Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 19 : เกมซ่อนหา

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 19 : เกมซ่อนหา

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ค. 2562 09:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 19 : เกมซ่อนหา
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 19 : เกมซ่อนหา 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

คิ้วทั้งสองขมวดกันแน่น ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเอริคถึงทำอย่างนั้น เขาเหวี่ยงกระเป๋าลงทะเลใสไม่สนใจว่าก่อนหน้านี้พยายามหามันขนาดไหน เจ้ากระเป๋านั้นแลดูจะใส่ของหนักเอาไว้ เพราะไม่กี่ชั่วอึดใจมันก็เริ่มจมลงสู่ทะเลลึก เอริคยืนอยู่ตรงนั้น มองดูจนแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด จากนั้นก็รีบเดินกลับเวลานี้เริ่มจะเช้าแล้ว

 

ผมเลียปากตัวเองรอจนเขาเดินเข้าศูนย์วิจัย พลันก็รีบไต่ลงจากแทงก์น้ำ วิ่งมาตรงจุดเดียวกับที่เขาโยนกระเป๋าทิ้งไป ระหว่างนั้นก็คิดว่าในมีอะไรทำไมเขาถึงต้องทำลายมัน ดูท่าจะเป็นของสำคัญไม่ก็อะไรสักอย่างที่มีอิทธิพลเกินจะทานไหว

 

และทางเดียวที่เราจะรู้ว่าในนั้นคืออะไร

 

คือโดดลงไปเอามันซะ

 

“เอาล่ะนะ” ผมกลืนน้ำลายลงคอ กวาดตามองหาว่ามีครีบยาวของอสูรกายอยู่แถวนี้ไหม พอเห็นว่าปลอดภัยก็ค่อยๆ ถอดรองเท้าหย่อนตัวลงน้ำให้เบาที่สุด มันจะดีกว่าถ้าผมลงไปเงียบๆ ไม่ทำตัวให้เป็นที่เตะตา ถ้าผมกระโดดลงไปแรงๆ นอกจากจะทำให้ดายกับดีแลนว่ายมาหา คนในศูนย์วิจัยก็จะแห่มากันยกใหญ่

 

ผมไม่ปล่อยให้ตัวเองติดอยู่กับความหนาวเย็นของสายน้ำนานนัก รีบหอบอากาศเข้าปากแล้วดำน้ำลงไปหาของที่น่าสนใจ สองขาตีกันอย่างแรง แหวกว่ายหยาดใสสลับกับมองหาว่าแถวนี้มีตัวอะไรจะมาเกเรใส่ผมไหม กระเป๋าสีดำใบนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ มันกำลังร่วงลงความลึกที่ถ้าผมช้ากว่านี้ ผมคงจะขาดใจตายก่อนรู้ว่ามันคืออะไร

 

และมันคงไม่ดีใช่ไหมถ้าผมตาย

 

เพราะผมจะไม่ได้อะไรเลยจากการเดิมพัน

 

“ฟู่ว” ฟองอากาศลอยตลบใบหน้าตามแรงที่ผมพ่นออก ผมใช้แรงมหาศาลในการว่ายมาเอากระเป๋า คิดซะว่ากำลังช่วยชีวิตคนให้รอดจากฉลาม เพราะความตื่นตระหนกจะทำให้เรามีแรงมากขึ้นเป็นสิบเท่า มันเป็นวิถีการเอาตัวรอดของมนุษย์

 

ทว่าในนาทีที่ผมกำลังจะคว้ากระเป๋าได้ แสงสว่างจากบนหัวก็มืดดับ นาทีนั้นผมเลยหันกลับไปมองก่อนจะ...

 

“กึด!”

 

‘ดาย!’

 

หัวผมเกือบขาดตอนที่เจ้าฉลามยักษ์ตวัดตัวมาหาผม ไม่รู้ตัวเลยว่ามันโผล่มาตอนไหน ยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังเงียบสงบ ดายทำท่าจะโจมตีผม ความตกใจพาให้ผมปล่อยอากาศที่มีจนเกือบหมด ถึงอย่างนั้นผมก็พยายามตั้งสติ ใช้อากาศที่มีรีบดำลงไปเอากระเป๋า

 

เจ้าตัวร้ายตามผมมา ขากรรไกรของมันเฉียดขาผมอยู่รอมร่อ คาดว่าคงจะโกรธเรื่องเมื่อคืนอยู่ถึงจะได้หงุดหงิดขนาดนี้ ดูจากความเร็วที่มันพุ่งมาหาผม นี่มันต่างจากปกติที่มันว่ายเข้าหา

 

มันคือการจู่โจมแบบบ้าอำนาจ

 

กะฆ่าให้ตายเหมือนคนอื่น 

 

“อื้อ!” ผมครางในลำคอด้วยความตื่นตระหนก สองขาตีกันอย่างแรงแหวกว่ายผ่านสายน้ำพาตัวเองขึ้นฝั่ง ผมจับกระเป๋าใบนั้นไว้แน่นมาก อย่างน้อยก่อนตายผมก็ต้องรู้ให้ได้ว่าในนั้นมันคืออะไร และถ้าต้องตายผมต้องเอากระเป๋าใบนี้ขึ้นไปบนฝั่งให้ได้

 

มันต้องมีใครสักคนที่ช่วยผมได้แหละน่า

 

“กึด!”

