Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 16 : กรงลงทะเล

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 16 : กรงลงทะเล

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.7k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2562 15:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 16 : กรงลงทะเล
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 16 : กรงลงทะเล 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ทันทีที่พูดแบบนั้นครีบยาวเว้าแหว่งก็แหวกสายน้ำมาแต่ไกล มันพุ่งตรงดิ่งมาหาเรานั่นทำให้ผมยกยิ้ม มองริชาร์ดที่ดิ้นพล่านกระตุ้นให้อสูรกายสนใจ เขาเบิกตากว้าง ผมเห็นมันจากภาพสะท้อนของผิวน้ำที่ฉายชัดให้ เลียปากนิดหน่อยว่าดายใกล้เข้ามาขนาดไหน ดีแลนเองก็แลดูจะเปิดทางให้

 

พลันครีบยาวก็ผลุบลงน้ำไป นาทีนั้นผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่ามันหายไปไหน

 

“ซะ...โซล!”

 

“ชู่ว อย่าเสียงดัง มันกำลังเล่นเกมกับเรา” ผมเอานิ้วแนบปากบอกริชาร์ด ไม่สนใจแววตาสั่นกลัวของเขาเลยสักนิด ผมหรี่ตาจับผิดผิวน้ำว่าตอนนี้ดายหายไปไหน มันควรจะพุ่งมาชนเรือเขา กระแทกจนกว่าจะได้ตัวเหยื่อล่อไป

 

แต่นี่มันกลับหายไปใต้น้ำ

 

หายไปเงียบๆ ให้ผมหลุบตามองหยาดใส ริชาร์ดกลืนน้ำลาย หัวของเขาอยู่นอกเรือนั่นทำให้เขาหวั่นใจยิ่งกว่าอะไร ตอนนี้ดายกำลังเล่นเกมซ่อนแอบ เราต้องหามันให้เจอก่อนที่มันจะพุ่งเข้าใส่ ผมกวาดตามองหาก่อนจะคิดว่าถ้ามันดำลงน้ำไป...

 

แปลว่ามันต้องพุ่งขึ้นมากัดแทน

 

“หลบ!”

 

ผัวะ !

 

ร่างของริชาร์ดถูกผมกระชากให้หลบ เป็นจังหวะเดียวกับเรือโคลงเนื่องจากดายพุ่งเข้าใส่ มันไปม้วนตัวอยู่ใต้น้ำส่งแรงพาตัวเองเตรียมจะงับอาผมให้ตาย ทว่าเพราะผมดึงอาหลบทัน มันเลยได้แค่กระโดดมาแล้วหงายลงน้ำไป ทำเรือเสียหายนิดหน่อยแต่ก็ยังพอขับไหว แค่ต้องวิดน้ำที่กระเซ็นใส่ มันเปียกทั่วตัวผมไม่ต่างจากเมื่อเช้าที่ผมโดดลงน้ำเลยสักนิด

 

วินาทีนั้นทุกคนตกใจกับความใหญ่ของขากรรไกรมัน มีแค่ผมที่หัวเราะเพราะถ้าเมื่อกี้ผมดึงริชาร์ดไม่ทัน...

 

เขาคงหัวขาดมาหลอกหลอนผมแน่เลย

 

“เป็นไงครับอา มันสวยไหม”

 

“นะ...นี่เธอ”

 

“อาเห็นความตายหรือยัง” ผมหันมาถามด้วยรอยยิ้ม ดูสนุกสนานผิดกับอาหลานที่หน้าถอดสี นี่ยังไม่รวมลูกน้องของเขาที่ขาสั่นกันอย่างสงสาร มีแค่สตีฟและผมที่ดูจะชินตา ถึงอย่างนั้นสตีฟก็ยกมือทาบอก เขาอาจจะยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ “อยากเห็นอีกรอบไหม คราวนี้ผมจะโยนอาลงไปเลย”

 

“มะ...ไม่ อะ...อาคิดว่าอาเห็นชัดแล้ว”

 

“น่าเสียดายจัง ดายดูจะอยากกินด้วยสิ” ผมยิ้มหันกลับไปมองเจ้าฉลามที่แสดงท่าทีงุ่นง่านอย่างหงุดหงิด ผมเลยหยิบปลาตัวหนึ่งที่กะเอาไว้ล่อมันกลางทะเล โยนให้มันกิน เสียดายที่ดายน่ะหยิ่ง พอผมทำมันหงุดหงิดมันก็ไม่ยอมเล่นต่อ หนำซ้ำยังใช้ครีบหางสะบัดปลาทิ้งคล้ายกับไม่ชอบ

 

ผมส่ายหน้าให้มัน พร้อมกับคิดว่าถ้ามันกะระยะผิด พุ่งขึ้นมากลางลำ...

