Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 13 : หวนคืนกรงขัง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 13 : หวนคืนกรงขัง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.3k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2562 09:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 13 : หวนคืนกรงขัง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 13 : หวนคืนกรงขัง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“ว่าไงนะครับ เรือผมโดนกัด!?”

 

“ใช่ เห็นเขาว่ากันอย่างนั้น” เจ้าตัวยิ้มแหยให้ ขณะที่ผมเบิกตากว้างจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า ผมเสยผมอย่างคิดหนักมองทะเลที่ตอนนี้สงบนิ่งกว่าวันที่ผมไปล่อฉลามมาก มีคลื่นเล็กๆ ซัดหาฝั่งแต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด

 

“แล้วไม่มีใครกู้ซากมันขึ้นมาเลยเหรอ?”

 

“ฉลามมันชุกน่ะครับ เลยไม่มีใครกล้าลงไป”

 

“แล้วแบบนี้ผมจะทำไง ผมต้องใช้...!”

 

บรืน !

 

เสียงเครื่องยนต์ของเรือทำให้ผมหันขวับไปมองสปีดโบ้ทที่แล่นอยู่ไม่ไกล คนขับเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปที่กำลังเล่นคลื่นโดยไม่ห่วงว่าจะมีตัวอะไรลากเขาลงทะเลไหม เล่นเอาผมต้องจับจ้องมันด้วยความสนใจ หรี่ตาอ่านตัวอักษรที่ตราไว้บนเรือ

 

Jiffy’ s boat

 

“จิฟฟี่โบ้ท...มันคือที่เช่าเรือเหรอ?” ผมหันไปถาม ลุงเขาเลยพยักหน้าให้

 

“ใช่ครับ พวกนักท่องเที่ยวจะไปเช่ากันที่นั่น”

 

“แล้วคุณรู้ไหมครับว่ามันอยู่ตรงไหน?”

 

“ขับรถตรงไปก็เจอแล้วครับคุณโซล อยู่ไม่ไกลจากหาด จะมีเรือจอดอยู่เยอะๆ” เขาชี้ไปตามทางที่บอก เพิ่มเติมรายละเอียดยิบย่อยให้ผมจำมันเข้าสมอง “ข้างหน้าจะมีป้ายเขียนไว้ สังเกตที่กระดานโต้คลื่นก็ได้ เขาจะวางกั้นไว้เป็นรั้ว”

 

“ขอบคุณมากครับ” ผมตัดบทลงตรงนั้น จำใจต้องหวนกลับไปขึ้นรถดีแลนที่ขโมยมาเพื่อไปร้านเช่าเรือตามที่ลุงคนนั้นบอก ผมรีบตรงมาหาเจ้าของ สีหน้าตื่นตระหนกพาให้เขาดูตกใจ

 

“เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมคุณถึงดูรีบร้อนขนาดนั้น?”

 

“ผมต้องการเรือสักลำ ขอเรือที่ไวที่สุดเท่าที่ร้านคุณจะมี” พนักงานหนุ่มย่นคิ้ว ขณะที่ผมเคาะนิ้วลงกับโต๊ะแสดงถึงความเร่งรีบ เลียปากเล็กน้อยพลางหันไปมองทะเลที่ไม่รู้ว่าป่านนี้เรือกู้ภัยไปถึงหรือยัง ถ้าเกิดผมรู้ว่าเขาส่งหน่วยงานจากที่ไหนไป ผมก็คงพอจะเดาได้ว่าเขาจะใช้เวลาเท่าไหร่

 

หาดที่ผมอยู่นี่ไม่ไกลจากศูนย์วิจัย มันเป็นหาดเดียวที่ใกล้ที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก

 

“เรามีแค่เรือสปีดโบ้ทธรรมดา ความเร็วก็อยู่ที่...”

 

“เรืออะไรก็ได้ ผมกำลังรีบนะคุณ” ผมสวนกลับ สีหน้าของผมไม่มีการล้อเล่นอะไรทั้งนั้น “ผมต้องการเรือ คุณไม่ต้องบอกว่าเรืออะไร ผมขอที่มันไวที่สุดแล้วผมจะโอนเงินมาให้”

 

“นี่คุณจะเช่าของโดยไม่มีเงินจ่าย?”

