สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 305

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2562 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21
แบบอักษร

หลังนำเสนอไข่มุกน้ำดี และสาธิตกรรมวิธีการบดให้เป็นผงเพื่อผสมลงในครีมบำรุงผิวทีละขั้นตอนแล้ว พนักงานก็นำครีมไข่มุกที่อ้างว่าเป็นสูตรเดียวกับที่ซูสีไทเฮาทรงใช้มาให้ลูกทัวร์ได้ทดลองทาดู แม้ราคาที่ทางร้านแจ้งมาจะค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับครีมเคานเตอร์แบรนด์ดัง แต่เพราะที่นี่คือประเทศจีนซึ่งมักบวกราคาเผื่อไว้แล้ว ไม่ว่าศูนย์ครีมไข่มุกบอกราคามาเท่าไหร่ อย่างไรก็ต้องขอลดราคา พรประภาจึงยึดตำแหน่งโต้โผรวบรวมจำนวนสั่งซื้อแล้วนำทัพต่อรองจนได้ราคาพิเศษที่สุดเช่นเคย 

ระหว่างรอพนักงานจัดสินค้าใส่ถุงและชำระเงิน พจนาจึงแวบไปที่ตู้โชว์สร้อยไข่มุก และขอให้พนักงานหยิบไข่มุกหลายเส้นมาให้พิจารณา โดยมีสามีคอยให้ความเห็นอยู่ข้าง ๆ 

กลุ่มหกสาวเร่เข้าไปช่วยทำหน้าที่กองวิจารณ์ แถมยังเชียร์ให้ภูมิซื้อไข่มุกเป็นของขวัญให้แพรพลอยด้วย ครอบครัวน้องอุ้มซึ่งไม่สนใจเรื่องอัญมณี จึงไปซื้อไอศกรีมกินระหว่างคอยชาวคณะ 

รินรดาฆ่าเวลาด้วยการชมสร้อยไข่มุกที่จัดแสดงอยู่รอบร้าน จนไปสะดุดตากับสร้อยเส้นหนึ่งซึ่งโดดเด่นอยู่ในตู้โชว์ เป็นสร้อยซึ่งร้อยไข่มุกสลับกับเนื้อโลหะสามกษัตริย์ ดูเรียบง่ายทว่าเก๋ไก๋ หญิงสาวขยับเข้าไปพิจารณาใกล้ ๆ ขณะที่กำลังเหลียวหาพนักงานอยู่นั้น ก็เห็นชนวีร์กำลังมองเธออยู่เช่นกัน 

“คุณชอบสร้อยเส้นนี้หรือ ผมเห็นคุณมองอยู่ตั้งนานแล้ว”          

เรื่องอะไรจะยอมรับว่าเขาเดาใจเธอถูก ! ประเดี๋ยวก็ยิ่งได้ใจไปใหญ่ 

รินรดาส่ายหน้ายิก “เปล่า ฉันมองเพราะฉันไม่ชอบต่างหาก แบบเชยชะมัดเลย”  

“แต่ผมว่ามันสวยนะ เก๋ดีออก เหมาะกับคุณด้วย ผม...” 

รินรดารู้ว่าประโยคถัดไปเขาคงไม่แคล้วแสดงความเอื้อเฟื้อเหมือนที่มักจะทำกับสาว ๆ ค่อนเมืองนั่นแน่ หญิงสาวจึงรีบดักคอล่วงหน้า  

“ฉันไม่ได้พูดเพราะเสียดายเงิน ไม่ได้เล่นตัวเพราะอยากให้คุณซื้อให้ ฉันไม่ชอบก็คือไม่ชอบ...จบ” 

เธอสบตาเขานิ่ง เพื่อยืนยันให้เชื่อว่าไม่ต้องการสร้อยเส้นนี้จริง ๆ 

พ่อบุญทุ่มยักไหล่ นอกจากไม่ชอบดอกไม้ ผู้หญิงคนนี้ยังไม่ชอบของขวัญราคาแพง เธอมีอะไรเหมือนผู้หญิงทั่วไปบ้างไหมนี่ 

