผลมาจากความรู้สึกที่ทับถมและตกตะกอนในใจดีแล้ว น้ำฝนตื้นตันจนน้ำตาคลอ 

เสี่ยวหลิวลอบสังเกตสีหน้าของสามี หวังหย่งเหวินไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้หวาดหวั่น เป็นเขาเสียอีกที่หวาดกลัวไปก่อนคนเดียว บอกแล้วว่ากับน้ำฝนก็แค่ในฐานะเพื่อนคนนึง ไม่มีอะไรเหมือนอย่างที่เฮียบอก เฮียไม่ได้รักเธอแล้ว...พอได้เห็นด้วยตาประจักษ์ด้วยใจ ความเชื่อที่มีต่อสามีจึงเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน 

หวังหย่งเหวินกล่าวไปแล้วก็ถึงตาของเสี่ยวหลิว เด็กหนุ่มรวบรวมความกล้ายิ้มให้หญิงสาว “ผมขอให้พวกคุณมีความสุขกับชีวิตคู่” เว้นวรรคไปชั่วอึดใจ จากนั้นก็กล่าวประโยคที่ซักซ้อมหน้ากระจกมาเป็นอย่างดี “...แล้วก็ขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทุกเรื่อง ขอโทษนะครับ” 

สองประโยคหลังเขาพูดเป็นภาษาไทยและเบาจนให้มีเพียงพวกเขาและหวังหย่งเหวินอีกคนที่ได้ยินเท่านั้น  

“เสี่ยวหลิว” น้ำฝนแทบจะหลุดร้องไห้ออกมา ฝ่ายเจ้าบ่าวคิดว่าหล่อนซึ้งใจกับคำอวยพรของเพื่อนคนไทย รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับให้ด้วยความเอ็นดู  

หล่อนรู้สึกเหมือนได้ยกบางสิ่งที่กดทับเอาไว้ออกจนหมดสิ้น ความผิดที่เธอก่อมันกำลังได้รับการให้อภัยแล้วใช่หรือไม่ เธอไม่ได้คิดแค้นอะไรเลย เรื่องราวทั้งหมดที่เด็กหนุ่มทำเธอรู้ว่าเพราะเสี่ยวหลิวรักหวังหย่งเหวินมาก มากกว่าเธอเสียอีก   

“เธอยังน่ารักเสมอไม่เปลี่ยนเลยนะเสี่ยวหลิว ฉันเองก็ต้องขอโทษเธอ แล้วก็ขอบคุณมากจริง ๆ ที่มาวันนี้”  

หวังหย่งเหวินที่ยืนมองเงียบ ๆ รู้สึกดีที่ทั้งสองได้กล่าวความในใจต่อกันในระยะเวลาสั้น น้ำฝนจะได้หลุดจากความรู้สึกผิดที่เขาร่วมกระทำเสียที และหลังจากนี้เสี่ยวหลิวเองก็จะได้มั่นใจในความรักที่เขามีให้กว่าเดิม  

บ่าวสาวและแขกจากเฉาหยางถ่ายรูปร่วมกัน ก่อนจะมีคนเดินนำไปนั่งที่โต๊ะด้านในห้องขนาดใหญ่ เมื่อปรากฏตัวแล้วเรียกสายตาจากแขกที่มาแล้วมากมาย ผู้บริหารโรงแรมต้าจี๋ฉายที่คนต่างก็หมายปองจะทำความรู้จักเพื่อกรุยทางธุรกิจดึงดูดให้เข้ามาทักทายอย่างช่วยไม่ได้ 

เสี่ยวหลิวยิ้มให้กับคนที่เข้ามาหาหวังหย่งเหวิน บางคนดูสนิทส่วนบางคนก็เพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรก แต่ที่เหมือนกันคือพวกเขาต่างมีสีหน้าสงสัยในสถานะเขากับเฮีย ต่างเอ่ยถามว่ามากับใคร ใบหน้าอ่อนเยาว์ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นญาติผู้น้องที่มาด้วย 

“นี่ภรรยาผมครับ หวังเสี่ยวหลิว” 

เนื่องจากไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มออกงานสังคมคู่กับหวังหย่งเหวินมาก่อน พวกเขาย่อมตกใจเป็นธรรมดา อย่างที่ลือ ๆ กันว่าแต่งงานกับผู้ชายที่เมืองไทยก็เป็นความจริงสินะ ต้องเรียกว่าคุณนายหวังหรือคุณชายหวังล่ะนี่ 

เสี่ยวหลิวรักษากิริยามารยาทอย่างดี ด้วยฐานะที่บ้านไม่ได้ทำให้เขาต้องรู้สึกด้อยกว่าสามีก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหลบซ่อนเอียงอาย แผ่นหลังและลำคอตั้งตรงเงียบอย่างใจเย็น ไร้การเอ่ยแทรกพาลอับอายขายขี้หน้า 

หวังหย่งเหวินลอบมองท่าทางของภรรยาตลอด รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้น นึกชมความเพรียบพร้อมที่ตนได้ครอบครอง ภรรยาที่ดูดีทั้งกิริยามารยาทและรูปลักษณ์จะหาแบบนี้ได้ที่ไหนอีก  เกรงต่อให้ค้นหาทุกพื้นผิวของแผ่นดินบนโลกใบนี้ ก็จะพบว่ามีเสี่ยวหลิวเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น 

สายตาของหญิงสาวมากมายต่างมองมาที่คู่สามีภรรยาคู่นี้ด้วยความชื่นชมปนอิจฉา หวังเสี่ยวหลิวเป็นคนที่ดูสมบูรณ์แบบ ไม่ผิดเลยที่จะอยู่ข้างกายท่านผู้บริหารอายุน้อย พวกหล่อนเจ็บใจแต่ไม่สามารถแย้งอะไรได้ 

โดนมองจากคนแปลกหน้าไม่ใคร่จะทำให้สบายใจนัก เสี่ยวหลิวไม่ได้หันไปหาพวกเธอ กลับขยับตัวเอนเข้าไปใกล้เฮียเหวินจนไหล่ชนกัน ประกาศชัดเจนว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร 

ความหึงหวงปรากฏขึ้นในใจร่างเล็กอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าหล่อหวานไม่สบอารมณ์นิด ๆ  

“เป็นอะไรรึเปล่า” หวังหย่งเหวินรีบเอ่ยถาม กลัวว่าแอร์ของโรงแรมจะหนาวเกินไป  

“ไม่ได้เป็นอะไรครับ” ปากบอกไปแบบนั้นแต่ใจกำลังคิดว่าเลิกเสน่ห์แรงสักทีจะได้ไหม ทำหลิวตกหลุมรักคนเดียวไม่พอเหรอ ถึงได้เป็นที่ถูกใจสาวน้อยสาวใหญ่ขนาดนี้ แม้แต่ในงานแต่งเพื่อนยังไม่เว้น 

บ่นคนเดียวในใจ แกล้งมองไปข้างหน้าไม่ให้สามีรู้ว่ากำลังอยู่ในอาการไหน หวังหย่งเหวินจับอารมณ์ภรรยาได้ทุกขณะ ใส่ใจมากพอที่จะคว้ามือเล็กใต้โต๊ะมาคลึงเบา ๆ  สัมผัสที่ส่งมาเป็นเหมือนไฟฟ้าสถิต เสี่ยวหลิวหันมามองแล้วก็ต้องพบกับรอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา ราวกับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ นิ้วโป้งที่ไล้วนไปมากบนข้อนิ้วสวยช่วยปัดเป่าความคุกรุ่นในใจจนหมดสิ้น  

สัมผัสอุ่นที่ถ่ายทอดมาทำให้เขาตระหนักได้ว่าไม่มีอะไรให้ต้องกังวลสักนิด เฮียเหวินอยู่ตรงนี้ และตอนนี้ก็เป็นของหลิวคนเดียวเท่านั้น 

 

 

“คิดอะไรอยู่น่ะ” 

เอ่ยถามภรรยาที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ เจ้าตัวกำลังหมุนแหวนแต่งงานเล่น ท่าทางเหม่อลอยจนกระทั้งเขาที่อยู่ในผ้าขนหนูผืนเดียวเข้าไปประชิดตัวได้อย่างแนบเนียน    