 

“ผมคือโซล อิลเดนสัน ผมมีเงินมากพอที่จะเปิดร้านเช่าเรือแข่งกับคุณ” ผมสบตากับเขา ทำเอาอีกฝ่ายชะงักก่อนจะเบิกตากว้างเหมือนนึกอะไรออก

 

“คุณคือโซล อิลเดนสัน!?”

 

“ใช่”

 

“พระเจ้า ผมไม่คิดว่าจะได้เจอตัวจริง คุณดูดีสมกับที่เขาร่ำลือ” เขายิ้มกว้างนัยน์ตาเปล่งประกายไม่สนใจความหงุดหงิดบนใบหน้าผม ผมเลยจำเป็นต้องยกยิ้มตามมารยาท แล้วก็กัดฟันย้ำกับเขาอีกครั้ง ส่งผลให้เขาหัวเราะออกมา “แต่ถึงจะบอกแบบนั้น ถ้าไม่มีเงินมัดจำผมก็ให้คุณเอาเรือไปไม่ได้อยู่ดี มันเป็นกฎของร้านน่ะครับ”

 

“แต่ผมกำลังรีบ ช่วยเข้าใจหน่อยได้ไหม”

 

“งั้นคุณก็ต้องหาเงินมาจ่าย ไม่ก็ต้องหาอะไรมาค้ำประกัน”

 

ตุ้บ !

 

ผมทุบมือลงกับโต๊ะพลางคิดว่าผมเหลืออะไรอยู่ในตัวบ้าง ข้าวของสำคัญผมก็ไม่ได้เอามา สิ่งที่มีค่าก็จมหายไปกับเรือหมดแล้ว ผมเสยผม เคาะปลายเท้าลงเพื่อครุ่นคิด ทว่าก็เหมือนสวรรค์ปรานีให้ลุงคนเดิมที่บอกทางให้ผมมาช่วยพูดกับเขา

 

“ให้เขายืมเรือเถอะคุณโนเอล เขาจำเป็นต้องใช้มัน เรือของเขาโดนพังเมื่อคืนวาน คุณจำไม่ได้เหรอ”

 

“อ่าจริงสิ เรือคุณโดนกัด”

 

“อ๊ะ!”

 

“แต่อะไรจะมั่นใจว่าคุณจะเอาเรือมาคืนผมกัน ต่อให้เป็นคนดังก็ใช่ว่าเป็นขโมยไม่ได้” ผมกลอกตาให้กับคำพูดเขา กวาดตามองไปทั่วร่างและสบเข้ากับตู้เก็บกุญแจ ตรงมือของเขาก็มีกุญแจเรืออยู่ มันติดป้ายเลขที่บอกลำเรือไว้ด้วย ถ้าเกิดผมดึงดูดความสนใจเขาได้ก็คงขโมยกุญแจที่เขาวางไว้

 

คิดได้ดังนั้นผมก็สวมบทมารร้าย

 

“แต่คุณเชื่อใจผมได้”

 

หมับ !

 

“เพราะผมไม่เคยหลอกใครสักคน” ผมกระตุกยิ้มคว้าคอเสื้อเขาให้ยื่นหน้ามาใกล้ๆ ลมหายใจอุ่นร้อนไกล่เกลี่ยอยู่ไม่ไกล ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีสวย ให้ริมฝีปากเฉียดกันไปมาขณะที่มืออีกข้างก็ล้วงไปหยิบกุญแจมาถือไว้ “ผมจำเป็นต้องใช้เรือ ถ้าคุณให้ผมยืมไม่ได้ ผมคงเสียใจ”

 

“แต่ถ้าผมให้คุณไป ผมจะโดนไล่ออก”

 

“ถ้าคุณโดนไล่ออก ผมจะจ้างคุณมาทำงานกับผม”

 

“อะ...”

 

“ผมมีงานให้คุณทำเยอะแยะ เช่นการไปเป็นเหยื่อล่อฉลาม” ผมหัวเราะท่าทีขบขันทำให้เขายิ้มตาม ไม่มีใครรู้ว่าผมมีศูนย์วิจัยลับ พวกเขาจะรู้ว่าผมเป็นแค่ลูกเศรษฐีคนดังที่ทำงานอะไรสักอย่างด้วยลำแข้งของตัวเอง เวลาเข้าหา พวกเขาก็จะหวังเพียงเซกส์เท่านั้น

 

ซึ่งมันก็น่ารำคาญและน่าสนุกพอกัน

 

“คุณสนใจไหม...โนเอล?”

