AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 44 เก็บค่าเสียหายอย่างแนบเนียน 3

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 เก็บค่าเสียหายอย่างแนบเนียน 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 44

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2562 08:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 เก็บค่าเสียหายอย่างแนบเนียน 3
แบบอักษร

ตอนที่ 44 เก็บค่าเสียหายอย่างแนบเนียน 3 

เหมืองแร่ในความหมายของอาณาจักรนี้ มันคืออุโมงค์ขนาดเล็ก ๆ ซึ่งกว้างพอให้คนเดินเรียงแถวหน้ากระดาน 10 คน หรือหากกล่าวเป็นมาตราสากลคือ ปากถ้ำมีความกว้างประมาณ 4 -5 เมตร

ผนังถ้ำเป็นหินและดินผสมปนเปกัน และผ่านการขุดมานานหลายปีแล้ว ดินข้างในถ้ำเป็นดินสีน้ำตาลปนแดง ผนังด้านซ้ายขวาจะเป็นดินที่มีสีแตกต่างกันแบบขนมชั้นหลากสีทับซ้อนกัน

ข้างในถ้ำหรือเหมืองแร่ดังกล่าว ไผ่กับฮอปเดินมาตามเส้นทางเพียงทางเดียวที่มีให้ จนมาถึงทางแยก 3 ทาง ระหว่างเดินเข้ามาไม่มีแม้แต่จะเจอคนแม้เพียงคนเดียว มอนสเตอร์ก็ไม่มี มีแต่เพียงความเงียบเท่านั้น ทว่าเมื่อมาถึงทาง 3 แพร่ง เส้นทางซ้าย กลาง และขวา

กลับมีจุดสังเกตที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเส้นทางตรงกลางที่มีร่องรอยการลากของวัตถุ ซึ่งน่าจะเป็นรถล้อที่ทำด้วยไม้ เพื่อขนแร่ต่าง ๆ ออกมา ส่วนทางซ้ายกับทางขวาจะเป็นรอยเท้าของคนที่เดินด้วยเท้า

ซึ่งจะทิ้งร่องลึกรูปรองเท้าเหล็ก หรือรองเท้าแบบต่าง ๆ ไว้ นั้นอาจจะเป็นทางเข้าสำหรับเห่านักผจญภัย และผู้แสวงหาโชคดังเช่นชาวบ้านหรือคนต่างแดน

ฮอปยืนสังเกตทางทั้งสามทาง ซึ่งโดยประสบการณ์ของเขาย่อมรู้ดีว่าควรเลือกไปเส้นทางไหน แต่ด้วยที่มากับไผ่ การตัดสินใจจึงเป็นบุคคลที่เขาให้ความเคารพที่สุด

“ทางไหนดีเฮีย ซ้าย ขวา ไร้มนุษย์ มีแต่สัตว์แปลก ๆ” เสียงเอ่ยถามอันแผ่วเบาของฮอป เขามองดูเส้นทางทั้งสามแล้วยิ้มออกมาที่มุมปาก

“ซ้ายกับขวาเป็นเพียงเส้นทางล่อเท่านั้น วัตถุดิบมีจำนวนน้อยนิด ลุยไปก็เสียเวลาเปล่า เผลอ ๆ อาจจะตันอยู่ชั้นที่ 4 หรือชั้นที่ 5 แต่ว่าเฮียทำสัญญากับพวกเขาแล้วว่าเราจะจัดการมอนสเตอร์ชั้น 1 กับชั้น 2 ให้ เพราะงั้นเราสองคนแยกกันสักพัก เอ็งไปด้านซ้าย เฮียไปด้านขวา สังหารมอนสเตอร์ถึงแค่ชั้น 2 พอ ใครเสร็จก่อนก็มารอที่นี่ เราจะมุ่งสู่เส้นกลางพร้อม ๆ กัน อ้อ อย่าลืมเก็บผลึกที่ตกจากมอนสเตอร์มาด้วยล่ะ อือ ไม่ต้องเก็บดีกว่า เสียเวลา” ไผ่กล่าว

เขาพูดกับฮอปเหมือนกับการลุยเหมืองแร่ที่มีมอนสเตอร์อันตรายรออยู่ข้างหน้าเป็นเพียงการเดินเล่นที่แสนสนุก ทางฮอปพยักหน้าแล้วเร้นกายหายไปทันทีหลังไผ่ให้สัญญาณ

