Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 21 : ผู้เล่นไม่ได้มีแค่หนึ่ง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 21 : ผู้เล่นไม่ได้มีแค่หนึ่ง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.7k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ค. 2562 09:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 21 : ผู้เล่นไม่ได้มีแค่หนึ่ง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 21 : ผู้เล่นไม่ได้มีแค่หนึ่ง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ผมเหยียดยิ้มหยันกับกฎกติกาใหม่ มันคือเกมดักคนโง่โลภมากอย่างเขาไง ถ้าเกิดเขาอยากได้ข้อมูลมากนักเขาก็ต้องไปหาเอง และถ้าเขาหาเจอเมื่อไหร่ ผมสาบานได้ว่าผมจะไม่ปล่อยเขาไว้ ทันทีที่เขาพูดว่าเขาชนะ ได้ในสิ่งที่ต้องการไป...

 

เขาจะกลายเป็นเหยื่อล่อฉลามทันที

 

“Game on” ไม่มีคำพูดต่อท้าย มีแค่การเปิดเกมให้เขารู้เท่านั้น ผมเดินจากมาไม่สนใจว่าอาจะทำหน้ายังไง ที่ผมสนใจคือเขากล้าพอที่จะเสี่ยงตายหรือเปล่า การได้ข้อมูลของเมกาโลดอนไป ต่อให้จะเป็นเพียงแค่การมองผ่านๆ ผมก็เชื่อว่าเขามีวิธีการมากพอที่จะสรรสร้างให้มันกลายเป็นเรื่องจริงได้

 

การที่ผมเชื้อเชิญให้เขาเล่นเกมไม่ใช่ว่าผมอยากเอาครอบครัวผมไปเสี่ยงหรือว่าอะไร...

 

ผมแค่อยากดูว่าริชาร์ดจะเลวทรามกับผมได้ขนาดไหน

 

ผมมีแผนอยู่ในหัวแล้ว 

 

กึก !

 

ปลายเท้าหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักของริชาร์ด ดวงตาหลุบมองไปมาเพื่อดูว่าแถวนี้มีคนไหม และเหมือนจะตลกนิดหน่อยตรงที่ห้องของเขาอยู่ในโซนที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านได้ ตอนแรกที่ผมเลือกห้องนี้ให้เขาเพราะผมไม่อยากเห็นเขาออกมาเพ่นพ่านให้รกสายตา

 

ซึ่งก็ทำไม่ได้เท่าไหร่ ดูเหมือนมันจะไม่ได้เกี่ยวกับห้อง แต่เกี่ยวกับคนในห้องแทน

 

“ฮู้ว…” ผมพ่นลมหายใจตอนเอาคีย์การ์ดตัวเองไปแตะกับตัวสแกนเข้าห้อง ทุกคนที่นี่ต้องมีบัตรประจำตัวกันทุกคนเพื่อใช้ในการตรวจสอบและเช็คว่าเป็นคนของที่นี่จริงไหม ทว่าทุกบัตรไม่สามารถเปิดห้องของผมได้เนื่องจากผมต้องเซ็ตรหัสผ่านไม่ให้เข้า ผิดกับบัตรของผมที่เป็นมาสเตอร์คีย์หลัก

 

ผมเปิดห้องใครก็ได้ไม่เว้นแม้แต่ห้องของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

 

ติ๊ด !

 

ไฟสีเขียวเป็นสัญญาณบอกว่าเข้าไปได้ ดีที่ก่อนหน้านี้ผมโยนผ้าขนหนูทิ้งลงถังขยะแถวนั้นไปก่อน เลยไม่ลำบากเวลาจะทำอะไร เรื่องแผนที่จะเข้ามาในห้องริชาร์ด ผมคิดมาตั้งแต่ที่เขาพูดเหมือนไม่อยากไป ผมคิดว่าการที่เขาจะเอาข้อมูลผมไปได้ มันต้องมีสาเหตุหรืออะไรสักอย่าง

 

และของสำคัญเขาก็น่าจะพกติดตัวมา ผมเลยต้องแอบมาหาที่นี่โดยไม่ลืมปิดการใช้งานกล้องวงจรปิดบริเวณนี้

 

อาศัยความช่วยเหลือจากผู้ภักดีนิดหน่อย

 

ผมปิดประตูอย่างเงียบเชียบ มองหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนเผื่อว่าเกิดเรื่องอะไร จะได้ซ่อนแล้วแอบออกไปทัน ก่อนหน้านี้ผมตรวจสอบแล้วว่าริชาร์ดอยู่ตรงไหน เหมือนเขาจะอยู่ใกล้โอเว่นเป็นพิเศษ ส่วนเอริคเขาอยู่ที่ห้องควบคุมดูว่าทุกคนทำอะไร

 

แต่ผมให้จอร์แดนย้อนเทปเก่า แก้เลขวันเวลาให้ตรงเพื่อให้ดูว่าผมยังอยู่ที่ห้องตัวเอง

 