 

‘ไอ้ฉลามงี่เง่า’

 

ผมคิดในใจตอนได้ยินเสียงขบกัด ดายไล่ตามผมมาไม่หยุดยั้ง ดีแค่ไหนที่ดีแลนไม่มาร่วมด้วยไม่งั้นผมคงมีแต่ตายกับตายเนื่องจากเมื่อวานก่อเรื่องไว้ค่อนข้างมาก ผมรู้ว่าตัวเองไม่ควรจะลงมาหลังจากทำเรื่องแบบนั้นให้มันคิดไกล แต่ใครจะคิดว่ามันจะตื่นเร็วและมาอันธพาลใส่

 

มันเป็นฉลามโง่ที่สมบูรณ์จริงๆ

 

ผมถีบปากตายเพื่อส่งตัวเองขึ้นผิวน้ำ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์เป็นสิ่งเดียวที่ผมต้องขึ้นไปเจอมันให้ได้แม้ว่าตอนนี้ผมจะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงเลยก็ตาม

 

พลันในตอนที่ผมกำลังจะขึ้นไปรับอากาศ ดายกลับทำเรื่องโหดร้ายใส่

 

งับ !

 

มันกัดเข้าที่กระเป๋าผมลงทะเลไป กะจะฆ่าผมให้ตายจริงๆ!

 

‘บ้าเอ้ย’

 

“อื้อ!!!!” ผมส่งเสียงเตือนให้มันรู้ว่าลมหายใจผมจะใกล้หมด นั่นแปลว่าผมไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงกับมันมากนัก และด้วยความที่ผมเสียกระเป๋าใบนั้นไม่ได้ ผมเลยต้องคิดหาทางใหม่ บวกกับลมหายใจที่หมดทำสติผมไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

 

ภาพตรงหน้าพร่าเลือนก่อนที่แสงสว่างจะสาดเต็มใบหน้า

 

ดายพาผมขึ้นมาบนผิวน้ำคล้ายกับปลอบประโลมก่อนขาดใจ

 

“เฮือก!” นาทีนั้นผมรีบโกยอากาศเข้าปอด นานเหมือนกันก่อนที่มันจะลากผมลงไปในน้ำอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งคิดหาทางให้มันปล่อยผมจากความตาย ผมพยายามยื้อกระเป๋าออกจากปากดาย ย่นคิ้วใส่สบเข้ากับนัยน์ตาสีดำที่สะท้อนภาพผมเอาไว้

 

ดายกำลังโกรธ เป็นครั้งแรกที่เห็นชัดเจนจนเผลอหวั่นใจ

 

ถึงอย่างนั้นผมก็อาศัยจังหวะที่มันเผยอปากนิดหน่อย กระชากกระเป๋าออกพร้อมกับถีบปากมันส่งตัวให้ว่ายกลับไปในทางที่มา

 

สองขาตีกันฉับๆ รวดเร็วไม่ต่างจากหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นส่ำ ไม่ทันสังเกตเลยว่ามันลากผมมาไกลจากศูนย์วิจัยเหมือนกันเลยต้องใช้เวลาว่ายกลับ ผมหอบหายใจ ในหัวมึนไปหมด พยายามฝืนกายว่ายหนีมันให้พ้น ดายกัดผมไม่ปล่อยแถมยังตีคู่มาคล้ายจะฆ่ากันให้ได้

 

ผมเบี่ยงตัวหลบให้มันลอยผ่านหัวผมไป คราวนี้ผมสะพายกระเป๋าไว้ด้านหลัง จะได้ว่ายน้ำสองมือได้สะดวกขึ้น สายน้ำกระเซ็นไปตามแรงว่ายของผม แย่หน่อยที่ผมดำลงไปลึกๆ ไม่ได้ ผมรู้สึกเหมือนจะหน้ามืดเลยต้องว่ายแบบที่ต้องคอยโผล่ขึ้นมาหายใจ

 

เจ้าตัวร้ายหายไป ผมเลยอาศัยจังหวะนั้นโยนกระเป๋าขึ้นไปบนทางเดินก่อน แล้วค่อยดันตัวขึ้นไป

 

ทว่าในตอนที่ผมกำลังจะทำได้...