ทางเดินลึกเข้าไปข้างในเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับ 0 ดาว เลเวล 30 ขึ้นไป สำหรับนักผจญภัย และเหล่าชาวบ้านแล้ว มอนสเตอร์เหล่านี้นับว่าตึงมือพอสมควร แต่สำหรับฮอปกับไผ่นั้นหาใช่ไม่ สองมือสะบัดตบมอนสเตอร์เรียงหัวต่อหัวจนมันแน่นิ่งสลายกลายเป็นแสงไปเพียงการโจมตีเดียว

ยิ่งสำหรับมอนสเตอร์เวทแล้วนับว่าสะดวกต่อการสังหาร ซึ่งไม่เหมือนมอนสเตอร์ประเภทสัตว์ที่เมื่อตายแล้วจะทิ้งศพไว้ ผู้สังหารต้องจัดการเอาเอง

ด้วยความว่าด้านซ้ายและด้านขวาของเหมืองชั้น 1 นั้นมีแต่มอนสเตอร์ระดับ 0 ดาวแทบทั้งสิ้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จัดการพวกมัน

ส่วนผลึกนั้นไผ่กับฮอปไม่ได้เก็บเอาไปด้วย ความเร็วในการสังหารจึงมีมาก แม้นจะมีมอนสเตอร์ระดับ 1 ดาวเลเวล 10 มาแจมบริเวณหน้าห้องโถงสำหรับมุงลงสู่ชั้นสอง 3 – 4 ตัวก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

ด้านของฮอปจะเน้นจัดการมอนสเตอร์เพียงอย่างเดียว ส่วนด้านของไผ่เขาจะส่งสัมผัสแทรกเข้าไปในผนังถ้ำรอบด้านเพื่อหาแร่ดี ๆ สักก้อนสองก้อน ซึ่งก็ไปเจอก้อนหนึ่งใกล้ ๆ ห้องโถงบอสชั้น 1

ไผ่ใช้หมัดกระแทกผนังถ้ำด้วยความเร็วสูงแล้วคว้าแร่ดิบออกมาจากนั้นก็พุ่งเข้าห้องบอสสังหารมันอย่างรวดเร็ว แม้นว่าชั้นนี้จะโดนเคลียร์เรียบร้อยแล้วก็ตาม อันที่จริงสามารถใช้วิธีการเลี่ยงปะทะกับบอสแล้วหาโอกาสเข้าประตูสู่ชั้นต่อไปก็ได้เช่นกัน

ผลึกก้อนเท่าหัวแม่เท้าจากบอสตกออกมา ไผ่ไม่ได้สนใจใด ๆ กลับปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น แล้วมุ่งเข้าสู่ชั้นต่อไปทันที

ชั้นที่สองนั้นเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับ 0 ดาวเลเวล 80 ไปจนถึง 1 ดาวเลเวล 50 ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากสำหรับนักผจญภัย การจะเคลียร์ชั้นนี้ได้ต้องใช้คนจำนวนมาก และทรัพยากรสูง

แต่ว่าสำหรับสองหนุ่มแล้วมอนสเตอร์ระดับนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด พวกมันถูกสังหารอย่างรวดเร็วจนไปถึงประตูห้องบอสที่ปิดสนิทอยู่ และข้างในนั้นอาจเป็นไปได้ว่ามีมอนสเตอร์ระดับ 2 – 3 ดาวรออยู่

ไผ่ไม่ได้สนใจคิดจัดการบอสห้องดังกล่าว เขาเลื่อนกายกลับไปรอฮอปตรงทางแยกที่เดิม ซึ่งเมื่อมาถึงปรากฏว่าฮอปมารออยู่ก่อนหน้าแล้ว

“เป็นไงบ้างเฮีย” เสียงเอ่ยถามของฮอป เขาบิดเอวยืดเส้นยืดสายเตรียมพร้อมสำหรับการลุยขุมทรัพย์ด้านหน้า

“ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก แร่ก็ไม่ค่อยมี น่าจะเป็นเส้นทางหลอกนั่นแหละ ส่วนของจริงก็คงมีทางเดียว” ไผ่ตอบฮอปด้วยท่าที่เรียบเฉย เขาพยักหน้าให้สัญญาณทั้งสองคนพลันค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านใน สัมผัสถูกส่งออกไปตรวจตราผนังถ้ำรอบด้านอีกครั้ง

