Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 18 : หนึ่งนัดได้สอง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 18 : หนึ่งนัดได้สอง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.4k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ค. 2562 09:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 18 : หนึ่งนัดได้สอง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 18 : หนึ่งนัดได้สอง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

เหมือนลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ  

 

ผมตกใจกับภาพที่เห็นจนสติแทบหลุด ดายกับดีแลนสลัดตัวไปมาเพื่อฉีกทึ้งร่างกายของโจเอลให้แยกส่วน เปลี่ยนทะเลแถวนั้นให้กลายเป็นสีแดงฉาน วินาทีนั้นผมเกือบจะปล่อยตัวเองลงไปกับกรงขัง ให้มันลากร่างผมลงสู่ทะเลหมื่นฟุต แต่เพราะแสงจากไฟฉายมันกระพริบผมเลยได้สติ

 

“อื้อ!” ผมพยายามดึงรองเท้าตัวเองให้ออกจากตาข่าย ผมไม่รู้ว่ามันติดอะไร แต่ถ้าผมยังอยู่แบบนี้ ผมไม่รอดแน่ สองพี่น้องว่ายไปหาอะไรบางอย่างที่ผมเห็นว่าก่อนหน้านี้มันตกลงมา ผมเลยอาศัยจังหวะนั้นถอดรองเท้าดำน้ำ รีบถีบส่งตัวเองออกจากกรงไป

 

ทิ้งไฟฉายให้พ้นตัวเนื่องจากถ้าผมเอามันไปด้วย มันจะล่อให้เมกาโลดอน รวมถึงนักล่าตัวอื่นมากินผม ผมตีขาว่ายอย่างรวดเร็วขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อให้คนบนเรือเห็นว่าผมอยู่ตรงไหน

 

“โอเว่น! สตีฟ!”

 

“โซล!” เสียงของใครบางคนดังมาจากไกลๆ ตอนที่ผมถอดหน้ากากช่วยหายใจแล้วตะโกนเรียกพวกเขา ผมหอบหายใจแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ขาดอากาศ มันคงมาจากการที่ผมตกใจกับภาพที่เห็น ผมโบกมือเรียกให้โอเว่นวนเรือมารับ ยอมอยู่เฉยๆ ดีกว่าว่ายไปหาเขาในจุดที่ดายกับดีแลนอยู่

 

เรือสองลำไล่เลี่ยกันมา ทว่าในจังหวะที่เรือของโอเว่นจะถึงตัวผมนั้น เรือลูกน้องริชาร์ดกลับ...

 

ผัวะ !

 

“อ๊าก!!!!”

 

“พระเจ้า!” แผ่นไม้ของเรือถูกกัดจนแตก ดีแลนกระโจนใส่ทำให้เรือพลิกกลับ คนของริชาร์ดกรีดร้องลั่นตอนเนื้อตัวถูกกัดขาด ดายจู่โจมเรือลำนั้นเสริมทัพน้องชายจนมันพังพินาศไม่มีชิ้นดี ผมอ้าปากค้าง หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ เสียงของโอเว่นที่โยนบันไดมาให้ปีนขึ้นกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบกระทั่งเขาพยายามเรียกสติ ผมเลยรีบปีนขึ้นมาแม้ในหัวจะอื้ออึงไปหมด

 

คุณหมอรีบเร่งเครื่องยนต์พาเราออกไปจากที่นี่ ไม่สนใจเสียงกรีดร้องลูกน้องของริชาร์ดเลยสักนิด ผมจ้องมองภาพที่พวกเขาถูกกระชากลงทะเล หยาดใสเปลี่ยนเป็นสีแดงไม่ต่างจากการตอนที่พวกมันฆ่าโจเอลเลยสักนิด

 

มือของริชาร์ดแตะลงบนบ่า เขย่าเบาๆ ให้ผมฟื้นสติ

 

“โซล! โซล! ตั้งสติ!”

 

“อ๊ะ!”

 

“มองอาสิ แล้วบอกอาว่าโจเอลอยู่ไหน ทำไมเขาไม่อยู่กับเธอ!” เจ้าตัวตะโกนเสียงดังท่าทีร้อนรนขณะที่ผมเลือนลอย เหมือนกับเด็กเอ๋อที่ไม่เข้าใจภาษาที่พวกเขาพูดกัน “โจเอลอยู่ไหนโซล เขาอยู่ไหน เธอทำอะไร...!”

 

“เขาตายแล้ว”

 

“อะไรนะ...!”

 

“เขาหลุดออกจากกรงตอนที่ดีแลนลากเรา”

 

“..!!”