“ระวังไว้เถอะคุณ ผมถามอะไรก็ ‘ไม่ ๆ ๆ ’ อย่างนี้ เดี๋ยวติดเป็นนิสัยไม่รู้ด้วย แล้วอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า คุณอย่ามา...” เขาบีบเสียงเล็ก จีบปากจีบคอพูด “วีร์ขา หลิวชอบสร้อยเส้นนี้จังเลย ซื้อให้หลิวหน่อยนะค้า” เขายักคิ้วแผล็บ แล้วเปลี่ยนกลับไปใช้น้ำเสียงปกติ  

“ถึงตอนนั้นผมจะบอกว่า ‘ไม่’ เหมือนที่คุณพูดตอนนี้เป๊ะเลย คอยดูสิ” 

ไม่ใช่น้ำเสียงหรือวาจาของเขาหรอกที่ทำให้หญิงสาวของขึ้น แต่เป็นท่าทางกะการณ์อนาคตล่วงหน้าไปอีกหลายสิบปีนั่นต่างหาก  

เธอเหวี่ยงมือทุบต้นแขนคนฝันเฟื่องด้วยความหมั่นไส้ 

“เฮ้ย คุณ ! แขนผม ! ” คนผีทะเลอุทธรณ์ทันที 

รินรดารีบหดมือกลับ หน้าตาตื่นตกใจ “ตายแล้ว โทษที ฉันลืมไปว่าคุณเจ็บอยู่ ไหนเป็นอะไรมากหรือเปล่า”  

คนเจ็บยืนยิ้มกริ่ม นิ่งเงียบจนหญิงสาวเอะใจ ดวงตาเรียวสวยมีแววหาคุบางเบา ขณะย้อนถามเสียงเขียว        

“นี่คุณอำฉันเหรอ” 

“ไม่ได้อำ ผมแค่ร้องว่าแขนผม ไม่ได้บอกว่าผมเจ็บสักหน่อย” เขาแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ทั้งยังรนหาที่ด้วยการทำตาเจ้าชู้เสริมว่า “แต่จริง ๆ แล้วผมอยากเจ็บมากกว่านะ เพราะผมชอบให้หลิวเป็นห่วง” 

หญิงสาวเงื้อมือหมายจะซัดลงบนท่อนแขนข้างที่มีอุปกรณ์พยุงซ่อนอยู่ด้านใน แล้วก็ต้องเท้าสะเอวด้วยความฉิว เมื่อเห็นคนเจ็บเอี้ยวตัวดึงแขนหลบได้ทันท่วงที !  

เธอน่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนที่เขาอาสาถ่ายรูปให้แล้ว ชัตเตอร์กล้องมันอยู่ด้านขวา ถ้าเขาใช้มือซ้ายถ่าย มันก็ต้องดูขัดตาพิกลบ้างสิ  

รินรดาเอ๊ย ! เสียชื่อหมด ปล่อยให้อีตานี่ต้มได้ตั้งครึ่งค่อนวัน ! 

“นี่คุณหลอกฉันเหรอ” พยาบาลจำเป็นชักเคือง 

ด้วยกลัวชะตาจะขาด ผู้ต้องหาจึงรีบรับสารภาพเสียงอ่อย “ผมไม่ได้หลอกสักหน่อย ก็อาการมันทุเลาขึ้นแล้วจริง ๆ พอจะหยิบจับอะไรเบา ๆ ได้บ้าง แต่มันก็ยังไม่มีแรงนะ แล้วก็ขยับเร็ว ๆ ไม่ได้ด้วย ยังเจ็บแปลบ ๆ อยู่เลยเนี่ย” 

“เอาเข้าไป ! นี่แปลว่าลองหยิบ ลองยก แล้วก็ลองขยับแขนเร็ว ๆ ดูหมดแล้วใช่ไหม” หญิงสาวจับผิดเสียงแข็ง และเมื่อเห็นคู่กรณีหลบตาก็นึกอยากซัดเข้าให้อีกสักตุบด้วยความหมั่นไส้ ! 