 

“เป็นข้อเสนอที่ดีเลยนะครับ”

 

“หึ...”

 

“แต่ผมคิดว่าผมรักงานที่ผมทำอยู่” เขาดึงมือผมออก เสริมทัพด้วยรอยยิ้มกวนประสาท เล่นเอาผมถึงกับทอนรอยยิ้มลงเพราะเขาเลือกที่จะปฏิเสธคำล่อลวงของผม “แต่ข้อเสนอของคุณก็น่าสนใจ ถ้าผมได้ทำงานกับคุณ คนทั้งหาดคงอิจฉาผม”

 

“แต่คุณก็เลือกที่จะปฏิเสธคำชวนของผม”

 

“นั่นก็เพราะตอนนี้มันยังไม่ใช่” เขาใช้มืออีกข้างลากไล้ไปทั่วเรียวปากผมคล้ายกับต้องการบอกไว้ว่าผมน่าสนใจ “บางทีถ้าคุณรอได้ ผมคงจะตอบรับมัน”

 

“อืม...เสียดายนะ เผอิญผมไม่ใช่พวกคอยใครได้”

 

“หา?”

 

“และโควต้าคุณหมดแล้ว โนเอล”

 

“ว่าไงนะ…!” ผมผลักเขาจนล้มลงไปกองกับพื้น ชูกุญแจที่ตัวเองหยิบมาได้ “นี่คุณ! เอาไปตั้งแต่เมื่อไหร่!?”

 

“ก็ตั้งแต่ที่คุณเกือบเผลอจูบกับผมไง”

 

“!!!”

 

“เอาไว้ผมจะขับมาคืนให้ ตอนนี้ขอยืมไปก่อนนะครับ บาย” ผมโบกมือลาเขาให้เจ้าตัวเบิกตากว้างใส่ วินาทีนั้นไม่มีใครมาห้ามผมได้ ผมแกล้งบอกกับพนักงานเฝ้าเรือว่าผมจองเรือลำนี้ไว้ เขาเลยพาผมไป ผมรีบเสียบกุญแจสตาร์ทเครื่องโดยมีพนักงานคนนั้นดันเรือออกมาให้

 

ผมยกยิ้มให้เขา โบกมือล่ำลาไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป

 

ซึ่งกว่าเขาจะรู้ว่าผมเป็นคนร้าย ผมก็แล่นเรือออกมาไกลพร้อมกับส่ายหน้าไปมา

 

“พวกโง่”  

 

ทะเลสวยแหวกเป็นสายตามความเร็วของเรือที่ผมบิดจนถึงขีดสุด ปลายนิ้วเคาะลงกับพวงมาลัยที่ใช้ควบคุมให้เรือไปตามใจตัวเอง ผมเลียปาก กำลังคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างถ้าหน่วยกู้ภัยไปถึงศูนย์วิจัยก่อนผม พวกเขาอาจจะเข้ากับขุมนรกที่ดักทางอยู่ ถ้าผมไม่อยู่ที่นั่นก็ไม่มีใครที่จะช่วยให้พวกเขารอดตายได้

 

การที่พวกเขาตัดสินใจมาเหยียบสถานที่ที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่อย่าง EDS นั้นไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย ลองคิดสิว่าถ้าทีมกู้ภัยตายที่นี่ จะมีคนมากมายแค่ไหนแห่มาหา ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ที่แน่ๆ มันจะไม่ใช่เรื่องดีสักเรื่องเดียว

 

ทว่าที่ติดใจผมคือเรื่องที่เขาค้นหาศูนย์วิจัยของผมเจอต่างหาก

 

มีใครบางคนกระจายสัญญาณให้คนบนฝั่งรู้ที่ตั้งของเรา 

 

บรืน !

 

เสียงเครื่องยนต์ไม่อาจแทรกเข้าความคิด ผมกัดปากแน่นพยายามคิดว่าจะมีใครบ้างที่กล้าลองดีกับผม ทุกคนรู้กฎดีว่าจะไม่มีการติดต่อกับคนบนฝั่งหากไม่มีเรื่องจำเป็น ขนาดเวลามีเรืออับปาง เรายังไม่บอกสถานที่ตั้งเลยว่ามาจากไหน แค่บอกว่าเราทำงานอยู่แถวนั้นแล้วจับเรดาร์ขอความช่วยเหลือได้

 

พวกทีมกู้ภัยจะไม่มีทางสนใจ เขาจะโฟกัสแค่การพาคนเจ็บขึ้นฝั่งเท่านั้น

 

แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน...