 

“ผมช่วยเขาไม่ทัน เขาเลย...ไม่รอด” ริชาร์ดอ้าปากค้างพองตาโตด้วยความตกใจ ผิดกับผมหลุบตาต่ำภาพมือของโจเอลยังติดตาผมไม่ต่างจากภาพคนของเขาที่ถูกฉีกกระชาก ผมเลือกที่จะไม่หันกลับไปมองจุดที่เราจากมา มันไม่มีอะไรเลยนอกจากเลือดและเศษซากของเรือที่ถูกพัง

 

ริชาร์ดทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างผม เขาดูหมดอาลัยตาอยากไม่ต่างจากผมที่ซึมลง

 

“หลานอา อาไม่น่าพาเรามาตายเลย”

 

“อาครับ...”

 

“แล้วอาจะบอกพ่อเรายังไง”

 

“…”

 

“เขาต้องฆ่าอาแน่ๆ เลย” เจ้าตัวยกมือปิดหน้าไม่รู้ว่าร้องไห้หรือเปล่า เขาอาจจะแค่เครียดไม่ก็กังวล ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่ของโจเอลเป็นใคร แต่ถ้าเขารู้เรื่อง ผมก็คงต้องรับผิดชอบอย่างช่วยไม่ได้ ผมไม่ได้อยากโทษว่ามันเป็นความผิดของอาที่รั้นจะมาให้ได้ ส่วนหนึ่งมันเป็นความผิดผมที่ควบคุมสถานการณ์ไม่เก่งพอ

 

และสนใจความลับจนพาคนมาตาย

 

ผมเลียปาก คิดว่าควรจะปลอบเขาไหม หลุบมองมือตัวเองก่อนจะเอะใจ...

 

ทำไมบนเรือถึงเหลือเพียงแค่โอเว่นกับอาแค่สองคน

 

“สตีฟล่ะ สตีฟไปไหน?”

 

“โซล...”

 

“เกิดอะไรขึ้นกับเขา?” ผมลุกขึ้นหันขวับไปมองหมอหนุ่มที่ถอนหายใจใส่ ดวงตาของโอเว่นหม่นลงพร้อมกับถอนหายใจคล้ายหนักอก ผมเดินไปหาเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาและหวังว่าคำตอบมันจะไม่ใช่อย่างที่ผมคิด “ตอบผมสิโอเว่น ตอนผมไม่อยู่มันเกิดอะไร”

 

“เครนมันทำท่าจะหลุดตั้งแต่ที่คุณลงไป”

 

“ว่าไงนะ...”

 

“พอถูกฉลามลาก มันก็หลุดออกจากแท่น สตีฟพยายามจะช่วย แต่มันดันลากเขาลงไปด้วยกัน”

 

“...”

 

“แล้วเราก็ไม่เห็นเขาอีกเลย” คำพูดของโอเว่นทำผมถึงกับนิ่งงัน ภาพของพนักงานผู้ซื่อสัตย์ที่ทำงานด้วยกันมาหลายปีลอยวนอยู่ในหัว สตีฟเป็นคนดีมาก เขาช่วยผมทุกอย่างแม้ตัวเองจะกลัว แถมยังเป็นคนที่ดูแลพวกสัตว์น้ำให้ ในศูนย์วิจัยไม่มีใครเก่งเรื่องนี้เท่าเขา “ผมขอโทษที่ช่วยเขาไม่ทัน ผมน่าจะฉุดเขาไว้ไม่ก็ทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่แค่ยืนดูเขาหายไป”

 

“…”

 

“ผมขอโทษนะโซล” เสียงของอีกฝ่ายสั่นไม่ต่างจากหัวใจผมที่สูญเสียคนสนิท ถึงผมจะไม่อยากนับพวกเขาเป็นครอบครัว แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสียคนใดคนนึงไปในศูนย์วิจัยย่อมสร้างบาดแผลใหญ่ให้คนที่ยังอยู่ โอเว่นหลุบตาต่ำ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ มันไม่แปลกเพราะดูเหมือนว่าเขาจะสนิทกับสตีฟค่อนข้างมาก

 

อาจจะไม่เท่าที่จอร์แดนสนิท แต่ก็ไม่มีใครที่จะไม่เสียใจกับเรื่องนี้หรอก

 

“เราต้องแจ้งให้ที่บ้านเขารู้ และจัดงานให้สมกับสิ่งที่เขาทำไว้ให้”

 

“โซล”

 

“ผมจะเป็นคนโทรไปบอกที่บ้านเขาเอง” ผมพยักหน้าเป็นการตอบรับความคิดตัวเอง ตบบ่าโอเว่นเป็นเชิงบอกให้เขาสนใจขับเรือต่อ เดินล่องลอยมาถอดถังออกซิเจนออกพิงไว้กับขอบเรือขณะที่เหม่อมองทะเลที่มีเจ้าสองตัวไล่หลัง ครีบยาวของพวกมันแหวกสายน้ำมาแต่ไกล ทว่าก็ไม่ได้มีท่าทีจู่โจมเช่นก่อนหน้านี้ ผมมองดูมันสลับกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

นึกคิดว่าทุกการกระทำมีเหตุผลไปในทางไหน ส่วนใหญ่แล้วฉลามจะฆ่าก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้าหรือว่ามันรู้สึกอันตราย แต่มันก็มีบางส่วนเหมือนกันที่ฆ่าเพื่อความสะใจ

 

ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างหลัง เมกาโลดอนของผมมีหัวคิดพอที่จะไม่ทำอะไรแบบนั้น

 

แต่บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้เหมือนกัน...