 

จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างกระชากผมลงทะเล

 

“อื้อ!!!!!” ร่างผมจมลงในนั้น ฟองอากาศลอยตลบอบอวลขณะที่ผมหลับตาปี๋เพราะน้ำกระเด็นเข้าใส่ เนื้อตัวโดนโอบรัดด้วยอะไรสักอย่าง มันแน่นหนายิ่งกว่าคีมเหล็ก หากแต่กลับอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดราวกับว่าผมตกอยู่ในวงแขนของใครสักคนยังไงยังงั้น

 

ผมตกใจมากพยายามดันตัวเองออก ทุกการกอดรัดมันเจ็บจนเหมือนกระดูกจะหัก พลันผมก็ต้องเบิกตากว้าง เผลอกรีดร้องเสียดายที่น้ำมันโอบอุ้มเสียงของผมไว้เลยไม่มีใครได้ยินความช่วยเหลือที่ผมส่งผ่านไปได้

 

ผมถูกกัด

 

อย่างแรงเลยที่ท้ายทอย

 

รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาเปื้อนใบหน้า นาทีนั้นผมคิดว่าผมไม่รอดแน่ แต่ก็พยายามดิ้นรนจิกเล็บลงกับเนื้อที่กอดเอวผมไว้ ไม่นานนักบางอย่างด้านหลังก็ยอมถอยไป ผมรีบตะเกียดตะกายขึ้นฝั่ง หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ รีบถอยกรูไปชิดกับรั้วกั้นอีกฝั่งของทางเดินกุมท้ายทอยที่มีเลือดไหลเยิ้มของตัวเองไว้แน่น

 

มันต้องร้อนทั้งแสบยิ่งโดนน้ำเค็มของทะเลก็ยิ่งเจ็บจนน้ำตาซึมไปหมด ผมไม่รู้ว่าอะไรกัดผม มันรุนแรงไม่ต่างจากฟันฉลาม และด้วยความที่ผมใส่เสื้อขาว หยาดข้นเลยไหลย้อมตัวไปหมด ร่างกายผมสั่นไหวรับรู้ได้ถึงความกลัว

 

พยายามถามตัวเองว่าผมโดนอะไรกัด

 

มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ใช่ดายแน่ๆ ฟันฉลามไม่สร้างรอยแผลแค่นี้ ถ้าเป็นมันผมคงตายไปแล้ว แต่จะว่าเป็นคน ผมก็ว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น ยิ่งผีก็คงไม่น่าใช่

 

แล้วมันคือตัวอะไร

 

“ตัวอะไรอยู่ในน้ำกัน” ผมถามตัวเองมองมือเปื้อนเลือดที่สั่นไหว เพราะความกลัวผมเลยไม่กล้าหันหลังไปดูว่าตัวที่ฉุดผมลงไปคืออะไร ทำได้แค่ต่อสู้แล้วก็โดนมันทำร้าย กวาดตาไปดูทะเลก็ไม่พบความผิดปกติอะไร นอกจากครีบยาวของดายที่ลอยห่างออกไป

 

มันดูจะพอใจแล้วที่ไล่ผมขึ้นฝั่ง

 

พลันตอนที่ผมกำลังหลุบตาคิดหาเหตุผลล้านแปดประการ ผมก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าที่ตัวเองโยนขึ้นมาก่อนหน้า ริมฝีปากสีสดถูกละเลียดช้าๆ เอื้อมไปลากมันเข้าหา นิ่วหน้าเจ็บแผลนิดหน่อย หนำซ้ำยังต้องกดห้ามเลือดไว้ ถึงอย่างนั้นความอยากรู้มันก็ไม่เข้าใครออกใคร

 

ผมเทของในกระเป๋าออกมา สอดส่ายสายตาดูว่าข้างในมันมีอะไร

 

ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกระเป๋าตังค์ มือถือ และของใช้ทั่วไป กระทั่งบางอย่างตกลงมากระทบกับทางเดินเข้าให้ วินาทีนั้นแหละที่ผมเบิกตากว้างใส่

 

มันคือปืนผมที่หายไป มันอยู่ในกระเป๋าของโจเอล 

 

“อะไรกัน มันไปอยู่ในนี้ได้ยังไง”

 

กึก !

 

“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” คิ้วสวยขมวดกันแน่นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมปืนผมถึงมาอยู่ในนี้ได้ ผมมั่นใจว่าไม่เคยยื่นปืนให้ใคร ผมไม่ได้เปิดกล่องที่เก็บปืนไว้มานานมาก และคนเดียวที่รู้ที่ซ่อนก็คือคนที่ตายไปแล้วอย่างสตีฟ

 

แล้วนี่ทำไมมันถึงมาอยู่ในกระเป๋าของโจเอลกัน

 

หนำซ้ำเอริคยังเอามาทิ้งลงทะเลอีก

 

มันเกิดอะไรขึ้นกับคนที่นี่

 

พวกเขาปิดบังอะไรผมอยู่ 

 

“อ้าวคุณโซล มาทำอะไรตรงนี้ครับ”

 

“อ๊ะ!”

 

“แล้วนั่นที่คอไปโดนอะไรมาครับ เลือดเต็มเลย!” ผมสะดุ้งรีบเก็บของลงกระเป๋าก่อนจะหันไปหาเบอร์นาร์ดที่เบิกตากว้างใส่ ความตกใจทำให้ผมลืมแผลที่ท้ายทอยไปกลับมาเจ็บอีกก็ตอนที่เขาทัก ซ้ำร้ายยังต้องรีบเอากระเป๋าซ่อนไว้ด้านหลัง ยกยิ้มให้เขาตอนยืนขึ้นมา

 

“ไม่มีอะไรหรอกเบอร์นาร์ด ผมก็แค่...โดนอะไรกัดนิดหน่อย”

 

“ไม่นิดหน่อยนะครับคุณโซล แผลมันดูใหญ่มาก!”