ลึกเข้าไปในชั้นดินรอบด้านมีแร่ชนิดต่าง ๆอยู่ แต่จำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่แล้วมีขนาดเท่ากับหัวปากกาหมึกซึม ทั้งยังไม่ได้อยู่ติดกัน แต่ละเม็ดจะอยู่ห่างกันประมาณ 3 - 4 เมตร แม้นมีก้อนใหญ่เท่าเมล็ดถั่ว แต่กลับเป็นแร่ระดับต่ำเสียอย่างนั้น

ไผ่จึงละความสนใจจากการสัมผัสหาแร่บริเวณนี้ เขาจ้องมองไปด้านหน้าซึ่งสุดทางเดินของถ้ำ จะมีทางลาดชันเฉียงลงไปด้านล่างอยู่ และหน้าถ้ำมีทหาร 4 – 5 นายกำลังเก็บแร่ที่ถูกนำมากองไว้หน้าทางลงใส่รถไม้ ซึ่งจำนวนของแร่ไม่ได้มากมายนัก

มีแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ที่ทำให้ไผ่สนใจก็คือ ชายผู้นำแร่ออกมากองมีสภาพไม่สู้ดีนัก แขนขวาของเขาได้รับบาดเจ็บจากกรงเล็บของสัตว์บางอย่าง ทหารเฝ้าประตูที่กำลังเก็บแร่ใส่รถไม้อย่างสบายใจเฉิบแม้นสังเกตเห็นบาดแผลนั้น แต่หาได้สนใจใดใดไม่ เขามองดูชายผู้บาดเจ็บดั่งเป็นสัตว์ไร้ค่าตัวหนึ่ง

“มองอะไร กลับไปได้แล้ว เอ้านี่ อาหารสำหรับพวกเจ้า” เสียงพูดด้วยความไม่พอใจเมื่อทหารเห็นสายตาที่มองมาของชายผู้บาดเจ็บ

เขาตะคอกเสียงกลับไปแล้วโยนห่อเล็ก ๆ ห่อหนึ่งให้ชายคนนั้น ซึ่งผู้รับก็ไม่ได้พูดตอบโต้อะไร เขารับแล้วเดินเข้าข้างในทันทีด้วยสภาพทุลักทุเลพอสมควร

“น่าเบื่อจริง ๆ เจ้าหมอนั่น นี่ถ้ามันไม่ใช่คนส่งแร่ที่ต้องเสี่ยงอันตรายจากมอนสเตอร์ข้างในเพื่อมาส่งให้เราตรงปากทางล่ะก็ ข้าคงสังหารมันไปนานแล้ว ซิส์! สภาพแบบนั้นคงจัดการมอนสเตอร์ได้จำนวนหนึ่งแล้วล่ะมั้ง ดูจากแร่และผลึกนับสิบก้อนที่มันเก็บมาด้วยแล้ว ก็ถือว่ามีประโยชน์แหละนะ ส่วนพวกเราก็มานั่งทานอะไรกันก่อนดีกว่า นี่ข้าอุตส่าห์มอบอาหารให้มันสำหรับคน 4 คน ส่วนที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งก็เป็นของพวกเรา มามา มาทานกันเถอะ พวกข้างในนั้นมันจะเป็นตายยังไงก็ช่าง เพราะเดี๋ยวทาสชุดใหม่ก็คงมาแล้วล่ะ” เสียงของทหารเฝ้าถ้ำพูดด้วยท่าทีปกติและแสดงอาการอิ่มเอมใจ เขานั่งลงกับพื้นหยิบห่อข้าวสารพัดที่อยู่ในถุงผ้าหนังสัตว์ออกมา

ส่วนพวกพ้องก็หัวเราะชอบแล้วนั่งล้อมวงกันเตรียมพร้อมสำหรับมื้ออาหารของช่วงเช้า

“ดูอารมณ์ดีกันจังเลยนะ” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นระหว่างที่พวกทหารกำลังหัวเราะในวงสนทนากลางวงข้าว พวกนั้นชะงักแล้วรีบกวาดสายตามองหาต้นตอทันที แต่ก็ไม่พบสิ่งใด