 

“พวกแกจะเห็นใจคนเป็นไหมนะ” ผมพึมพำ จับจ้องที่ครีบยาวซึ่งตอนนี้ดำลงน้ำไปแล้ว ถ้าเกิดมันพูดได้ ผมคงต้องทำความเข้าใจกับมันยกใหญ่ เสียงแทร็กเกอร์ที่ติดตัวมันดังมาจากจอมอนิเตอร์ที่ฉายไว้ ผมเลยตบบ่าให้โอเว่นไปนั่งอยู่กับริชาร์ด ส่วนตัวเองมาขับเรือแทนแม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม

 

มีหลายความคิดมากที่ทำให้ผมอยากจะกระโดดน้ำตาย เสียดายที่ผมทำไม่ได้...

 

การที่ริชาร์ดเสียหลานไป ผมไม่แน่ใจว่ามันจะทำให้เขาหยุดความคิดที่จะศึกษาฉลามของผมต่อหรือเปล่า เพราะเขาดูเหมือนพวกที่เสียสละได้ทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ ขนาดคนของเขาก่อนหน้านี้ เขายังยอมแลกเพื่อให้เข้าถึงตัวผมเลย

 

ผมกลัวว่าเขาจะใช้การตายของโจเอลมาเป็นข้ออ้าง

 

แบบนั้นเขาจะถูกตราหน้าว่าหากินกับคนตาย

 

พลันในตอนที่ผมกำลังยืนคิดอะไรอยู่นั้น ปลายเท้าผมก็ชนกับอะไรบางอย่าง คิ้วทั้งสองขมวดกันตอนก้มลงไปเห็นว่าช่องที่ผมไว้เก็บของสำคัญมันถูกเปิดเอาไว้ ในนั้นมีกล่องที่ผมบอกให้สตีฟเอามาใช้ถ้าเกิดมีเรื่องไม่ดีอะไร ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้ผมปิดช่องนี้ไว้ บอกแค่สตีฟว่าปืนซ่อนอยู่ที่ไหน

 

การที่มันถูกเปิดแปลว่าเขาต้องหยิบปืนมาใช้ นาทีนั้นผมเลยหยิบกล่องขึ้นมาเปิดดูด้านใน

 

แล้วคุณรู้อะไรไหม?

 

ปืนของผมหายไป ลูกกระสุนทั้งหมดก็เช่นกัน 

 

เราใช้เวลาในการเดินทางกลับมาที่ศูนย์วิจัยไม่นานเท่าไหร่ ผิดกับในใจที่รู้สึกว่าระยะทางมันไกลเหมือนผมหลง ดีที่เอริคติดต่อมาเรียกสติผม เขาคงจะเป็นห่วงเนื่องจากตั้งแต่ที่พวกเราออกไป ผมก็ไม่ได้ติดต่ออะไรเขาเลยเพราะมันไม่มีอะไรที่สำคัญ

 

พอมีเรื่องสำคัญผมกลับรู้สึกว่าควรจะบอกกับทุกคนต่อหน้ามากกว่า

 

“ทำไมกลับมาแค่นี้?”

 

“…”

 

“เกิดเรื่องไม่ดีเหรอ?” เอริคเป็นคนแรกที่ถามผมตอนจอดเรือเทียบท่า สีหน้าของเขาแสดงความแปลกใจเช่นเดียวกับแนชลีย์และจอร์แดนที่เบิกตาใส่ โอเว่นพยุงริชาร์ดให้ขึ้นฝั่งไปขณะที่ผมหลุบตาต่ำ ถอนหายใจตอนก้าวขึ้นมา “โซล”

 

“พวกเราโดนจู่โจมนิดหน่อยน่ะ ก็เลยเหลือเท่าที่เห็น”

 

“แล้วสตีฟล่ะครับ เขาหายไปไหน?” จอร์แดนถามผมด้วยท่าทีตื่นตระหนก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลนั่นทำให้ผมเดินไปจับมือเขาไว้ ตบบ่าเขาๆ หวังเพียงให้เขาเข้าใจโดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไร “คุณโซล...ไม่จริงใช่ไหม”

 

“ผมจะคุยกับที่บ้านของเขาให้”

 

“พระเจ้า...”

 

“ผมเสียใจด้วยนะ จอร์แดน” หนุ่มวัยยี่สิบห้าถึงกับอ้าปากค้างส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อหู เขาดึงมือที่ผมจับอยู่ออก ยกขึ้นปิดปากพลางเสยผมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ผมรู้ว่ามันทำใจยาก ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อยู่มหาลัย

 

การสูญเสียเพื่อนที่รักที่สุดไปก็ไม่ต่างจากการสูญเสียคนในครอบครัวหรอก

 

“บอกผมสิว่าคุณโกหก สตีฟต้องไม่...อึก ไม่จากเราไป”

 

“...”