 

“บัดซบ!” ผมสบถจับจ้องไปที่ทะเลด้านหน้า ผมขับเรือมาหลายชั่วโมงแล้วดูจากดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำ อีกไม่นานจะมืด ผมไม่มีมือถือหรือเครื่องส่งสัญญาณเพื่อถามว่าหน่วยกู้ภัยไปถึงที่หมายหรือยัง ดวงตาสอดส่องไปรอบด้านเผื่อดูว่ามีคนอยู่แถวนี้ไหม

 

ทว่าทุกอย่างก็เงียบสงบไม่มีการเคลื่อนไหว

 

กระทั่งผมเริ่มเข้ามาใกล้ศูนย์วิจัย...

 

ผัวะ !

 

“อึก!” เรือโคลงทันทีที่ถูกปะทะยามใกล้ฝั่ง นัยน์ตาผมรีบตวัดไปมองการกระทำดุดันที่เรียกได้ว่าเป็นการต้อนรับสู่กรงขัง ผมเห็นครีบยาวสองอันลอยอยู่ไม่ไกลจากเรือ แย่กว่านั้นคือการแรงกระแทกเมื่อกี้ทำเรือผมหยุด ซ้ำร้ายยังเบี่ยงออกนอกเส้นทางจนคุมเรือไม่ได้

 

นาทีนั้นผมเลียปากรู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไร ผมหันไปกะระยะจากจุดที่ผมอยู่กับทางเดินศูนย์วิจัยว่ามันห่างกันแค่ไหน

 

“สิบเมตร” พึมพำพลางส่ายหน้า หันกลับมามองเจ้าสองปลายักษ์ที่ว่ายวนเวียนผม ตัวหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกตัวอยู่ด้านหลัง ถ้าผมสตาร์ทเครื่องยนต์จะกลายเป็นจุดสนใจของมัน

 

ผมเงียบยังไม่ขยับ จ้องมองพวกมันที่ลากครีบยาวผ่ากลางน้ำซ้ำๆ

 

“เป็นการต้อนรับที่ดีมาก พวกแกคงโกรธที่ฉันหนีไป”

 

“กึด” เสียงขากรรไกรกระทบกันทำผมลอบกลืนน้ำลาย พวกมันว่ายถอยไป มันไม่ใช่การยอมแพ้ให้ผมรอดไปได้

 

ท่าทีงุ่นง่านบอกผมว่ามันคิดอะไร

 

และทันทีที่พวกมันว่ายกลับมาผมก็ตัดสินใจ...

 

ตู้ม ! โครม!

 

เสียงไม้แตกหักดังสนั่นแม้ผมจะอยู่ใต้น้ำ ดีแลนกับดายเข้าฉีกกระชากเรือทั้งลำขณะที่ผมกำลังว่ายหนีพวกมันเข้าฝั่ง ขาทั้งสองตีน้ำรวดเร็วเพื่อส่งทั้งร่างให้เคลื่อนไหวไปด้านหน้า วินาทีนั้นหัวใจของผมเต้นเร็วมาก หันขวับไปมองก็พบว่าเจ้าปลายักษ์กำลังไล่ล่าผมอยู่

 

ครีบยาวแหวกเป็นสายชวนให้ได้ยินเสียงฟันกรามที่ขบกัด ผมรู้สึกว่ามันเข้ามาใกล้ผมมาก และต่อให้ผมหยุดนิ่งเพื่อให้มันสำรวจว่าผมไม่เป็นอะไร มันก็ไม่มีทางปล่อยผมไว้

 

กลับกันมันจะฆ่าผมให้ตาย ตราหน้าผมเป็นคนทรยศที่ทอดทิ้งพวกมัน

 

“เฮือก!” ผมเอาอากาศเข้าปอดดำลงไปใต้น้ำเพื่อหาทางเข้าจากใต้ศูนย์วิจัย ถ้าผมว่ายไปที่ทางเดินผมจะเสียเวลาปีนป่าย เผลอๆ ตัวใดตัวหนึ่งอาจจะกระโจนมากระชากผมลงน้ำไป และในเวลานี้คงไม่มีใครรู้ว่าผมมา

 