“อยู่ไหนนะ” ผมเลียปากเลือกที่จะไม่เปิดไฟ เนื่องจากถ้าริชาร์ดกลับมามันคงจะไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเห็นไฟเปิดอยู่ ผมเดินเข้ามาในส่วนของห้องนอน เขาไม่ได้เอาทุกอย่างออกจากระเป๋า ส่วนใหญ่ก็มีเสื้อผ้าบางชุดที่เอาออกมาวางบนเตียงไว้ ผมเดินเข้าไปไม่ลืมคอยมองข้างหลัง แสงสว่างที่แม้จะถูกม่านปิดไว้ก็ยังพอที่จะทำให้ผมมองเห็นอะไรได้บ้าง

 

ผมเลื่อนกระเป๋าของเขาไปมา ค้นดูว่าเขามีอะไรติดตัวมาบ้าง

 

“ต้องมีอะไรบ้างสิ...” ลมหายใจถูกพ่นออกกัดปากนิดหน่อยตอนค้นหา ผมหยิบกระเป๋าใบหนึ่งที่เหมือนกระเป๋าเอกสารขึ้นมาวางบนเตียง มันดูน่าสงสัยที่สุดในบรรดาของที่เขาเอามา และน่าสงสัยเข้าไปอีกเมื่อพบว่ามันต้องใส่รหัสผ่าน

 

เขาคงกันพวกชอบอยากรู้อยากเห็นเช่นผม

 

“รหัสอะไร” คิ้วสวยขมวดกันแน่นไล้นิ้วไปกับตัวเลขสีเงินพวกนั้น ผมคิดว่ามันต้องซ่อนอะไรไว้แน่ๆ ไม่งั้นเขาจะใช้กระเป๋าที่เหมือนกับเซฟเคลื่อนที่ทำไม

 

แต่ว่ารหัสของเขาคืออะไร?

 

“มันต้องมีคำใบ้สิน่า” ผมบอกตัวเอง รีบลุกขึ้นยืนไปดูกระเป๋าที่เขาเอามาทุกใบ มันมีอยู่ประมาณสามสี่ใบ สองใบแรกเปิดทิ้งไว้เพราะเป็นกระเป๋าใส่ของ ผมเลียปาก เพ่งเล็งไปที่กระเป๋าอีกใบซึ่งเขาซ่อนไว้ใต้เตียง มือขาวดึงมันออกมา มันดูเปิดแง้มเอาไว้ราวกับจงใจปิดไม่สนิท

 

นาทีนั้นผมกวาดตาดูว่ามันมีอะไรพอเป็นเบาะแสได้ไหม พลันก็ไปสบเข้ากับตัวเลขที่ใช้ปลดล็อกมันไว้

 

“สามสองสามสี่” ผมอ่านมันแล้วรีบมาใช้กับกระเป๋าอีกใบ เหงื่อกาฬผุดซึมที่หน้าผากมนนิดหน่อย เนื่องจากความเครียดและในนี้ก็ร้อนเกินไป ผมเม้มปากแน่นกลืนน้ำลายลงคอภาวนาขอให้มันเปิดได้ เสียงแก๊กๆ ยามบิดตัวเลขเป็นอะไรที่ระทึกใจ มองมันสลับกับกระเป๋าอีกใบที่เปิดแง้มไว้...

 

เป็นจังหวะเดียวกับที่คำภาวนาขอผมเป็นจริง

 

กริ๊ก !

 

“ได้ล่ะ!” ผมเกือบร้องไชโยดีที่สงบปากไว้ทัน ปาดเหงื่อลวกๆ ขณะที่ใช้อีกมือเปิดมัน วินาทีนั้นหัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นส่ำ กวาดมองเอกสารมากมายที่ถูกพิมพ์ ถูกขีด รวมถึงถูกขีดฆ่ามากมาย มันเหมือนกับข้อมูลวิจัยอะไรสักอย่างที่รั้งให้ผมหยิบมันขึ้นมาดูทีละใบ และพบว่ามันคือการวิจัย...

 

‘การวิจัยสัตว์ใต้น้ำโดยทีมวิจัยซานทาเนีย’

 

“นี่มันคือทีมของพ่อนิ” ผมย่นคิ้วจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้จากปากพ่ออยู่บ่อยครั้ง เมื่อตอนยังเด็กพ่อของผมเป็นนักวิจัยในทีมวิจัยชื่อดัง พวกเขาค้นหาสัตว์น้ำใต้ทะเลหลายอย่างเพื่อศึกษาว่าอะไรคือตัวแปรที่ทำให้มันมีชีวิตอยู่ได้ ทว่าไม่นานนักพ่อก็ออกจากทีมวิจัย

 

พ่อค้นพบอสูรกายตัวใหญ่ นั่นคือสาเหตุที่พ่อสร้าง EDS ขึ้นมา

 

“นี่อากับพ่อเหรอ?” ผมว่าเสียงแผ่วไล่สายตามองดูภาพทีมซานทาเนียที่ถูกถ่ายไว้ มีหลายคนถูกขีดฆ่าออก ถมทับด้วยหมึกดำราวกับบอกว่าพวกเขาตาย มีเพียงแค่พ่อกับริชาร์ดเท่านั้นที่ไม่ถูกฆ่าทิ้งไป แถมที่หัวพ่อยังมีวงกลมสีแดงวงเอาไว้

 

มันคือการหมายหัวงั้นเหรอ?