 

“เขาเป็นเพื่อนของผมนะ เรายังสัญญาว่าจะขึ้นฝั่งไปเที่ยวด้วยกันอยู่เลย ฮือ” จอร์แดนร้องไห้ หยาดใสอาบแก้มทั้งสองข้างโดยไม่สนใจว่ามันจะสมความเป็นชายไหม เล่นเอาแนชลีย์ต้องเข้าไปลูบบ่า ปลอบอีกคนที่ทรุดตัวร้องไห้

 

ผมได้แต่มองภาพนั้น ทุกอย่างอื้ออึงมีเพียงแค่เสียงสะอื้นที่แว่วดัง ชั่วขณะผมมองเห็นตัวเองที่นั่งร้องไห้หลังจากรู้ว่าเสียพ่อแม่ไปอยู่ตรงนั้น ซ้อนทับกับภาพของจอร์แดนที่เสียใจอย่างหนัก ผมรู้ว่าความรู้สึกตอนนั้นมันย่ำแย่แค่ไหน

 

มันเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนมีดกรีดหัวใจ จะไปขอความช่วยเหลือจากใครให้ย้อนเวลาก็ไม่ได้

 

ผมเลยเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้า ย่อตัวลงกอดเขาไว้พลางลูบแผ่นหลังประโลมให้เขาระบายความเสียใจ อีกส่วนหนึ่งคือใช้เสียงสะอื้นของเขาเป็นกำแพงบดบังไม่ให้ใครเห็นว่าผมทำอะไร

 

ผมกำลังแอบร้องไห้...

 

แอบร้องไห้ให้กับความอ่อนแอของตัวเอง 

 

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป คุณต้องทำใจนะจอร์แดน”

 

กว่าจะปลอบให้เขาดีขึ้นก็ใช้เวลาอยู่นาน ผมเป็นฝ่ายหยุดร้องก่อนโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าผมน้ำตาไหล ผมวานให้เอริคไปส่งจอร์แดนที่ห้อง ส่วนตัวเองก็กลับมาพัก ทิ้งตัวลงนอนมองเพดานสีเทาที่ครั้งหนึ่งผมเคยเถียงกับพ่อว่าผมชอบสีฟ้ามากกว่า จำได้ว่าแม่ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย พ่อบอกว่ามันควรเป็นสีขาว มันจะทำให้ตื่นมาแล้วสบาย สุดท้ายก็ลงล็อคที่สีเทา

 

สีเทาที่ทำให้ผมหดหู่จนขนาดหลับตาก็ยังขับไล่ความเปล่าเปลี่ยวนั้นไม่ได้

 

ทุกครั้งที่มีคนตาย ผมจะรู้สึกว่าทะเลมันช่างกว้างใหญ่กว่าที่เคยเป็น ทั้งที่ปกติมันก็กว้างเกินกว่าที่เราจะเห็น แต่นี่มันเหมือนว่าเราตกลงไปสู่ความลึกที่มากกว่าหมื่นฟุต ไร้จุดสิ้นสุดมีเพียงแค่ความเหน็บหนาวเท่านั้นที่เป็นเพื่อนคู่กาย

 

ผมไม่อยากคิดเลยว่าความรู้สึกนี้จะกลับมาอีกครั้ง มันหายไปนานมากเพราะผมจะไม่เอาเรื่องของคนที่ตายมาเป็นข้อกังขากับตัวเองเท่าไหร่

 

แต่นี่เขาไม่ใช่คนไกล...

 

เขาคือสตีฟ เพื่อนสนิทของจอร์แดน

 

ตึก !

 

“โทษที” ผมหลุดจากภวังค์เสียงทุ้มต่ำมาพร้อมกับฝีเท้าที่หยุดยืนอยู่ไม่ไกล มันรั้งให้ผมหันไปมองคนที่บุกรุกห้องผมได้ ดวงตาสีสวยหลุบมองแก้วกาแฟในมือที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นแม้ว่าตอนนี้ผมจะอยากดื่มของมึนเมามากกว่าก็ตาม “ผมเอากาแฟมาให้”

 

“คุณอยากให้ผมอยู่กับความเสียใจมากกว่าหลับไปหรือไง”

 

“งั้นผมไปเอานมให้ไหม คุณจะได้หลับง่ายหน่อย” เอริคถาม ทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไปจริงๆ ทว่าผมกลับส่ายหน้าห้ามเขาไว้ แอบเห็นว่าอีกฝ่ายทิ้งคีย์การ์ดสำรองที่ใช้สำหรับเปิดห้องผมได้ไว้บนโต๊ะ คาดว่าผมคงทำตกไม่ก็เขาคงให้แนชลีย์ปิดระบบเพื่อเข้ามาเอามัน

 

จะทางไหนก็ไม่ต่างกัน สุดท้ายเขาก็ถือวิสาสะเข้ามาในห้องผมอยู่ดี

 

“คุณโอเคไหม?”