 

ทุกคนจะตายก่อนออกไปกลางมหาสมุทรซะอีก

 

“ทีนี้อาตัดสินใจได้หรือยังว่าจะไปต่อหรือจะอยู่ที่นี่”

 

“ปะ...ไปต่อสิ อาพูดแล้วไม่คืนคำ”

 

“นับถือใจอาจัง” ผมแกล้งทำหน้าเซอร์ไพรส์ปรบมือเหมือนยกย่อง อีกส่วนคือเรียกให้ดีแลนว่ายมาหา ปล่อยมันชนเรือเราเบาๆ เป็นการข่มขวัญ “งั้นอากับโจเอลจะลงไปในกรงฉลามกับผมสินะ แบบนั้นก็ดีเลยผมจะได้ไม่ต้องให้เอริคกับจอร์แดนไป”

 

“แต่เราควรมีหมอ จะได้ช่วยเราจากอันตราย”

 

“หมอช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับถ้าความตายหมายหัวน่ะ” ผมยิ้ม สีหน้าหยอกเย้าทั้งที่ความจริงคือตักเตือน “อีกอย่างเมื่อกี้ผมก็ได้ทำความปรารถนาของอาแล้ว ถ้าอาอยากจะไปต่อด้วยความตั้งใจของอา ผมคิดว่ามันต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน”

 

“หา?”

 

“อาไม่ลืมข้อตกลงของเราใช่ไหมครับ?” ผมเอียงคอใส่ มองเขาด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยปริศนามากมายที่พาให้คนใจเสียเม้มปากแน่น “ถ้าอาอยากไป อาต้องบอกความลับที่ผมสงสัยก่อน”

 

“…”

 

“เริ่มจากข้อแรก”

 

กึก !

 

“อารู้ได้ไงว่าพวกมันมีจริง”  

 

 

ทะเลแหวกเป็นสายยามเรือลำใหญ่แล่นผ่าน มันไม่เชิงว่าเป็นเรือลำใหญ่แบบพวกเรือสินค้า มันแค่ใหญ่กว่าเรือเที่ยวเล่นเนื่องจากเราต้องบรรจุทั้งเรือยาง และกรงฉลาม ผมเป็นคนขับพาพวกเขามากลางทะเล เราจำเป็นต้องมาให้ไกลจากศูนย์วิจัย ส่วนหนึ่งคือถ้าเจ้าสองพี่น้องหงุดหงิด มันจะได้ไม่ทำลายบ้านของผม ส่วนอีกเหตุผลคือถ้ามีคนผ่านมาเห็นมันเข้า...

 

เราจะได้มั่นใจว่าเขาจะไม่มาวุ่นวายกับศูนย์วิจัยของผม

 

อาจฟังดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ผมบอกแล้วว่าผมจะทำทุกทางเพื่อรักษาเมกาโลดอนของผมไว้ เพราะงั้นต่อให้ต้องสูญเสียมากไป...

 

ผมก็ต้องยอมรับมัน

 

“ไกลพอแล้วล่ะครับคุณโซล”

 

“งั้นบอกอีกลำว่าเราจะจอดแล้ว” สตีฟพยักหน้าก่อนที่ผมจะดับเครื่องเรื่อง ดูจากจอมอนิเตอร์ที่แนชลีย์ให้ไว้ เราอยู่ไกลจาก EDS พอสมควร ผมไม่ได้เอาจอร์แดนกับเอริคมาด้วย พวกเขาควรอยู่ช่วยที่ศูนย์วิจัยมากกว่า

 

ถึงอย่างนั้นผมก็ทำตามคำขอของอา

 

“โอเว่นคุณช่วยเช็คอุปกรณ์ดำน้ำหน่อย และสภาพของลูกเรือด้วย”

 

“ได้เลย” คุณหมอตอบรับรีบไปจัดการอุปกรณ์ลงน้ำ ริชาร์ดกับโจเอลนั่งอยู่ตรงที่พักในเรือ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ดูจะไม่อยากนั่งใกล้ขอบเรือเท่าไหร่ ผมก็เข้าใจว่าผมอาจจะรุนแรงไป แต่เชื่อเถอะว่าผมเสียใจ...

 

เสียใจที่ยังทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้

 

“พวกคุณพร้อมไหม อยากจะกินยาหรืออัดวิดีโออำลาใครก่อนไหมครับ?” ผมหันมาถามหลังจากส่งสัญญาณให้เรืออีกลำที่คนของริชาร์ดเป็นคนขับให้จอดอยู่ใกล้ๆ ตอนแรกพวกเราจะเอาเรือมาแค่ลำเดียว ทว่าผมก็แอบคิดว่ามันอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีก็ได้

 

อย่างน้อยถ้าเกิดอันตราย ผมมั่นใจว่าต้องมีเรือสักลำให้เราได้ขับกลับ

 

และผมคิดว่าเรือลำนั้นต้องมีผม นั่นจึงไม่แปลกว่าทำไมอาหลานถึงเลือกที่จะมากับผมแทนที่จะไปเรือตัวเอง

 

“ผมอยากจะได้เวลาสักหน่อย ผมไม่ได้ดำน้ำนานแล้ว” โจเอลว่า พยายามยิ้มแม้หน้าจะถอดสี “บางทีเราน่าจะวอร์มก่อนลงน้ำสักหน่อย”

 

“ก็ดี โอเว่นจะช่วยพวกคุณเตรียมพร้อมตอนที่ผมโยนเหยื่อล่อพวกมันมา”

 

“อึก...”