 

“หมายความว่าไงกัน...อะ” ผมชะงักค้างเมื่อเห็นภาพวาดหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้สุดของกระเป๋า ความอยากรู้ทำให้ผมรีบหยิบมันขึ้นมาก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่า มันคือรูปพัฒนาการการกลายพันธุ์ของสัตว์แต่ละชนิดที่เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์เพื่อความอยู่รอดในยุคปัจจุบัน

 

มีตั้งแต่นก แมลง สัตว์ต่างๆ ยาวไปถึงสัตว์ในน้ำที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ที่น่าสนใจคือภาพที่เขียนไว้ว่าการเติบโตของเมกาโลดอน 

 

มันคือภาพฉลามที่แปรผันกลายเป็นคน ทว่าข้อมูลใต้ภาพกลับถูกลบ

 

ลบด้วยเลือดของใครสักคนคล้ายกับไม่ต้องการให้ใครรู้ความจริง

 

“นี่มันหมายความว่าไง อาคิดจะทำอะไรกันแน่ จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็น...”

 

ติ๊ด !

 

“!!!!!”

 

“ไอ้เด็กนั่นอวดดีชะมัด” ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินเสียงปลดล็อกห้อง หนำซ้ำยังตามมาด้วยเสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคนรุ่นพ่อที่เดินเข้ามาหา “คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้ามาลองดีกับผม นี่ถ้ามันไม่สำคัญ ผมคงโยนมันลงทะเลไปแล้ว”

 

“ซวยแล้ว...!” ผมพูดเสียงแผ่ว รีบเก็บของให้เข้าที่และไปแอบดูตรงประตูว่าริชาร์ดยืนอยู่ตรงไหน เจ้าตัวอยู่ตรงโซนรับแขกที่จัดไว้สำหรับคุยงาน เขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคนซึ่งมันคงไม่ดีถ้าเกิดเข้าเดินมาเจอผม จะให้วิ่งพรวดออกไปเลยก็คงดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เวิร์คเท่าไหร่

 

ผมเลยเลือกที่จะนิ่ง แอบดูว่าเขาจะทำอะไร

 

ริชาร์ดเหมือนกำลังคุยกับใคร และเขาก็เล่าเรื่องผมไปด้วย

 

“มันขู่จะฆ่าผมตั้งหลายรอบ ทำไมคุณไม่ส่งคนมาจัดการมันซะ ถ้ากลัวไอ้ฉลามบ้านั่นก็หาคนมาตายแทนสักสามสี่คนสิ ถ้ามีคนล่อไว้ยังไงก็เข้ามาจัดการโซลได้”

 

“อ๊ะ!”

 

“หรือจะฆ่ามันไปด้วยกันเลยก็ได้ ถ้าแค่ทำให้มันเจ็บ เราก็ลากกลับไปได้ไม่ใช่หรือไง” ริชาร์ดดูหัวเสีย เขาถอนหายใจหลายรอบใส่ปลายสาย “พรุ่งนี้ผมต้องไปจากที่นี่แล้ว โซลจะไปส่งผมที่ฝั่ง ผมฝากคนให้ช่วยดูแลทางนี้แล้ว คุณจะให้ผมไปเจอที่ไหน ไม่ ผมยังไม่ได้ข้อมูลมา แต่คืนนี้ผมจะเข้าไปเอามาให้ได้”

 

“…”

 

“ผมได้คีย์การ์ดสำหรับเข้าห้องวิจัยมาแล้ว” ดวงตาผมหรี่ลงเพ่งเล็งคีย์การ์ดที่เขาถือไว้ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นของใครสักคนในศูนย์วิจัย แต่เขาไปเอามาได้ยังไง

 

คีย์การ์ดที่เขามีใช้ได้แค่เปิดห้องนี้เท่านั้น นั่นแปลว่าไอ้บัตรสีทองที่เขาถือไว้ต้องไม่ใช่ของเขา...

 

“คนของผมไปเอามาให้ คืนนี้เขาจะดูต้นทางให้ตอนผมเข้าไปขโมยข้อมูล” ผมกัดฟันกรอดได้ต่สบถคำหยาบอยู่ในใจ ภาพของเอริคกับโอเว่นลอยเข้ามาในหัว หนึ่งในพวกเขาต้องเป็นคนให้คีย์การ์ดประจำตัวกับริชาร์ดเป็นแน่

 

เขายกยิ้ม ดูร้ายกาจขณะที่ผมกำหมัดแน่น แทบจะออกไปต่อยเขาอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าผมไม่อยากให้ความแตกซะก่อน

 

“ส่วนเรื่องโจเอลผมจัดการให้แล้วนะ ทีนี้คุณก็ไม่ต้องคอยเหม็นหน้าลูกชายงี่เง่า”

 

“อะไรนะ...”

