Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 14 : เพื่อนเก่าที่มาใหม่

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 14 : เพื่อนเก่าที่มาใหม่

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.3k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2562 19:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 14 : เพื่อนเก่าที่มาใหม่
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 14 : เพื่อนเก่าที่มาใหม่ 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ผมถอนหายใจ ดวงตาจับจ้องมอนิเตอร์ที่ไม่มีสัญญาณเกี่ยวกับทีมกู้ภัยเลยสักนิด แนชลีย์พยายามทำทุกทางให้เราติดต่อกับทีมนั้นได้ ทว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่มีการรับสายหรือโต้กลับ แย่กว่านั้นคือตอนนี้เริ่มมืดค่ำ ถ้าเกิดพวกเขาโผล่มาตอนนี้จะลำบากกว่าตอนกลางวันเป็นล้านเท่า 

 

เพราะเราจะไม่สามารถมองเห็นดายกับดีแลนได้ดีเท่าที่ควร 

 

“ถ้าศูนย์ใหญ่บอกว่าพวกเขายังไม่กลับไป” จอร์แดนบอก มือถือโทรศัพท์ดาวเทียมที่เรามีไว้ใช้รับสัญญาณความช่วยเหลือจากคนบนฝั่ง “เห็นบอกว่าออกมาตั้งแต่ตอนกลางวัน พวกเขาเองก็ติดต่อไม่ได้” 

 

“หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องไม่ดีอะไรเกิดขึ้นนะ” 

 

“แนช์ลีย” เจ้าของชื่อรีบหลุบตาต่ำเมื่อเอริคปรามด้วยเสียงเข้มใส่ ผมส่ายหน้า เลียปากเล็กน้อยพลางครุ่นคิดว่าจะเอายังไง 

 

การจะเสี่ยงออกไปตามหาคนที่อยู่กลางมหาสมุทรไม่ต่างจากการเดินเข้าปากเมกาโลดอน 

 

“ไม่มีสัญญาณเรือล่ม และก็ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต” สตีฟคีย์ข้อมูลลงคอม มันปรากฏภาพดาวเทียมที่เป็นผืนน้ำทั้งหมด ทุกอย่างยังคงปกติ แตกต่างตรงที่ประจำผมจะเห็นแดร๊กเกอร์ที่ติดตัวเจ้าสองพี่น้องนั้นเคลื่อนไหวอยู่ด้วยกัน “เอ่อ...ผมบอกไปหรือยังว่าแดร๊กเกอร์ติดตัวดีแลนกับดายพัง ผมว่ามันน่าจะกัดกันหรืออะไรสักอย่าง” 

 

“แปลว่าเราจะต้องยิงแดร๊กเกอร์อันใหม่ตามตัวมันใช่ไหม” ผมหันไปถาม เจ้าตัวเลยยิ้มแหยใส่ 

 

“อยากให้ผมไปเตรียมของให้ไหม?” 

 

“พูดเหมือนคุณจะลงไปยิงมันเอง” 

 

“อ๊ะ!” 

 

“เราทำกันวันนี้ไม่ได้ มันดึกเกินไปและอันตราย คุณคงไม่อยากให้ใครตายเพิ่มใช่ไหมสตีฟ” ผมเลิกคิ้วใส่ ยียวนกวนประสาทให้เขาส่ายหน้าคอแทบหลุด 

 

“ไม่แน่นอนครับคุณโซล ผมอยากเห็นทุกคนอยู่ด้วยกันนานๆ จนแก่เฒ่าเลยครับ!” เขาโพล่งเสียงดังรั้งให้ผมพยักหน้าตอบ “งั้นไว้พรุ่งนี้ผมจะจัดอุปกรณ์ให้นะครับ แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีว่าใครจะลงไปยิง” 

 

“ผมว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าใครจะลงไป” 

 

“แฮะๆ ...” 