“มะ เมื่อกี้เสียงใคร!” ทหารนายหนึ่งรีบพูดขึ้นเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติ สีหน้าของเขาตอนนี้ฉายแววแห่งความตกใจปนความหวาดกลัวออกมา เหตุเพราะไม่เห็นถึงตัวตนของบุคคลผู้เป็นต้นเสียง

“มัวแต่มองไปไหนกันล่ะ กับข้าวนี่อร่อยดีนะ” เสียงอันแผ่วเบาเสียงหนึ่งพูดขึ้นข้างหูของทหารนายนั้น พลันปรากฏนักผจญภัยที่ใบหน้าทาถ่านดำดูแล้วอาจทำให้ขำได้

แต่ ณ ตอนนี้กลับไม่รู้สึกขำด้วยเลยแม้แต่น้อย เรี่ยวแรงไม่รู้ว่าหายไปไหนเมื่อได้สบตากับแววตานั้น มันเหมือนกับเขาถูกดูดเข้าไปในห้วงแห่งความกลัวที่ไม่มีสิ้นสุด

แม้นจะเห็นภายนอกว่าสวมชุดนักผจญภัยระดับกลาง แต่สีหน้าเรียบนิ่งที่หยิบกับข้าวซึ่งเป็นเนื้อมอนสเตอร์ตากแห้งมากินหน้าตาเฉยแบบนั้น มันเหมือนกับว่าเขาคือผู้ที่ผ่านสงครามมามากมาย ท่าทางการชิมอย่างเรียบเฉยแล้ววิจารณ์ด้วยคำพูดสั้น ๆ แต่หัวใจผู้ฟังกับสั่นสะท้านเข้าถึงกระดูกดำ

แค่เพียงได้สบตาทหารนายนั้นเหยียดขาสุดกำลังแล้วม้วนหลังหลีกให้ห่างจากคนพูดด้วยความทุลักทุเล ทหารอีก 4 คนก็เช่นกัน พวกเขาม้วนหลังรีบเข้ารวมกลุ่มกันด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก เพราะไม่รู้ว่าบุคคลปริศนาคนนี้มาทำอะไร

แต่ดูจากสีหน้าอันเรียบนิ่งของเขาแล้ว มันทำให้พวกเขาไม่สามารถเดาความต้องการได้เลย

“ฟู่ว!” เสียงเป่าลมหายใจอย่างเฉยชา กิริยาที่ดูไม่ใส่ใจใด ๆ มองไปยังกลุ่มทหารทั้ง 5 ที่มีอาวุธคือดาบเพียงเล่มเดียวที่คว้ามาได้ ส่วนของอีก 4 คนนั้นย่อมอยู่ห่างจากตัวไปไกลพอสมควร

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่!!” เสียงของทหารเพียงคนเดียวที่มีดาบอยู่ในมือรีบถามด้วยเสียงที่สั่น

“.........” ไร้เสียงตอบรับ เขาหันหลังแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างในโดยไม่ใส่ใจคนถาม เสมือนกับพวกนั้นไม่มีตัวตนอยู่ในสายตา

ตามปกติแล้วหากศัตรูประมาทโดยการหันหลังให้ ผู้มีอาวุธแน่นอนว่าย่อมทำอันตรายต่อเขาได้ แต่ว่ากับชายที่อยู่ตรงหน้าของทหารทั้ง 5 นั้นไม่ใช่

พวกเขาในตอนนี้อยากจะวิ่งหนีออกไปให้ไกลเสียด้วยซ้ำ และรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกเมื่อชายคนนั้นไม่ได้ใส่ใจ แต่ก่อนที่ความคิดจะได้โลดแล่นไปมากกว่านี้พลันรู้สึกถึงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน พลันก็ปรากฏชายอีกคนหนึ่งเดินเคียงข้างชายคนแรก

สิ่งนี้มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป แม้นว่าสายตาของพวกเขาทั้ง 5 จะมองชายผู้เมินเฉยต่อพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับชายอีกคนที่จู่ ๆ ก็โผล่มาเดินเคียงข้างเขานั้น เหมือนกับจู่ ๆ ก็โผล่ออกมาเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือว่าเขาพรางตัวมาก่อนแล้วงั้นหรือ...