 

“ผมสบายดี”

 

“…”

 

“ผมยังยิ้มได้คุณเห็นไหม” ผมหัวเราะ ฝืนยิ้มให้เขาทั้งๆ ที่ภายในมันเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นั่นทำให้เอริคเดินมายืนค้ำหัวผม คุกเข่าลงเพื่อสบตากันใกล้ๆ “ทำไม คุณไม่เชื่อเหรอว่าผมสบายดี?”

 

“ผมไม่เชื่อคนโกหก”

 

“หึ...”

 

“คุณไม่จำเป็นต้องฝืน ไม่มีใครว่าคุณอ่อนแอถ้าจะเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

 

“ผมคิดว่าจอร์แดนเสียใจแทนผมไปหมดแล้วนะ” ผมพูดติดตลก แกล้งบีบจมูกโด่งรั้นด้วยท่าทีสดใส ผมไม่ชอบการทำให้ตัวเองดูพึงพาไม่ได้ ผมเป็นเจ้าของที่นี่เหตุผลแค่นั้นก็มากพอแล้วที่ผมไม่ควรจะแสดงท่าทีอ่อนแอออกไป “อีกอย่างผมไม่จำเป็นต้องเสียใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเสียคนที่สนิทไปนะเอริค”

 

“แล้วคุณจะเก็บความเสียใจไว้กับตัวเองอย่างนี้เหรอ”

 

“ผมก็ทำมาตลอดนิครับ”

 

“โซล” เจ้าตัวถอนหายใจใส่ผม ดูเหนื่อยหน่ายกับความหัวแข็ง “ผมเป็นห่วงคุณนะ ไม่อยากให้คุณฝืนมากเกินไป คนเราไม่จำเป็นต้องเก็บอะไรไว้กับตัวเองทุกอย่าง”

 

“แต่การพูดไปมันก็ไม่ได้ทำให้สตีฟกลับมา”

 

“…”

 

“แบบนั้นผมเงียบไปไม่ดีกว่าเหรอครับ ยังไงมันก็ลบล้างที่ผมพาสตีฟไปตายไม่ได้อยู่ดี” รอยยิ้มของผมคงไม่น่ามองสำหรับเขา เอริคเลยทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงไม่สนใจว่าผมอนุญาตไหม ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังขยับตัวให้เขาเข้ามานั่งใกล้ๆ ปล่อยให้มือหนาลูบไล้เรือนผมสีสวยลากยาวมาถึงพวงแก้มขาวให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่เรายังคบกันอยู่

 

ตอนนั้นเขาก็ชอบสัมผัสผมแบบนี้ เพราะเขารู้ดีว่าพอทำผมจะรู้สึกดีขึ้นขนาดไหน

 

“ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้น คุณเองก็เหมือนกัน”

 

“แต่สุดท้ายมันก็เกิด”

 

“…”

 

“และผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย” มือของเขาหยุดชะงักเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าสองพี่น้องว่ายเข้ามาหา พวกมันจับจ้องมองดูการกระทำของเอริคและผมที่ขยับตัวไปนอนหนุนตักเขา แกล้งยกยิ้มเบาๆ ยียวนให้มันหงุดหงิดใส่ ผมรู้ว่าพวกมันจะไม่พอใจแค่ไหนเวลาผมอยู่กับผู้ชาย แต่ตอนนี้ผมก็ปฏิเสธไม่ได้...

 

ผมอยากให้มันคลั่งตายให้สมกับที่มันทำร้ายคนของผม

 

“พวกมันคือฉลามน่าโง่ ถ้ามันไม่มีเขี้ยวพวกนั้น สุดท้ายก็แค่ปลาทูธรรมดา”

 

“โซล”

 

“แถมยังเป็นปลาทูบ้า ชอบไล่กัดคนอื่น” ผมเหยียดยิ้มยันตัวขึ้นมานั่งมองเจ้าฉลามที่ว่ายวน กระแทกห้องผมไปมา เริ่มการเบาๆ จนถึงขั้นร้ายกาจ เลเวลความรุนแรงเปลี่ยนไปตามระดับความซุกซนของผม เริ่มจากซบอกเอริค เปลี่ยนมาไล้จมูกกับซอกคอขาว หนักสุดก็ตอนที่ผมปีนขึ้นไปนั่งคร่อมตักแล้วกอดคอเขาไว้

 

แสร้งกระตุ้นยิ้มให้พร้อมทั้งถอดเสื้อตัวเองรวมถึงเขาออกไป

 

“จำได้ไหมว่าคราวก่อนคุณติดค้างอะไรผมไว้”

 

กึก !