ผมหันไปมองเห็นดายไล่ตามหลัง ปากของมันอ้าออกขณะที่ปลายจมูกเฉียดโดนฝ่าเท้า ผมมองไม่เห็นดีแลน ไม่รู้ว่ามันว่ายอยู่ตรงไหน แต่ถ้ามันโผล่มาดักหน้าหรือโจมตีผมจากด้านข้าง ผมก็คงตาย

 

ทางรอดผมมีแค่ทางเดียว 

 

“อื้อ!” ผมถีบปากดายเพื่อส่งตัวเองให้หลุดพ้นจากขากรรไกรเกือบร้อยซี่ ปล่อยลมหายใจที่มีอย่างจำกัด พุ่งตรงไปยังกรงที่คราวก่อนดีแลนเคยเกือบทำพัง มันมีรอยบุบรวมถึงกลอนที่ใกล้พัง ผมคงต้องเรียกคนมาทำหลังจากที่ตัวเองรอดไปแล้ว

 

“กึด!”

 

‘บ้าจริง!’

 

ผมเบิกตากว้างเมื่อฟันของดีแลนผ่านหน้าไปแบบเฉียดฉิว อีกนิดมันแทบจะกินลูกตาผมไปแล้วด้วยซ้ำ ส่งผลให้ผมต้องรีบกลับหลัง หันมาเจอดายที่ตรงดิ่งมาหา มันอ้าปากกว้างผิดกับผมที่กัดฟันแน่น พลันแผนหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว รอจนมันใกล้ตัวแล้วเบี่ยงตัวหลบ

 

หมับ !

 

เหมือนจับมือมัจจุราช มือบางของผมจับเข้าที่ครีบยาวใช้มันเป็นพาหนะ ดายดูจะชะงักพยายามจะแว้งกัดทว่าผมก็ปีนขึ้นไปบนตัวมัน จับครีบไว้แน่นให้มันพาขึ้นสู่ผิวน้ำ แสงสว่างแลดูจะใกล้แค่เอื้อมเช่นเดียวกับความเร็วของฉลาม

 

“เฮือก!” ผมหอบเอาอากาศเข้าหายใจเมื่อดายโผล่ขึ้นเหนือน้ำ มันสลัดตัวไปมาแต่มือผมก็หนึบพอที่จะจับมันไว้ ผมหันไปมองว่าตัวเองอยู่ห่างจากศูนย์วิจัยเท่าไหร่ เนื่องจากดายเบี่ยงตัวพาผมไปอีกทาง “เจ้าปลาบ้าเอ้ย”

 

ผมสบถทุบมือลงกลางหลัง ดายไม่ต่างจากม้าพยศที่พยายามจะเอาผมลงไป ทว่าผมก็ไม่ยอมลงง่ายๆ หนำซ้ำยังมองหาดีแลน ตีน้ำไปมาล่อมันมาหา ดายว่ายเวียนวนไปมา เสียงฟันกรามดังสนั่นเช่นเดียวกับเสียงตีน้ำของผม

 

ผมจ้องมองดีแลนที่ว่ายเข้ามาใกล้ มันอ้าปากเตรียมกระโจนใส่ แต่ผมเร็วกว่าเลยกระโดดลงน้ำอีกฝั่งไป

 

สองพี่น้องเลยปะทะกันเอง 

 

‘เยี่ยม!’

 

ผมยกยิ้มอาศัยจังหวะนั้นรีบว่ายขึ้นฝั่ง ดีหน่อยที่เบอร์นาร์ดเห็นว่าผมมาเลยรีบเข้ามาช่วยผมไว้ก่อนที่เจ้าพวกปลานั่นจะวนกลับมาฆ่าผม ผมหอบหายใจ เหนื่อยล้าเพราะการต้อนรับบ้าๆ นั่น ลองคิดสภาพตอนผมโดนฟันของดายกันสิ

 

เนื้อผมจะขาดวิ่นยิ่งกว่าชิ้นปลา

 

“คุณโซล! คุณโซลเป็นยังไงบ้างครับ!”

 

“คะ...แค่กๆ ผม เฮ้อ ผมไม่เป็นอะไรเบอร์นาร์ด ผมยังไม่ตาย”

 

“ละ...แล้วคุณตกน้ำไปได้ไง?”

 

“พวกมันพังเรือผมไง”

 

“หา?”