ใบหน้าหวานเงยขึ้นมา ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มสดใสทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ 

“มีความสุขอะไร หึ” ลูบกลุ่มผมสีอ่อนนั่นเบา ๆ  อดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้ จากที่เสี่ยวหลิวดูเคร่งเครียดหลายวัน พอกลับมาจากงานแต่งน้ำฝนแล้วก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เหมือนว่าเขาจะตัดสินใจถูกที่เอ่ยชวน 

เสี่ยวหลิวโคลงศีรษะ ชั่งใจว่าจะพูดดีไหม จนเมื่อรู้ว่าเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา 

“หลิวมีความสุขที่สุดท้ายเฮียก็เลือกหลิว” จากสิ่งที่เฮียแสดงให้เห็นในคืนนี้ทั้งหมดบ่งบอกแล้วว่าเลือกความรักที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเกือบสิบปี “ขอบคุณนะครับ” 

สิ้นประโยคพลันถูกผู้เป็นสามีดึงมากอดแน่น ก่อนจะเชยคางเรียวให้เงยรับจุมพิตหวานซึ้ง คนตัวเล็กกว่าแทบอ่อนระทวยในอ้อมแขน 

“เฮียต่างหากที่ต้องขอบคุณเราที่ให้โอกาสเฮีย” ถ้าเสี่ยวหลิวเลือกที่จะปิดใจจากเขา หวังหย่งเหวินไม่อยากจินตนาการถึงสถานการณ์นั้น มันคงจะเลวร้ายและเป็นผลกรรมที่แสนสาหัส 

“แล้ววันนี้เรารู้แล้วใช่ไหมว่าเฮียไม่ได้คิดอะไรกับน้ำฝนแล้ว เฮียรักเรานะเสี่ยวหลิว จะมีแต่เราตลอดไป เพราะฉะนั้นหลิวเองก็อย่ามีใครนะ มีแค่เฮียคนเดียวได้ไหม นะ นะครับ”  

คำสารภาพและคำสัญญาช่างจับใจ ช่วงท้ายเป็นคำขอร้องที่ออดอ้อนด้วยการเอาจมูกมาคลอเคลียกันและกัน ริมฝีปากหยักแนบประทับอีกครา ลิ้นร้อนกวาดต้อนชิมความหวานในโพรงปากจนกายสั่นพร่าไปหมด เสี่ยวหลิวเป็นฝ่ายผละใบหน้าออก พยายามกอบโกยใจที่มันอ่อนยวบไปหมดขึ้นมาไว้กับตัว 

“อีกแปดเดือนครับ หลิวจะรอดู ถึงตอนนั้นเราค่อยมาว่ากันอีกที” ไม่มีคำบอกรักกลับ เห็นเขายอมอีกฝ่ายแต่ว่าก็เอาจริงนะ กะว่าจะดูพฤติกรรมเฮียช่วงหลายเดือนที่เหลือนี้ หากว่าเริ่มมีท่าทางที่ไม่น่าไว้ใจต่อความเชื่อ หลิวคนนี้ก็พร้อมจะตัดความสัมพันธ์ทันที แล้วจะเดินจากไปตลอดกาล 

ร่างสูงใหญ่เข้าใจ พยักหน้าน้อย ๆ  พยายามเก็บสีหน้าเศร้าไว้ให้ลึกที่สุด ไม่ได้อยากทำให้ภรรยาลำบากใจเช่นกัน เสี่ยวหลิวหยุดความสั่นไหวในอกไว้แล้วลุกขึ้นเพื่อไปหาเสื้อผ้าใส่ ทว่าหวังหย่งเหวินที่เร็วกว่ารั้งเอาไว้ด้วยการยันแขนสองข้างไว้กับฟูกที่นอน 

“มีอะไรเหรอครับ หลิวอยากนอนแล้ว” เขาทั้งเพลียทั้งเหนื่อยจากการไปงานแต่ง อันที่จริงตั้งแต่โหมทำการบ้านส่งให้อาจารย์ในเว็บมหาวิทยาลัยตอนช่วงเช้าแล้วล่ะ  

หวังหย่งเหวินยิ้มกริ่ม ดวงตาแพรวพราวแตกต่างจากเมื่อครู่ 

 

“วันนี้...ไม่ทำเหรอ”  

  

เป็นคนฟังเสียเองที่หน้าแดงด้วยเพราะเข้าใจคำถามที่ต้องการคำตอบนั่น นี่เฮียกำลังขอเขาทำการบ้านใช่หรือไม่ ตั้งแต่กลับมาจากคอนโดพวกเขาก็มีอะไรกันเกือบทุกคืน แน่นอนว่าไม่ใช่ ‘ทุกคืน’ อย่างที่เคยขอหรอก ถึงเฮียจะยืนกรานว่าจะทำทุกคืนก็เถอะ มีแต่เขานี่แหละที่กลับคำ ก็ใครจะไปไหวล่ะ เฮียขยันเบิ้ลขยันเพิ่มรอบทุกครั้งขนาดนั้น ร่างกายเขาได้พังกันพอดี 

“เพิ่งจะทำไปเมื่อสองวันก่อนนะครับ วันนี้หลิวเหนื่อย- อื้อ อย่าสิครับเฮีย” สะดุ้งกับมือใหญ่ที่เลื่อนมาสัมผัสเรียวขาใต้เสื้อคลุมอาบน้ำ มันซุกซนสร้างความปั่นปวนไปทั้งท้องน้อย  

“ผิวเรานุ่มจัง” ยื่นใบหน้ามาชิดใบหู กระซิบเสียงพร่าแล้วขบเม้มที่ติ่งเนื้อน่ารัก เสี่ยวหลิวหลิวสะดุ้ง “ใช้ครีมบำรุงยี่ห้ออะไรน่ะ” ถามไปพลางลูบไล้ให้แมวน้อยบิดกายอย่างน่ารัก 

“ของเฮียหานครับ เขาส่งมาให้ทดลอง” นอกจากมีไลน์เครื่องสำอางค์แล้ว สกินแคร์และบอดี้แคร์ของบริษัทซุนไป่หานยังมีชื่อเสียงมาก และฝ่ายนั้นก็อยากให้ภรรยาของเพื่อนที่แสนน่ารักได้ทดลองใช้ก่อนเปิดตัว...อีกเช่นเคย 

ผิวขาวสว่างนับวันยิ่งเนียนละเอียดลออ คล้ายว่าจะไม่ใช่มนุษย์หากแต่เป็นเทพเซียนเสียนี่ หวังหย่งเหวินลูบขึ้นไปจนถึงต้นขา กรีดนิ้วที่ขาหนีบอุ่น ๆ นั่นจนคนตัวเล็กหลุดครางออกมา 

“อา- ไม่เอานะ” ปฏิเสธแล้วพยายามหุบมันเข้าหากัน แต่นั่นยิ่งรัดมือของหวังหย่งเหวินเอาไว้จนดึงออกมาไม่ได้ เจ้าของรอยยิ้มร้ายกาจหอมแก้มนิ่มเบา ๆ  ซุกไซ้มาถึงลำคอ ฝากรอยรักไว้หลายจุด 

เฮ้อ อยากทำมากกว่านี้จริง ๆ 

ก็ไม่ได้ชอบเอาเปรียบอย่างที่คนอื่นอาจจะเข้าใจผิด หวังหย่งเหวินผละใบหน้าออก เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างเล็กคล้องคอกดลงมาให้ริมฝีปากประกบกันอีกครั้ง เขาหลับตารับความร้อนแรงที่ภรรยามอบให้ 

เสี่ยวหลิวจูบเก่งมาก เก่งกว่าครั้งแรกที่เป็นเพียงจูบเศร้า ๆ ในวันที่เลวร้าย เพราะตำราของตระกูลที่เคี่ยวกรำหรือเพราะจริง ๆ แล้วเป็นความปรารถนาที่กักเก็บไว้ภายใต้ลุคคุณหนูมานานกันแน่ นี่เป็นสิ่งที่หวังหย่งเหวินสงสัยมาโดยตลอด 