 

...........................................

 

ก๊อก ๆ ๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับประตูไม้ที่ถูกเปิดออกโดยเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง แม้นสภาพเธอจะดูมอมแมมไปบ้างเพราะไม่ได้อาบน้ำมานาน ชุดที่ใส่ก็เป็นเพียงเศษผ้าที่สวมพอปกปิดและกันไม่ให้หนาว นัยน์ตาสีฟ้าใสดั่งอัญมณี แม้นหน้าจะเต็มไปด้วยคราบฝุ่นคราบดิน แต่รอยยิ้มของเธอนั้นใสซื่อบริสุทธิ์

“อ๊า! ลุงดอนมาแล้ว ลุงดอนมาแล้ว!!” เสียงแจ้ว ๆ ของเธอตะโกนด้วยความดีใจเมื่อเห็นดอนเปิดยืนอยู่หน้าประตูด้วยรอยยิ้ม เลือดที่ไหลอาบแขนบ่งบอกได้ชัดเจนว่าบาดเจ็บ

แต่ถึงอย่างนั้นดอนกลับแสดงสีหน้าปกติเสมือนกับบาดแผลนั้นไม่ได้ส่งผลใด ๆ กับเขา แววตาเด็กน้อยหุบต่ำลงไปวูบหนึ่ง แต่ก็กลับมาสดใสอย่างรวดเร็วโดยที่ดอนไม่ได้รู้ตัว

“รอนานไหมเชลรีน โทษทีนะ ลุงไปออกกำลังกายนานหน่อยเลยปล่อยให้เรารอนาน เอาล่ะ ทุกคนมาทานข้าวกันเถอะ” เสียงของดอนพูดติดตลก เขาฝืนยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ

“อื้อ มาทานข้าวกัน” เสียงของเด็กน้อยพูด เธอแย้มยิ้มสดใสทำให้ดอนยิ้มกว้างไปอีก

ดอนจัดการปิดประตูไม้เพื่อกันไม่ให้มอนสเตอร์ที่ยังหลงเหลืออยู่เข้ามาข้างในได้ ห้องที่เขายืนอยู่เป็นห้องกว้าง มีอุปกรณ์สำหรับขุดดินวางเรียงรายกันอยู่ตรงด้านขวามือ ส่วนอีกด้านเป็นที่นอน ซึ่งเป็นพื้นดินเรียบ ๆ มีผ้าห่มเก่า ๆ แค่ไม่กี่ผืน ส่วนคนที่อยู่ในห้องนี้มีทั้งสิ้น 8 คนรวมถึงดอน

6 คนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายที่มีอายุเกิน 30 ปีทั้งสิ้น และมีอีก 1 คนเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ห่อใบไม้ถูกคลี่ออกเผยให้เห็นห่อข้าวข้างใน 4 ห่อ ดอนแจกจ่ายให้ 2 คนต่อ 1 ห่อ สำหรับทานด้วยกัน และให้เซลรีนอีก 1 ห่อ

สีหน้าทุกคนในนี้ยิ้มแย้มดูมีความสุขกับชีวิต พวกเขาไม่มีใครบ่นหรือพูดอะไรเพราะสิ่งนี้เป็นปกติอยู่แล้ว รอยยิ้มที่เผยออกมานั้นทำเพียงเพื่อสร้างภาพไม่ให้ราเซลเห็นถึงความทุกข์และความเจ็บปวดของพวกเขา

“เซลรีน มาทานข้าวกันเถอะ” เสียงของดอนเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล สายตาที่มองเซลรีนนั้นดูอบอุ่น ดอนแกะห่อข้าวส่วนของเซลรีนอย่างเบามือ และป้อนให้เด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม

“ลุงดอนทานข้าวข้างนอกอีกแล้วเหรอ ว้า แย่จัง มาทานกับเซลรีนอีกสิ” เสียงเล็ก ๆ ของเธอพูดด้วยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา ดอนพยักหน้า

“อื้อ ลุงทานข้างนอกมาแล้วล่ะ ออกกำลังกายเหนื่อย ๆ เลยหิวน่ะ แต่ลุงอิ่มแล้วคงทานกับเชลรีนไม่ไหว” ดอนตอบ มารีนกินและดื่มด่ำกับความอร่อยของข้าว ที่จะได้กินเพียง 1 มื้อต่อวัน