 

“มีความสุขกับลูกชายคนโตของคุณไปเถอะ แล้วพรุ่งนี้ก็บอกเรือให้รอผมด้วย ผมจะรีบไปร่วมงาน” เขาหัวเราะสนุกผิดกับผมที่เบิกตากว้าง เมื่อกี้เขาพูดว่า ‘ลูกชาย’ งั้นเหรอ แปลว่าคนที่ริชาร์ดกำลังคุยด้วยคือพ่อไม่ก็แม่ของโจเอลงั้นเหรอ

 

นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ผมไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด

 

“ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนจับผิด ผมมีคนคอยช่วยอยู่ เขาเป็นคนที่ผมส่งมาอยู่ที่นี่นานแล้ว”

 

“…”

 

“และเขาก็ได้รับความไว้ใจด้วยสิ ชนิดที่ว่าโซลคงร้องไห้เลยถ้าได้รู้เรื่องนี้” ริชาร์ดยิ้มขำไม่สนใจเลยว่าใครจะรู้สึกยังไง “เอาเป็นว่าเตรียมทุกอย่างให้พร้อมแล้วกัน พรุ่งนี้ผมจะกลับไปพร้อมกับของที่คุณต้องการ แค่นี้นะ”

 

เขากดวางสายรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าต่างจากผมที่กัดปากแน่นด้วยความเครียดจัด เสยผมตัวเองไปหนึ่งทีพลางประมวลผลกับสิ่งที่ได้ยินจนเกินจะรับไหว ริชาร์ดกำลังจะไปเจอใครสักคนที่ส่งเขามาเอาข้อมูลไปให้ นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมเล่นเกมแม้รู้ว่าตัวเองจะเสี่ยงตาย

 

“แกได้ร้องไห้เหมือนวันที่พ่อแม่แกตายแน่ โซล อิลเดนสัน”

 

“อา...”

 

“ไอ้พวกฉลามเวรนั่นเหมือนกัน ถ้าได้ของที่ต้องการ ฉันจะส่งมันลงนรกไปพร้อมแก”  

 

นาทีนั้นผมยิ่งกว่าโดนกระสุนยิงเจาะเข้าที่หัวใจพาให้กำหมัดแน่น และกัดฟันกรอดด้วยความโกรธจัด ถึงอย่างนั้นตอนที่เขาทำท่าจะเดินมา ผมก็รีบเบี่ยงตัวถอยไปด้านหลัง มองหาลู่ทางที่จะพาผมออกไปจากที่นี่ได้ จะให้ไปซ่อนใต้เตียงหรือตู้เสื้อผ้า เขาก็คงจะจับผมได้

 

พลันศูนย์วิจัยก็สั่น รุนแรงจนริชาร์ดโวยลั่นด้วยความตกใจ

 

“อะไรนะ!” ผมค่อยๆ เดินไปดูตรงประตูว่าเขาอยู่ตรงไหน เห็นเจ้าตัวเดินออกไปข้างนอกชะโงกมองผ่านหน้าต่างว่าตรงทางเดินว่าเกิดอะไร ผมเลยใช้จังหวะนั้นรีบถอยกลับมา เปิดหน้าต่างที่ถูกล็อคไว้นานมาก ออกแรงกระชากนิดหน่อยเพราะมันฝืนจนน่าหงุดหงิด

 

แต่สงสัยผมจะออกแรงมากไปนิด

 

ปึง !

 

“ใครน่ะ!”

 

“เวรล่ะ!” ผมสบถบานหน้าต่างชนเข้ากับขอบกั้น ดังพอที่จะเรียกให้คนด้านนอกกลับเข้ามาข้างใน ได้ยินเสียงจ้ำอ้าวดังตามมาไล่หลัง เล่นเอาต้องรีบปีนป่ายขึ้นหน้าต่าง ก่อนจะพบว่าห้องของริชาร์ดไม่ได้ต่อกับทางเดินด้านนอกของศูนย์วิจัย

 

ถ้าโดดลงไปผมต้องลงทะเลอย่างเดียว

 

เสียดายที่ไม่มีเวลาให้คิด เสียงเปิดประตูออกทำให้ผมจำยอมกระโดดลงน้ำไปอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาสวยกวาดตามองหาดีแลนกับดายใต้น้ำ จากนั้นก็รีบถีบตัวส่งให้ตัวเองขึ้นไปบนทางเดินที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ผมตะเกียดตะกายรีบขึ้นมาแอบให้ไว

 

หัวใจของผมเต้นถี่ตอนเห็นครีบยาวเว้าแหว่งว่ายชิดขอบทางเดิน

 

“พวกแกแกล้งฉันเหรอ ไอ้ฉลามงี่เง่า”

 

“อะ...”

 

“เดี๋ยวพวกแกก็ไม่รอดแล้ว รวมถึงคนของแกด้วย” ผมกลืนน้ำลายลงคออยากหันไปมองว่าริชาร์ดพูดกับฉลามผมตัวไหน ที่พอจะมองเห็นได้คือดายว่ายไปแถวนั้น กระแทกศูนย์วิจัยคล้ายล่อให้อาลงมาหา ได้ยินเสียงถมน้ำลายนั่นยิ่งเพิ่มความดุดันของดายให้มากขึ้นไป

 

แต่อาก็ยังเป็นพวกปอดแหกมากกว่าใคร เขารีบปิดหน้าต่างเสียงดัง ปล่อยให้ฉลามของผมอาละวาดอยู่ตัวเดียว

 