ลิ้นเล็กไล่ไปตามแนวฟัน ก่อนจะหยอกเอินกับผนังด้านบนเบา ๆ   จากนั้นเกี่ยวรัดให้เข้าไปทักทายในโพรงปากหวานฉ่ำ หวังหย่งเหวินตามไปอย่างไม่อิดออด รัดรึงจนเรียกเสียงครางจากคนทั้งคู่ 

“มัดจำไว้ก่อนนะครับ” เสี่ยวหลิวกล่าวติดตลกแค่นั้นแล้วผลักอกร่างสูงที่นิ่งค้างคล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงฝันออก เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเปลี่ยนจากเสื้อคลุมอาบน้ำเป็นชุดนอน ซึ่งพอเดินกลับมาก็ยังเห็นอีกฝ่ายค้างอยู่ท่าเดิม 

“เฮียครับ ? ” เหมือนว่าเฮียจะสติลอยไปไกล ใบหน้าหล่อเหลาดูทรมานและคาดหวังในเวลาเดียวกัน 

“หลิวจะนอนแล้วนะครับ เฮียแต่งตัวแล้วปิดไฟได้เลย” 

หวังหย่งเหวินถอนหายใจ เสยผมที่ปลกใบหน้า “เดี๋ยวเฮียขอไปอาบน้ำก่อน” 

เลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก ก็เพิ่งจะอาบน้ำออกมาไม่ใช่เหรอ 

หวังหย่งเหวินขยี้ผมตัวเองอย่างไม่รู้จะอธิบายยังไง คงมีแต่อะไรที่มันตั้งชันใต้ผ้าขนหนูผืนหนาละมั้งที่ชัดเจนมากพอให้เสี่ยวหลิวอุทาน 

  

“ไปอาบอีกรอบน่ะสิ ถ้าให้นอนทั้งอย่างนี้ เฮียนอนไม่หลับแน่” 

 

เกรงว่าเดี๋ยวจะทนไม่ไหวแล้วเผลอปล้ำเมียตัวเองเข้าให้ 

 

 

ประเทศไทยในช่วงต้นพฤษภาคมนั้นเรียกได้ว่ายังร้อนนัก เนื่องจากกว่าจะหมดฤดูร้อนก็เป็นตอนกลางเดือน แต่เอาเข้าจริงแล้วประเทศนี้ก็ร้อนทั้งปีอยู่ดี ซึ่งหากเทียบกับประเทศจีน เขตเฉาหยางที่เขาได้ไปใช้ชีวิตหนึ่งปีด้วยแล้ว ที่นั่นมีฤดูที่หลากหลายอย่างแท้จริง หากหนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนจัดอย่างน่าเหลือเชื่อ 

แปดเดือนผ่านไปรวดเร็วราวกับเป็นเพียงเรื่องเล่าในยามดื่มน้ำชา  และวันนี้เป็นวันที่หวังเสี่ยวหลิวทิ้งอากาศเย็นสบายที่แสนคุ้นชินแล้วเดินทางกลับมายังแผ่นดินบ้านเกิด น่าเสียดายที่หวังหย่งเหวินสามีของเขายังมีธุระสำคัญต้องจัดการจึงทำให้ฝ่ายนั้นต้องตามมาอีกสี่วันให้หลัง เสี่ยวหลิวรู้ว่าเฮียจะคิดมากที่ปล่อยให้เขาเดินทางกลับมาก่อนคนเดียว  จึงบอกว่าจะไปเยี่ยมป๊าและม๊าของตัวเองก่อน เมื่อเฮียกำลังจะมาถึงที่คฤหาสน์ตระกูลหวัง เขาก็จะรีบเดินทางไปที่นั่นก่อนหนึ่งวัน ถัดจากนั้นสองสามวันทั้งคู่ถึงก็จะเดินทางมาเยี่ยมพ่อแม่ของฝ่ายภรรยาอีกที 

เด็กหนุ่มอยากจะเจอทุกคนเร็ว ๆ  เพราะเขาน่ะคิดถึงทั้งครอบครัวของตนเอง ทั้งครอบครัวของเฮียเลยล่ะ 

“ม๊าครับ ! ”  

เสี่ยวหลิวแทบจะกระโดดลงจากรถทันทีที่ยานหนะคันหรูจอดนิ่งอยู่ใต้หลังคาหน้าตัวคฤหาสน์ตระกูลฟู่ วิ่งเข้าไปหาผู้ให้กำเนิดโดยไม่กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ 

“อาหลิวลูก” ฟู่เสี่ยวหมิงที่ยังคงสวยงดงามไม่สมวัยตื่นแต่เช้าชะเง้อคอมองรถที่ให้คนงานในบ้านไปรับเจ้าตัว พอเห็นลูกชายที่ห่างหายไปอยู่ตั้งไกลกลับมาแล้วก็ดีใจจนความสุขล้นอกคนเป็นแม่  

ใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนแสนคะนึงคิดถึง อ้าแขนรอให้เสี่ยวหลิวเข้ามารับความรักจากเธอ  

“หลิวคิดถึงม๊าจัง” กล่าวแล้วรัดร่างบอบบางแน่นจนคนมีอายุต้องอุทานเบา ๆ   

“ม๊าก็คิดถึงอาหลิวของม๊า ไหนดูสิไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง ตัวโตขึ้นเยอะเลยนะ” เพราะแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมาก่อนคนเดียวเลยไม่ได้ถามไถ่หาผู้เป็นสามีลูกชาย เสี่ยวหมิงที่มีต้นแบบดวงตาเรียวสวยสำรวจคนที่เธอรู้จักดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ลูกชายเธอดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก ใบหน้าก็มีความสุขอิ่มเอิบ แตกต่างจากครั้งล่าสุดที่เจออย่างลิบลับ 

เช่นนั้นแล้วคงมีนข่าวดีใช่หรือไม่ 

ตระกองกอดหอมอย่างรักใคร่ ต่างก็พรรณนาความรู้สึกที่ไม่อาจเติมเต็มได้จนถึงเมื่อไม่มีกี่นาทีก่อนหน้านี้ เสี่ยวหลิวพาม๊าเข้าไปนั่งในบ้าน เอ่ยถามหาคนอื่น ๆ ก็ได้รู้ว่าป๊ายังไม่กลับมาจากบริษัท ส่วนพี่น้องจะมาเยี่ยมเยียนวันพรุ่งนี้ จึงเหลือเขากับมารดาสองคน  

“หลิวซื้อของฝากมาให้ม๊าเยอะเลยนะ ดูนี่สิ โสมบำรุงสองพันปี ! แล้วก็นี่กำไลหยกของแท้เลยนะครับ ม๊าใส่แล้วต้องสวยมากแน่ ๆ ...” หยิบของจากถุงมาวางบนโต๊ะรับแขกจนเต็มไปหมด พรีเซนต์ด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนกับเด็กตัวน้อยที่ตื่นเต้นไม่รู้จักโต ฟู่เสี่ยวหมิงมองภาพของบุตรชายที่ร่าเริง รู้สึกว่าขอบตามันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ 

นานเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่ได้เห็นอาหลิวของเธอมีความสุขแบบนี้จริง ๆ 

“เสี่ยวหลิว” เธอเอ่ยขัดมือที่กำลังจะหยิบของชิ้นต่อไปขึ้นมา จมูกแดง ๆ ทำให้คนเห็นตกใจ รีบลูบไหล่ใต้ชุดผ้าไหมราคาแพง 

“ม๊าเป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม ไหนบอกหลิวสิครับ” ถามอย่างร้อนรน ยิ่งเห็นหยาดน้ำตาของหญิงสาวไหลหยดอย่างน่าสงสาร เขาก็พลันจะร้องไห้ตามขึ้นมาบ้าง “ม๊าไม่เอาสิ ไม่ร้อง” 

ฟู่เสี่ยวหมิงหัวเราะทั้งที่ดวงตายังมีน้ำเอ่อคลอ เธอแสร้งทำหน้าดุ “ลื้อน่ะสิที่ต้องไม่ร้อง อะไรกันคนเรา จู่ ๆ ก็มาร้องตามคนอื่นเขาได้” เธอลูบศีรษะเสี่ยวหลิวอย่างเอ็นดู 