 

“คุณแค่เตรียมอุปกรณ์ไว้ ผมจะจัดการเอง” 

 

“รับทราบครับ” เขาขานรับเหมือนพวกทหารก่อนจะกลับไปทำงานต่อ ไม่มีใครในที่นี้เข้าใกล้เจ้าสองตัวนั้นได้มากเท่าผม บอกตามตรงแค่คิดว่าจะลงไป พวกเขาก็ตัวสั่นกันยิ่งกว่าเจ้าเข้า เพราะงั้นผมจะไม่เอาพวกเขาไปเสี่ยง ต่อให้ผมจะยังเคืองเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ก็ตาม 

 

แต่เวลานี้ผมใจเย็นลงมาก คงมีผลมาจากผมกำลังคิดบางอย่างอยู่ 

 

ดวงตากวาดมองไปทั่วห้องควบคุมขณะยกแขนขึ้นมากอดอก เวลานี้ผมเงียบขรึมกว่าทุกทีมาก ทุกคนคงเข้าใจว่าผมยังโกรธอยู่ จึงไม่มีใครกล้าล้อเล่นกับเจ้าของศูนย์วิจัย ทั้งที่ความจริงผมกำลังจะลืมเรื่องนั้นไปแล้วสนใจเรื่องที่คิดอยู่แทน 

 

ใครคือหนอนบ่อนไส้ในทีมเรา?  

 

กึก 

 

“กาแฟ” เอริคยื่นแก้วสีขาวมาให้ ในนั้นมีหยาดเข้มที่ผมกินไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ มันจะถูกใช้เฉพาะตอนที่ผมทำงานดึกๆ หรือจำเป็นต้องโต้งรุ่งเท่านั้น ผมเมินเขา มองจอมอนิเตอร์ขณะที่เขาถอนหายใจใส่ “คุณจะปัดแก้วผมทิ้งก็ได้ แต่ถ้าจะอยู่ทำงานด้วยกันผมว่าคุณควรกินสักอึก” 

 

“...” 

 

“หรือจะให้ผมไปเอานมมาให้แทน?” เขาเลิกคิ้ว นั่นทำให้ผมอยากจะทำตามที่เขาบอก ทว่าหากทำตอนนี้ผมคงจะดูร้ายกาจไม่จากตอนมาเท่าไหร่ อีกอย่างไม่ใช่ผมที่เขาเอามาให้ เขากับโอเว่นยังชงไปให้คนอื่นด้วย 

 

เพียงแค่เอริคเป็นคนเอามาให้ผมเองก็เท่านั้น 

 

“ขอบคุณ” ผมกล่าวอย่างไม่เต็มใจ รับแก้วกาแฟมาถือไว้พร้อมกับจิบมันนิดหน่อย ให้กาเฟอีนไหลลงคอแม้ว่าเวลานี้ผมอยากจะได้บุหรี่สักมวนก็ตาม ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ คาดว่าเขาคงพอใจที่เห็นผมลดทิฐิลงได้ 

 

มันก็แค่เพื่อให้งานเดินต่อไปเท่านั้น 

 

“เกิดอะไรขึ้นตอนผมไม่อยู่” ผมเปิดประเด็น จำเป็นต้องทำลายความเงียบงัน “นอกจากเรื่องจุดกระจายสัญญาณ และเรืออับปาง มีเรื่องอะไรที่ผมต้องรู้อีก” 

 

“เรื่องโลมาที่หลุดหนีไป” 

 

“หา?” 

 

“ผมไม่แน่ใจว่าคุณสังเกตไหม แต่บ่อโลมามันว่างไปแล้ว” คิ้วผมขมวดกันมุ่ย จำได้ว่าตอนที่วิ่งเข้ามาผมรู้สึกว่าบ่อปลาของผมมีบางอย่างหายไป แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ มัวแต่นึกโกรธว่าใครเล่นงานศูนย์วิจัยผม วินาทีนั้นผมเบิกตาโต มองหน้าเอริคที่ถอนหายใจ “เหมือนมันจะกระโดดหนีไป” 

 

“ทั้งฝูงเลยเหรอ?” 

 

“ประมาณนั้น” เขาไหวไหล่ สีหน้าบ่งบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้มาก “พอเดินไปที่บ่อก็เจอแค่คราบเลือดกับความว่างเปล่า” 

 

“มันคงโดดเข้าปากฉลาม” จอร์แดนส่ายหน้า เขาทำหน้าสยองราวกับภาพนั้นยังติดตาเขาอยู่ “ดายกับดีแลนจ้องจะกินพวกมันอยู่นาน นี่ไม่รู้ว่าวาฬที่เราเลี้ยงไว้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่” 

 

“นานเท่าที่มันจะอยู่ได้” 

 

“…” 

 