 

“คืนนี้ช่วยอยู่เล่นเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหม ผมอยากได้คนคลายเหงาสักหน่อย” ผมเลียปาก ฉายชัดถึงความมาดร้ายเกินจะทานไหว คราวก่อนที่ผมพาสตีฟกับจอร์แดนลงทะเลไป ผมบอกกับเขาว่าถ้าขึ้นมาเราจะมีเซกส์กัน ถึงผมจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นมาก แต่มันก็น่าสนุกที่จะทำทะเลคลั่ง

 

เอริคย่นคิ้วใส่ผม ทำท่าจะห้ามปรามทว่าผมกลับผลักเขาให้นอนราบไปกับเตียงหนา ปลายนิ้วลากไล้กล้ามเนื้อด้านหน้า กัดปากตัวเองเบาๆ นานแล้วที่ผมไม่เห็นร่างกายได้สัดส่วนของเขา แอบนึกถึงเรือนร่างของคนบนฝั่งนิดหน่อย ปฏิเสธไม่ได้ว่าของคู่นอนสองคนล่าสุดของผมดูดีกว่าเขาค่อนข้างมาก

 

เสียดายที่ผมไม่ได้บอกพวกเขาว่าผมหายไปไหน แถมยังทำเรื่องไม่ดีใส่

 

แต่เวลานี้ผมไม่ควรเปลี่ยนความสนใจ ผมควรโฟกัสคนตรงหน้าที่ผมกำลังใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น

 

เรียวลิ้นเลียปากตัวเองเบาๆ กดจูบลงกับริมฝีปากร้อนจัดสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับคนที่ตอบรับ สองมือโอบกอดร่างผมนั่นยิ่งทำทะเลคลั่ง ห้องของผมสั่นสะท้านตอนที่พวกมันพยายามจะพังเข้ามา มีเสียงของกระจกร้าว และรอยฟันที่เยอะกว่าเก่า

 

ผมผละออกจากเขา หันมามองดายกับดีแลนที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ผมเลยกดปิดม่านที่ถูกติดตั้งไว้ ปิดบังไม่ให้เห็นว่าผมกำลังจะทำอะไร

 

ภาพสุดท้ายที่มันเห็นก่อนที่ม่านจะปิดลงคือภาพที่ผมกำลังจะถอดกางเกงตัวเองออกไป

 

ขยับตัวไปคร่อมทับเอริคไว้แล้วโน้มตัวลงไปกระซิบกับเขาว่า...

 

“โทษทีเอริค เผอิญผมไม่ชอบกินของเก่า ออกไปได้แล้ว”  

 

คืนนั้นผมนอนกอดตัวเอง ไม่แคร์ว่าจะทำให้เอริคหงุดหงิดแค่ไหน ผมเคยบอกเขาแล้วว่าเราจะไม่กลับไปคบหรือข้องเกี่ยวกัน การที่ผมเคยพูดกับเขาว่าจะมีเซกส์กัน มันก็แค่การแหย่ขำๆ ตามประสา คนอย่างผมถ้าปากลั่นไปแล้วว่าจะไม่กลับไปกินของเก่า ผมก็จะไม่มีวันคืนคำ

 

มีแค่คนเดียวเท่านั้นที่ผมกลับไปเล่นซ้ำ และมันก็สนุกชะมัดตอนที่พวกเราทำกันสามคน

 

แย่หน่อยที่ผมคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

 

“ฟู่ว” ควันบุหรี่ถูกผมพ่นออกตอนเดินทอดน่องออกมาจากห้องนอนในเวลาตีห้ากว่า มันเช้าเกินกว่าที่จะมีคนตื่นมาต้อนรับ ผมแค่รู้สึกว่าการทิ้งตัวลงนอนอยู่ในห้องที่อ้างว้างมันช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญเหลือเกินเลยว่าจะออกมาเดินสูดอากาศ

 

นิโคตินถูกอัดเข้าปอดแลกกับบรรยากาศที่หม่นหมองไม่ต่างจากทุกวัน ผมกวาดตามองออกไปนอกศูนย์วิจัยที่ตัวเองเดินออกมา เวลานี้แสงแดดยังไม่ปลุกให้ใครตื่นเท่าไหร่ ผิวน้ำสงบแปลว่าดีแลนกับดายยังไม่ตื่นจากการหลับใหล

 

ไม่มันก็กำลังคิดหาอะไรทำอยู่

 

“คิดจะเอาคืนฉันหรือเปล่านะ” ผมพึมพำแค่นหัวเราะเมื่อคิดว่าพวกมันจะทำอะไรได้ ที่แน่ๆ เมื่อคืนมันเกือบทำห้องผมแตก ดีแค่ไหนที่รอดมาได้ ไม่งั้นEDSคงโดนทำลาย และเราจะตายกันหมดเพียงเพราะผมไปยั่วโมโหพวกมัน

 

ช่วยไม่ได้ที่ผมอยากจะเอาคืนบ้าง ผมคิดว่าผมยอมพวกมันมามากพอแล้ว

 

ปลายเท้าเดินเอื่อยๆ รับสัมผัสของลมทะเล ผมปล่อยควันสีขาวให้สายลมพาไปราวกับฝากข้อความให้มันไปบอกสตีฟว่าทุกคนเสียใจกับการตายของเขาขนาดไหน แอบมาคิดว่าถ้าตอนนั้นผมเลือกที่จะวนเรือกลับไป บางทีอาจจะช่วยเขาได้ก็ได้

 

ผมพลาดเองที่คิดช้าไป

 

พลาดเองที่ทำให้เขาตาย

 

และพลาดเองที่ทำให้...