“บัดซบ” ผมพึมพำส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด มองดายที่ว่ายเวียนมาหา “มันทำสกปรกกับแก ฉันจะทำให้มันต้องชดใช้มากขึ้นยิ่งกว่า”

 

“กึด”

 

“อดทนหน่อยนะดาย”

 

“…”

 

“มันไม่จบแค่นี้หรอก” ผมมองมือตัวเองที่ขยำบางอย่างเป็นก้อนกลมๆ พอคลี่ออกมันก็เป็นภาพของพ่อผมที่ถูกหมายหัวไว้ ผมหยิบมันออกมาตอนที่เก็บของเข้าที่ทุกอย่าง ด้วยความที่ภาพนี้อยู่ใต้สุดของกระเป๋า ผมไม่คิดว่าอาน่าจะสนใจหาเท่าไหร่

 

ที่ผมหยิบมาไม่ใช่ว่าผมอยากดูว่าหน้าตาพ่อผมเป็นยังไง แต่ผมอยากเห็นว่าคนด้านข้างที่กอดคอผมไว้ในวันนั้น...

 

คือคนเดียวกับที่ทรยศหักหลังในวันนี้

 

“ริชาร์ด ผมไม่ปล่อยคุณไว้แน่ ไอ้สารเลว”  

 

ผมกลับมาที่ห้องดีที่ไม่มีใครเจอตัวผม จอร์แดนรีบวิ่งมาหาผมทันทีที่เห็นว่าผมเข้ามาในห้องจริงๆ เขาใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงในการติดตั้งเครื่องค้นหาในมือถือของโจเอลที่ผมวานให้ ผมกล่าวขอบคุณเขาไป ไม่ลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าไปดูงานที่ทีมวิจัยทำไว้ที่ห้องควบคุมเพื่อที่โอเว่นและเอริคจะได้ไม่สงสัย

 

ก่อนจะกลับเข้าห้องมาในช่วงกลางคืน

 

“คืนนี้จะมีคนติดกับไหมนะ” ผมเลียปาก มองมือถือของโจเอลที่ปรากฏภาพทุกตัวจากกล้องวงจรปิด สองช่องท้ายเป็นภาพของเอริคกับโอเว่นที่อยู่ในห้องตัวเอง ดูเหมือนพวกเขากำลังเคลียร์เอกสาร ผมเลื่อนสายตามาที่ช่องตรงกลาง จอร์แดนนั่งอยู่ตรงโน้ตบุ๊ค ยกนิ้วโป้งให้ราวกับรู้ว่าผมดูอยู่

 

ผมกระตุกยิ้มพยักหน้าเบาๆ เป็นการรอดู

 

เกมดักคนโง่ของผมเริ่มต้นขึ้นแล้ว 

 

ติ๊ง !

 

“หืม...?” ผมเลิกคิ้วเมื่อจู่ๆ ข้อความหนึ่งก็แล่นเข้ามาหา ดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักของโจเอลที่ติดต่อเขา เพราะไม่ใช่แค่แมสเสจเดียวเท่านั้น ยังมีจากเพื่อนของเขาอีกสองสามคนที่ไม่ได้รับการตอบกลับ ผมไล่สายตาถือวิสาสะอ่านข้อความพวกนั้น สะดุดตาสุดก็อันล่าสุดที่เพิ่งเข้ามา

 

N-A : เมื่อไหร่จะกลับ น้องชาย

 

N-A : ไม่เห็นนายโทรกลับหาฉันเลย

 

“พี่ชายเหรอ?” ผมนิ่งคิดจำได้ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินริชาร์ดพูดเกี่ยวกับลูกคนโตของปลายสาย มันจะเป็นไปได้ไหมว่าคนที่ส่งข้อความมาคือพี่ชายโจเอล หรือไม่ก็คือคนที่เขาเคยพูดถึง บุหรี่ถูกจุดสูบ ผมปล่อยควันสีเทาลอยตลบห้องขณะที่นิโคตินถูกอัดเข้าปอดเพื่อให้สมองโล่งจะได้คิดเรื่องทั้งหมด

 

ไล่อ่านข้อความที่โจเอลกับ N-A ที่น่าจะเป็นชื่อย่อคุยกัน พวกเขาก็ดูสนิทสนมกันดีนิด ถึงคนพี่จะดูตามใจน้องมากกว่าก็เถอะ

 

N-A : เห็นพ่อบอกว่านายไม่สบายตั้งแต่ก่อนไปกับอา

 

N-A : ถ้านายว่างแล้วอย่าลืมโทรหาฉันแล้วกัน พรุ่งนี้มีปาร์ตี้บนเรือพ่อนะ หวังว่าจะได้เจอนาย

 

“คุณคงไม่ได้เจอน้องชายแล้วล่ะ” ผมส่ายหน้าไปมามีทั้งความเอือมระอาและความหน่ายใจปะปนกัน แต่ถ้าผมพิมพ์ไปแบบนั้น สาบานได้ว่าเขาต้องโทรมาทีนี้มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ผมจับสังเกตข้อความนั้นตรงที่เขาบอกว่า ‘พ่อบอกว่าโจเอลไม่สบาย’

 

งั้นแปลว่าคนที่ริชาร์ดคุยสายด้วยคือพ่อของพวกเขาใช่ไหม

 

ทำไมถึงเป็นคนที่โหดร้ายถึงขั้นให้คนอื่นฆ่าลูกตัวเอง?