“แล้วม๊าเป็นอะไรล่ะครับ หลิวตกใจนะ” เสี่ยวหลิวสูดน้ำมูก หยิบทิชชู่ส่งให้ม๊าและตัวเองใช้  

เมื่อรวบรวมคำพูดได้แล้วจึงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ม๊าแค่เห็นลื้อมีความสุขแบบที่เคยเป็น มันก็พลอยดีใจจนร้องไห้ออกมา อา พอแก่แล้วมันก็กลั้นไม่อยู่น่ะนะ” หัวเราะน้อย ๆ ให้บรรยากาศไม่เสียไปมากกว่านี้ 

ในอกพลันอุ่นวาบกับคำพูดมารดา มันจริงอย่างที่ฟู่เสี่ยวหมิงว่า เสี่ยวหลิวไม่ได้แสดงออกอย่างที่รู้สึกมานานแค่ไหนแล้ว ก็คงตั้งแต่เจอเหตุการณ์ความรักที่เลวร้าย ตอนนั้นมันได้ทำลายความสดใสของเด็กหนุ่มไปจดหมด อยากจะหัวเราะกับครอบครัวในวันที่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะใจมันคิดถึงแต่เรื่องเฮียและผู้หญิงคนนั้น 

คว้ามือเรียวเล็กของมารดามาวางไว้บนตัก ครุ่นคิดเรื่องราวที่กว่าจะมาถึงวันนี้ที่กลับมาหาอ้อมอกครอบครัว มันมากมายจนไม่รู้จะเริ่มเล่าตรงไหนดี แต่เขาก็รู้ว่าคงจะเล่าให้ฟังทั้งหมดไม่ได้ บางอย่างมันอาจจะรุนแรงไปจนคนสูงอายุรับไม่ไหว 

“ม๊าครับ” 

“กับเฮียเหวินลื้อปรับความเข้าใจกันแล้วใช่ไหม ตอนลื้อไปปักกิ่งม๊ายังไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมต้องไปตามตื้อคนที่ไม่รักเราด้วย แต่เพราะลื้อรักเฮียเขามากม๊าก็หวังว่าอาเหวินลูกตระกูลหวังจะรับรู้ได้เสียที วันนี้เห็นลื้อดูมีความสุขแบบนี้ม๊าน่ะดีใจมาก ๆ เลยนะ รักกับเฮียเขาแล้วล่ะสิ ลูกม๊าทั้งคนทำไมจะมีความสุขเหมือนคนอื่นไม่ได้ล่ะจริงไหม ถ้าอาป๊า อาเจ้ กับอาเฮียรู้ต้องดีใจมากแน่ ๆ ”  

กล่าวยืดยาวแล้ววางมือลงบนมือบุตรชายอีกที เธอรักเสี่ยวหลิวมากจริง ๆ  แม้แต่อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ยังคอยเอาใจช่วยให้ทำได้สำเร็จ  

เสี่ยวหลิวเงียบไปครู่นึง จากที่ช่างพูดช่างเจรจาไม่หยุดตั้งแต่กลับมา เวลานี้ทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มไปให้ 

“ครับ หลิวกับเฮียเราปรับความเข้าใจกันแล้ว เรารักกัน”  

ฟู่เสี่ยวหมิงยิ้มกว้าง แต่แล้วก็กล่าวอะไรไม่ออกเมื่อเสี่ยวหลิวเอ่ยประโยคถัดไปออกมา 

  

“แต่ว่าหลิวอยากจะหย่ากับเฮียครับ” 

 

ภรรยาคุณฟู่รู้สึกมึนงง หล่อนไม่เข้าใจหมายความว่าอย่างไร “รักแต่จะหย่า ? ” ลื้อหมายความว่ายังไงอาหลิว 

“ม๊าไม่ต้องตกใจนะครับ มันไม่ได้มีอะไรหรอก หลิวแค่อยากเริ่มต้นใหม่ เพราะทุกอย่างมันไม่ควรเป็นแบบนี้” ยิ้มบางแล้วหมุนแหวนเพชรที่นิ้วนางข้างซ้ายตนเอง เขาไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่ก็คิดถี่ถ้วนมาแล้ว  

“แล้ว แล้วนี่อาเฮียเขารู้รึยัง ! ” จะไม่ให้เธอตกใจได้ยังไง เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ลูกชายเธอมีความสุข แถมยังรักกับสามีดี แต่อยู่ ๆ ก็อยากหย่าเพราะต้องการเริ่มใหม่ แล้วจะไปเริ่มต้นกับใคร อาหลิวของเธอคิดอะไรอยู่ 

“ไม่รู้ครับ เรื่องนี้หลิวบอกม๊าเป็นคนแรก” 

“ตาย ๆ อาหลิว ลื้อนี้มันทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเลยนะ น่าตีที่สุด” อกคนแก่จะวายตาย เสี่ยวหลิวยิ้มแหย ก้มหัวรับคำติเตียน 

“ม๊าจะโทรหาหวังไป๋ลี่เดี๋ยวนี้แหละ ! ” 

“ม๊า ไม่เอา ! ” เสี่ยวหลิวรีบห้ามไว้เมื่อมารดาคว้าโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมา ม๊ากำลังจะทำให้เรื่องมันใหญ่โต  

“ม๊าฟังหลิวก่อนนะ ที่หลิวจะหย่ากับเฮียน่ะ-” 

“ไม่ต้องพูด  ลื้ออยู่เงียบ ๆ  รอน้าลี่มาถึงที่นี่แล้วเล่าให้พวกม๊าฟังทีเดียวว่ามันเป็นยังไง สรุปจะรักจะหย่ากันก็คิดง่าย ๆ แบบนี้ใช่ไหม ลื้อนี่เอาแค่ใจตัวเองที่สุดเลยนะเสี่ยวหลิว !  หยุด นั่งเฉย ๆ ! ” 

ม๊าที่แสนจะอ่อนหวานเปลี่ยนเป็นแม่เสือแล้ว ดุจนเสี่ยวหลิวต้องนั่งอยู่กับที่ ได้แต่มองผู้ให้กำเนิดพูดจาร้อนรนใส่คนปลายสาย  

  

“พี่ลี่ เดี๋ยว ฟังน้องพูดก่อน พี่มาที่นี่ด่วนเลย !  อาหลิวบอกน้องว่าจะหย่ากับหย่งเหวินแล้ว ! ” 

 

  

‘อีกสองวันเจอกันนะ’ 

‘ครับ’ 

‘อย่านอนดึกล่ะ ดูแลตัวเองด้วย ฝันดีครับ’ 

‘เฮียเหวิน’ 

  

เสี่ยวหลิวเอ่ยเรียกเขาไว้ก่อนที่จะกดตัดสายวิดีโอคอล ผุดลุกร่างที่นอนคลุมผ้าห่มขึ้นมาพิงกับหัวเตียง  

‘ม๊าได้พูดอะไรกับเฮียรึเปล่าครับ’  

‘พูดเหรอ ไม่นี่ ม๊าไม่ได้ติดต่อเฮียมาเลย’ พูดแล้วก็น่าเศร้า ลูกชายจะกลับทั้งคนยังไม่ยักจะส่งข้อความมาบอกคิดถึงสักคำ ‘มีอะไรรึเปล่า’ เอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าภรรยาดูไม่สบายใจ 

‘คือ หลิวชักง่วงแล้วล่ะครับ ไว้เจอกันนะครับเฮีย ฝันดีครับ’ 

ช่างไม่มีพิรุธเลย จอดับมืดสนิทไปก่อนจะเป็นหน้าต่างเมนูของแอปพลิเคชั่น เสี่ยวหลิวตัดสายไปพร้อมกับทิ้งความน่าสงสัยไว้เต็มอก 

หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น รุ่งเช้าเขาตัดสินใจโทรไปถามมารดาตนเองแต่ฝ่ายนั้นไม่พูดอะไรนอกจากหัวเราะเยาะใส่ พอถามเสี่ยวหลิวอีกเจ้าตัวก็บ่ายเบี่ยงบอกไม่มีอะไร ทุกอย่างมันน่าสงสัยจนเขาต้องรีบสะสางงานให้เร็วกว่าปกติ บินตรงกลับมาที่ประเทศไทยอย่างเร็วที่สุด 