“ส่วนเรื่องโลมา...ไม่ช้าก็เร็วก็คงต้องโดนอยู่ดี” ผมพ่นลมหายใจ สัตว์น้ำที่นี่ย่อมกลายเป็นเหยื่อของเมกาโลดอน ไม่ว่าจะสัตว์เลี้ยงสัตว์ใหญ่ตราบใดที่ทะเลยังมีเจ้าสองพี่น้องว่ายวนเวียนอยู่ ยังไงพวกมันก็ต้องโดนกินอยู่วันยังค่ำ 

 

ก็ไม่ต่างจากคนเรานั้นแหละ เวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องธรรมดา 

 

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง ทุกคนอาจจะกำลังไว้อาลัยให้เจ้าโลมาพวกนั้นอยู่ พลันพวกเราก็สะดุ้งเมื่อเรดาร์ตรวจสอบถึงสัญญาณของอะไรบางอย่าง 

 

ติ๊ดๆ ! 

 

“มีเรือกำลังแล่นเข้ามา” แนชลีย์ว่าพร้อมคีย์ข้อมูลลงไป “เป็นเรือเร็วขนาดใหญ่ ใกล้ศูนย์วิจัยเข้ามาแล้วค่ะ” 

 

“ติดต่อทางเรือบอกว่าให้ไปจากที่นี่ซะ” 

 

“ต้นทางปิดการสื่อสาร อีกห้าสิบเมตรจะถึงพวกเรา!” 

 

“บ้าจริง!” ผมสบถรีบกระชากประตูห้องควบคุมตรงไปที่ด้านหน้า สั่งคนให้เปิดไฟฉายแสงหาเรือที่แนชลีย์ว่าเพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าพวกเขาเข้ามาที่นี่ไม่ได้ ผมเงียบ ฟังเสียงเครื่องยนต์ว่ามาจากไหน และกวาดตามองหาดายกับดีแลนที่เราหาตัวมันไม่ได้ 

 

ประจำระบุตำแหน่งได้ก็โคตรอันตราย ทว่าตอนนี้แดร๊กเกอร์ที่ติดตัวดันพังไป... 

 

เราตรวจสอบไม่ได้เลยว่ามันโผล่มาจากตรงไหนกัน ! 

 

“สั่งคนงานกระจายกำลังให้ทั่วศูนย์วิจัย หาเรือลำนั้นก่อนเมกาโลดอนเจอพวกเขา!” 

 

“ครับ!” จอร์แดนกับสตีฟที่วิ่งตามมาทีหลังขานรับ รีบเรียกคนงานแถวนั้นส่องไฟหา ผมเลียปาก เสยผมขึ้นอย่างเครียดจัด อยากถามตัวเองวันละหลายๆ ครั้งว่ามีวันไหนไหมที่จะได้อยู่อย่างสงบ โดยไม่ต้องมานั่งเครียด นั่งกังวลว่าฉลามจะฆ่าใครตาย ผมกลืนน้ำลายลงคอ จับขอบรั้วขณะส่องไฟฉาย 

 

ผมได้ยินเสียงเรือที่เข้ามาใกล้ แต่เหมือนมันจะมีมากกว่าหนึ่งลำ 

 

“บ้าเอ้ย อยู่ตรงไหนนะ” 

 

“โซล” 

 

“อ๊ะ!” 

 

“เรือนั่นปิดสัญญาณการติดต่อ แนชลีย์แฮกข้อมูลแล้วเราก็ไม่รับสาย” เอริควิ่งมาหา ในมือถือไอแพดที่แนชลีย์ติดตั้งตัวสื่อสารเอาไว้ มันปรากฏภาพวงกลมสามจุดแทนเรือที่เคลื่อนไหว มันกำลังเข้ามาใกล้ทั้งที่ไม่ควรทำ “เปิดไว้แค่เรดาร์หาตัวให้เราระบุตำแหน่งได้” 

 

“แบบนี้ก็เหมือนพาตัวเองมาตาย พวกเขาไม่รอดแน่ถ้าเข้ามาที่นี่” 

 

“แล้วเราจะเอาไง ขับเรือไปขวางพวกเขาดีไหม?” 