 

“ใหญ่อะไรกัน นิดเดียวเอง เดี๋ยวผมก็ไปทำแผลแล้วน่า” เจ้าตัวทำหน้ากังวลผมเลยเดินไปตบบ่าเขาเป็นการปลอบขวัญ ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงที่ผมมีแผลฉกรรจ์แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นตอนนี้หรอก “จริงสิ โอเว่นตื่นหรือยัง ผมอยากคุยกับเขาเรื่องงานสักหน่อย”

 

“เห็นออกมาจากห้องมาแล้วนะครับคุณโซล แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน”

 

“งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมเดินหาเขาเองก็ได้”

 

“ให้ผมพาไป...”

 

“แต่คุณช่วยอย่าบอกใครได้ไหมว่าเห็นผมในสภาพนี้”

 

“หา?”

 

“เผอิญผมไม่อยากให้ใครเป็นห่วงน่ะ พวกเราเพิ่งเจอเรื่องไม่ดีมา ผมไม่อยากให้พวกเขาต้องมาคิดมากอีก” ถอนหายใจไปทีทำหน้าเหมือนขอให้เขาเข้าใจโดยไม่ต้องถาม ว่ากันตามตรงผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นหรอก ผมแค่ไม่อยากให้เบอร์นาร์ดเอาไปบอกเอริคว่าเห็นผมตัวเปียกยืนซ่อนกระเป๋าไว้ด้านหลัง

 

ก็ถ้าเอริคหรือหนึ่งพวกเขารู้ว่าผมโดดลงน้ำเพื่อไปเอามันมา ผมรับประกันได้ว่าผมจะต้องโดนเล่นงานหนักกว่าที่คิดแน่นอน

 

ซึ่งคำพูดผมทำให้เบอร์นาร์ดชะงักหน่อยๆ เสียดายที่ผมไม่มีเวลาอธิบายมากนัก ผมตบบ่าอีกครั้งเขาเบี่ยงตัวหลบกลับเข้าไปในศูนย์วิจัย สิ่งแรกที่ผมทำคือไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมคงไม่หอบสภาพตัวเองที่เปียกเหมือนลูกหมาไปตามสืบใคร รวมถึงคงไม่เดินถือหลักฐานไปทั่วให้ใครๆ เห็นว่าผมมีอะไร

 

ผมเลือกที่จะซ่อนมันไว้ในห้อง ตรงตู้เซฟที่ต้องเข้ารหัส

 

ไม่มีใครรู้ว่ารหัสนี่คืออะไรนอกจากตัวผมและพวกฉลาม ถ้าถามว่ามันเกี่ยวอะไรกับดีแลนและดาย...

 

มันคือวันที่พวกมันเกิดขึ้นมา 

 

“โอเว่นอยู่ไหนนะ” ผมพึมพำกวาดตามองหาโอเว่นว่าอยู่ที่ไหน ผมเดินตามหาเขามาพักใหญ่ตั้งแต่อาบน้ำเสร็จ ทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเขา ชะงักนิดหน่อยตอนเดินผ่านห้องควบคุมแล้วเห็นแนชลีย์ปลอบจอร์แดนที่เศร้าอยู่ ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ทำใจยากสำหรับเขา แต่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ผมจะได้ปลอบใจเขาหลังคุยกับโอเว่นเสร็จ

 

คิดไว้แล้วว่าจะทำยังไง คงต้องใช้มารยา...

 

“คุณทำบ้าอะไรของคุณ คิดจะใช้เขาเป็นเหยื่อล่อหรือไง!”

 

“!!!”

 

“คุณรู้ไหมว่าถ้าเขาเป็นอะไรไป คนที่จะตายยิ่งกว่าตายมันคือคุณ ไอ้หน้าโง่เอ้ย” เสียงของใครบางคนดังลอดออกมาจากทางเดินข้างใต้ศูนย์วิจัย มันเป็นทางเดินใต้ทะเลไว้ดูว่าพวกสัตว์น้ำเป็นยังไง และสามารถมองเห็นได้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ในห้องตัวเอง ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้เปิดม่าน นั่นแปลว่าไม่มีใครเห็นผมทำอะไรตั้งแต่เมื่อวาน

 

อีกอย่างทางเดินนี่แทบไม่เคยมีคนลงมา ส่วนใหญ่พวกเขาจะทำงานกันอยู่ด้านบน

 

การที่มีคนมายืนทะเลาะกันอยู่ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องพิกล ส่งผลให้ผมที่ลงมาต้องรีบซ่อนตัวไม่ให้พวกเขาเห็น แอบชะโงกหน้ามองผ่านกล่องลังที่พวกพนักงานเอามาสุมไว้ คาดว่าน่าจะเป็นพวกอุปกรณ์อะไรสักอย่าง ด้านหลังผมเป็นประตูมีทางเดินฉุกเฉินอยู่ไม่ไกล ดีที่ผมเดินลงมาจากบันไดเลยไม่มีใครรู้ว่าผมมา

 

“ก็มันช่วยไม่ได้ โอกาสแบบนั้นมันจะมีอีกที่ไหน มีอะไรก็ต้องคว้าไว้”

 

“แล้วก็พาตัวเองไปตายน่ะเหรอ คุณใช้สมองคิดบ้างหรือเปล่าริชาร์ด!”