 

“เอาไว้ค่อยเล่านะ ผมขอหายใจก่อน” ผมตอบกลับยันตัวขึ้นโดยมีเขาพยุงร่าง ดวงตาของผมกลับมาดุดันอีกครั้ง แม้ตอนนี้หัวใจจะเต้นแรงไม่เป็นส่ำ ไม่วายเหล่มองเจ้าสองพี่น้องที่ว่ายวนไปมา ผมสบตากับดายพลางส่ายหน้าใส่มัน “คนอื่นอยู่ที่ห้องควบคุมใช่ไหม แล้วทีมกู้ภัยมาถึงหรือยัง?”

 

“ยังนะครับ ไม่เห็นมีเรือมาสักลำ”

 

“...”

 

“แต่ได้ยินคุณแนชลีย์พูดว่าพวกเขาขาดการติดต่อไป”

 

“บ้าเอ้ย” ผมเสยผม รีบลากสังขารตัวเองวิ่งไปที่ห้องควบคุมโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะลื่นไหม ผมวิ่งผ่านบ่อปลาที่เหมือนมีบางอย่างหายไปแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ มือผลักบานประตูตรงดิ่งไปหาทีมวิจัย ทำพื้นเปียกปอนไปด้วยหยาดใสก่อนจะกระแทกประตูหนาให้เปิดออก

 

ปึง !

 

“เฮ้ย!” ทุกคนในนั้นร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก หันขวับมามองผมพลันก็เบิกตากว้าง “คะ...คุณโซล คุณกลับมาแล้ว!”

 

“โอ้พระเจ้า พวกเรานึกว่าคุณจะไม่...”

 

“ก่อนที่พวกคุณจะดีใจ บอกผมก่อนว่าใครเป็นคนเปิดเผยเรื่องศูนย์วิจัยของผม”

 

“อะ...เอ่อ”

 

“ใครกันที่มันละเมิดกฎ อยากโดนเมกาโลดอนฆ่าตายหรือไง!”  

 

ผมตวาดเสียงดังลั่น กวาดตามองหน้าพวกเขาที่ตกตะลึงกันไปเป็นแถบ นานแล้วที่ผมไม่ได้องค์ลงขนาดนี้ เรียกได้ว่าปกติผมแทบจะไม่เคยโกรธหรือขึ้นเสียงใส่ใครเลยด้วยซ้ำ เว้นกับเอริคบางครั้ง ซึ่งเขาก็สมควรจะโดนอยู่ ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ผมโกรธจนควันออกหู

 

แทบจะจับพวกเขาโยนลงทะเลทีละคน !

 

“ใจเย็นๆ ก่อนนะโซล เราค่อยๆ พูดกันดีไหม?”

 

“คุณคิดว่าผมจะใจเย็นได้ไงในเมื่อมีคนปล่อยข่าวเรื่องEDS” ผมสบตาโอเว่น สีหน้าบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าผมจะไม่ใจเย็นอะไรทั้งนั้น “พวกคุณรู้กฎดีว่าห้ามเปิดเผยเรื่องที่นี่ให้ใครฟัง แล้วหน่วยกู้ภัยรู้ได้ไงถ้าเกิดไม่มีใครละเมิดคำสั่งหรือเปิดเรดาร์กระจายสัญญาณ”

 

“มันเป็นอุบัติเหตุน่ะค่ะคุณโซล ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนั้น”

 

“…”

 

“หลังจากคุณหายไปไม่นานเราก็โดนรบกวนสัญญาณจนทำให้ระบบพังไปสองสามชั่วโมงน่ะค่ะ ตอนนั้นเรดาร์กระจายสัญญาณมันถูกเปิดใช้งานหาตัวดายกับดีแลนที่หายตัวไป” แนชลีย์ว่าเสียงสั่น เธอกุมมือกันแน่นขณะที่เล่าความจริงให้ผมฟัง “พวกมันไปล่มเรือกลางทะเลอีกแล้ว แถมยังเกือบฆ่าคนของเราตาย”

 

“อะไรนะ”

 

“กว่าจะรู้ว่ามีคนจับสัญญาณเราได้ ก็ตอนที่ทีมกู้ภัยติดต่อมาแล้ว” สีหน้าของเธอไม่สู้ดี ผิดกับผมที่ถอนหายใจทิ้งพลางเสยผมอย่างเครียดจัด

 

ศูนย์วิจัยไม่เคยสัญญาณล่มมาก่อน ผมจ่ายเงินเป็นล้านเพื่อให้เรามีระบบด้านคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก และรวมมันสมองด้านเทคโนโลยีมากมายมาไว้ที่นี่ แต่พวกเขากลับไม่มีปัญญาฟื้นระบบภายในหนึ่งนาที