นใช้นำสัมภาระไปเก็บ ส่วนร่างสูงของท่านผู้บริหารโรงแรมต้าจี๋ฉายสาขาปักกิ่งเดินเข้ามาในตัวคฤหาสน์ เวลาตอนเช้าเก้าโมงกว่าจึงไม่มีใครอยู่ที่นี่  ทว่าเขากลับแปลกใจที่เห็นเสี่ยวหลิวนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกกับมารดา กำลังคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน 

หวังหย่งเหวินรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เดินพาร่างในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงสแล็คไปหาผู้เป็นที่รักทั้งสอง 

หวังไป่ลี่ที่หันหน้ามาทางประตูเห็นตัวลูกชายคนโตของตัวเองก่อน หล่อนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยทักทาย “กลับมาแล้วเหรอ”  

นี่เป็นคำทักทายของคนที่ไม่ได้เจอลูกชายถึงหนึ่งปี  แต่หวังหย่งเหวินเห็นสายตาที่ม๊ามองมา รู้ว่าคิดถึงและห่วงใยเขาแค่ไหน  

“สวัสดีครับม๊า ครับ ผมกลับมาแล้ว” 

เสี่ยวหลิวลุกขึ้นหันไปทักทายหวังหย่งเหวินบ้าง ใบหน้าสดใสทว่าแฝงไปด้วยความกังวลส่งยิ้มน่ารัก ขยับที่นั่งให้สามีนั่งที่ด้านในโซฟาไม้ตัวเดียวกัน “เฮียกลับมาเหนื่อย ๆ  มานั่งก่อนครับ หลิวจะให้เด็กยกน้ำมาให้” นี่แหละหน้าที่ของภรรยาที่ดี คนเป็นสามียิ่งยิ้มจนหน้าบาน ม๊าเห็นแล้วหมั่นไส้ต้องเอาพัดตีสีข้างไอ้ตัวแสบเบา ๆ 

แต่ก่อนรึน้องชวนมานั่งทำตัวจะเป็นจะตาย นึกว่าอาหลิวคนงามติดเชื้อกาฬโรค ดูตอนนี้สิพยักหน้าว่านอนสอนง่าย รึตำราที่ให้ไปจะมัดใจลูกชายหล่อนได้จริง ๆ อย่างที่เจ้าตัวว่า 

กล่าวคำคิดถึงกันระหว่างสองแม่ลูกเสร็จสรรพ ระหว่างนั้นก็ดื่มน้ำเก๊กฮวยเย็น ๆ ที่สาวใช้นำมาเสิร์ฟ บรรยากาศแม่สามีและคู่รักรุ่นลูกเต็มไปด้วยความอบอุ่นจนพวกเขาต้องแอบลอบมองอมยิ้มน้อย ๆ  อยากจะให้คุณชายทั้งสองกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยถาวรเหลือเกิน คงสร้างสีสันและความสุขให้กับคฤหาสน์ที่เงียบเหงาหลังนี้ได้ไม่มากก็น้อย 

หวังไป๋ลี่พยักพเยิดให้ลูกชายไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียให้เรียบร้อย บอกว่ามีเรื่องจะคุยพร้อมกับภรรยาเขา หวังหย่งเหวินเดาว่าคงเป็นเรื่องสำคัญที่สร้างความรู้สึกในอกแปลก ๆ ให้ตั้งแต่อยู่ปักกิ่ง ทั้งท่าทางของเสี่ยวหลิวทั้งของม๊ามันพาลให้เขารู้สึกไม่ดีจริง ๆ 

  

“ม๊ามีเรื่องอะไรจะคุยกับพวกผมเหรอครับ” 

  

หลังกลับลงมาด้วยชุดลำลองกระนั้นยังคงไว้ซึ่งความดูดี หวังหย่งเหวินนั่งทางฝั่งซ้ายของหวังไป่ลี่ ส่วนฝั่งขวาเป็นเสี่ยวหลิว  

ถึงเวลานี้ผู้เป็นภรรยารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเท่าไหร่ กับเรื่องที่จะพูดไปเขาไม่รู้ว่าเฮียจะเข้าใจมันหรือไม่ แต่หวังว่าถ้ามีหวังไป๋ลี่ช่วยพูด ชายหนุ่มน่าจะยอมรับได้ 

เรื่องหย่าที่เขาได้ตัดสินใจแล้ว 

หวังไป่ลี่กระแอมไอยกพัดขึ้นมาโบกสะบัดเบา ๆ “นี่ก็ครบหนึ่งปีที่พวกเราสัญญากับอาหลิวแล้ว” 

เปิดประโยคมาแบบนี้หวังหย่งเหวินที่ยังไม่เตรียมใจล่วงหน้าถึงกับชะงักรอยยิ้ม นี่คือสาเหตุหลักที่สองสามีภรรยากลับมาที่เมืองไทย เพื่อพูดคุยผลของการประพฤติตัวของบุตรชายคนโตตระกูลหวังว่าสมควรจะได้รับโอกาสให้เป็นสามีของฟู่เสี่ยวหลิวต่อไปได้หรือไม่ 

นึกว่าจะคุยเรื่องนี้กันอีกสักวันสองวันให้หลัง ไม่นึกว่าม๊าจะใจร้อนขนาดนี้ 

“ม๊าพอจะรู้แล้วว่าลื้อทำอะไรบ้างหลังจากที่ม๊ากลับมาที่ไทย อาหลิวบอกม๊าหมดแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าตัวจะตัดสินใจเสียที ว่าจะอยากได้ลื้อเป็นสามีหรือเปล่า”  

“เดี๋ยวสิครับ” 

หวังหย่งเหวินใจสั่น รู้สึกเหงื่ออกเต็มฝ่ามือ มันเร็วเกินไปที่จะได้ฟังอะไรแบบนี้หลังจากที่สะสางงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ ยิ่งเมื่อหันไปมองเสี่ยวหลิวแล้วฝ่ายนั้นหลบสายตา หวังหย่งเหวินยิ่งมีลางว่ากำลังจะเกิดอะไรบางอย่างที่น่ากลัวขึ้นต่อจากนี้ 

คำพูดที่จะออกมาจากปากเสี่ยวหลิว 

“ม๊าครับ ไว้เราคุยเรื่องนี้กันวันพรุ่งนี้ดีไหม วันนี้ผมกลับมาเหนื่อย ๆ ” 

“ลื้อไม่อยากรู้เหรอไง หลังจากทำชั่ว ๆ แล้วไปง้อเขาน่ะ ไม่คิดบ้างเหรอว่าภรรยาอาจจะไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว”  

เจอประโยคเหน็บจนหน้าชาหวังหย่งเหวินก็หุบปากฉับ กลืนคำพูดหว่านล้อมทั้งหมดลงลำคอ เสี่ยวหลิวเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ราวกับว่าก่อนหน้านี้ทำสมาธิต่อเรื่องที่จะกล่าว เจ้าตัวมีสายตาที่จริงจัง หมายมาด และเด็ดเดี่ยวจนหวังหย่งเหวินขนลุกซู่ 

เจ้าของกลุ่มผมสีอ่อนหยุดมือที่ลูบแหวนซึ่งประดับอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย กลั้นหายใจถอดออกมา จากนั้นนำมาวางไว้บนโต๊ะด้านหน้า 

  

“หลิวอยากหย่ากับเฮียเหวินครับ” 

  

ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ทั้งยังมีสีดำที่หลบซ่อน ณ ที่แห่งใดไม่ทราบได้ผุดขึ้นมาจากทั่วสารทิศ หวังหย่งเหวินตาพร่ามัว เส้นเลือดในกายหดลงและขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หัวใจกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ็บไปทั้งแผ่นอก  

หย่า ? 