 

“ทำแบบนั้นคนของเราจะตาย เสียงเครื่องยนต์จะยิ่งดึงดูดความสนใจเมกาโลดอน” 

 

“แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น ทางไหนก็ต้องมีคนตายทั้งนั้น” ผมหลุบตาต่ำพยายามคิดหาทางว่าเราทำอะไรได้ จริงๆ ผมชอบไอเดียของเอริคนะ แต่มันก็เสี่ยงเกินไปไม่รู้ว่าถ้าเราขับเรือออกไปรับ ใครจะเป็นผู้โชคร้ายกัน ผมไม่อยากเอาคนของผมไปเดิมพันกับเจ้าสัตว์ที่เอาแน่นอนทางอารมณ์ไม่ได้ 

 

ทว่าในตอนที่เรากำลังคิดหาทางออกอยู่นั้น จู่ๆ หน้าจอไอแพดก็ปรากฏข้อความที่ทำเอาผมต้องย่นคิ้วใส่ มันคือแมสเสจจากเรือที่เราติดต่อไป 

 

หากแต่เนื้อความที่แสดงไว้กลับทำผมพยายามคิดว่าใคร... 

 

‘มารับอาหน่อยไหม คนดี :) ’  

 

ใครกันที่ทักทายผมว่า ‘คนดี’ 

 

“คุณโซลครับ มีเรืออยู่ทางนั้น!” 

 

“..!!” ผมสะดุ้งสุดตัวตอนที่พนักงานคนนึงวิ่งมาหา ชี้นิ้วไปตรงจุดที่แสงไฟจากบนเครนยักษ์สาดความสว่างให้ แรกเริ่มมันเป็นเพียงเงาลางๆ จากที่ไกลๆ ทว่าพอมันเข้ามาใกล้ผมก็ต้องเบิกตากว้างใส่ ดวงตาจับจ้องที่ครีบยาวของดาย 

 

มันแหวกหยาดใสไปหาเรือแล้ว ! 

 

“บ้าจริง!” ผมสบถถ้ายังยืนอยู่อย่างนี้เราคงช่วยพวกเขาไว้ไม่ได้ ซ้ำร้ายแสงจากไฟอีกดวงยังฉายให้เห็นครีบยาวอีกอันที่ว่ายไปหา นาทีนั้นผมรู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเรายังคงนิ่งเฉยไม่ยอมหาทางช่วยพวกเขา 

 

พลันผมก็คิดออกว่าอะไรจะรั้งพวกมันไว้ได้ 

 

“เอริค คุณอยู่เฝ้าที่นี่ไว้” 

 

“แล้วคุณจะไปไหน?” 

 

“ผมจะไปเปิดโซนาร์ล่อพวกมันไปห้องตัวเอง” 

 

“เดี๋ยว...!” ไม่รอให้เขารั้งผมก็รีบวิ่งเข้าไปศูนย์วิจัย ตรงดิ่งไปที่ห้องผม เผลอกดรหัสผิดถูกด้วยความลน ดีที่ยังมีสติดีอยู่เลยเข้ามาได้ ผมเปิดไฟสว่างเปลี่ยนสีมันไปมาเป็นการดึงดูดความสนใจ ใต้ทะเลผมมองเห็นการเคลื่อนไหวของพวกมันได้ ต่อให้จะน้อยนิดเนื่องจากเวลานี้ดึกแล้วก็ตาม 

 

ผมรีบเปิดลำโพง เร่งโซนาร์เสียงวาฬจนสุด มันดังพอที่จะทำให้คนบนบกหูทะลุ แต่อยู่ในน้ำมันจะดึงดูดพวกนักล่า ผมเลียปากภาวนาขอให้พวกมันสองตัวว่ายกลับมา เสียงอันน่าสงสารของลูกวาฬที่ผมอัดไว้เป็นชนวนที่ล่อดายกับดีแลนมาติดกับอยู่หลายครั้ง ผมใช้เรียกเวลาพวกมันหายตัวไป และตอนนี้ผมก็ต้องใช้ล่อพวกมันเอาไว้ 

 

ห้องของผมอยู่ลึกพอที่จะไม่ทำให้พวกมันขึ้นไปฆ่าคนตาย อย่างน้อยก็จนกว่าที่เรือพวกนั้นจะหายไป 

 

“อยู่ไหน พวกแกอยู่ไหนกัน” 

 

ปึง ! 