“หมออุตส่าห์ให้ใส่แผ่นพยุงแขน ก็เพื่อให้คุณไม่ไปเผลอออกแรงใช้หัวไหล่ แต่นี่คุณเล่นขยับแขนตามใจชอบอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่มันถึงจะหายอักเสบ ถ้าเก่งกว่าหมอแบบนี้ งั้นก็คงไม่ต้องให้ฉันดูแลแล้วละมั้ง” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยของเธอทำให้คนเจ็บยิ้มปลื้มเปรม 

“ที่คุณโมโหเนี่ย เป็นห่วงผมใช่ไหมล่ะ”  

“ใครห่วงคุณยะ คนอวดเก่งอย่างนี้ จ้างให้ฉันก็ไม่ห่วง ! ” เสียงแหวแว้ด ๆ ดังขึ้นทันทีเพื่อกลบเกลื่อนที่เขาพูดแทงใจดำ 

“พูดตรง ๆ ว่าห่วงผมก็ได้ ไม่ต้องเขินหรอกน่า ผมไม่ถือ” เขาเสนออย่างมีน้ำใจ  

“คุณชนวีร์ ! ถ้าคุณยังกวนประสาทไม่เลิกอย่างนี้ ฉันไม่คุยด้วยแล้วนะ” เธอผละออกไปอย่างรวดเร็ว หากหูยังคงได้ยินเสียงไล่หลังลอยตามลมมา 

“ว้า ! คุยกันอยู่ดี ๆ ก็เดินหนีไปอย่างนี้ ถ้าเป็นในละครน่ะ แสดงว่านางเอกกำลังเขิน จนต้องแกล้งโกรธกลบเลื่อนนะ รู้ไหม” 

รินรดาไม่ฟังเสียง แต่ก้มหน้าก้มตาเดินหนีลูกเดียว ไม่แน่ใจว่าที่หน้าร้อนวูบวาบขึ้นมานั้น เป็นเพราะความเขินอาย หรือว่าเพราะฮีตเตอร์ในร้านมันร้อนจัดกันแน่ ! 

 

ตลอดเส้นทางเข้าสู่เซี่ยงไฮ้ นักท่องเที่ยวที่หนังตาเริ่มหย่อนจากมื้อกลางวันต่างก็ทยอยกันเอนเบาะที่นั่งลงเพื่อหลับเอาแรง ในรถโค้ชจึงค่อนข้างเงียบ มีเพียงเสียงดนตรีจีนแผ่ว ๆ ที่เปิดคลอให้ลูกทัวร์ฟังระหว่างนั่งรถทางไกลดังหงุงหงิงจากลำโพง ส่งให้บรรยากาศแจ่มใสยิ่งขึ้น  

แสงแดดจ้าทำให้สองหนุ่มสาวที่ด้านหลังสุดของรถยังคงตาสว่างและสติแจ่มใส ด้วยความที่ปกติแล้วช่วงบ่ายอย่างนี้คือเวลาทำงาน ทำให้ทั้งชนวีร์และรินรดาไม่คุ้นกับการนอนกลางวัน 

เกือบสองชั่วโมงที่อยู่บนรถ ชายหนุ่มจึงเพียรเสาะหาเรื่องชวนอีกฝ่ายคุยไม่หยุดปาก ไม่ว่าเธอจะตัดบทสักกี่ครั้ง เขาก็หาประเด็นใหม่มาเปิดบทสนทนาต่อได้อยู่ดี 

รินรดาตอบคำถามมากมายจนเหนื่อย จึงหันมาเป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้าง “ฉันเล่าเรื่องสมัยเรียนให้คุณฟังตั้งเยอะแล้ว คุณเล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังบ้างสิ” 

ได้ยินคำถามแค่นั้น ชายหนุ่มก็ออกอาการรื่นเริงอย่างเห็นได้ชัด  

มีแต่คนชอบพอกันเท่านั้นแหละที่อยากรู้เรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย!  