 

“อา?”

 

 

“ทันทีที่พวกมันรู้ว่าคุณจะฆ่าเขา มันจะล่าคุณจนกว่าจะตาย ต่อให้แลกด้วยชีวิตหลานชายคุณมันก็ไม่หยุดหรอกผมจะบอกให้”

 

“แต่เขาก็ปลอดภัยไม่ใช่หรือไง อย่าคิดเยอะเลยน่าเอริค”

 

“เอริคเหรอ”

 

ตุ้บ !

 

ผมรีบหันกลับมามานั่งชิดลังเพราะดันตกใจกับชื่อที่ได้ยิน แล้วเผลอชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนเกิดเสียงดังตุ้บ นาทีนั้นหัวใจของผมเต้นแรงไม่ยอมหยุด กลัวพวกเขาจะรู้ว่าผมซ่อนอยู่ตรงนี้ มือขาวถูกยกมาปิดปาก พยายามตั้งสติไม่ให้ผลีผลามทำอะไรไม่ดี เสียงพูดคุยเงียบไปเล็กน้อยยิ่งทำผมลุ้นระทึกมากขึ้นอีกเท่าตัว

 

“นั่นอะไร?”

 

“สงสัยดายคงชนกระจก กล่องมันเลยหล่นลงมา” เอริคตอบกลับ เขาถอนหายใจแล้วกลับไปคุยกับริชาร์ดต่อ “คุณอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมองข้ามได้ คุณรู้ไหมว่าคุณทำให้เขาสงสัย”

 

“แต่เธอก็กำจัดหลักฐานไปแล้วไม่ใช่หรือไง เขาก็สงสัยอะไรไม่ได้หรอก” คำพูดของริชาร์ดทำผมชะงัก ภาพกระเป๋าของโจเอลลอยเข้ามาในหัว “ปืนนั่นคงลงทะเลไปแล้วแหละไม่ต้องกลัว คุณเป็นคนทำเองแท้ๆ จะกังวลอะไร”

 

“ผมไม่ได้กังวล แต่ผมไม่ชอบที่คุณทำให้โซลกลายเป็นเหยื่อล่อฉลาม”

 

“เขาก็เป็นแบบนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือไง”

 

“ริชาร์ด...!”

 

“อีกอย่างดวงเขาแข็งจะตาย ไม่งั้นเขาก็คงตายไปพร้อมพ่อแม่นานแล้ว” ดวงตาผมเบิกกว้างนึกถึงวันที่เสียพ่อแม่ไป ผมยังจดจำได้ทุกอย่างว่าวันนั้นมันเลวร้ายแค่ไหน ถึงความทรงจำจะไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่เสี้ยวใบหน้าของคนที่โยนพ่อแม่ผมลงทะเลไป...

 

ผมไม่เคยลืมมัน 

 

“เขารอดมาได้เพราะพวกมันรักเขา เราถึงใช้ประโยชน์จากเขาได้เยอะไงเอริค” ผมลอบมองก็เห็นริชาร์ดบีบบ่าของคนที่ขย้ำคอเสื้อเขาอยู่ เอริคหลุบตาลงดูเหมือนกำลังคิดอะไร ความรู้สึกหลากหลายไหลผ่านอยู่ในดวงตาปิดบังด้วยใบหน้านิ่งงัน ผมพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่พวกเขาพูดกัน

 

ดูเหมือนว่าริชาร์ดจะใช้ผมเป็นเหยื่อล่อเพื่อทำอะไรสักอย่างเมื่อวาน

 

“และดีมากที่โจเอลตาย จะได้ทำอะไรได้มากขึ้นไม่ต้องห่วงอะไรสักที”

 

“ผมนึกว่าคุณจะเสียใจกับเรื่องนั้นจริงๆ”

 

“ผมไม่เสียใจกับคนตายหรอกนะเอริค เด็กนั่นมันขี้ขลาด” อาทำหน้ารำคาญกลอกตาไปมาไร้จิตสำนึก “ตอนที่ผมเห็นโซลขึ้นมาคนเดียว คุณไม่รู้หรอกว่าผมดีใจแค่ไหน ผมหาจังหวะล่อมันไปตายตั้งหลายครั้ง มันก็ยังรอดมาได้”

 

“…”

 

“แต่ไปกับโซลแค่แปปเดียวมันก็ตาย ดีแล้วที่ผมใช้โซลล่อมันมา” เขาหัวเราะดูสนุกต่างจากผมที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ผมไม่คิดว่าริชาร์ดจะใจดำขนาดนั้น ถึงจะรู้ว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ยอมแลกได้ทุกอย่าง แต่นั่นมันหลานชายเขาเลยนะ

 

หลานของเขาทั้งคน

 

“แต่คุณเองก็ไม่ต่างกัน ไม่เห็นเสียใจที่สตีฟตายตรงไหน”

 

“ผม...”