 

ผมทุบมือกับกระจกพยายามมองหาว่าสองพี่น้องอยู่ไหน ผมได้ยินเสียงความวุ่นวายแว่วมาแต่ไกล คาดว่าบนบกน่าจะเกิดอะไรสักอย่าง ผมหันขวับไปมองประตูที่เข้ามา พลางคิดว่าควรจะขึ้นไปดูด้วยดีไหม แต่ถ้าดีแลนกับดายมาที่ห้องผมแล้วไม่เจออะไร... 

 

ห้องข้างใต้ทั้งหมดจะเต็มไปด้วยรอยฟันทันที 

 

“ดาย ดีแลน” ผมกัดฟัน เสยผมอย่างเครียดจัดเมื่อพบว่าพวกมันไม่มาสักที เอาหูแนบกับกระจกเพื่อฟังว่าโซนาร์ที่เปิดไว้ทำงานไหม ซึ่งผมก็ได้ยินเสียงวาฬร้อง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกมันไม่มาหา 

 

กระทั่งตอนที่ผมกำลังจะหมุนตัวกลับขึ้นไปช่วยด้านบน หางตาผมก็แวบเห็นบางอย่าง 

 

ผมรั้งตัวเองกลับมามองมัจจุราช นัยน์ตาทั้งสองจับจ้องมาที่ผมราวกับมองดูเหยื่ออันโอชะ ผมเลียปาก ถอนหายใจที่ในที่สุดพวกมันก็ลงมาสักที ทว่าแทนที่ทะเลจะสงบนิ่ง เมื่อแหงนหน้ามองผิวน้ำผมกลับเห็นเรือลำหนึ่งแหวกสายน้ำมาแต่ไกล 

 

มันพุ่งเข้าไปหาศูนย์วิจัยนั่นเลยทำให้ผมรีบหยิบไวเลตมาต่อสัญญาณหาเอริค เพราะมันควรจะแล่นออกไปไกลสิ ไม่ใช่เข้ามาที่นี่ 

 

ผมสบตากับดายอีกทีประจวบเหมาะที่เอริคตอบกลับมาว่า 

 

[เรือล่มไปสองลำ โซล รอดแค่ลำเดียว]  

 

ว่าไงนะ... 

 

ผมแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน มันทำให้ผมรีบวิ่งขึ้นมาข้างบนปล่อยให้เจ้าสองตัววุ่นอยู่กับโซนาร์ที่ผมเปิดทิ้งไว้ ไม่สนใจว่ามันจะพยายามพังห้องผมเข้ามาขนาดไหน ผมจำเป็นต้องขึ้นมาดูว่ามันก่ออะไรไว้ แสงไฟสาดไปทั่วเลยมองเห็นซากเรือที่พังอยู่ไม่ไกล ไม่ต้องเดาว่าสูญเสียกันไปเท่าไหร่ 

 

เวลานี้คงไม่มีใครอยากประเมินค่าความเสียหายของมัน 

 

“คุณโซล” 

 

“จอร์แดน” ผมเอ่ยชื่อคนที่เดินมาแตะแขนผม เลยต้องรีบดึงสติเข้ามาในร่าง “รีบส่งเรือไปตรวจสอบหาผู้รอดชีวิต ตอนนี้ดายกับดีแลนถูกล่ออยู่ที่ห้องผม มันจะไม่ไปไหนจนกว่าเสียงวาฬจะหยุดลง” 

 

“เราเองก็ไม่ต้องไปเหมือนกันครับคุณโซล” 

 

“…” 

 

“ไม่มีใครรอดครับ” ผมนิ่งงัน หัวใจวูบโหวงเวลาได้ยินคำนั้น ผมนึกว่าเราจะช่วยพวกเขาทั้งหมดให้รอดตายได้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ดายกับดีแลนเร็วกว่าผมหลายเท่า มันไปทำลายเรือก่อนที่ผมจะล่อพวกมันมา 

 

โชคดีของเรือที่ไม่โดนโจมตีใส่ ไม่งั้นผมคงปิดข่าวไม่ไหว 

 

แค่นี้ก็ไม่รู้จะทำไงแล้ว 

 

“แล้วเรือที่รอดอยู่ที่ไหน?” 

 

“อยู่นี่ไง” 

 

“อ๊ะ!” 