สิ่งที่เสี่ยวหลิวกล่าวมันเหมือนกับการเอามืดทุกเล่มที่หาได้มากรีดลงบนร่างกายของเขา โดยเฉพาะก้อนเนื้อที่กำลังเต้นตุบอยู่ระหว่างอกข้างซ้ายและขวา หวังหย่งเหวินถึงกับต้องจับพนักโซฟาไว้เมื่อกายเหมือนจะเอียงวูบขนานไปกับพื้นโลก เขาถามด้วยเสียงแหบพร่า แม้แต่เวลานี้ยังมองสีหน้าทั้งสองคนตรงหน้าไม่ชัด เหมือนว่าความเศร้าเสียใจมันบดบังการรับรู้ทั้งหมด 

“อะไรนะ” 

หวังไป๋ลี่เงียบหายเป็นเพียงฉากหลัง นั่งมองเหตุการณ์ที่หาชมได้ยาก วันที่ลูกชายหน้าเสียจนเธออดสงสารไม่ได้ 

เสี่ยวหลิวพรูหายใจที่สกัดกั้นไว้ จากที่กังวลและวิตกในการพูดเรื่องนี้ หลังจากที่กล่าวออกไปก็เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก เขาเก็บมันไว้นานมากจริง ๆ  และถึงเวลาที่หวังหย่งเหวินจะได้รู้ถึงมันแล้ว 

“หลิวอยากหย่ากับเฮีย แหวนนี่หลิวคืนให้นะครับ แล้วหลังจากนี้เรา...” 

‘แล้วหลังจากนี้เราอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกันอีกเลย’ แบบนี้งั้นเหรอ ! 

ก่อนที่จะกล่าวจบร่างสูงที่แทบไร้วิญญาณก็ผุดลุกขึ้นอย่างเสียมารยาท หวังหย่งเหวินไม่สนใจฟังที่คนรักจะพูดอีกต่อไป พาตัวเองออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด 

“เฮียเหวิน ! ” 

รั้งไว้แต่ไม่คิดหันกลับมามอง คราวนี้เป็นเสี่ยวหลิวที่หน้าเสีย เดี๋ยวสิ กลับมาฟังหลิวพูดให้จบก่อน 

“เฮ้อ ลูกชายอั๊วนี่นะ” หวังไป๋ลี่ถอนหายใจส่ายหน้าระอา สงสารมันก็สงสารแต่สะใจมากกว่า 

เสี่ยวหลิวหันมาหาคนที่น่าจะช่วยเหลือได้ “ม๊าครับ คือหลิวไม่ได้จะหมายความว่าอย่างนั้นเลย หลิวแค่-” 

“ลื้อจะหมายความว่ายังไงลูกชายอั๊วมันก็ไม่ฟังแล้วล่ะ ป่านนี้หนีไปร้องไห้ที่สวนหลังบ้านแล้วมั้ง ม๊าจะยอมอยู่ตรงนี้ก็ได้ถ้าพวกลื้ออยากจะคุยเงียบ ๆ กันสองคน แล้วถ้าตกลงกันได้ยังไงก็กลับมาบอกคนแก่คนนี้ด้วยละกัน” 

เธอกล่าวแล้วสำทับอีกเมื่อเสี่ยวหลิวยังนั่งนิ่งไม่ไปไหน จะคิดอะไรให้มากความ 

“ไปสิ เดี๋ยวลูกชายอั๊วก็คิดสั้นขึ้นมาหรอก”  

  

  

นี่มันอะไรกัน หวังหย่งเหวินถามคำถามนี้กับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาสงสัยเหลือเกินว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างหนึ่งปีที่เขาพยายามไถ่โทษในโอกาสที่คนตัวเล็กมอบให้ 

เขาไม่ได้นอกใจอีกแล้ว ไม่เลย ไม่มีแม้แต่ชายตามองผู้ชายผู้หญิงที่ไหน ใจเขามีแต่เสี่ยวหลิวคนเดียวเท่านั้น เขารักเสี่ยวหลิว พร่ำบอกเจ้าของชื่อทุกค่ำคืน หวังว่ามันจะตอกย้ำเข้าไปในจิตใต้สำนึกที่เขาเฝ้าปลูกฝังมาเหมือนเมื่อสิบปีก่อน แม้จะถูกทำให้เลือนรางไปเพราะการกระทำชั่วช้าของตัวเอง แต่เขาก็มั่นใจว่าระหว่างที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมากับภรรยา เสี่ยวหลิวต้องรับรู้ว่าเขาซื่อสัตย์และจริงใจมากจริง ๆ  

มันมีอะไรที่ผิดพลาดไปเหรอ หรือว่าสิ่งที่เสี่ยวหลิวแสดงตอบกลับมาทั้งกายและใจคือการปลอบโยนเขาเท่านั้น เพราะพื้นฐานเสี่ยวหลิวเป็นคนดี ก็คงไม่อยากทำร้ายเขาที่อยากเริ่มต้นใหม่ รอเพียงครบหนึ่งปีแล้วค่อยใช้โอกาสนั้นตัดขาดกัน มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหรอ หวังหย่งเหวินไม่อยากจะเชื่อ กระนั้นเขาก็หาเหตุผลที่มาแย้งข้อสนับสนุนตัวเองไม่ได้ 

เพราะว่าไม่เคยพูดคำว่า ‘รัก’ ให้ได้ยินเลย 

ฉับพลันฉุกคิดได้ว่าหลังจากที่เสี่ยวหลิวตกลงรับเขาเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง อีกฝ่ายก็ไม่เคยพูดคำว่ารักกับเขา ไม่เคยบอกว่า ‘หลิวรักเฮีย’ ให้ได้ยินแม้ครึ่งประโยค หรือว่านี่คือความชัดเจนที่เขามองข้ามมาตลอด หลอกตัวเองจนสุดท้ายมันก็ใช้ช่วงเวลานี้ซัดเขาจนยืนแทบไม่ไหว ดวงตาคมร้อนผ่าว ภาพทิวทัศน์สวนที่เคยวิ่งเล่นกับเสี่ยวหลิววัยเด็กพร่าเลือนอีกแล้ว ให้ตายสิ เขากำลังจะร้องไห้ 

“เฮียเหวิน”  

เสียงที่คุ้นเคยซึ่งสร้างความสุขให้เขาตลอดมา ทว่าตอนนี้เองกลับสร้างความเจ็บปวดไม่แพ้กัน เสี่ยวหลิวที่ถามหาหวังหย่งเหวินจากคนงานก็พบว่าเจ้าตัวมาอยู่ที่นี่ตามที่ม๊าพูดไว้จริง ๆ  

หวังหย่งเหวินกลืนก้อนแข็งในลำคอลงไป เขาจะทำตัวอ่อนแอไม่ได้ ลูกผู้ชายกล้าทำก็กล้ารับ ถ้าผลมันจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ เขาก็… 

  

เขาก็ยอมรับมันไม่ได้หรอก ! 

  

“มีอะไร” เสียงดุดันทว่าก็ไม่มั่นคงในเวลาเดียวกันนั้นส่งผลให้เสี่ยวหลิวชะงักเท้า หยุดมองสามีที่ค่อย ๆ หมุนกายกลับมา  

“หลิวอยากจะคุยเรื่องนั้นต่อ” เห็นแววตาที่เจ็บปวดของเฮียแล้วหลิวเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กัน แต่ได้โปรดฟังเขาก่อนได้ไหม เขามีเหตุที่ต้องทำแบบนี้ 

“เรื่องหย่าน่ะเหรอ” ถามแล้วเลิกคิ้ว แค่นยิ้มอย่างเจ็บปวด  

“ใช่ครับ หลิวอยากคุยให้มันจบสักที” 

คำพูดขอเสี่ยวหลิวทำให้ร่างของมารที่เก็บไว้นานถูกอารมณ์ดึงขึ้นมาใช้ หวังหย่งเหวินสาวเท้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กกว่า เอื้อมไปจับไหล่ทั้งสองไว้แน่น  

“ฟังนะเสี่ยวหลิว ไม่ว่าหลังจากนี้เราอยากจะพูดอะไรกับเฮีย เฮียขอบอกไว้ก่อนเลย ว่า เฮีย ไม่ หย่า ! ” 

เสียงทุ้มตะโกนดังลั่นจนนกที่เกาะอยู่บนต้นไม่สะดุ้งบินหนีขึ้นฟ้า เสี่ยวหลิวตัวสั่นก้าวถอยไปหนึ่งก้าว หวังหย่งเหวินน่ากลัวจนเขารู้สึกคิดผิดที่ตามมา 