 

“และผมหวังว่าความลับข้อสองที่ผมถามไว้จะได้รับการตอบรับนะครับ” ผมสบตากับริชาร์ด ยกยิ้มเบาๆ เพื่อบอกให้เขารู้ว่าผมยังไม่ลืม “เตรียมตัวกันเถอะ ยิ่งเราใช้เวลาเยอะ ยิ่งอันตราย”

 

“คุณโซลอยากให้ผมลงไปด้วยไหม?”

 

“คุณอยู่บนเรือกับโอเว่นเถอะ ผมจะลงไปกับพวกเขาสองคน” สตีฟขานรับในลำคอผมเลยผละไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดำน้ำ พลางทบทวนความทรงจำก่อนหน้าว่าผมได้คุยอะไรกับริชาร์ดก่อนมาไปบ้าง ผมต้องยอมรับเลยว่าขนาดเขากลัวตายแค่ไหน ก็ยังหัวหมอตอบอ้อมโลกไม่ตรงคำถามเท่าไหร่

 

‘อารู้ได้ไงว่าพวกมันมีจริง’  

 

‘เพราะอาเป็นหนึ่งในครอบครัวของมันน่ะสิ’  

 

‘…’  

 

‘มันเองก็รู้จักอาเหมือนกัน’  

 

ผมเลียปาก ไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่นั้น ถ้าบอกว่าเป็นครอบครัวมันแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาทำไมไม่เอามันไป หรือทำอะไรสักอย่างก่อนที่มันจะตกมาเป็นของผมหรือของครอบครัวผมโดยสมบูรณ์ล่ะ แบบนี้จะให้ปักใจเชื่อได้ไงผมเลยถามกลับว่าเขาเป็นครอบครัวของมันได้ยังไง

 

แต่อาก็เตือนว่าผมถามเขาได้ข้อเดียวแลกกับหนึ่งคำขอไว้

 

และเพื่อให้ได้รู้ความลับนั้นผมถึงพาเขามาด้วยไง มาให้เขาเห็นกับตาว่าทะเลมันน่ากลัวแค่ไหน

 

ยิ่งทะเลที่มีเมกาโลดอนที่ชื่อว่าดายกับดีแลน มันยิ่งน่ากลัวว่าทุกทะเลที่ผ่านมา น่ากลัวขึ้นอีกเมื่อเขารู้ว่าทันทีที่ตุกติกกับโซล อิลเดนสัน...

 

เขาจะตายก่อนที่จะได้หายใจซะอีก

 

“มาเล่นเกมกันดาย ดีแลน ใครหาความลับเจอก่อน คนนั้นชนะ”  

 

ผมกับสตีฟช่วยกันเทเหยื่อลงน้ำ ย้อมหยาดใสให้กลายเป็นสีแดงสด กลิ่นคาวของเลือดจะล่อพวกนักล่าให้มาติดกับ ผมหมุนตัวไปเช็คแดร๊กเกอร์ที่ใช้สำหรับติดตามพวกมัน เราจะไม่ลงไปตอนนี้จนกว่าผมจะยิงแดร๊กเกอร์ติดตามตัวพวกมันได้ เนื่องจากถ้ามันหวนกลับมาทำร้าย อะไรๆ จะไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

ผมสูดหายใจเข้า การยิงแดร๊กเกอร์ผมจำเป็นต้องลงไปในน้ำโดยปราศจากเครื่องช่วยหายใจ เพราะเราจะยิงมันในระยะใกล้ ยิงตรครีบที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา

 

“คุณพร้อมนะ”

 

“พร้อมตลอดเวลานั่นแหละ” ผมยิ้มให้โอเว่นให้อีกฝ่ายตบบ่าผมเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ “ถ้าติดเครื่องแล้วอย่าเพิ่งดึงผมขึ้นมาล่ะ ผมจะว่ายกลับมาเองเว้นตอนที่มันทำท่าจะกินผม คุณก็ค่อยรีบดึงขึ้นมา”

 

“ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดท่าไม่ดี ผมจะโยนอาคุณลงทะเล”

 

“นั่นเยี่ยมเลย” ผมยกนิ้วให้ โอเว่นเลยหัวเราะขำขัน จากนั้นก็ดันตัวผมให้ออกไปจากห้องพัก พูดคุยกับอาหลานที่นั่งเช็คอุปกรณ์ดำน้ำอยู่ ตอนแรกผมว่าจะให้พวกเขาลงไปในกรง ดูตอนที่มันว่ายเข้ามาหา แต่แบบนั้นผมกลัวว่าตัวเองจะพะวงหลายทาง

 

แค่พาตัวเองรอดกลับมาก็ถือว่าท้าทายพอแล้ว

 

“พวกคุณอยู่นี่ อย่าเล่นพิเรนทร์อะไรตอนผมลงน้ำ”

 

“แน่ใจเหรอครับว่าจะลงไปคนเดียวน่ะ?”