คนขยันเข้าข้างตัวเองจึงรีบสาธยายเสียงทันที  

“ผมเรียนในเมืองไทยจนจบมัธยมปลาย ตอนนั้นได้สอบเอ็นทรานซ์ด้วยนะ แต่ยังไม่ทันจะรู้ผล แม่ก็ส่งไปอเมริกาซะก่อน ให้เดาสิบหนรับรองว่าคุณทายไม่ถูกแน่ว่าผมเอ็นท์ฯ ติดคณะอะไร” 

หญิงสาวไม่เชื่อคำปรามาสของหนุ่มขี้โม้ จึงเริ่มไล่ชื่อทีละคณะ ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าตลอด “คอมพ์ วิศวะ สถาปัตย์ หมอ บัญชี เศรษฐศาสตร์ การโรงแรม ศิลปศาสตร์ คุรุฯ” จนในที่สุดก็ยอมแพ้ 

“รัฐศาสตร์ครับ”  

คำเฉลยทำให้เธอเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ  

ชนวีร์พยักหน้านิด ๆ เป็นเชิงย้ำว่าเขามิได้พูดผิด และเธอเองก็ไม่ได้ฟังพลาด 

“ผมเคยฝันอยากเป็นนักการทูตน่ะ แต่...” สีหน้าที่เคยร่าเริงเป็นนิจกลับเจื่อนลงเล็กน้อย แล้วจึงรีบปั้นยิ้มเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงติดตลก 

“โชคดีที่เปลี่ยนมาทำงานแบงค์แทน เพราะขืนผมเป็นทูตมีหวังคงทำให้ประเทศชาติอับอายขายขี้หน้าวันละห้าร้อยหนแน่” 

แม้ไม่ได้คุ้นเคยกันเนิ่นนาน แต่สีหน้าที่ผิดปกติไปเพียงเสี้ยววินาทีก็สะกิดใจหญิงสาว เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

“ฉันว่าเมื่อกี้คุณไม่ได้จะพูดอย่างนี้นี่นา ทำไมคะ มันเป็นเรื่องที่เล่าไม่ได้เหรอ”  

ชายหนุ่มเสมองออกไปนอกหน้าต่างรถชั่วครู่ ชั่งใจว่าเขาควรเปิดเผยตะกอนซึ่งจมอยู่ใต้ก้นบึ้งหัวใจให้เธอรับรู้หรือไม่ ดวงตาของหญิงสาวข้างกายบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อเขา ทำให้ชนวีร์ตัดสินใจเริ่มต้นเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้ฟังดูร่าเริงเป็นปกติ 

“พ่อผมเสียตั้งแต่นายภูมิสามขวบ ทำให้แม่ที่เคยวางมือจากงานที่บริษัทฯ ไปอยู่บ้านเลี้ยงลูก ต้องกลับมาทำงานอีกครั้ง แม่ทำงานไปด้วยพร้อมกับดูแลเราสองพี่น้องโดยไม่เคยปริปากบ่นเลยสักคำ ผมเพิ่งรู้ว่าแม่เหนื่อยแค่ไหนก็ตอนที่ท่านมาขอให้ผมเปลี่ยนไปเรียนด้านไฟแนนซ์เพื่อกลับมารับช่วงดูแลธุรกิจของครอบครัวต่อ” 

“ไอ้ผมมันก็ลูกชายคนโต แถมยังเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงส่งซะด้วย เก๊าะเลยต้องทิ้งความฝันพวกนั้นซะ แล้วก็หันมาทำอะไรเพื่อแม่ เพื่อน้องแทนไงล่ะ” 

ผู้พูดอาจใช้น้ำเสียงดุจกำลังบอกเล่าเรื่องตลกขบขัน แต่รินรดากลับสัมผัสกระแสเสียงที่แฝงแววละห้อยโหยนั้นได้ชัดเจน เธอสบตาเขา ก่อนถามตรง ๆ ว่า 

“คุณเสียใจไหมที่ต้องทำอย่างนั้น” 

ชนวีร์กดปลายนิ้วลงที่หัวคิ้ว ริมฝีปากแย้มออกนิด ๆ กิริยาทะเล้นแปรเป็นนิ่งขรึม เป็นการเป็นงาน น้ำคำที่เปล่งออกมานั้นเชื่องช้า คล้ายค่อย ๆ รื้อค้นคำตอบนั้นออกจากกล่องความทรงจำ 