 

“ปวดหัวชะมัด” ผมนวดขมับพ่นควันสีขาวคล้ายกับจะใช้มันปกป้องตัวเองจากอันตราย “ทำไมต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ กับชีวิตฉันด้วยนะ ให้ตายสิ”

 

‘แกได้ร้องไห้เหมือนวันที่พ่อแม่แกตายแน่ โซล อิลเดนสัน’

 

‘ไอ้พวกฉลามเวรนั่นเหมือนกัน ถ้าได้ของที่ต้องการ ฉันจะส่งมันลงนรกไปพร้อมแก’

 

‘การเติบโตของเมกาโลดอน’

 

“พวกเขาจะเอามันไปทดลองงั้นเหรอ” ผมครุ่นคิดตอนเห็นวิวัฒนาการการกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอดมันทำให้ผมงุนงงนิดหน่อย ผมเคยได้ยินเรื่องการเอาสัตว์มาตัดต่อพันธุกรรมให้มันมีรูปร่างแตกต่างจากของเดิมออกไป แต่เท่าที่ผมรู้คือการจะทำได้ มันต้องใช้เวลานาน รวมถึงเงินทุนมหาศาล หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวเท่ากับว่าสูญเสียทุกอย่างไปโดยเปล่าประโยชน์

 

เพราะงั้นถึงจะมีการวิจัยเรื่องนี้เกิดขึ้น มันก็ต้องอาศัยปัจจัยอะไรหลายอย่าง ผมคิดว่าริชาร์ดอาจจะอยากได้ดีเอ็นเอของเมกาโลดอนไปดัดแปลงพันธุกรรมก็ได้ หรือไม่แย่กว่านั้นคือเขาจะจับตัวจริงไปเพื่อใช้มันทดลอง

 

ผมไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นแน่

 

[คุณโซล ไฟล์มีการเคลื่อนไหวแล้วครับ]

 

“อะ..!” ผมหลุดจากภวังค์ตอนข้อความนั้นปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ผมให้จอร์แดนติดต่อกับผมผ่านมือถือของโจเอล เนื่องจากถ้าเขาติดต่อผ่านไวเลท ผมเกรงว่ามันจะไม่ปลอดภัย ตรงหัวมุมมือถือปรากฏสัญญาณเป็นตัวบอกว่ามีการเคลื่อนไหว ผมกดดูมันเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด

 

ตอนนี้ริชาร์ดอยู่ในห้องควบคุมที่คนนอกไม่น่าจะเข้าได้ เขาคงใช้คีย์การ์ดของใครสักคนแตะเข้ามา

 

[เขาใช้คีย์การ์ดคุณเอริค]

 

จอร์แดนส่งมาบอกพร้อมกับภาพที่ถูกสแกนด้วยเครื่องตรวจบัตร ผมไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้อีกฝ่ายทำหน้ายังไง ผมเปิดหน้าจอของกล้องวงจรปิดที่ห้องควบคุมเป็นหน้าจอใหญ่ มองดูริชาร์ดที่ตรงไปที่คอมหลักราวกับรู้อยู่แล้วว่าคอมไหนเก็บไฟล์ไว้

 

เจ้าตัวใช้ไฟฉายส่อง คีย์บางอย่างลงไปอย่างง่ายดาย เสียบแฟลชไดรฟ์ขณะที่จอร์แดนส่งภาพไฟล์ที่ถูกคัลลอกมาให้ ริชาร์ดคงไม่รู้เลยว่าโปรแกรมทุกตัวที่เราลงเอาไว้ ถ้าเกิดมีใครคัลลอกไฟล์ มันจะขึ้นว่าไฟล์ถูกอุปกรณ์ชนิดไหน รุ่นอะไร คัลลอกไปวันที่เท่าไหร่ เวลาไหนเพื่อไว้ให้เราตรวจสอบเวลาข้อมูลรั่วไหล

 

มันเป็นโปรแกรมที่แนชลีย์กับจอร์แดนคิดไว้ เมื่อก่อนผมไม่สนใจเลย แต่ทั้งสองบอกว่ามันจะมีประโยชน์แน่ๆ ขอให้เก็บไว้ ไม่คิดเลยว่ามันจะมีประโยชน์ให้ใช้ได้ในวันนี้

 

ริชาร์ดมองซ้ายมองขวา เขาไม่สังเกตกล้องวงจรปิดเลยเป็นอะไรที่ผิดสังเกตชะมัด หรือเขาคิดว่าดึกป่านนี้คงไม่มีใครมานั่งดู เพราะคนส่วนใหญ่ก็คงจะนอนไปหมดแล้ว

 

ผมเลียปากลืมสูบบุหรี่ไปชั่วขณะ ดวงตาจับจ้องไปที่เขา มองดูการกระทำแสนหยาบช้าในการเอาไฟล์ของผมไปอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่ตรวจสอบอะไรสักอย่าง พอได้ที่ต้องการเขาก็เดินออกไปเหมือนไม่ได้ทำอะไรมานั่นทำให้ผมถอนหายใจพลางส่ายหน้า