 

“คุณอยากลงไปกับผมด้วยไม่ล่ะ เราจะได้ศึกษาดูใจกันไง” คิ้วสวยเลิกใส่ทำเอาโจเอลยิ้มแหย ท่าทีอ่อนแอทำให้ผมอยากจะแค่นหัวเราะใส่ ดูก็รู้ว่าเขาหวาดกลัวแค่ไหน ผมยังแอบคิดเลยว่าถ้าพาเข้ากรงลงน้ำไป จะปอดแหกขึ้นมาหรือเปล่า “ผมจะกลับขึ้นมาก่อนที่คุณจะรู้ว่าผมลงไปซะอีก”

 

“ยังไงก็ระวังตัวดีๆ นะหลานชาย มันอันตรายกว่าที่เราคิดไว้”

 

“ผมรู้จักมันดีกว่าอาเยอะ เพราะงั้นขอบคุณที่มอบความเป็นห่วงให้”

 

“…”

 

“ผมจะไม่ตายจนกว่าจะรู้ความลับทั้งหมด” รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏบนใบหน้า เสียดายที่ผมไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงมากนัก สตีฟชี้ให้เห็นครีบยาวที่ว่ายอยู่ไม่ไกลเป็นสัญญาณว่าพวกมันมาไกลจากศูนย์วิจัยแล้ว “มากันเร็วจริงๆ”

 

ผมพึมพำหยิบแว่นดำน้ำมาสวมไว้ ไม่รอให้ใครพูดอะไรก็กระโดดลงน้ำโดยไม่ลืมเกี่ยวลวดไว้กับเอว มันคือลวดที่ติดอยู่กับเครนซึ่งเราเอาไว้โยนเหยื่อล่อในกรณีที่เรียกพวกมันมาหา ทว่าตอนนี้มันถูกใช้กับผม นั่นแปลว่าตอนนี้ผมคือเหยื่อชิ้นใหญ่ แน่นอนว่าผมไม่รู้ว่ารสชาติของตัวเองดีไหม...

 

พวกมันยังไม่เคยได้กินผมเลยสักครั้งเดียว

 

ทะเลแหวกเป็นสาย ผมพยายามจะว่ายให้นิ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห่างจากเรื่องมาหลายเมตร หากแต่ใกล้พวกมันในระยะแค่ร้อยเมตรเท่านั้น ผมจับจ้องไปที่ครีบยาว พวกมันสองตัวว่ายเวียนกันไปมายังไม่เข้ามาใกล้ผม หัวใจของผมเหมือนจะเต้นช้าลงเวลาก้มมองใต้ทะเลว่ามีอะไรบ้าง

 

สิ่งเดียวที่ผมกลัวคือการก้มลงไปแล้วเห็นฟันกรามของพวกมัน

 

นั่นแหละที่เรียกว่าความตายมาเยือนของจริง

 

[ไกลพอแล้วโซล ระยะแค่นั้นกำลังดี]

 

“โอเค ผมจะเล็งเป้าแล้ว” ผมตอบไวเลทที่หู ดวงตาจ้องมองดูดายกับดีแลน เศษซากของเนื้อที่โยนลงทะเลไว้ล่อให้พวกมันเข้ามาใกล้จนน่าหวั่น ซ้ำร้ายเหมือนผมจะเป็นเจ้าฉลามตัวเล็กๆ ที่ความยาวอยู่ประมาณแปดฟุตเท่านั้น

 

แต่พวกมันก็รวมตัวกันได้ไม่นานนัก เนื่องจากมันไม่อยากตกเป็นอาหารซะเอง

 

“เอาล่ะ หวังว่าพวกแกจะทำตัวน่ารักกับฉันนะ” ผมเลียปาก หยิบปืนออกมาขณะที่เล็งไปที่ครีบของดีแลน ผมจำเป็นต้องยิงไอ้ตัวร้ายนี่ก่อน เพราะมันมีจังหวะในการว่ายที่เร็วกว่าดายค่อนข้างมาก แถมยังหงุดหงิดง่าย พร้อมฆ่าทุกอย่างให้ตาย ถ้าเกิดมันลงน้ำหายไป ผมจะได้ให้โอเว่นดูว่ามันอยู่ตรงไหน

 

การเล่นเกมกับเมกาโลดอนใต้น้ำ มันน่ากลัวกว่าสิ่งอื่นใด พอเล็งเป้าได้ผมก็ยิงแดร๊กเกอร์ไป

 

กึก !