เมื่อรู้ตัวว่าเผลอเสียงดังใส่ภรรยาหรือผู้ที่กำลังจะเป็นอดีตภรรยา หวังหย่งเหวินที่ได้สติก็กัดฟันแน่น เขาทำให้เสี่ยวหลิวไม่ชอบอีกแล้ว แต่มันก็สำคัญอีกต่อไปหรอก ในเมื่อเสี่ยวหลิวไม่ได้สนใจเขาในด้านที่ดีอีก ก็เจ้าตัวอยากจะหย่ากับเขาเสียเหลือเกิน ย้ำจนเขาเจ็บไปหมดทั้งใจ 

ยื่นมือไปข้างหน้าหมายจะคว้าคนที่รักมากกว่าตัวเองเข้ามากอด แต่ความขี้ขลาดมันมีมากกว่า หวังหย่งเหวินลดมือลง กำแน่นและกล่าวด้วยแววตาสั่นระริก “หลิว เฮียทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ” ทำอะไรในโอกาสที่หลิวให้มาใช่ไหม ถ้าทำก็ช่วยบอกให้เขารู้หน่อยเถอะ 

“ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เฮียเผลอทำลงไป ได้โปรด เฮียขอโทษ แต่ไม่หย่าได้ไหม ขอร้องล่ะ นะครับ หลิวอย่าหย่ากับเฮียเลยนะ”            

อับจนหนทางทางจะหาวิธีรั้ง หวังหย่งเหวินทรุดตัวลงคุกเข่าสองข้างลงกับพื้นหิน ตรงหน้าภรรยาที่เม้มปากหาช่องแทรกไม่ได้ เขากุมมือเรียวไว้แนบกับแก้มตัวเองราวกับสิ่งของล้ำค่า จนตรอกถึงกับกลับคำสัญญาที่พูดไว้เสียดิบดี 

เงยสบกับดวงตาเรียวหวานที่สั่นระริกไม่แพ้กัน อ้อนวอนขนาดนี้ ไร้ศักดิ์ศรีเป็นครั้งที่สอง หวังหย่งเหวินจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เขาให้ทุกอย่างที่เป็นเขาไปกับเสี่ยวหลิวแล้ว  

“เฮียลุกขึ้นมา” กล่าวเสียงเครือ ทำไมถึงพูดกันดี ๆ ไม่ได้นะ ต้องทำให้เขาร้องไห้ก่อนใช่ไหม 

“ไม่ หลิวบอกมาก่อนสิว่าจะไม่หย่ากับเฮีย” รู้ว่าทุเรศที่ทำตัวแบบนี้ เหมือนกับบังคับขืนใจกัน แต่เขามันเลวมาตลอดก็ขอเลวต่ออีกหน่อยเถอะ เผื่อเสี่ยวหลิวจะรับรู้ถึงความรักของผู้ชายเลว ๆ คนนี้บ้างเสียที 

เสี่ยวหลิวยกมือปาดน้ำตาตัวเอง สิ่งที่เฮียกำลังทำมันส่งผลต่อจิตใจเขา อาจจะด้วยสภาพน่าเห็นใจและคำสารภาพที่ทำให้เขารู้สึกตัวเองมีคุณค่ามากกว่าในอดีต มันเหมือนกับฝันที่เป็นจริง 

เขาดึงมือสามีมา แบมันออกแล้ววางแหวนที่ตั้งใจคืนให้ลงไป คราแรกหวังหย่งเหวินจะปามันออกไปในทิศทางที่ไม่ได้มอง แต่คนตัวเล็กชิงพูดไว้ก่อน 

  

“ถ้าอยากปาก็ไม่ต้องสวมมันคืนให้หลิวในวันงานแล้วนะครับ”  

  

ใบหน้าคมเงยขึ้นทันที ชะงักแขนจนเจ็บไปทั้งไหล่ “หมายความว่ายังไง” ประมวลผลแทบไม่ทัน  

“ก็หมายความว่าหลิวอยากให้เฮียสวมมันคืนในวันที่เราแต่งงานกัน...อีกครั้งยังไงล่ะครับ”  

ยิ่งเห็นใบหน้างงงวยของสามี เขาก็เอ็ดในใจ รู้ตัวได้สักทีเถอะว่าหัดฟังคนอื่นเขาบ้าง  

“หลิวอยากหย่ากับเฮียแล้วแต่งงานใหม่อีกรอบ อยากสร้างความทรงจำดี ๆ หลังจากนี้ขึ้นมาใหม่ เพราะการแต่งงานที่ผ่านมาของเรามันมาจากความเอาแต่ใจของหลิว หลิวอยากทำให้มันถูกต้อง เฮียเหวินเข้าใจหลิวใช่ไหม” 

เขากังวลมาตลอดว่าชายหนุ่มจะไม่เข้าใจตรงนี้ เพราะการหย่ากันแล้วแต่งใหม่ก็ค่อนข้างยุ่งยาก ไหนจะงานเฮียทีรัดกุมไหนจะข่าวที่ต้องแพร่กระจายไป อาจทำให้ชื่อเสียงเฮียด่างพลอย เสี่ยวหลิวที่คาดหวังเองยังคงเป็นห่วงสามีมากกว่าเสมอ 

หวังหย่งเหวินจบต้นชนปลายได้แล้วก็นิ่งไปเหมือนคงโง่ ในมือข้างหนึ่งกุมมือภรรยาแน่น อีกข้างกำแหวนจนแทบร้าว แล้วที่เขาแสดงออกเสียใจไปล่วงหน้านั้นคืออะไร 

ไอ้เหวิน แกมันโง่แสนโง่ ! 

“วันหลังก็อย่าเพิ่งวู่วามเดินออกมาแบบนี้นะครับ เฮียทำหลิวใจเสียหมด เป็นห่วงนะรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา” ที่หวังไป๋ลี่พูดหยอกไว้มีเหรอเขาจะไม่คิดจริง กลัวว่าเฮียจะคิดสั้นทำอะไรให้เขาเสียใจเพราะคำพูดตนเอง 

“เฮียขอโทษ” กล่าวแล้วดึงเอวของภรรยาเข้ามากอด ฝังใบหน้ากับหน้าท้อง สัมผัสจากหยาดน้ำตาลูกผู้ชายเปียกชื้นผ่านเนื้อผ้า “ขอโทษจริง ๆ  แค่ได้ยินคำว่าหย่าจากเราตอนนั้นเฮียก็ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว” หวังหย่งเหวินสารภาพ น้ำตาที่ไหลออกมายังไม่แห้งดีเลย กลัวจนเกือบสิ้นสติให้น่าอับอาย 

เสี่ยวหลิวลูบกลุ่มผมสีเข้มจนไปถึงไหล่ที่สั่นน้อย ๆ  ยิ้มบางให้กับคนที่ขวัญเสีย บอกเหตุผลที่ไม่กล้าเอ่ยออกมาภายในทีเดียวให้ฟัง “เรื่องนี้เฮียว่ายังไงครับ ถ้าตกลงหลิวจะไปบอกม๊า จะได้หาฤกษ์กัน” ประคองสามีให้ลุกขึ้นมา กลัวว่าอยู่ท่านั้นนานจะเจ็บเข่าได้ 

“ตกลง รีบไปบอกม๊าให้หาฤกษ์กันเถอะ” ตอนนี้อะไรก็ได้ทั้งนั้น เรื่องเสียเวลางั้นเหรอ ไม่เลย กับเสี่ยวหลิวเขาไม่เคยมีคำว่าเสียเวลา แล้วชื่อเสียงอะไรนั่นเขามีวิธีทำให้มันออกมาดีอยู่แล้ว 

“แต่ก่อนอื่นขอเฮียอยู่แบบนี้สักพักได้ไหม เฮียยังไม่หายกลัวเลย” ได้ทีก็เริ่มอีกแล้ว ออดอ้อนราวกับเป็นผู้เสียหายจากเหตุการสยดสยอง เสี่ยวหลิวยิ้มพยักหน้า ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเฮียต่อไป มันอบอุ่นจนเขาเองก็ปฏิเสธไม่ได้ 