 

รอถึงสองสามชั่วโมงเนี่ยนะ เฮอะ ศูนย์วิจัยมันไม่ได้พังสักหน่อย

 

“ผมไม่เชื่อที่คุณพูดเลยด้วยซ้ำ ระบบของเรามันไม่น่าจะล่มได้”

 

“แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ จะให้ทำไง” เอริคแทรกขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจ “ไม่มีใครอยากให้มันเป็นแบบนี้หรอกโซล”

 

“เหรอ ผมนึกว่าคุณตั้งใจเปิดโปงเรื่องฉลามของผมซะอีก”

 

“โซล”

 

“รู้ไหมว่าตอนนี้ผมอยากจับพวกคุณโยนลงทะเลขนาดไหน ผมจะไม่มีวันให้อภัยคนที่มันกล้าลองดีกับผม” น้ำเสียงของผมกดต่ำลง มันคือการข่มขู่ให้รู้ว่าผมเอาจริงแค่ไหน “ทีมกู้ภัยกำลังมา ที่นี่กำลังจะไม่ปลอดภัย ถ้าฉลามของผมถูกจับไปหรือถูกฆ่าตาย ชีวิตของพวกคุณรวมกันยังเทียบไม่ได้เท่าชีวิตมันตัวเดียว”

 

“แต่มันเป็นปลานะโซล คุณจะเอาเราไปเทียบกับสัตว์ไม่ได้”

 

“ผมเทียบได้เพราะพวกมันคือครอบครัวผม ส่วนคุณก็แค่คนที่ผมจ้างมาทำงานเท่านั้น”

 

“…”

 

“และตอนนี้ผมก็กำลังคิดว่าควรจะหาหัวหน้าทีมคนใหม่ดีไหม” ผมสบตากับเอริค มองเจ้าตัวที่กัดฟันกรอดย่นคิ้วใส่ผม แววตาหงุดหงิดคล้ายกับคนที่จะองค์ลง ไม่เท่ากับผมตอนนี้เลยสักนิด ว่ากันตามจริงผมโกรธจนแทบจะร้องไห้ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับแต่วันที่ผมเสียพ่อแม่ไป

 

ผมอุทิศตัวเอง เลือกสรรคนที่ตัวเองไว้ใจให้มาทำงานที่นี่ได้ แล้วดูสิว่ามันเกิดอะไร...

 

“แต่ตอนนี้เรายังติดต่อทีมกู้ภัยไม่ได้นะครับ บางทีพวกเขาอาจจะไม่มาแล้ว” สตีฟเข้ามาแทรกไว้ เขายกมือขึ้นเป็นการบอกให้พวกเราใจเย็นลง ผมเลียปาก หันไปจ้องมองจอมอนิเตอร์ มันปรากฏรูปมากมายตามข้อมูลที่ถูกเรียกขึ้นมา

 

จอร์แดนคีย์บางอย่างลงในนั้น ทว่าน่านน้ำก็ไม่ปรากฏเรดาร์ของหน่วยกู้ภัย

 

“ติดต่อเขาแล้วบอกว่าเราให้เขามาที่นี่ไม่ได้ ทำยังไงก็ได้ไม่ให้พวกเขาโผล่มา”

 

“รับทราบค่ะคุณโซล” พวกเขาทั้งหมดรีบกลับไปประจำตำแหน่ง ไม่มีใครลองของแม้จะเพิ่งเคยเห็นผมองค์ลงเป็นครั้งแรกก็ตาม ผมสูดหายใจเข้า ส่ายหน้าไปมาอย่างผิดหวัง ผมจำเป็นต้องไปเช็คจุดกระจายสัญญาณ มันคือตรงเสาอากาศหอคอยตรงข้ามกับแทงก์น้ำที่ผมชอบไปนั่ง

 

ผมเบือนหน้าหนีเอริค ไม่คิดจะฟังอะไรทั้งนั้น สองขาพาตัวเองออกมาจากทีม ตรงไปที่เสาอากาศโดยมีโอเว่นเดินตามหลัง

 

“อยากให้ผมไปหาบุหรี่มาให้ไหม?”