 

[แดร๊กเกอร์ดีแลนติดแล้วโซล]

 

“โอเค” ผมตอบโอเว่นพร้อมกับถอนหายใจ ตีขาลอยตัวให้เบาที่สุดท่าทีเกรี้ยวกราดจะล่อพวกมันให้เข้ามาใกล้ ผมเสียบแดร๊กเกอร์ตัวใหม่ไว้ในหลอดบรรจุ กวาดตาหาว่าดายอยู่ไหน ผมเพิ่งสังเกตว่าตอนนี้มีเพียงแค่ดีแลนเท่านั้นที่วายอยู่ไม่ไกล

 

ดายหายไป มันดำน้ำลงไปแล้ว

 

“บ้าจริง…!” ผมสบถสวมแว่นดำน้ำดำลงไปดูว่ามันอยู่ไหน แม้ตอนนี้แสงแดดจะทำให้ทุกพื้นที่สว่าง หากแต่ในน้ำก็ใส่ว่าแสงจะส่องถึง ผมขึ้นมาหายใจแปปนึงแล้วดำต่อ พยายามหมุนรอบตัวเพื่อหาว่ามันอยู่ไหน เช่นเดียวกับดีแลน ผมเองก็คอยจับตาดูว่ามันยังอยู่ไหม ตอนขึ้นมาหายใจยังเห็นมัน แต่พอโผล่มาอีกครั้ง...

 

สองพี่น้องมันก็ดำน้ำหายไปแล้ว

 

[โซล ดีแลนอยู่ไม่ไกลจากคุณ]

 

สตีฟบอกผ่านทางไวเลทตอนที่ผมกำลังมองหาพวกมันในน้ำ ดีแลนน่ะน่ากลัวตรงที่มันจะเข้ามากัดเหยื่อเลยถ้ามันสนใจ เป็นประเภทบุ่มบ่ามรีบร้อนเอาแต่ใจ ขณะที่ดายแตกต่าง เป็นพวกสังเกต คอยมองจากที่ไกลๆ เข้ามาหยอกเป็นบางครั้งให้รู้ว่าอันตราย

 

และถ้ามันถูกใจเหยื่อที่หยอกไว้ มันก็จะ...

 

“กึด!” คมเขี้ยวเฉียดขาผมนิด เพราะเจ้าปลาตัวดีโผล่มาจากด้านล่าง รวดเร็วจนผมเกือบเสียขาถ้าไม่เกิดก้มลงไปดูก่อนนะ ผมคงหลบไม่ทัน ดายว่ายหนีผลัดมือกับดีแลนที่มาเวียนรอบตัวผม ทำผมให้พุ่งขึ้นมาโกยอากาศเข้าหายใจแล้วดำลงไปเผชิญหน้ากับมันต่อ

 

ระยะห่างร้อยเมตรกลายเป็นเรื่องล้อเล่น เมื่อตอนนี้เราอยู่ใกล้จนเอื้อมมือจับ ผมสบตากับดีแลนพร้อมกับคอยมองว่าดายจะมาจากตรงไหน ผมคิดว่ามันจะไม่ใช่มุขเก่าเพื่อมาลองใจผม

 

ความเลวร้ายของดายอยู่ตรงนี้ มันจะให้เหยื่อตายใจก่อนจะเข้ามากิน ซึ่งตลอดเวลาที่หลายปีมา ผมต้องยอมรับว่าการเดาใจเจ้าเมกาโลดอนตัวนี้เป็นเรื่องยาก ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันคิดอะไร หรือกำลังรู้สึกแบบไหนอยู่

 

ดีแลนเกือบจะชนผม ทว่าผมก็หลบได้ ปล่อยฟองอากาศออกเล็กน้อยแลกกับเอาอากาศเข้าปอด มันย่ำแย่ตรงที่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาดำน้ำหามันแบบนี้ ภาพที่ผมคิดคือมันจะต้องเอาครีบโผล่ขึ้นมา ให้ผมรีบยิงแล้วก็รีบกลับไปที่เรือ แต่เรื่องจริงมันกลับกัน

 

เมกาโลดอนตัวน้องหายไปแล้วให้ผมคิดว่ามันจะเล่นเกมอะไรอีก ผมกำลังคิดว่าควรจะว่ายกลับไปที่เรือเพื่อพักก่อนดีไหม แต่ผมกลัวว่าดายจะเลิกสนใจ

 

ผมกลืนน้ำลายลงคอ สถานการณ์นี้มันกดดันยิ่งกว่าอะไร ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากบนเรือ บางทีพวกเขาอาจจะลดการใช้เสียง เผื่อว่ามันไปมีผลกระทบกับการประสาทการรับรู้ของฉลาม ผมดันตัวเองขึ้นมาหายใจ กวาดตามองหาครีบเว้าแหว่งของดายว่าอยู่ไหน

 

“แกจะเล่นเกมกับฉันหรือไง แกจะ...ฮุ้บ!”

 

[โซล!!!!!]

 

เสียงทุกคนเรียกดังลั่นทว่าไม่ดังเท่ากับเสียงหัวใจผมที่เต้นกระหน่ำ ร่างของผมถูกกระชากลงทะเลอย่างแรงจนตกไปเกือบเมตร อากาศที่มีถูกปล่อยสู่ทะเลขณะที่ผมพยายามตะเกียดตะกายออกจากการจับกุมนั้น เตะเท้าไปมาเพื่อพาตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำคิดว่าขาตัวเองคงไม่รอดแน่ๆ เพราะแรงดึงเมื่อกี้หนักยิ่งกว่าอะไร

 

มันแรงจนสามารถฉีกร่างผมได้ แต่ผมกลับ...!