“อิ่มแล้ว!! เหมือนว่าเซลรีนจะกินต่ออีกไม่ไหว งั้นเซลรีนป้อนลุงดอนน้า ลุงดอนมีร่างกายที่ใหญ่ และออกกำลังกายบ่อย ๆ ต้องเหนื่อยแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าไม่กินที่เหลือเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลุกไปออกกำลังกายไม่ไหวหรอก” เสียงของมารีนเอ่ย

เธอกำข้าวเต็มมือพยายามยัดเข้าปากดอน แม้นว่าดอนจะหันหน้าหนีแต่ก็ไม่วายโดยมือน้อย ๆ นั้นจับข้าวยัดปาก สุดท้ายก็ต้องยอมกินในส่วนที่เหลือ

ชายที่แบ่งข้าวกินคนละครึ่งห่อมองมาด้วยรอยยิ้ม แต่ในแววตาส่วนลึกก็แฝงด้วยความเศร้า และสงสาร

 

...........................................................................

 

9 ปีก่อน ณ อาณาจักรซีเรียส

จักรพรรดิซีเรียสได้ส่งกองกำลังมาทำสงครามกับเฟราด้า และด้วยเหตุที่จำนวนพลทหารของซีเรียสมีมากกว่า ทางเฟราด้าจึงคิดหาวิธีขอสงบศึก และครานั้นอาณาจักรเฟราด้ามีข่าวลือว่าจักรพรรดิมีบุตรชายและบุตรสาว

ซึ่งบุตรชายนั้นชื่อเฟลเลี่ยม มีนิสัยที่ชอบความรุนแรง ทว่าความน่าสนใจที่หาสุดมิได้คือความงามของบุตรสาว ที่ร่ำลือกันว่าสวยที่สุดในเขตแดนเทพอาทีน่า

ด้วยเหตุนี้เองจักรพรรดิของอาณาจักรซีเรียสจึงยอมตกลงสงบศึก โดยแลกกับบุตรสาวของจักรพรรดิอาณาจักรเฟราด้า

ท้ายที่สุดแล้วเฟราด้าต้องส่งองค์หญิงโดยไม่มีทางเลือก เพราะหากไม่ทำ ก็จะมีคนตายเป็นจำนวนมาก เมื่อจักรพรรดิอาณาจักรซีเรียสได้ครอบครองบุตรสาวของเฟราด้าก็ยอมสงบศึก แต่ไม่ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตร

เซลเรีย คือชื่อของธิดา เธอถูกส่งมาพร้อมกับองครักษ์คนหนึ่ง เขาเป็นคนที่จักรพรรดิแห่งเฟราด้าไว้ใจมาก

ดอน ทหารกล้าที่ซื่อสัตย์ต่ออาณาจักรมาชั่วรุ่นโคตรตระกูล เป็นทหารที่ยอมตายเพื่อปกป้องเชื้อพระวงศ์อย่างแท้จริง

แต่แล้วโชคชะตาช่างเล่นตลก เมื่อจักรพรรดิเห็น เซลเรียเป็นเพียงของเล่นและของสะสมของเขา ข่าวคราวของเซลเรีย ถูกส่งโดยทูตว่าเธอสบายดี ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่

เซลเรียต้องอยู่อย่างทุกทรมาน เธอถูกกลั่นแกล้งสารพัดโดยสนมของจักรพรรดิซีเรียส เพียงเพราะเธอสวยกว่า แต่แล้วการกลั่นแกล้งครั้งใหญ่ได้บังเกิดขึ้นต่อเธอ เมื่ออัญมณีสีชาดของจักรพรรดิหายไป และถูกพบเจอในห้องนอนของเซลเรีย

เธอถูกเฆี่ยนจนหลังลาย จักรพรรดิของซีเรียสโมโหมาก เขาตัดสินใจจับเธอโยนเข้าไปเป็นพนักงานในเหมืองแร่แห่งหนึ่ง เพื่อให้เธอขุดหาอัญมณีสีชาด

ได้อีกอันมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเธอจะหมดโทษ ส่วนดอนเมื่อรู้ข่าวเขาเข้าต่อสู้เพื่อที่จะนำองค์หญิง เซลเรีย กลับอาณาจักร เขาสามารถพาองค์หญิงออกจากพระราชวังได้