 

“ปืนมันหายไปไหนกันนะ” ผมหยุดชะงักหลุบตาลงมองเรือที่เมื่อวานขับกลับมา ไม่รู้เลยว่าเดินมาถึงตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และมันรื้อฟื้นเรื่องของที่หายมาให้ผมคิด ควันบุหรี่ถูกผมพ่นออกขณะที่เดินลงไปแล้วพยายามค้นหาว่าปืนตัวเองหายไปไหน

 

การที่ปืนของผมหายไปแปลว่าสตีฟต้องใช้มันทำอะไรสักอย่าง ซึ่งมันคงจะเลวร้ายมากๆ ชนิดที่ว่ามันทำให้ทุกคนเลือกที่จะปิดปากไม่พูดอะไร

 

โดยเฉพาะคนที่ผมไว้ใจ...

 

โอเว่นไม่พูดอะไรเลยนอกจากบอกว่าสตีฟตกลงไปในทะเล 

 

“หรือปืนจะตกไปพร้อมเขา…” ผมเลียปากครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ ถ้าเกิดมันตกลงน้ำไปพร้อมกับสตีฟผมจะทำยังไง ป่านนี้มันคงอยู่ในท้องดายไม่ก็ดีแลน

 

มันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญด้วยสิ ผมคงไม่แหวกท้องพวกมันเพื่อเอาปืนออกมา

 

“ให้ตายเถอะ” ผมสบถอัดนิโคตินอัดเข้าปอดซ้ำๆ เพื่อให้ความเครียดมันหล่นหาย ผมต้องใช้สมองแลกกับการเป็นมะเร็งตาย เสยผมขึ้นนิดหน่อยคิดหาทางต่อ สิ่งที่ผมมั่นใจแน่ๆ คือตอนผมอยู่ในทะเล บนเรือต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น มันต้องมากกว่าการที่สตีฟโดนเครนลากลงน้ำไป ไม่มีทางที่เขาจะหยิบปืนผมมาถือไว้ แล้วปล่อยตัวเองให้เกิดเรื่องแบบนั้น

 

หรือว่าผมควรจะไปคาดคั้นจากปากของโอเว่น บางทีเขาอาจจะบอกผมก็ได้

 

แต่ถ้าเขาจะบอกจริง ทำไมไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน

 

ตึก !

 

“ให้ตายสิ ลืมไว้ได้ไง”

 

“อ๊ะ!” ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาใกล้ๆ นาทีนั้นผมรีบเข้าไปซ่อนในห้องพัก มันมีจุดอับที่ซ่อนตัวได้อยู่ ที่จริงผมจะยืนรอดูคนที่มาหาก็ได้ ทว่ามันเหมือนมีอะไรบางอย่างเตือนว่าผมควรจะหลบก่อนที่จะเจอเรื่องไม่ดีอะไร

 

บวกกับนี่มันเช้าเกินกว่าที่ใครจะตื่นมาเพ่นพ่าน ต่อให้จะเป็นเจ้าของศูนย์วิจัยก็ตาม

 

“กลิ่นบุหรี่”  

 

“…!” หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นส่ำเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากเจ้าของเสียงทุ้มต่ำ ผมโยนบุหรี่ทิ้งก่อนที่จะเข้ามาซ่อน แต่กลิ่นมันก็ยังคงฟุ้งกระจายให้รู้ว่าผมเคยยืนอยู่ตรงนั้น เล่นเอาผมถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถ้าเกิดเขาเปิดประตูเข้ามาเจอผม ผมคงจบเห่และไม่ได้รู้ว่าเขามาทำอะไรบนนี้กันแน่

 

จะให้หนีตอนนี้ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน ทำได้แค่ฝังตัวเองลงกับแผ่นไม้ภาวนาให้ใครสักคนมาดึงรั้งเจ้าของปลายเท้าที่กำลังเดินมาหาผมให้ถอยออกไป ผมกำมือแน่นจิกมือตัวเองด้วยความลุ้นระทึกตอนเห็นว่าบานประตูกำลังเปิดแง้มเพราะคนที่ผมไม่อยากให้เข้าใกล้

 

ผมคิดว่าผมต้องโดนจับได้ ถ้าไม่ติดว่าใครบางคน...