“ทั้งเสียใจ แล้วก็ไม่เสียใจครับ ที่ไม่เสียใจก็เพราะว่าแม่กับน้องเป็นคนสองคนที่ผมรักที่สุดในชีวิต พวกเราเหลือกันอยู่แค่สามคน และการได้ทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อมองย้อนกลับมาที่การตัดสินใจนั้น เราก็จะไม่มีวันเสียใจเลย 

“แต่ผมก็ไม่ใช่ว่าจะพระเอกอะไรนักหรอกนะ ตอนที่รู้ว่าแม่ยอมให้ภูมิเรียนรัฐศาสตร์ แถมยังส่งไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดทางด้านนี้ด้วยแล้ว ผมทั้งโกรธทั้งน้อยใจแม่มาก ๆ ก็เลยประชดด้วยการไปสัก ไอ้ที่คุณบอกว่าเป็นชื่อแฟนน่ะ ที่จริงแล้วเป็นคำภาษาจีนว่ามิ่งเยวี้ยน ที่แปลว่าโชคชะตา ผมบอกตัวเองว่าไม่ใช่โชคชะตาเลือกผม แต่ผมเป็นคนเลือกโชคชะตาเองต่างหาก ! ” 

คำตอบนั้นยาวเหยียด ทว่า...ไม่ตรงกับประเด็นที่เธอสงสัย 

“แล้วส่วนที่คุณบอกว่าเสียใจล่ะ...” รินรดาซัก ถ้าเธอพิเศษและสำคัญอย่างที่เขาเพียรแสดงออกอยู่ตลอดเวลา เขาก็ควรแบ่งปันบางแง่มุมที่เก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจให้เธอได้รับรู้บ้าง 

ชนวีร์เห็นแววตารู้ทันของเธอชัดเจน เขาเชื่อว่าถ้าจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงบาลี ก็คงทำได้ มันอาจเป็นความอิ่มเอมซึ่งอวลอยู่ในความรู้สึก ที่ทำให้เขากล้าเปิดประตูก้าวเข้าสู่ความทรงจำที่ไม่ได้แตะต้องมาเนิ่นนานนักหนา 

”ที่ผมบอกว่าเสียใจ ก็เพราะผมทิ้งความฝันนั้นไป โดยไม่ได้พยายามต่อสู้เพื่อมันเลยสักนิด ตอนเห็นนายภูมิแต่งชุดปกติขาว[1]หนแรก ผมเสียศูนย์ไปพักใหญ่เมื่อนึกขึ้นได้อีกครั้ง ว่าตัวเองเคยอยากสวมชุดแบบนั้นมากแค่ไหน 

“ทุกวันนี้เวลาเห็นภูมิ ใจหนึ่งผมก็ภูมิใจในตัวน้องชาย แต่บางทีผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าถ้าผมยืนกรานและต่อสู้เพื่อให้ได้เรียนอย่างที่ต้องการ ผมจะก้าวมาได้ไกลอย่างที่น้องทำได้หรือเปล่า” 

รินรดาแตะมือลงบนท่อนแขนของผู้ชายข้าง ๆ ด้วยความเห็นใจ เธอบีบแขนเขาแผ่วเบา ถ่ายทอดกระแสห่วงใยเปี่ยมด้วยความเข้าใจจากปลายนิ้วผ่านไปให้อีกฝ่าย  

ชายหนุ่มสบตาหญิงสาว ตั้งใจฟังเธอพูด... 

“ถ้าวันวานคุณเลือกเรียนการทูต วันนี้แวดวงการเงินกับวงการบันเทิงคงเหงาแย่ เพราะไม่มีเพลย์บอยหนุ่มไฟแรงคอยสร้างสีสัน พ่อเคยบอกฉันว่าเราทุกคนกำโชคชะตาของตัวเองไว้ในมือตั้งแต่เกิด คุณอาจถูกกำหนดให้เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ก็ได้ เพราะคุณสามารถประคับประคองธุรกิจของครอบครัวให้ฝ่ากระแสเศรษฐกิจจนแข็งแกร่งมั่นคงมาจนทุกวันนี้ ทั้งที่อายุแค่นี้เอง ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันคงภูมิใจกับตัวเองสุด ๆ ไปเลย 