 

มองดูชื่อไฟล์ที่ริชาร์ดคัลลอกไป มันคือไฟล์ที่ชื่อว่า Megalodon – F

 

F ที่ย่อมาจาก False :)  

 

แสงแดดยามเช้าเป็นตัวบอกว่าการเดินทางมาถึง ผมยืนสูบบุหรี่ มองเบอร์นาร์ดกับเอริคที่ช่วยริชาร์ดขนของขึ้นเรือที่ผมเตรียมไว้ ดวงตาสอดส่ายมองดูว่าของที่เขาเอามามันครบทุกอย่างเหมือนเมื่อวานที่ผมเห็นไหม เหลือบไปมองครีบยาวสองครีบที่วนไปมารอบศูนย์วิจัยนิดหน่อย

 

ดีแลนกับดายแลดูจะอยากไปส่งอาของผมเช่นกัน

 

“เศร้าจัง ต้องไปซะแล้ว”

 

กึก !

 

“ยังไม่หายคิดถึงเราเลย โซล” ผมกลอกตาในจังหวะที่พ่นควันสีขาว ริชาร์ดเลยมองไม่เห็นความเหนื่อยหน่ายที่ผมพ่นออกไปใส่ เห็นเพียงแค่การยกยิ้มตามประสาหลานชาย

 

หลานชายที่ไม่เคยนับเขาว่าเป็นญาติหรือคนสนิทเลยสักครั้ง

 

“เอาไว้ถ้าผมว่าง ผมจะขึ้นฝั่งไปหาอา”

 

“อาฝากที่อยู่ไว้ให้ที่เอริคแล้วนะ รวมถึงเบอร์โทร”

 

“ขอบคุณครับ” ผมพยักหน้ารับทราบทุกข้อมูลที่เขาบอกไว้ เอริคหยิบกระดาษแผ่นนึงส่งมาให้ในนั้นเต็มไปด้วยตัวอักษรมากมายที่เขียนชื่อที่อยู่ และเบอร์โทรหรือก็คือนามบัตรของริชาร์ดนั่นแหละ “ฝากคุณดูแลที่นี่ด้วย ผมจะรีบกลับมา”

 

“แน่ใจเหรอว่าจะไม่ให้ผมหรือใครไปเป็นเพื่อนสักคน”

 

“ผมคิดว่าผมเอาอยู่นะ คงไม่มีเรื่องอะไรหรอก” ผมไหวไหล่ทำเป็นไม่สนใจความเป็นห่วงของเขา ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมก็คงรู้สึกซึ้งน้ำใจของเขาได้ไม่ยาก ทว่าตอนนี้ผมกลับไม่อยากมองหน้า หรือดูแววตาของเขา รวมถึงโอเว่นที่ผมเชื่อใจ

 

ผมกลัวว่าผมจะเห็นรอยยิ้มมาดร้ายและมีดในมือที่พวกเขาถือไว้พร้อมจะแทงผมตลอดเวลา

 

ควันสีขาวถูกพ่นออกจากปากอีกครั้ง ตลบอบอวลให้ดีแลนชนเรือเหมือนประชด เท่าที่สังเกตมันดูจะไม่ชอบเวลาผมสูบบุหรี่เท่าไหร่ มีหลายครั้งเหมือนกันที่ผมแกล้งพ่นใส่ ดีแค่ไหนที่มันไม่ลากผมลงไปกิน ผมเลียปากกระโดดขึ้นเรือพร้อมกับสตาร์ท

 

ริชาร์ดมองหน้าเอริคราวกับกล่าวอำลาแล้วโดดลงมาบนเรือ ขณะที่ผมตวัดสายตาไปมองหน้าอีกฝ่าย

 

ไม่มีคำพูดอะไรเอ่ยออกไป ผมเพียงแค่ใช้แววตาเป็นตัวสื่อว่าผมไว้ใจ

 

ไว้ใจว่าคุณจะไม่หักหลังตอนผมไม่อยู่

 

“แล้วเจอกัน”

 

“เดินทางดีๆ อย่าหนีเที่ยวอีกล่ะ” ผมหัวเราะโคลงหัวไปมาเหมือนสนุกสนาน เอริคช่วยดันหัวเรือเราให้ไปข้างหน้า ผมเลยดันคันเร่งตรงไปในทิศทางโดยไม่สนใจว่าริชาร์ดจะหาที่เกาะทันไหม ถ้าเกิดเขาตกลงไปแล้วโดนดายกับดีแลงับหัว ผมคงทำได้แค่ร้องไห้แล้วโบกมือลาให้กับช่วงเวลาที่มีด้วยกัน เสียดายที่ผมจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น

 

ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

 

“พวกมันตามเธอไม่หยุด” ริชาร์ดพูด หันไปมองสองครีบยาวที่ไล่หลัง “ถ้าตามไปถึงฝั่ง คนคงเห็นพวกมันแน่”

 

“เดี๋ยวพวกมันก็หยุดตามเอง”

 

“…”

 

“มันแค่อยากมาเห็นว่าผมปลอดภัยดี” ผมตอบโดยไม่มองหน้าเขา หวังเพียงให้คำพูดผมไปสะกิดเหมือนควันบุหรี่ที่คอยกวนใจ “มันก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ เวลาผมขึ้นฝั่งไป ส่วนใหญ่ผมก็จะให้เอริคล่อมันไว้ มันจะได้ไม่ต้องตามมาไกลเกิน”

 

“แล้วนี่จะปล่อยให้มันตามไปถึงไหน?”