แต่ว่าด้วยตัวคนเดียวเขาไม่อาจจะสู้กำลังคนจำนวนมากได้ ดอนถูกต้อนจนจนมุมและโทษคือต้องตาย เซลเรียเข้ามาขวางดาบของทหาร ด้วยเหตุที่ว่าเธอยังมีศักดิ์เป็นสนมของจักรพรรดิอยู่ ทหารจึงไม่กล้าลงมือ

ทั้งสองถูกพาไปยังห้องโถง เซลเรียกร้องขอให้ไว้ชีวิตดอน และด้วยไฟโทสะ จักรพรรดิซีเรียสยอมไว้ชีวิตให้ แต่ดอนต้องโดนสลายต้นกำเนิดของพลังเวท เขาจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้อีกต่อไป

ทั้งสองถูกส่งเข้าเหมืองแร่แห่งหนึ่ง การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่แล้ววันหนึ่งดอนก็ได้รู้ว่า องค์หญิงเซลเรียตั้งท้อง

เซลเรียเธอติดโรคจากบาดแผลจากการถูกเฆี่ยน แต่ด้วยความรักของแม่เธอฝืนสู้จนให้กำเนิดบุตรสาวออกมา สายตาประสบกับดวงหน้าน้อย ๆ เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต

“ดอน เด็กคนนี้คือบุตรสาวของเรา เธอน่ารักน่าชังมากเลย แม่ขอโทษนะที่ทำให้ลูกต้องเกิดมาในสถานที่ซึ่งเป็นดั่งนรกแห่งนี้ แต่ว่า แม่เชื่อว่าจะต้องมีสักวันหนึ่งที่ลูกจะได้เห็นโลกข้างนอก” เซลเรียพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและแผ่วเบา

“ดอน ฝากดูแลเด็กคนนี้แทน...เราด้วย...”

“อ องค์หญิงอย่าพูดชะ เช่น...”

“เรารู้สภาพร่างกายตัวเองดี ...ว่ามิอาจจะมีชีวิตจนถึงวันพรุ่งนี้ เซลรีน เด็กคนนี้ชื่อเซลรีน อัญมณีแห่งความหวัง และสิ่งล้ำค่าแห่งชีวิต...เธอจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป...” เซลเรียพูดออกมาอย่างแผ่วเบา เมื่อสิ้นคำพูดเธอก็หลับไป.... ตลอดกาล

นับแต่นั้นมา ดอน มีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องเซลรีน เด็กคนนี้เกิดมาในที่มืด เธอยังไม่เคยเห็นแสงอาทิตย์และโลกภายนอก จึงคิดว่าที่นี่คือโลกจริง ๆ

และเป็นโลกที่น่าอยู่สำหรับเธอ ดอนพยายามปกปิดเรื่องของโลกภายนอกมาโดยตลอด ทุก ๆ ครั้งที่มีคนตายไป ไม่ว่าจะเพราะงานหนัก หรือถูกฆ่าโดยทหาร บางครั้งก็ถูกดับชีวิตด้วยมอนสเตอร์ ดอนจะพูดเพื่อให้เด็กคนนี้เข้าใจเพียงว่า พวกนั้นแค่หลับไป กว่าจะตื่นก็คงจะเป็นตอนที่เชลรีนโตเป็นสาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลามีกลุ่มทาสใหม่เข้ามา ดอนจะไม่ยอมให้เชลรีนได้เจอพวกนั้น จนกว่าเขาจะทำข้อตกลงได้ ว่าไม่ให้เล่าเรื่องโลกภายนอก และทำหน้าเศร้าหมองต่อหน้าเชลรีน

แต่ความจริงอย่างไรก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ในที่สุดเชลรีนก็ได้รู้ความจริงถึงการมาอยู่ที่นี่ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าแม่ตัวเองเป็นใคร เพราะทาสรุ่นเก่าตายไปหมดแล้ว