“แต่ฉันจะไม่มองคุณภูมิด้วยความอิจฉาและตอกย้ำว่าตัวเองสูญเสียอะไรไปอย่างที่คุณทำอยู่หรอกนะ ฉันจะเฝ้าดูความฝันของฉันผ่านตัวเขา แล้วก็ลุ้นให้เขาก้าวหน้า ให้ประสบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดีซะอีก...ได้ยินดีโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเองน่ะ  

“ในเมื่อคุณบอกเองว่าคุณเป็นฝ่ายเลือกโชคชะตา ทำไมไม่รู้จักเลือกอยู่กับความฝันให้มีความสุขด้วยล่ะ ฉันเชื่อว่าเรากำหนดได้นะว่าจะอยู่กับมันยังไง ไม่ให้มันย้อนกลับมาทำร้ายความรู้สึกของเรา” 

ชนวีร์เคยคิดว่าเขามีทุกอย่างพรั่งพร้อมในชีวิต และเขาก็เชื่อมั่นเช่นนั้นตลอดมา เพิ่งจะวินาทีนี้เองที่เขาตระหนักว่าตัวเองโหยหาใครสักคนมารับฟังเรื่องราวที่ตกตะกอนค้างอยู่ในใจของเขา เรื่องราวที่บอกใครไม่ได้ ความในใจที่ฝังเก็บไว้ลึกที่สุด และไม่ควรจะระบายให้ใครฟังแม้แต่คนเดียว  

แรงบีบจากมือบอบบางนั้นช่วยปลอบประโลมให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่เคยเป็นมา 

ชายหนุ่มเพิ่งรู้เขาไม่ใช่คนแข็งกระด้าง หรือเย็นชากับความรักของผู้หญิงคนไหน แต่ที่เขาทำตัวเป็นผู้ชายเร่ร่อนเสเพล ไม่เคยคบใครได้นาน นอกจากเหตุผลที่เขาเฝ้าตามหาสตรีผู้อยู่ในความฝันแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือไม่เคยมีใครรู้จักและเข้าใจเขาอย่างแท้จริงเลยสักคนเดียว แล้วจะให้เขาทุ่มเทความรักให้กับผู้หญิงที่รู้จักเขาแค่ฉาบฉวยได้ยังไง ! 

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เพียงเขาเชื่อว่ารินรดาคือสตรีในความฝันผู้นั้น เธอยังสามารถแตะต้องไปในความอ่อนแอซึ่งเขาเก็บซ่อนไว้เบื้องลึกที่สุดของกล่องความทรงจำ และก้าวล่วงเข้าไปในหัวใจส่วนที่เขาหลอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เคยมีอยู่ ! 

“มันก็จริงของคุณนะ ผมนี่ซื่อบื้อจริง ๆ ทำไมถึงไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อนเลยก็ไม่รู้” เขาส่ายศีรษะคล้ายระอาความเขลาของตน 

“ผงเข้าตาตัวเอง ก็เขี่ยไม่ออกกันทั้งนั้นแหละ ฉันว่าแค่ที่คุณก้าวผ่านทุกอย่างมาได้ขนาดนี้ ก็ต้องบอกว่าเก่งมากแล้วละ อย่าไปซีเรียสกับมันเลย ไม่มีใครปราดเปรื่องไปหมดทุกเรื่องหรอกน่า” 

“ผมเนี่ยนะเก่ง ! ” เขาย้อนด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ “คุณเชื่อไหม บางครั้งเวลาต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ สักเรื่องผมกังวลแทบตาย แต่ก็ต้องวางท่าเข้มแข็งมั่นใจไว้ก่อน 

“ยิ่งแม่ทยอยเริ่มวางมือจากณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นเท่าไร ผมก็ยิ่งต้องเก่ง แล้วก็ต้องแกร่งให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะทุกคนรอบตัวเชื่อมั่นในตัวผม ผมจะทำให้พวกเขาผิดหวังไม่ได้” 