 

“เฮือก!” ผมพุ่งขึ้นมาหายใจ หอบหนักยิ่งกว่าคนวิ่งมาราธอน ได้ยินเสียงโหวกเหวกของบรรดาลูกเรือที่มองอยู่ ทว่าผมกลับเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ และตั้งสติ สิ่งแรกที่ผมทำคือสำรวจว่าขาตัวเองเป็นยังไงบ้าง มั่นใจว่าเมื่อกี้ผมโดนนักล่ากระชากขา เลือดสีแดงสดควรจะตราตรึงไปทั่วร่างหากแต่ความเป็นจริงนั้น...

 

ผมกลับไม่ได้รับบาดเจ็บสักนิดเดียว

 

“นี่มันอะไรกัน!”

 

[โซล เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้คุณเป็นอะไร!]

 

“ผมโดนกระชากโอเพ่น ใครไม่รู้กระชากผมลงน้ำไป”

 

[ขะ...ขาคุณเป็นไง?]

 

“ผม...ปลอดภัยดี” ผมตอบอย่างงุนงงแปลกใจมากที่ตัวเองยังปกติอยู่ ถึงขั้นดำลงไปเพื่อยกขาขึ้นมาดู ไม่มีร่องรอยของเลือดหรือบาดแผลเลยสักที “ขาผมยังอยู่ดี แต่เมื่อกี้มีบางอย่างกระชากผมจริงๆ”

 

[อาจจะมีนักดำน้ำอยู่แถวนั้นหรือเปล่า?]

 

“ไม่โอเว่น ผมอยู่คนเดียวไม่มีใคร”

 

[แล้วมันจะเป็นอะไร?]

 

“ไม่รู้สิ มันอาจจะเป็น...ดาย!” ผมหันขวับไปมองคมเขี้ยวที่อ้ามาแต่ไกล ครีบยาวแหวกหยาดใสมาเป็นสาย ให้ผมรีบดีดตัวหลบอาศัยจังหวะนั้นคว้าปืนมายิงแดร๊กเกอร์ที่ครีบมัน ได้ยินเสียงฟันกรามกระทบกัน พลันผมก็ต้องเบี่ยงตัวหลบเมื่อด้านหลังดีแลนพุ่งมาหา พยายามตั้งสติโยนปืนทิ้งพร้อมกับเตะขาว่ายหนีไปด้านหน้า “ดึงผมขึ้นโอเว่น ผมไม่รอดแน่ถ้าว่ายกลับไป!”

 

[งั้นจับลวดไว้ สตีฟ รีบดึงโซลขึ้นมา!]

 

[ครับ!]

 

“กึด!”

 

“อ๊ะ!” ผมอุทาน มองการจู่โจมของสองพี่น้องที่ว่ายไล่กัดขาผม สตีฟกดเครนให้ดึงลวดที่เกี่ยวตัวผมกลับขึ้นเรือ แต่ด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควรทำให้ผมต้องภาวนาไม่ให้เหลือเพียงครึ่งท่อน โอเว่นออกเรือก่อนเนื่องจากการจอดเรืออยู่เฉยๆ จะเป็นเป้านิ่งให้พวกมันโจมตีเรือเราได้ ผมเตะขา จับลวดที่กระชากร่างผมให้ตามความเร็วเรือไป แย่หน่อยตรงนี้พอร่างกายเคลื่อนไหวไวๆ มันก็ไปกระตุ้นให้เจ้าสองพี่น้องไล่งับผมหนักขึ้น “เฮือก!”

 

ผมหอบหายใจ หยาดใสกระเซ็นเข้าตาเต็มไปหมด ต้องพุ่งขึ้นและดำลง ม้วนตัวไปมาเพื่อไม่ให้เจ้าปลานั่นงับผมได้ ผมกัดฟันกรอดไม่คิดเลยว่ามันจะมาทำตัวไม่น่ารักใส่ ต่อให้มันจะเป็นสัญชาติญาณที่ผมควบคุมไม่ได้ และเห็นบ่อยจนชินตาก็ตาม

 

แต่ในจังหวะที่ผมใกล้จะขึ้นเรือนั้น จู่ๆ ขาผมก็ถูกจับด้วยอะไรบางอย่าง จะหันไปมองน้ำก็ไหลเข้าตาจนมองไม่ได้ รู้แค่ว่าผมตกใจมาก พยายามจะสะบัดบางอย่างที่จับขาไว้ออก เพราะแทนที่ร่างของผมจะลอยขึ้นเรือไป...