 

“ไม่งั้นคงไม่ไปปลอบใจโซลที่ห้องหรอกใช่ไหม อย่าคิดว่าผมไม่เห็นนะว่าคุณขโมยคีย์การ์ดเข้าไปในห้องเขาน่ะ ไม่ยักรู้ว่าแฟนเก่าเขาชอบทำกันแบบนี้” เอริคเงยหน้ามอง เขาดูหงุดหงิดที่ถูกพูดแบบนั้นใส่ ผิดกับริชาร์ดที่ยิ้มเยาะไม่สนใจเลยว่าตัวเองอาจจะโดนขย้ำคอตายได้ง่ายๆ เลยด้วยซ้ำ “นึกว่าโซลเกลียดคุณไปแล้วซะอีก นี่หลานชายผมชอบกินของเก่าตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“ไม่ต้องมายุ่งเรื่องส่วนตัวของผม มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ”

 

“หึ”

 

“ส่วนเรื่องที่สตีฟตายไม่มีใครไม่เสียใจ และคนที่เสียใจมากที่สุดก็คือโซล”

 

“อ้าว ผมนึกว่าเป็นโอเว่นซะอีก”

 

“อะ...”

 

“ก็เขาเป็นคนยิงสตีฟนิ ยิงกับมือเลยนะ ผมเห็นเต็มสองตา :) ”  

 

“ไม่จริงน่า...” ผมเบิกตากว้างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ภาพเมื่อวานลอยคืนเข้ามาในหัว โอเว่นไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากบอกว่าเครนลากสตีฟลงน้ำไป และผมตั้งใจจะไปคุยกับเขาเรื่องปืนเผื่อจะจับอะไรได้บ้าง แต่นี่ผมรู้แล้วว่าทำไมมันถึงหายไป

 

เขาใช้มันฆ่าคนของผม ไม่สิ...ไม่ใช่

 

เขาใช้มันฆ่าเพื่อนตัวเอง

 

“ตอนแรกก็เห็นมือสั่นอยู่หรอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าใจเด็ดขนาดที่ไม่แม้แต่จะกล่าวลาเพื่อนสักหน่อย เขาร้ายกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย” อายิ้มแย้มดูสนุกผิดกับผมและเอริค ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างสูงกำลังคิดอะไรอยู่ รู้แค่ว่านาทีนี้ผมรู้สึกวูบโหวงในหัวใจ

 

ผมรู้สึกเหมือนไม่เหลือใคร...

 

ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว 

 

“คุณก็ด้วย ตีบทแตกเป็นแฟนเก่าผู้แสนดีจนผมอยากจะปรบมือให้ นี่ถ้าแผนการของเราสำเร็จ คุณคงมีความสุขที่ได้เขาไป”

 

“...”

 

“แล้วเราก็จะได้ฉลองกันสักที” ถ้อยคำนั้นยิ่งกว่าเข็มพันเล่มทิ่มเข้ามากลางหัวใจ พาให้ผมกัดปากแน่นอยากจะแสดงตัวแต่ก็ทำไม่ได้ ผมมองหน้าริชาร์ดสลับกับเอริคซ้ำไปซ้ำมาราวกับเตือนตัวเองให้ระวังคนอันตราย หรือไม่ก็บอกตัวเองไว้...

 

ว่าคนที่ผมให้ใจก็พร้อมที่จะหักหลังผมตลอดเวลา

 

“เราขึ้นไปข้างบนดีกว่า เดี๋ยวโซลหาคุณไม่เจอแล้วเขาจะสงสัย”

 

“…”

 

“อ้อ และช่วยเล่นละครต่อไปให้เนียนๆ อีกนะ เพราะเกมของเรามันยังไม่จบ หึ” ผมดึงสติทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ริชาร์ดดันให้เอริคถอยไปและทำท่าเหมือนจะเดินมาทางผม เล่นเอาผมเผลอร้อนรน ถึงอย่างนั้นก็ค่อยๆ ถอยไปหลบตรงทางเดินฉุกเฉิน

 

ผมรู้ว่าพวกเขาจะต้องขึ้นลิฟต์ที่อยู่ข้างๆ แทนการเดินขึ้น ผมเลยจำเป็นต้องรีบขึ้นไปก่อนไม่ให้เขาสงสัย ทว่าในตอนที่ผมกำลังจะเปิดประตูออกไป...

 

ดวงตาผมก็สบเข้ากับฆาตกร 

 

“โอเว่น”

 

“โซล?” เจ้าของชื่อเลิกคิ้วใส่ ในมือถือแก้วกาแฟกะพริบตามองผมอย่างแปลกใจที่เห็นผมขึ้นมาทางนี้ ผมนิ่งงัน ชั่วแวบนึงภาพของสตีฟก็ลอยเข้ามาในหัวซ้อนทับด้วยมโนภาพของที่คนตรงหน้าเป็นคนยิงเขา บอกตามตรงผมนึกไม่ออกเลยว่าเจ้าของรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ผมชอบมองจะยิงคนได้ยังไง

 

ถ้าเกิดจะมีใครที่แสนดีและดูไร้อันตรายมากที่สุด ผมก็คงยกให้เขาเป็นที่หนึ่ง...