รินรดาตบท่อนแขนชายหนุ่มเบา ๆ “ฉันอาจไม่เข้าใจความรู้สึกทั้งหมดที่คุณแบกรับไว้ แต่คงพูดได้ว่าบางเรื่องฉันก็เข้าใจนะ ใคร ก็เคยขาดความมั่นใจหรืออ่อนแอกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเรารับมือกับมันได้ดีแค่ไหนต่างหาก นั่นละที่เป็นตัวชี้ว่าเราจะเป็นใครในวันหน้า ที่คุณเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ก็เพราะคุณเลือกรับมือกับมันอย่างที่ผ่านมานั่นแหละ 

“การแสดงตัวตนที่อ่อนแอออกมามันง่ายจะตายไป ใคร ก็ทำได้ แต่คุณไม่เหมือนคนอื่น คุณคือชนวีร์ ณัฐภัทร ในเมื่อคุณเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ คุณก็ควรก้าวขึ้นไปรับเหรียญทองอย่างสง่างามเต็มภาคภูมิมากกว่า จริงไหม” 

ชนวีร์หายใจเข้าลึก ก่อนตอบคำถามของเธอ “การต้องอยู่กับภาพที่ใคร ๆ อยากเห็น ไม่เคยเป็นปัญหาของผมหรอกหลิว เพียงแต่...มันก็มีบางเวลาเหมือนกัน ที่ผมนึกอยากจะระบายเรื่องกลุ้มให้ใครฟังได้บ้าง” 

สีหน้าของผู้ฟังอ่อนโยนลงเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ชั่วขณะหนึ่งหญิงสาวนึกขอบคุณโชคชะตาที่ให้เธอเกิดเป็นผู้หญิง อย่างน้อยในยามอ่อนล้า หัวใจเปราะบางเธอก็ยังมีข้ออ้างที่ดีในการร้องไห้ 

แต่สำหรับผู้ชาย...โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายอย่างชนวีร์ เขาจะหันหน้าไประบายความทุกข์ความกังวลให้ใครฟัง อย่าว่าแต่แสดงความอ่อนแอออกมาเลย เธอเชื่อว่าเขาไม่เคยแม้แต่ออกอาการลังเลให้ใครเห็นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าแม่และน้อง คนอย่างชนวีร์ไม่มีวันทำลายเชื่อมั่นที่คนในครอบครัวมีต่อเขาอย่างแน่นอน 

ส่วนเพื่อนน่ะหรือ คนระดับนี้คงมีเพื่อนเยอะแยะ แต่ผู้ชายวัยเดียวกัน ต่อให้สนิทกันแค่ไหน ลึก ๆ ต่างก็แอบแข่งขันกันเพื่อประสบความสำเร็จทั้งนั้น อย่างนี้แล้วเขาจะหันไปปรับทุกข์ให้ใครฟังได้ 

รินรดานึกขำตัวเอง เธอบังอาจมากนะที่กล้าเห็นใจผู้ชายซึ่งมีชีวิตสมบูรณ์แบบคนนี้ คนที่ดูแลบัญชีเงินฝากของคนส่วนใหญ่ในประเทศเอาไว้ ! 

หญิงสาวสบตาเขาแน่วแน่ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณไว้ใจฉันหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณคิดว่าฉันเป็นเพื่อน คุณจะปรับทุกข์ให้ฉันฟังก็ได้ ฉันอาจเป็นที่ปรึกษาที่ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ฉันเป็นผู้ฟังที่ดีนะ” 

“ก็เพราะผมไว้ใจคุณน่ะสิ ถึงได้เล่าให้คุณฟังเป็นฉาก ๆ อยู่นี่ไง” เขารวนเมื่อรู้สึกเสียฟอร์มนิด ๆ ที่เผลอเปิดอกระบายความในใจให้เธอฟังไปจนหมด  

ครั้นแล้วชนวีร์ก็แตะรอยยิ้มบาง ๆ ไว้บนริมฝีปาก ก่อนพึมพำด้วยความซาบซึ้งยินดี “แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณนะ ที่หลิวอาสาเป็นผู้ฟังให้ผมน่ะ” 