 

“อายังไม่ตายนะโซล :) ” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นทำผมสะดุ้งหันขวับไปมองด้านหลัง นัยน์ตาสบกับเจ้าของดวงตาสีเทา เขากำลังยกยิ้มแม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครยิ้มออกทั้งนั้น “ไม่เจอกันตั้งนานโตขึ้นเยอะจนอาแทบจำไม่ได้” 

 

“นี่คุณ...เป็นใคร?” 

 

“อาริชาร์ดไง” 

 

“…” 

 

“เพื่อนของพ่อเธอ” ผมนิ่งชะงักกวาดตามองใบหน้าคนที่อ้างแบบนั้น พยายามประมวลผลว่ามีเพื่อนพ่อคนไหนบ้างที่ผมยังติดต่ออยู่ ส่วนใหญ่พวกเขาก็ล้มหายตายจากกันไปเยอะ ยิ่งผมไม่ขึ้นบก อยู่แต่กลางทะเลและตัดการติดต่อต่างๆ พวกเขาก็ไม่รู้ถึงการมีชีวิตของผม 

 

แต่ผู้ชายคนนี้กลับถ่อสังขารมาหาผม และผมก็นึกออกว่าเมื่อก่อนตอนผมยังเด็กๆ มีเพื่อนคนนึงที่พ่อไว้ใจ

 

ถ้าผมจำไม่ผิด ชื่อของเขาน่าจะเป็น...

 

“ริชาร์ด ไวฟ์เพื่อนที่ทีมวิจัยของคุณพ่อน่ะเหรอ?”

 

“ใช่ เธอจำได้แล้ว” เขายิ้ม หัวเราะเบาๆ ขณะที่ผมขมวดคิ้วใส่ เท่าที่ผมจำได้คืออาริชาร์ดเป็นเพื่อนสมัยเรียนของคุณพ่อ แล้วก็มาทำงานในศูนย์วิจัยเดียวกันก่อนที่พ่อจะลาออก มาสร้างEDS และตัดขาดทุกอย่างที่พี่น้องหรือเพื่อนจะตามหาตัวเจอได้

 

แต่เวลาขึ้นฝั่งผมก็จะเจอกับเขาเป็นประจำ เว้นตอนที่พ่อตาย...

 

ไม่มีเค้าลางว่าเขาจะมางานศพพ่อกับแม่เลย

 

“ฉันอยากเจอเธอมาตลอดเลยนะ ให้คนสืบหาตั้งนานว่าเธอหายตัวไปอยู่ที่ไหน”

 

“...”

 

“ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาอยู่ที่ศูนย์วิจัย อานึกว่ามันถูกทำลายไปแล้วซะอีก” เขาทาบมือลงกับแขนผม บีบเบาๆ คล้ายกับคนเห็นใจ ผมหลุบมองมือเขา ความอบอุ่นแลดูจะไม่แผ่มาถึงจิตใจ คนที่สามารถยิ้มได้ทั้งที่คนของตัวเองตาย ผมว่าไม่ใช่คนที่ดีเท่าไหร่

 

ต่อให้จิตใจจะเข้มแข็งแค่ไหน มันก็ไม่น่าจะเก็บอารมณ์ได้

 

นี่มันเหมือนกับเขารู้ว่าที่นี่มีอะไรเลยเตรียมใจมาแล้ว

 

“แต่อาดีใจนะที่รู้ว่ามันยังอยู่ นั่นแปลว่าสิ่งที่พ่อเราสร้างไว้ไม่ได้สูญหาย”

 

“อาพูดเหมือนมีจุดประสงค์อะไร”

 

“…”

 

“อาตามหาตัวผมเพราะอะไรครับ” ผมสบตากับเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาอย่างไม่อ้อมค้อม ดึงมือเขาออกประจวบเหมาะกับที่เขาที่กระตุกยิ้มใส่ “การที่อาถ่อสังขารมาหาผมถึงที่นี่ ผมว่าอาคงไม่ได้คิดถึงผมอย่างเดียวหรอกใช่ไหม”

 

“คนดี เธอช่างฉลาดเหมือนพ่อเธอไม่มีผิด”

 

“อะ...”

 

“แต่อาคิดถึงเธอจริงๆ เลยดิ้นรนมาหา” เขาตบบ่าผม ลูบเรือนผมราวกับว่าเราสนิทกันมาก “ไม่งั้นอาคงไม่ยอมเสียลูกเรือที่พามา ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง”

 

“อาหมายความว่าไง?”