แต่เธอก็รู้ว่าที่ดอนบอกว่าไปออกกำลังกายทุก ๆ วันนั้น เขาต้องเอาแร่ไปส่ง และทุก ๆ 1 เดือนต้องฝ่าฝูงมอนสเตอร์ น้ำสีแดงที่อาบร่างเขานั่นคือเลือด และเชลรีนก็รู้ถึงความเจ็บปวดดี เพราะเธอเคยทำให้ตัวเองเกิดบาดแผลมาแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ทำเป็นว่า ตนไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไร แม้ทุกครั้งจะเจ็บปวดเมื่อเห็นดอนเดินโซเซเข้ามา แต่เธอต้องทำแข็งใจไว้ไม่ให้น้ำตาต้องหลั่งไหล เธอต้องพยายามทำเพื่อดอน จะไม่ยอมร้องไห้

และไม่ยอมสารภาพว่ารู้ความจริงนานแล้ว เพราะหากทำแบบนั้น เธออาจจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของดอนอีกต่อไป เธอรู้ว่าดอนพยายามทำเพื่อเธอมากเพียงไหน และเธอก็ต้องทำ ทำเพื่อเขาเช่นกัน

 

.................................

 

“เฮีย มองอะไรอ่ะ” เสียงของฮอปเอ่ยขึ้นเมื่อยืนอยู่หน้าประตูไม้บานหนึ่ง

“แสงสีน่ะ เอ็งไม่มีเนตรมังกรไม่เห็นหรอกฮอป มันบ่งบอกถึงสภาพจิตใจของมนุษย์ และเหมือนว่าข้างในนี้จะมีเรื่องราวที่ซับซ้อนพอสมควร ปิดบังเพื่ออีกคน อะไรประมาณนี้มั้ง” ไผ่ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น และเผยยิ้มที่มุมปาก

“ยิ้มอะไรของเฮีย หรือว่าเจอของที่ถูกใจแล้ว” ฮอปถามด้วยท่าทีสงสัย

“อา ก็คงงั้น เหมือนว่าเฮียจะได้กำลังรบมาคนหนึ่งแล้ว คนนี้คุณสมบัติพร้อมเสียด้วยสิ แต่โดนผนึกพลังไว้จนไม่เหลือให้ใช้สอย และด้วยความมุ่งมั่นและซื่อสัตย์ของเขาคงยากที่จะไปขอให้มาร่วมง่าย ๆ ต้องมีเหตุการณ์ และจังหวะที่เหมาะสม... อืม...ประตูอีกด้านกำลังจะถูกพังเพราะมอนสเตอร์ ประเภทรองบอส เพราะมันรับรู้ถึงกลิ่นเลือดของชายคนนั้น...คนที่เหลือก็โอเคนะ พอเอาไปสนับสนุนได้ ส่วนอีกคนนั้น แปลกประหลาดพอสมควรเลยล่ะ เป็นเด็กผู้หญิงเสียด้วยสิ” เสียงของไผ่พูดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ฮอปยักไหล่แล้วเดินไปยืนพิงผนังถ้ำ มือขวาตบผนังเบา ๆ เศษหินและดินก็หลุดออกมา เขากำก้อนหินเล็ก ๆ และตั้งท่าดีดนิ้ว

“คงเริ่มขึ้นแล้วล่ะมั้ง ต้องการให้มีคนตายไหมเฮีย” ฮอปเอ่ยถาม

“ไม่ แต่เอาแค่บาดเจ็บเกือบ ๆ สาหัสพอ”

ตูม!! เสียงดังสนั่นเมื่อประตูอีกด้านถูกพลังเวทของมอนสเตอร์อัดทำลายอย่างจัง ผู้คนทั้ง 8 ที่อยู่ในห้องสะดุ้ง ดอนรีบอุ้มเชลรีนแล้ววิ่งไปคว้าอีต้องขุดดิน ส่วนคนที่เหลือก็ทำเช่นเดียวกัน ร่างกายที่สั่นเพราะความกลัวตาย และต้องออกไปข้างนอกให้เร็วที่สุด

แต่ก่อนที่จะเปิดประตูไม้เพื่อออกไปยังข้างนอกนั้น มอนสเตอร์กลับพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วชนคนสองคนกระเด็นติดผนัง และยืนขวางประตูทางออกทันที แววตาสีแดงก่ำและน้ำลายที่หยดลงพื้นบ่งบอกว่ามันหิวโหย และกระหายเลือดเป็นอย่างยิ่ง

 

.................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น