 

เป็นที่หนึ่งมาตลอดกระทั่งเมื่อผมรู้ความจริง

 

“ลงไปเดินเล่นมาเหรอ ถึงขึ้นมาทางนี้?” โอเว่นถามผมยิ้มๆ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นผมลงไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงตายหรือน่าหวั่น “คุณคงคิดมากเรื่องสตีฟสินะเลยลงไปดูอะไรเล่นข้างล่าง”

 

“ก็คงงั้น”

 

“…”

 

“ผม...อดคิดไม่ได้ว่าสตีฟจากเราไปแล้วจริงๆ” ราวกับเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอผมเลยตอบไปอย่างนั้น โอเว่นเลยถือวิสาสะเอื้อมมือมาลูบบ่าผมเบาๆ มันเป็นวิถีการปลอบใจที่ผมก็ได้รับอยู่หลายครั้งเวลามีเรื่องไม่สบายใจ

 

“ผมรู้ ผมเองก็ยังทำใจไม่ได้”

 

“…”

 

“แต่อีกสักพักพวกเราก็จะชิน” เขาว่าอย่างคิดบวกนั่นเป็นนิสัยที่เขาแสดงออกมาตลอด ผมไม่แน่ใจว่าคนเป็นหมอคิดบวกทุกคนไหม แต่ทุกครั้งที่พวกเรามีเรื่องกวนใจ เขาจะพยายามให้กำลังใจและปลอบขวัญ ต่อให้เรื่องนั้นมันจะร้ายแรงเกินกว่าที่เราจะรับไหวก็ตาม

 

ผมหลุบมองมือเขา ความรุ่มร้อนแผ่ซ่านผ่านเนื้อผิว เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเลื่อนมือมาจับท้ายทอยผมเอาไว้

 

“คุณไปโดนอะไรมาน่ะโซล นี่มันรอยกัดไม่ใช่เหรอ?” โอเว่นย่นคิ้วถาม ขยับตัวมาดูแผลฉกรรจ์ที่ผมได้รับมานิดหน่อย ตามประสาหมอเวลาเจอคนบาดเจ็บเขาก็คงไม่นิ่งเฉยอยู่แล้ว “ให้ตายสิ มันมีเลือดซึมอยู่นิดๆ นี่คุณเพิ่งโดนมาเหรอ ทำไมไม่รีบไปหาผมล่ะ ผมจะได้ทำแผลให้”

 

“ผม...ตามหาคุณแล้ว แต่ก็ไม่เจอเลยลงไปเดินเล่นข้างล่าง”

 

“อ่า…”

 

“งั้นตอนนี้คุณช่วยทำแผลให้ผมได้ไหม ผมไม่อยากติดเชื้อตายตามสตีฟน่ะ” ผมยกยิ้มแสร้งทำเหมือนว่าที่พูดมามันตลก โอเว่นเลยพยักหน้าพาผมไปที่ห้องพยาบาล และจัดการทำแผลให้ นาทีแรกที่แอลกอฮอล์สัมผัสแผลผม มันแสบเจียนขาดใจ ทว่าผมก็กำมือแน่นสะกดกลั้นมันไว้ อดทนให้เขาทำมันต่อ

 

ระหว่างนั้นในหัวผมก็คิดอะไรมากมายหลายอย่าง ทั้งเรื่องที่ได้ยิน ทั้งเรื่องที่เจอมา ทุกอย่างมันประเดประดังจนผมอยากจะบ้า โดยเฉพาะประโยคที่ริชาร์ดว่า...

 

‘เขาเป็นคนยิงสตีฟนิ ยิงกับมือเลยนะ ผมเห็นเต็มสองตา’  

 

ทำเอาผมอยากจะสวนหมัดใส่หน้าคุณหมอชะมัด

 

“เจ็บเหรอโซล ผมเห็นคุณกำมือแน่น”

 

“ชีวิตผมผ่านความเจ็บมาเยอะโอเว่น เยอะจนผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรให้เจ็บอีก” ผมฝืนขำทั้งที่เวลานี้มันอึดอัดยิ่งกว่าอะไร ผมหันไปมองเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคล้ายกับค้นหาคำตอบที่มันใช่ “แล้วคุณล่ะเคยมีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ็บปวดบ้างไหม เช่นการเสียคนที่รักไปหรือการถูกทรยศ”

 

“ทุกคนมีเรื่องเจ็บปวดอยู่ในใจทั้งนั้นนะ แค่เลือกที่จะไม่แสดงออกมามากกว่า”

 

“แล้วคุณเคยทำให้ใครเจ็บปวดบ้างไหม”

 

“อะ...”