 

“ก็ฉลามพวกนั้นไง”

 

“!!!”

 

“อามาทวงมันคืน”  

 

สีหน้าของริชาร์ดไม่มีการล้อเล่นเลยสักนิดต่อให้เขาจะยิ้มอยู่ก็ตาม กลับกันมันเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ระคนจริงจังที่พาให้ผมต้องขมวดคิ้วใส่ ทวนคำนั้นพลางคิดว่าเขาหมายความว่าไงที่บอกว่ามาทวงมันคืน ในเมื่อเมกาโลดอนพวกนั้นเป็นของผมมาตลอด และไม่เคยเป็นของคนอื่น 

 

ขนาดพ่อผม พวกมันก็ยังไม่เคยเป็นของท่านโดยสมบูรณ์ 

 

“อาหมายความว่าที่บอกว่ามาทวงมันคืน” ผมถามท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาด้วยความไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน “อามีสิทธิ์อะไรที่จะมาเอาฉลามของผมไป” 

 

“สิทธิ์ของเพื่อนพ่อเธอไง” 

 

“ว่าไงนะ” 

 

“และสิทธิ์ของครอบครัวพวกมัน” รอยยิ้มของอาเต็มไปด้วยความไม่น่าไว้ใจ โดยไม่เฉลยหรืออธิบายอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้ผมประมวลผลว่า ‘สิทธิ์ของครอบครัวพวกมัน’ ที่ว่ามีนัยแฝงว่าอะไร 

 

เท่าที่ผมรู้ ตั้งแต่เกิดมาดายกับดีแลนไม่เคยมีครอบครัวที่ไหน พ่อแม่มันตายไปนานมาก ถึงผมจะไม่มีข้อมูลในส่วนนั้นก็บอกได้ว่ามันไม่มีญาติที่ไหน อีกอย่างเขาจะมาอ้างว่าเป็นสิทธิ์ครอบครัวได้ไงในเมื่อเขาเป็นมนุษย์ 

 

และเขาไม่เคยเลี้ยงดูพวกมัน 

 

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะศึกษามันเพื่อเอาไปพัฒนาต่อ” 

 

“นี่อาจะเอาพวกมันไปฆ่างั้นเหรอ!” 

 

“เปล่าคนดี อาบอกว่าจะเอาไปศึกษา อีธานคงไม่ได้บอกอะไรเธอเลยสินะ ว่าพวกมันมีค่ามากกว่ามนุษย์แค่ไหน ถ้าเราทำการวิจัยมันได้ เราก็จะพบกับขุมทรัพย์ชิ้นใหม่ของท้องทะเล” เขาหัวเราะขณะที่ผมเบิกตากว้างใส่ การเอาไปวิจัยแล้วพูดแบบนั้นแปลว่าเขาจะเผยแพร่เรื่องที่มันมีชีวิตอยู่ให้คนทั่วโลกรับรู้ว่าพวกมันยังไม่ตาย 

 

และถ้ามีคนรู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหนหรือว่าเป็นของใคร ผมสาบานได้ว่าทะเลจะคลั่ง และพวกมันจะสูญพันธุ์ของจริง 

 

“อาเชื่อว่าเรื่องนี้จะทำเงินได้มหาศาล” 

 

“อาคิดจะหากินกับพวกมันงั้นเหรอ ทั้งที่พ่อผมพยายามปกป้องมันมาตลอด” 

 

“สิ่งที่อาทำก็คือการปกป้อง แค่เรามองคนละมุมก็เท่านั้น” ริชาร์ดทอนรอยยิ้มลงแล้วถอนหายใจใส่ ทำท่าเหมือนรำคาญที่จะต้องเสวนากับผมเต็มทน “ถ้าเรายอมให้อาพาตัวมันไป อาจะแบ่งกำไรให้ อามั่นใจว่ามันเยอะกว่ามรดกที่พ่อแม่เธอทิ้งไว้ให้ซะอีก” 

 

“นี่อาคิดว่าผมหน้าเงินเหมือนอางั้นสิ” 

 

“โซล” 

 

“กรุณาเอาความคิดแย่ๆ พวกนั้นออกไปจากบ้านผมด้วยครับ” ผมตอบกลับ ดึงมือเขาออกแล้วดันให้พ้นตัวไป จอร์แดนกับเอริคเลยรีบมาขนาบข้างผมไว้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะอยู่ข้างผม ต่อให้คนตรงหน้าจะมีอิทธิพลมากมายก็ตาม 