 

ผมกลับถูกกระชากลงทะเลอีกรอบแทน 

 

“อื้อ!” ผมครางในลำคอด้วยความตื่นตระหนก พยายามจะหันไปมองว่าอะไรจับขาผมก็เห็นเพียงคมเขี้ยวของหนึ่งในพี่น้องเท่านั้น พยายามอยู่นานเพื่อตะกายขึ้นไปเอาอากาศบนผิวน้ำ ทว่าแรงดึงจากข้อเท้าก็ไม่ต่างจากมัจจุราชมากระชากลงนรกไป

 

ลวดที่เกี่ยวตัวผมไว้ยื้อผมแรงขึ้น พยายามช่วยชีวิตแม้ผมไม่รู้ว่าจะรอดไหม ร่างกายถูกลากซ้ำร้ายยังด่ำดิ่งลงทะเล กระทั่งลมหายใจใกล้จะหมด บางอย่างที่จับขาผมก็ไว้ก็ปล่อยผมให้เป็นอิสระ

 

“เฮือก!”

 

“โซลระวัง!” ฟันกรามของดายเฉียดปลายเท้าของผมไปนิด สัมผัสได้ถึงความแหลมคมของขากรรไกรอันน่าหวั่น เมื่อกี้นิ้วเท้าของผมสัมผัสกับฟันของมัน ถ้าไม่หดขากลับก็คงขาดไปแล้ว ผมหอบหายใจ มองไม่เห็นว่าตอนนี้ดีแลนอยู่ไหน รู้แค่ว่าอีกไม่กี่อึดใจผมก็จะกระโดดขึ้นเรือได้

 

แล้วคุณรู้ไหมว่าอะไรตลกร้าย ?

 

คงเป็นการที่ดีแลนว่ายมาจากด้านข้าง มันอ้าปากเตรียมจะพาผมลงนรกไป ทว่าผมกลับอาศัยจังหวะนั้นถีบปากดายเพื่อส่งตัวเองขึ้นเรือไป

 

เมกาโลดอนเสียเหยื่อไปแล้ว

 

ผัวะ !

 

ร่างของผมกระแทกกับเข้ากับพื้นเรือ แรงพอที่จะทำให้แขนชาไปหมด ผมหอบหายใจขณะที่ทุกคนรีบเข้ามารุมผม สิ่งแรกที่ผมทำคือจับขาตัวเองแม้อากาศจะยังเข้าปอดไม่เต็มที่ก็ตาม มีเลือดออกตรงนิ้วเท้าของผม มันคงโดนฟันดายตอนถีบตัวขึ้นมา ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้เสียขา

 

นั่นคงทำให้พวกมันหงุดหงิดไม่น้อยเลย

 

“พระเจ้า คุณปลอดภัยแล้วโซล คุณยังไม่ตาย”

 

“ผมก็ดีใจที่ยังไม่ตายเหมือนกัน” ผมตอบโอเว่น ล้มตัวลงนอนหอบหายใจอย่างโล่งใจ แสงสว่างของดวงอาทิตย์แลดูจะตอกย้ำว่าผมเพิ่งผ่านความตาย เนื่องจากตอนว่ายน้ำหนีผมเห็นเพียงแค่ความมืดจากทะเลด้านล่าง กับกรามอันแหลมคมของเจ้าสองพี่น้องนั่นเท่านั้น

 

ไม่รู้ว่ามันจะเกรี้ยวกราดทำไมกัน ผมก็แค่ยิงแดร๊กเกอร์เท่านั้น ไม่ได้ยิงมันสักหน่อย

 

อีกอย่างหนังมันหนาขนาดนั้นคงทำได้แค่ริ้วรอย เห็นทีผมคงต้องหาทางสั่งสอนมันสักหน่อยแล้ว

 

“มันหงุดหงิดน่าดูเลย” โจเอลพูด หันไปมองเจ้าสองปลาที่ว่ายเวียนกันไปมาด้วยท่าทีงุ่นง่าน “บางทีคุณอาจทำให้มันโกรธก็ได้นะ”

 

“พวกมันก็โกรธผมตลอดเวลา”

 

“…”

 

“แต่ผมว่ามันกำลังสนุกนะ” ผมตอบกลับยันตัวเองขึ้นมามองเจ้าสองมัจจุราชที่ว่ายอยู่ไม่ไกล ผมรู้ว่าเวลาโกรธพวกมันน่ากลัวขนาดไหน แต่การที่พวกมันเลือกจะล่าถอย แทนที่จะพุ่งมาทำลายเราแปลว่ามันแค่อยากจะเตือนไม่ก็หยอกเย้าเท่านั้น

 

พวกมันไม่กล้าฆ่าผมจริงๆ หรอก

 

“พวกมันเห็นผมเป็นของเล่น” ผมเลียปาก เสยผมที่เปียกชื้นของตัวเองพลางส่ายหน้าไปมา สบตากับอาที่เอาผ้าขนหนูมาคลุมตัวให้ ผมกล่าวขอบคุณถึงอย่างนั้นก็อยากจะออกปากเตือนไว้ “คุณเห็นไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน มันฆ่าใครก็ได้ง่ายๆ เลย”

 

“นั่นถึงทำให้มันมีค่ามากกว่าฉลามตัวอื่นบนโลกไง หลานชาย”

 

“พูดแบบนี้แปลว่าอาพร้อมที่จะลงไปหามันใช่ไหม”

 

“อ๊ะ!”