 

“อ้าวคุณเอริค ทำไมตื่นเช้าจังครับ?”

 

“อะ...!” ผมตะครุบปากเมื่อเผลออุทานเสียงแผ่ว เบิกตากว้างพร้อมกับควบคุมสติตัวเองเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูถูกปิดลง คนที่เข้ามาทักคือเบอร์นาร์ด พนักงานของผม เป็นเรื่องปกติที่คนทำความสะอาดจะตื่นเร็วกว่าทุกคนที่ทำงานที่นี่

 

ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้น่าสนใจเท่ากับคนที่ขึ้นมาบนเรือนี้

 

เอริคมาทำอะไรกัน?

 

“เผอิญผมทำมือถือหาย” เจ้าตัวว่า ผมแอบมองผ่านหน้าตาก็เห็นว่าเขาถอนหายใจใส่ “คงจะหล่นตอนที่ผมมาช่วยโอเว่นยกของ ผมเพิ่งรู้ตอนไม่ได้ยินเสียงปลุกมัน”

 

“อ้าว แล้วหาเจอหรือยังครับ ให้ผมช่วยหาไหม” เบอร์นาร์ดถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะโดนสวนด้วยใบหน้านิ่งงัน

 

“ไม่เป็นไรเบอร์นาร์ด ผมหาเองได้”

 

“แต่...”

 

“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ต้องให้ใครช่วยหรอก” เอริคตอบนิ่งๆ ตามแบบฉบับเล่นเอาร่างท้วมถึงกับอึกอักไปชั่วขณะ บอกตามตรงว่าไม่ค่อยมีใครชอบใบหน้าแบบนั้นของแฟนเก่าผมเท่าไหร่ มันสร้างความอึดอัดและบรรยากาศที่ไม่น่าเข้าใกล้เลยสักนิด “อีกอย่างคุณต้องไปให้อาหารวาฬไม่ใช่เหรอ มีอะไรก็ไปทำเถอะ”

 

“อ่า...งั้นก็ได้ครับ ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็เรียกผมแล้วกัน”

 

“อื้ม ขอบคุณ”

 

“งั้นผมขอตัวครับ” เจ้าตัวพยักหน้ารับรอจนเบอร์นาร์ดหายลับสายตาไปถึงกลับมาหาของต่อ ผมย่นคิ้วเมื่อเห็นว่าตรงกระเป๋ากางเกงเขามันมีโทรศัพท์เครื่องนึงโผล่ออกมา ถึงจะไม่ได้อยู่ในจุดที่สังเกตเห็นแบบประชันหน้า แต่ถ้ามองจากมุมผมคือเห็นค่อนข้างชัด

 

ผมไม่เข้าใจว่าเขาจะโกหกไปทำไมกัน กระทั่งเขาหยิบบางอย่างออกมาจากกองชุดดำน้ำ นาทีนั้นมันยิ่งเพิ่มความงุนงงเข้าไปใหญ่ เพ่งเล็งของในมือที่เขาถือไว้

 

มันคือกระเป๋า

 

กระเป๋าของโจเอล 

 

“เจอสักที” เอริคพึมพำถอนหายใจตอนมองเจ้ากระเป๋าสีดำที่ไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก เขาเปิดดูของในกระเป๋า ชะงักไปชั่วขณะผมไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไร รู้แค่ว่ามันทำให้เขารีบก้าวเท้าขึ้นฝั่ง มองซ้ายมองขวาว่าแถวนี้มีใครไหมก่อนจะสาวเท้ารีบเดินไปหลังศูนย์วิจัย

 

เขาทำเหมือนจะมีคนเดินตาม

 

“เขาคิดจะทำอะไรน่ะ...” ผมขมวดคิ้ว มองแผ่นหลังที่ห่างไกลออกไป รอจนแน่ใจว่าเขาจะไม่หันกลับมาก็รีบออกจากที่ซ่อนตรงไปหาเขา แต่แทนที่จะตามเข้าไปติดๆ ผมกลับเลือกที่จะปีนไปดูบนแทงก์น้ำ มันเป็นจุดเดียวที่ผมจะมองเห็นว่าทุกคนในศูนย์วิจัยทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกันถ้าพวกเขาไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็นผม

 

เสียดายที่เวลานี้สิ่งที่น่าสนใจคือกระเป๋าที่เอริคหยิบติดมือมา ผมหรี่ตาลงมองดูว่าเขาจะทำอะไรกับกระเป๋าบ้านั้น เผลอกัดปากตัวเองเบาๆ อดลุ้นระทึกไม่ได้ ดูเหมือนของในนั้นจะเป็นสิ่งที่เอริคไม่ต้องการเท่าไหร่

 

แต่นั่นมันกระเป๋าของโจเอลไม่ใช่หรือไง...

 

แล้วทำไมเขาถึงโยนมันลงทะเล?  

 

LOADING 100 PER 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น