 

“ใครสักคนที่คุณหักหลังเขาน่ะ” โอเว่นชะงักตามคำพูดของผม ดวงตาของเขาหลุบลงไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ รู้แค่ว่ารอยยิ้มอ่อนโยนถูกแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย มันเป็นสีหน้าของคนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขาปิดแผลที่ท้ายทอยเงียบไปนานเหมือนไม่ได้ยินที่ผมถาม “คุณว่าคนโดนจะรู้สึกยังไง”

 

“ก็ต้องรู้สึกแย่สิ ไม่มีใครไม่รู้สึกแย่ที่โดนแบบนั้น”

 

“ผมก็คิดอย่างนั้น” ผมยิ้มทำเป็นเหมือนไม่คิดอะไร “แล้วคุณว่าการจะหักหลังใครสักคน มันต้องมีเหตุผลอะไร?”

 

“ผมว่าทุกคนมีเหตุผลที่บอกคนอื่นไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องทำ” เขาเบี่ยงตัวหลบเอากล่องทำแผลขึ้นไปวางบนชั้น หันหลังเพื่อซ่อนสีหน้าตัวเอง “อยู่ที่ว่าเหตุผลนั้นมีค่าให้เชื่อมากน้อยแค่ไหน หรือไม่บางทีการไม่พูดออกไปมันดีกว่า”

 

“แล้วก็ปล่อยให้คนที่โดนเสียความรู้สึกน่ะเหรอครับ”

 

“มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”

 

“…”

 

“คุณเองก็น่าจะรู้นะว่าคนอ่อนแออยู่บนโลกนี่ไม่ได้ ทุกคนก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไป”

 

“แล้วก็กลายเป็นคนทรยศโดยสมบูรณ์งั้นเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามส่งผลให้เขาที่หันมาหลุบตาต่ำ ความเงียบคือคำตอบยืนยันว่าเขาคิดแบบนั้นจริงๆ มันทำให้ผมถึงกับเลียปาก เสยผมตัวเองอย่างคิดมากเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินเขาพูดอย่างนี้จริงๆ

 

คนอ่อนแอบนโลกนี้จุดจบเดียวคือต้องแลกชีวิตงั้นเหรอ

 

มันไม่ยุติธรรม 

 

“ผมว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรได้รับ”

 

“แต่ผมกลับมองว่าคุณควรหยุดคิดเรื่องนี้นะ”

 

กึก !

 

“คุณมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ อย่ามาสนใจเรื่องพวกนี้เลยดีกว่า” เขาเลือกที่จะตัดบทสนทนา “หลังจากนี้เราต้องคิดว่าจะเดินหน้าต่อไปยังไง เราไม่ควรจบปลักกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว”

 

“งั้นสิ่งแรกที่ผมจะทำคือการกำจัดคนที่แข็งแกร่งกว่าออกไป”

 

“หา?”

 

“ถ้าคุณบอกว่าคนอ่อนแออยู่บนโลกนี้ไม่ได้ ผมก็จะทำให้เห็นว่าการเป็นคนแข็งแกร่งแต่อยู่ใต้ฝ่าเท้าคนอื่นมันเป็นยังไง” ผมเหยียดยิ้มหยันหากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเดือดดาดอยู่ในใจ สองมือโอบรอบคอแกร่งรั้งเขาเข้ามาใกล้ๆ ให้เหมือนกับการแกล้งที่ผมชอบทำ ผิดที่ครั้งนี้ผมไม่ได้ยั่วให้ดายหึงโหด

 

ผมแค่ต้องการให้เขาเห็นการมาลองดีกับคนของฉลามมันจะเป็นยังไง

 

จุดจบของคนแข็งแกร่ง มันก็คือความตายไม่ต่างกัน

 

“คนที่รักตัวกลัวตาย เขาจะพยายามไม่ร้ายใส่ใคร”

 

“โซล”

 

“เพราะถ้าคนที่ร้ายด้วยเขาร้ายกลับเมื่อไหร่...” ผมเงียบไปแล้วเสตามองเงาขนาดใหญ่ที่เลื่อนผ่าน จำได้ไหมว่าห้องพยาบาลมันอยู่ล่างศูนย์วิจัย นั่นแปลว่าใต้ทะเลเราเห็นอะไรก็ได้ ผมเลยจับคางของโอเว่นบิดเบือนให้มันหันไปมองเจ้าอสูรกายขนาดใหญ่

 

ดายอยู่ตรงนั้นเคียงข้างดีแลนที่ไม่รู้ว่ามาตอนไหน

 

“คุณเห็นไหมว่าความตายรอคุณอยู่”  

 

LOADING 100 PER 

เกมซ่อนหา จะอยู่ฝ่ายหา หรือฝ่ายซ่อนดี :)  

มีหลายคนเลยที่สั่นคลอนความไว้ใจที่มี เรามาเริ่มเกมนี้กันดีกว่า 

ถ้าคุณหา เราจะซ่อน ถ้าคุณซ่อน เราจะหา 

จะไล่ล่าจนกว่าจะเจอความจริง เพราะงั้นเลือกข้างให้ดี 

ใครชนะเกมนี้คนนั้น...อาจตาย :)  

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น