 

“ผมไม่อยากสูบมัน” ผมตอบกลับโดยไม่มองหน้า เพิ่งคิดออกว่าตั้งแต่ขึ้นฝั่งผมก็ไม่ได้สูบเจ้าสารเสพติดนั่นเลยสักนิด “ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ตอนผมไม่อยู่ พวกคุณเป็นมืออาชีพนะ ทำไมระบบล่มแค่นี้ถึงใช้เวลานานนัก”

 

“ทุกคนก็พยายามสุดความสามารถแล้วนะครับ แต่บางอย่างมือโปรก็แก้ไม่ได้”

 

“แก้ไม่ได้หรือมีคนห้ามไม่ให้พวกคุณแก้ไข”

 

“เอริคพยายามช่วยมากกว่าใคร”

 

“แล้วมันเป็นยังไง”

 

“…”

 

“ทันทีที่ทีมกู้ภัยติดต่อเราได้ พวกเขาจะแห่เอาคนมาที่นี่เป็นสิบ” ผมกำหมัดแน่น ไม่อยากจะคิดภาพคนมาที่นี่เลยสักนิด ลองคิดว่ามีเรือย่างกายเข้ามาใกล้สิ เงายังไม่ทันแตะน้ำ พวกเขาก็จะตาย และที่นี่ก็จะไม่ต่างจากสุสานดีๆ นี่เอง

 

บัดซบชะมัด

 

ผมถอนหายใจรีบสาวเท้าไปที่เสาอากาศ มันมีประกายไฟออกมานิดหน่อย ผมเลยเข้าไปใกล้มันไม่ได้มากนัก เนื่องจากตัวผมเปียก ผมอาจจะโดนช็อตตายได้

 

“คุณไปปิดการจ่ายไฟก่อน แล้วบอกคนที่ห้องควบคุมให้ใช้ไฟสำรองแทนไฟหลัก”

 

“ได้ครับ”

 

“แล้วก็หาเสื้อผ้ามาให้ผมเปลี่ยนด้วย” โอเว่นพยักหน้าเขาหยิบวอสื่อสารติดต่อกับจอร์แดนที่เป็นคนรับ ผมกวาดตามองเสาอากาศที่มีร่องรอยแปลกตา สายไฟเมนหลักมีบางเส้นถูกตัดขาด ถ้ามองดีๆ จะพบว่ามันคือตัวรับส่งสัญญาณคลื่นเสียง ส่วนตัวที่ใช้จ่ายไฟยังทำงานตกใจ

 

ทว่าที่น่าสนใจสุดคือตัวกระจายสัญญาณบอกพิกัดศูนย์วิจัยต่างหาก

 

สายของมันไม่มีร่องรอยการทำลายเหมือนสายอื่น แถมยังถูกตั้งค่าให้ทำงานทั้งที่ผมจำได้ว่าผมเป็นคนปิดล็อคมันด้วยตัวเองเมื่อหลายปีก่อน การจะปลดล็อคมันได้ต้องรู้รหัสที่ผมเซ็ตไว้

 

และที่นี่แทบไม่มีใครรู้จักมัน

 

“หรือว่ามีคนแฮคเข้าระบบ” ผมพึมพำประมวลผลตามหลักฐานที่เห็น อาจมีพวกแฮคเกอร์บางประเภทที่ถูกจ้างมาเล่นเกมกับผม มีคนไม่น้อยเลยที่สนใจประวัติอันดำมืด แค่บอกว่าผมเป็นลูกใคร พวกเขาก็พร้อมที่จะขุดคุ้ยประวัติ ร้ายแรงกว่านั้นคือบางคนรู้ว่าพ่อแม่ผมเป็นนักวิจัยมือฉมัง

 

ท่านฝากผลงานไว้ให้ศึกษาต่อมากเว้นเรื่องฉลามที่เลี้ยงไว้

 

แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่การแฮคจากระบบทางไกล เพราะถ้าจะแฮคจริงมันไม่จำเป็นต้องทำลายจุดรับสัญญาณหรือสายไฟอื่นๆ ของผมก็ได้ แค่ปล่อยไวรัสดีๆ สักตัวมาก็คงทำให้ที่นี่วุ่นวายได้ไม่ยาก หรือพวกมันจะลงทุนข้ามฟ้าข้ามทะเลมาจัดการ?

 

มันไม่มีทางรอดปากเมกาโลดอนของผมไปได้หรอก

 

งั้นถ้าคนนอกเข้ามาไม่ได้...

 

“มีหนอนบ่อนไส้งั้นเหรอ”  

 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น