 

แต่อำนาจของริชาร์ดไม่ได้ถูกบัญญัติในสถานที่ที่พ่อผมเป็นคนสร้าง นั่นเท่ากับว่าเขามีค่าไม่ต่างคนงานที่นี่เลย 

 

“ระหว่างเดินทางอาคงได้อิ่มน้ำทะเลไปมาก เลยไม่รู้ว่าตัวเองพ่นอะไรออกมาจากปาก” 

 

“นี่” 

 

“ถ้าอามาที่นี่เพื่อเอาพวกมันไปล่ะก็ อากลับไปดีกว่าเพราะนอกจากอาจะไม่ได้พวกมันไปแล้ว อายังจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปหาลูกเมียอีก” 

 

“คิดจะขู่กันงั้นเหรอโซล อากำลังเสนอทางรวยให้เธออยู่นะ” 

 

“เผอิญผมไม่ค่อยได้ใช้เงินน่ะครับ” 

 

“…” 

 

“และผมก็รักครอบครัวตัวเองมากกว่า” ผมเหยียดยิ้มมาดร้ายส่งผลให้อีกฝ่ายถลึงตาใส่ “อีกอย่างไม่ว่าอาจะอ้างเหตุผลหรืออ้างสิทธิ์อะไร อาก็จะไม่มีวันได้พวกมันไป เพราะมันเป็นของผม” 

 

“ของเธอทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์น่ะเหรอ?” 

 

“แล้วอามีสิทธิ์มากน้อยต่างจากผมยังไง” 

 

“โซล...!” 

 

“ผมเลี้ยงพวกมันมาตลอดระยะเวลาที่พ่อตาย แต่อาไม่เคยโผล่มาด้วยซ้ำ ขนาดงานศพพ่อผมอายังไม่มา แล้วจู่ๆ จะมาทวงมันคืนได้ไง มันไม่ถูกต้องและไร้ยางอายที่สุด” คำพูดของผมทำริชาร์ดแทบจะเข้ามาตบปากผมให้ตาย ดีที่คนของเขาห้ามไว้เช่นเดียวกับสองหนุ่มที่เอาตัวมากันผม 

 

บอกตามตรงว่าผมไม่กลัวเขาเลย ต่อให้เขาประทุษร้ายผม ผมก็ไม่ว่า แต่ถ้าเขาคิดว่าทำผมแล้วสามารถออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยก็คงต้องคิดใหม่ 

 

ดีแลนกับดายจะฆ่าเขาให้ตาย ร่างของเขาจะถูกฉีกกระชากจนเส้นเอ็นทุกส่วนฉีกขาด หยาดเลือดจะย้อมทะเลให้กลายเป็นสีแดงฉาน เขาจะไม่ได้แม้แต่นึกถึงใบหน้าคนรักก่อนจะตายด้วยซ้ำ ผมยกยิ้มฉายชัดถึงความหยิ่งทระนงที่ทำเขาเลือดขึ้นหน้า 

 

“อามาที่นี่เพราะรู้ว่าพวกมันมีชีวิตอยู่ ผมไม่รู้หรอกนะว่าอารู้เรื่องพวกมันแค่ไหน แต่ผมจะไม่มีวันยกมันให้ใคร” 

 

“งั้นเรามาต่อรองกันไหม” 

 

“หา?” 

 

“ถ้าเธอให้อาศึกษามันภายในสามวัน แค่สามวันเท่านั้น แล้วอาจะเล่าความลับทุกอย่างของมันให้ฟังหมดเลย” ราวกับหมาจนตรอกที่ต้องเปลี่ยนแผนใหม่ ริชาร์ดดันลูกน้องออกไปเพื่อคุยกับผมที่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า “อารู้ว่าเธอมีหลายเรื่องที่สงสัยมากมาย แต่เธอหาคำตอบไม่ได้เพราะข้อมูลที่พ่อเธอเก็บไว้หายไปในวันที่พ่อเธอตาย” 

 

“อารู้ได้ไงว่าข้อมูลมันหายไปในวันที่พ่อผมตาย” 

 

“อะ...” 

 

“ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังนะเรื่องนี้”  

 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น