 

“ก็จนกว่าผมจะแน่ใจว่าอาจะไม่เล่นพิเรนทร์อะไร”

 

“หา?”

 

“อาคงไม่คิดว่าผมจะไว้ใจอาเต็มร้อยหรอกใช่ไหม เราไม่มีความจริงใจให้กันอยู่แล้วนิ” ผมเหยียดยิ้มหยันตอนหันไปสบตากับเขา เห็นเจ้าตัวเบิกตากว้างดูตกใจกับคำพูดจาที่ไม่ไว้หน้าของผม ผมไม่จำเป็นจะต้องเคารพคนที่จ้องจะทำลายครอบครัวของผมหรอกนะ

 

เพราะเขาเองก็ไม่เคยเคารพฐานะของผมเหมือนกัน

 

เรายุติบทสนทนาไว้แค่นั้นเนื่องจากผมไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขา ผมไม่ถามเรื่องข้อมูลด้วยเพราะผมไม่อยากเห็นท่าทางเสแสร้งของเขาอีก ทำเพียงแค่ตรงดิ่งไปขึ้นฝั่ง ไม่รู้เลยว่าดีแลนกับดายหยุดตามผมตอนไหน รู้แค่ว่าพอมาถึงฝั่งพวกมันก็หายไป

 

ผมช่วยริชาร์ดขนของขึ้นท่าเรือไป มีคนมารอรับเขาอยู่สองสามคน

 

“ขอบคุณที่มาส่ง อานึกว่าเธอจะโยนอาลงทะเลซะแล้ว”

 

“ผมเองก็อยากทำ แต่พ่อคงไม่ดีใจถ้าผมใจร้ายกับเพื่อนรักของเขา”

 

“อะ...”

 

“และผมก็หวังว่าอาจะไม่ใจร้ายกับลูกชายของเขาเหมือนกัน” ผมยิ้มทำเป็นขอความเห็นใจทั้งที่ไม่ต้องการเลยสักนิด ริชาร์ดเดินมาลูบหัวผมนิดหน่อยราวกับบอกลาด้วยความอาลัยอาวรณ์ที่เห็นแล้วอยากจะขย้อนมื้อเช้าออกมาชะมัด

 

“อาไม่ใจร้ายกับเธอหรอก เธอเป็นหลานอา อาก็ต้องดูแลสิไม่งั้นอีธานคงเสียใจ”

 

“งั้นก็หวังว่าอาจะกลืนน้ำลายตัวเองทีหลัง”

 

“…”

 

“เพราะการเล่นเกมกับผม มันไม่จบง่ายๆ ด้วยสิ” ผมยักคิ้วสนุกสนานผิดกับอีกฝ่ายที่หน้าตึงไป “เอาเป็นว่าผมขอตัวกลับศูนย์วิจัยก่อน อ้อ และถ้าอาจะมาอีก รบกวนติดต่อผมก่อน ผมไม่อยากให้ใครมาตายในที่ของผมเพิ่มอีก ทะเลนี่มีผีเยอะแล้ว”

 

ริชาร์ดไม่ตลกไปกับผมที่หัวเราะอย่างขบขัน ผมเลยดึงมือเขาออกแล้วสตาร์ทเรือหวนกลับ ตรงดิ่งไปในทางที่จากมาทำให้เขาเห็นว่าผมไม่ติดใจกับทุกการกระทำอะไรของเขาทั้งนั้น

 

ทั้งที่มันไม่ใช่

 

ผมหยุดเรือกลางทะเล ไกลพอที่จะมั่นใจว่าเขาจะไม่เห็นการเคลื่อนไหวของผม

 

ทิ้งตัวลงนั่งห้อยขาลงไปในน้ำ มองดายกับดีแลนที่ไม่รู้ว่ากลับมาตอนไหน พวกมันว่ายเวียนผม อีกนิดเดียวก็คงจะกินขาผมเข้าไป ทว่าผมไม่สนใจ หยิบมือถือโจเอลขึ้นมาดูวงกลมสีแดงที่เคลื่อนไปมาตามเส้นทางที่จอร์แดนทำไว้ให้

 

รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏตอนเห็นว่าริชาร์ดกำลังตรงไปที่ไหน มันทำให้ผมต้องหันไปถามความคิดเจ้าฉลามยักษ์ที่ว่ายอยู่ไม่ไกล

 

“ไปดูหน้าคนเลวกันไหม”

 

“กึด”

 

“เดี๋ยวพาไปกินมื้อเย็น :) ”  

 

LOADING 100 PER 

ผู้เล่นไม่ได้มีแค่หนึ่ง มีผู้เล่นเก่า มีผู้เล่นใหม่  

แต่สิ่งเดียวที่บอกไว้ คือ ถ้าไม่อยากตาย... 

อย่าเป็นผู้ชนะในเกมนี้ :) 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น