 

“เตรียมกรงเลยสตีฟ เราจะลงไปเล่นกับพวกมัน”

 

“แต่คุณเพิ่งขึ้นมานะครับ?” สตีฟขัด ย่นคิ้วใส่ขณะที่ยื่นอุปกรณ์ทำแผลให้โอเว่น เขาจะได้ทำแผลที่นิ้วเท้าของผม “ผมคิดว่าคุณน่าจะพักสักหน่อย มันคงไม่ดีถ้าลงไปตอนนี้”

 

“ไม่เป็นไร รอเตรียมกรงผมก็ฟื้นตัวพอดี”

 

“…”

 

“อีกอย่างผมก็ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า ผิดกับอาและโจเอลที่หน้าเสียไปตามๆ กัน “ผมรู้ว่าอาอยากเห็นมันแบบใกล้ๆ ก่อนหน้านี้มันคงยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่สินะ”

 

“แต่อาอยากให้เธอพักก่อน เธอบาดเจ็บแล้วก็...”

 

“ผมยังไม่ตาย”  

 

“...!!!”

 

“และอาไม่ต้องกลัวว่าจะตาย กรงของเราทนแรงกัดได้มากกว่าแปดแสนปอนด์” ริชารด์เม้มปาก เขาคงจะกวนใจไม่น้อยที่ผมดักเขาได้ทุกทางแบบนี้ ผมหัวเราะยันตัวเองขึ้นหลังจากที่โอเว่นทำแผลให้เสร็จสรรพ “ผมให้เวลาคุณเตรียมใจระหว่างที่สตีฟเตรียมกรงให้ หวังว่าเราจะสนุกกับทริปนี้นะครับ คุณอา”

 

เจ้าตัวถอนหายใจ ถ้าเขาต่อยผมได้โดยไม่มีเมกาโลดอนมางับหัวคงทำไปแล้ว และเพราะทำไม่ได้ผมเลยเหนือกว่าทุกคนที่นี่ ตบบ่าโจเอลสองสามทีเพื่อให้เขาดูแลอาของตัวเอง รวมถึงควรไปเตรียมตัวได้แล้ว แน่นอนว่าเขาทำได้แค่พยักหน้า ไปเช็คอุปกรณ์ดำน้ำขณะที่ผมเดินเข้าไปตรงห้องพัก

 

ผมมองดูบาดแผลที่นิ้วเท้า พลางคิดว่าก่อนหน้านี้อะไรดึงขาผม

 

ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่ฟันของเมกาโลดอน มันนุ่มกว่าและรุ่มร่อนเหมือนอุณหภูมิในร่างกายคน มันทำให้ผมนึกว่ามีคนอยู่ในน้ำ แต่ใครจะมาว่ายน้ำในเวลานี้ โดยที่มีฉลามล้านปีอยู่ใกล้ๆ แย่กว่านั้นคือตอนที่ผมถูกไล่ล่าแล้วถูกกระชากลงไปต่างหาก

 

ไม่มีใครมีแรงพอที่จะกระชากผมให้หลุดจากปากมัจจุราชได้

 

พลันคิ้วสวยก็ขมวดกันแน่น ผมเอื้อมมือไปแตะข้อเท้าตัวเองที่มีบางอย่างสวมไว้

 

“นี่มัน...มาจากไหน?”

 

กึก !

 

“กำไลข้อเท้างั้นเหรอ?” ผมกะพริบตาย้อนความทรงจำว่าเคยใส่กำไลข้อเท้าตอนไหน ร้อยวันพันปีผมไม่เคยใส่เครื่องประดับที่ต่ำกว่าเอวลงไป เพราะมันน่ารำคาญและผมต้องใช้ร่างกายเยอะเกินกว่าจะมานั่งติดเครื่องประดับ แต่นี่กลับมีกำไลข้อเท้ามาปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

ขนาดมันพอดีกับข้อเท้าผม มีจี้รูปปลาฉลามห้อยติดไว้ นาทีนั้นผมย่นคิ้วใส่หาตะขอเพื่อจะแกะมันออกไป ทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จะถอดออกก็ดันติดขัดไปหมดจนผมแทบจะเอาคีมมาตัด

 

แต่ในตอนที่ผมกำลังวุ่นอยู่กับมันนั้น ดวงตาก็หลุบไปเห็นตัวอักษรบางอย่างด้านหลังจี้ฉลาม ผมก้มลงไป พลิกมันขึ้นมา ไล่อ่านตัวอักษรบนเนื้อสีเงินเบาๆ อย่างไม่เข้าใจ...

 

“ดี เอส ดี...หมายความว่าไงกัน?”  

 

#ฉลามคลั่งรัก

หนังสือหาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์หรือติดต่อที่เพจ Avery Pie นะคะ

ความคิดเห็น