สีหน้าอมทุกข์ของชายหนุ่มชวนให้รินรดาเกือบใจอ่อน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องอ่อนใจเพราะประโยคถัดไป  

“คุณปลอบใจคนเก่งจัง แต่คงจะดีกว่านี้ ถ้าคุณจะยอมอยู่ข้าง ๆ คอยปลอบใจผมตลอดไปน่ะ” คนพูดทำหน้าเป็นเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว 

เป็นผลให้หญิงสาวกระแทกตัวนั่งพิงพนักเก้าอี้ ถอนใจเปรยอย่างปลง ๆ  

“ไหนบอกว่าเราเลยวัยจีบกันเป็นเด็ก ๆ แล้วไง คุยกันอยู่ดี ๆ ดันวกกลับมาเรื่องนี้อีกจนได้ ฟังแล้วเซ็งชะมัด”  

ชนวีร์หัวเราะร่วนกับคำตัดพ้อกึ่งกระเง้ากระงอดนั้น แล้วย้อนกลับไปคุยเรื่องที่ค้างไว้ต่อ  

“เมื่อกี้ผมเล่าถึงไหนนะ อ๋อ...จำได้แล้ว พอจบม.ปลายผมก็ไปอเมริกา” เขานึกขำตัวเองที่เฉไฉไปได้ตั้งไกลโดยที่ยังไม่ได้เริ่มตอบคำถามของเธอเลยสักคำ “แม่ส่งผมไปเรียนที่ชิคาโก แรก ๆ ก็อยู่กับญาติ แต่คุณเอ๊ย ! ป้าผมน่ะ ทั้งเขี้ยว ทั้งดุกว่าแม่เป็นสิบเท่า สุดท้ายผมก็ทนไม่ไหว ขอย้ายออกมาอยู่เอง...”          

ชายหนุ่มถ่ายทอดเรื่องราวสมัยเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงบ้านที่พักอาศัยให้รินรดาฟังอย่างเพลิดเพลิน เขาทั้งเล่าทั้งบ่นอยู่นาน แล้วก็เปิดรูปในโทรศัพท์มือถือยื่นไปให้หญิงสาวดู 

“นี่ไงบ้านผมที่โน่น ผมเพิ่งบินไปจัดการขายทิ้งเมื่อกลางปีที่ผ่านมานี่เอง เชื่อไหมว่าคำนวณออกมาแล้วเท่ากับว่าบ้านหลังนี้ทำกำไรให้ผมได้ตั้งเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต่อปี คุ้มกว่าทำงานหลังขดหลังแข็งที่บริษัทฯ ซะอีก ต้องบอกว่าโชคดีมากเลยนะ ที่ขายได้ก่อนเศรษฐกิจอเมริกาจะร่วง”  

รินรดาขำคนหายใจเข้าออกเป็นเงินเป็นทอง “คุณนี่สมกับเป็นนายแบงค์จริง ๆ ทั้งเขี้ยวทั้งเค็มขนาดนี้ ถามจริงเถอะว่าเคยมีเรื่องไหนไหมที่คุณทำโดยไม่มานั่งคิดเรื่องผลประโยชน์น่ะ” 

ชนวีร์พยักหน้าทันควัน ตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด  

“มีสิ...ก็เรื่องคุณไง ! ” 

 

[1] ชุดปกติขาว เป็นเครื่องแบบของข้าราชการ สีและแบบของชุดถูกกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ขณะที่รายละเอียดของเครื่องหมายบนกระเป๋าเสื้อซ้ายขวาและที่บ่า จะบ่งบอกถึงกระทรวง ทบวง หรือกรมที่สังกัดอยู่

 

 

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ภาพรักในฝันมี 32 ตอนนะคะ

ตอนนี้เลยครึ่งเล่มมานิดนึงแล้ว 

ใครสนใจอยากอ่านรวดเดียว

กดโหลดอีบุ๊กกันโลดเลยค่า

 

ใครซื้ออีบุ๊กแล้ว

ส่งหลักฐานมาให้สิริณด้วยนะคะ

จะส่งของที่ระลึกไปให้ ^^

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

 

 

 

 

 

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น