หวังหย่งเหวินสูดกลิ่นหอมจากร่างเล็ก หลังจากได้รู้ความจริงเขาก็โล่งอก ยิ่งกว่ายกภูเขาออกจากอกคือยกโลกออกจากอก โลกที่ไม่มีเสี่ยวหลิวแบบนั้นเขาอยู่ไม่ได้จริง ๆ  

“ที่ตอนแรกคิดว่าเราจะหย่า ก็เพราะตั้งแต่ที่กลับมาอยู่ด้วยกัน เฮียไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากเราเลย” บอกถึงความน้อยใจ แปดเดือนที่ผ่านมามีความสัมพันธ์ทางใจและทางกายไม่รู้เท่าไหร่ ใช้เวลาดื่มด่ำชีวิตคู่ด้วยกันจนเขามั่นใจว่าลึก ๆ เสี่ยวหลิวก็ต้องรู้สึกแบบเดียวกับที่เขารู้สึกแน่ 

เสี่ยวหลิวเข้าใจแล้วว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้คิดจริงจังเช่นนั้น เขาเอามือคล้องลำคอเฮีย เงยหน้าสบตาตรง ๆ ”เพราะคำนั้นสำหรับหลิวมันต้องใช้เวลาและมันก็มีค่ามาก จะให้พูดพร่ำเพรื่อทั้งที่ยังไม่แน่ใจจริง ๆ หลิวทำไม่ได้หรอกครับ” ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่รู้ว่ารักเฮียเต็มร้อยหรือยัง บางทีอาจจะเก้าสิบเก้าจุดเก้าแปด เพราะบาดแผลที่ต้องใช้เวลารักษาอีกยาวไกล  

“ไม่เป็นไร หลิวยังไม่แน่ใจก็ไม่เป็นไร เพราะเฮียมีเวลาทั้งชีวิตที่จะทำให้เราแน่ใจ ต่อให้ต้องพิสูจน์จนตัวตายเฮียก็จะทำ ขอแค่ให้เราได้รู้ว่าเฮียรักเรามากนะ และยังรอคอยวันที่เราจะกลับมารักเฮียให้เท่าเดิมได้ ” 

“เฮียเหวิน” คำพูดหวานซึ้งส่งกระแสอุ่นวาบไปทั่วอก กระตุ้นอารมณ์จนน้ำตาที่แห้งเหือดกลับมาคลออีกครั้ง 

“หลิวก็จะรีบกลับมารู้สึกกับเฮียให้ได้เท่าเดิมไว ๆ  เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งหลิวอีกนะ เข้าใจไหม” กล่าวแล้วซบใบหน้าลงกับอกแกร่ง โอบรัดร่างสูงไว้แนบกาย  

หวังหย่งเหวินคลี่ยิ้ม ลูบแผ่นหลังเล็ก เขาจะทำยังไงกับเด็กขี้อ้อนนี้ดีนะ  

"เรื่องแบบนี้ไม่ต้องขอ เฮียก็พร้อมจะทำให้อยู่แล้วครับ”  

สุดท้ายน้ำตาที่กักเก็บไว้ก็พังทลายลงมาอีกรอบจนได้ เสี่ยวหลิวสะอื้นจนตัวโยนกับความรักที่หวังหย่งเหวินมีให้ มากล้นจนอยากเก็บมันไว้กับตัวทั้งหมดและตลอดไป 

จูบซับหยาดความตื้นตันแล้วใช้นิ้วช่วยเกลี่ยออกจากหางตา จากนั้นประคองมือภรรยาขึ้นมาจุมพิตเบา ๆ   

“แหวนวงนี้ไม่ต้องคืนหรอก เฮียอยากให้เราสวมไว้กับตัวตลอด” มีโอกาสที่ได้คืนแหวนภรรยาเป็นรอบที่สอง แต่ครั้งนี้จะคืนแบบธรรมดาก็คงจะไม่ได้ ร่างสูงเอ่ยถามเบา ๆ “เสี่ยวหลิวให้เฮียซ้อมก่อนได้ไหม วันจริงจะได้ไม่ตื่นเต้น” แบมือที่มีแหวนเพชรเม็ดโตวาวระยิบระยับวางอยู่บนนั้น สายตาของเฮียที่มองมาช่างหวานเหมือนกับเมื่อครั้งในอดีต พี่ชายที่แสนดี ลูกชายของเพื่อนมารดาที่เขาหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น และตอนนี้ก็ยังรักจนไม่อาจถอนใจได้อีกต่อไป 

เสี่ยวหลิวเข้าใจความหมายนั้น เข้าใจว่าเฮียอยากจะทำอะไร ไม่อยากให้เขาทิ้งสถานะภรรยาของชายหนุ่มแม้แต่วินาทีเดียว 

 

“เสี่ยวหลิว แต่งงานกับเฮียนะ”  

 

เครื่องประดับของคู่แต่งงานถูกสวมเข้าไปในนิ้วนางข้างซ้าย ช้าแต่มั่นคงทุกสัมผัสที่ทองคำขาวเคลื่อนผ่าน นุ่มนวลเหมือนกับกิริยาที่ผู้เป็นเจ้าบ่าวจำแลงแสดงออก เคียงคู่กับแหวนที่นิ้วนางข้างขวาของอีกคน 

“ครับ” 

หลังจากสวมแหวนแล้วก็เป็นการจุมพิตกันและกัน หวังหย่งเหวินไม่พลาดที่จะไม่ข้ามขั้นตอนประคองหลังศีรษะคนรักให้เข้ามาใกล้ จากนั้นเอียงใบหน้าแล้วประกบริมฝีปากลงไป สัมผัสเนิบนาบหวานล้ำยิ่งกว่ารสจูบใด ๆ ที่เคยลิ้มรสร่วมกันเสียอีก ช่างบดเบียดแนบแน่นหลอมรวมเป็นหนึ่ง กว่าจะหาทางออกจากอารมณ์ของห้วงรักได้ก็เป็นนานสองนาน 

ใครเล่าจะคิดว่าเส้นทางที่เสี่ยวหลิวเดิมพันด้วยการเทหมดหน้าตักในตอนแรก จะทำให้ในที่สุดเขาก็ได้ความรักจากเฮียคืนมา ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นภรรยาที่ดีที่ไม่ได้มีเพียงแค่คุณธรรมตามที่แม่สามีบอก ก้าวผ่านอุปสรรคมากมายเพียงเพื่อจะชนะหัวใจของชายหนุ่ม วันที่เสี่ยวหลิวตัดสินใจ เขาไม่เคยเห็นภาพตัวเองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จนกระทั่งมันเกิดขึ้นจริง ทั้งด้วยตาเห็นรวมถึงสัมผัสจากกายที่อิงแอบแนบชิดกัน ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝันยามค่ำคืน 

นับต่อจากนี้ เสี่ยวหลิวหวังให้ความรักของพวกเขาดำเนินไปในทางที่แตกต่างจากอดีต จนถึงวันที่เขาจะสามารถบอกรักหวังหย่งเหวินได้อย่างเต็มปาก จากก้นบึ้งของหัวใจ 

 

'หลิวรักเฮียเหวินนะครับ' 

  

  

  

  

 

 

 

 

---------------------------------------------------   

จบแล้วววววว กรี๊ดดีใจ เขียนตอนนี้ยาวมากจริง ๆ อยากทอล์คแต่เอาไว้บทส่งท้ายทีเดียวเลยแล้วกัน ต้องขอบคุณนักอ่านที่ติดตามาจนถึงตอนนี้นะคะ จุดสิ้นสุดของเรื่อง ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ทั้งคู่รวมถึงคนแต่งเสมอ หวังว่าเรื่องราวความรักทั้งสองจะทำให้นักอ่านอิ่มใจไม่มากก็น้อย ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ไม่มีพวกคุณเราคงเขียนมาจนถึงตอนนี้ไม่ได้ ทอล์คสั้น ๆ พอเนอะ เก็บไว้ยาว ๆ อีกที 

รักทุกคนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน 

  

 

------------------------------------------ 

มาอัพตอนจบให้ก่อนครึ่งนึงนะคะ หลังจากนี้จะมีบทส่งท้ายก็ถือว่าจบบริบูรณ์แล้วค่า  

 

 

 

 

ความคิดเห็น