Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 12 : ทะเลกักขัง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 12 : ทะเลกักขัง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.8k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2562 09:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 12 : ทะเลกักขัง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 12 : ทะเลกักขัง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ผมผ่านช่วงทำแผลมาได้อย่างแสนสาหัส 

 

กว่าพวกเขาจะยอมปล่อยให้ผมเป็นอิสระ ผมโดนพวกเขากอดรัดจนแทบลุกไม่ขึ้น ซ้ำร้ายด้วยความเหนื่อยล้ายังทำให้ผมหลับไปนานเกือบสองวัน ส่วนหนึ่งคือเพราะฤทธิ์ยา อีกส่วนคือการกระทำของพวกเขาที่ทำผมล้าจนไม่อยากตื่นขึ้นมาดูความจริง

 

แต่การหลับไปเป็นวันๆ ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ

 

“ไม่ค่อยเจ็บแล้วแฮะ” ผมพึมพำเอามือลูบแผลที่เอวเพื่อตรวจสอบความรู้สึก กวาดตาดูกายบอบผ่านบานประตูในห้องน้ำ เวลานี้ผมเปลือยเปล่า เนื้อตัวพร่างไปด้วยหยาดใส นี่เป็นการอาบน้ำเองครั้งแรกหลังจากที่ต้องวานคนอื่นเช็ดตัวให้

 

ซึ่งบอกได้เลยว่าการได้สัมผัสน้ำทั้งตัว มันรู้สึกดีกว่าผ้าเปียกๆ ตั้งเยอะ

 

“อีกสองสามวันคงหายสนิท” บอกตัวเองเมื่อพินิจบาดแผล มันเริ่มแห้งแล้วผมจึงวางใจ อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะฉีกอีกไหม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส ผมยังต้องระมัดระวังให้มากเพื่อที่ทุกอย่างจะได้เรียบร้อย และผมจะได้ไปจากที่นี่สักที

 

ผมไม่มีแพลนจะอยู่ที่ถาวรหรอกนะ

 

“ตื่นแล้วทำไมไม่เรียก”

 

กึก !

 

“แล้วจะยืนดูตัวเองอีกนานแค่ไหน” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นรั้งสายตาผมให้มองเขาผ่านบานกระจก ดีวานยืนอยู่ตรงนั้น เท้าคางกับบานประตูไล่สายตามองด้านหลังของผมที่ไม่มีอะไรครอบคลุมอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว มันทำให้เขาพ่นลมหายใจไม่รู้ว่าหงุดหงิดหรือแค่กำลังสงบอารมณ์ตัวเองไม่ให้พลุ่งพล่าน

 

ซึ่งคุณรู้อะไรไหม?

 

ผู้ชายน่ะน่าแกล้งที่สุดก็ตอนที่เขาพยายามระงับความหื่นกระหายของตัวเองเนี่ยแหละ

 

“ใส่เสื้อผ้าได้แล้ว”

 

“ผมคิดว่าน่าจะลืมไว้ที่ห้อง”

 

“เดี๋ยวผมไปเอามาให้”

 

“จะเสียเวลาทำไม”

 

“หืม?”

 

“แค่หยิบเสื้อคลุมอาบน้ำให้ มันอยู่ใกล้มือคุณมากกว่าเสื้อผ้าผมซะอีก” ผมยียวน แกล้งกระตุกยิ้มให้เขาเห็นผ่านบานใส ดีวานหันไปมองเสื้อคลุมอาบน้ำที่แขวนอยู่ไม่ไกล ชั่วขณะนึงเขาชะงักดูไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร ทว่าไม่นานก็ยอมเดินไปหยิบมาให้

 

เขาคลุมลงบนลาดไหล่ขณะที่สายตามองอะไรๆ ของผมราวกับลืมตัว

 

“ขอบคุณ” ผมหัวเราะพลางคิดว่าช่วงสองวันก่อนผมดูไม่ใช่ตัวเองเท่าไหร่ มันมีผลมาจากการที่ร่างกายผมบอบช้ำเกินไป การจะแสดงท่าทีไม่เป็นอะไรมันลำบาก อีกอย่างพวกเขาก็จู่โจมผมค่อนข้างหนัก ไม่รู้เลยว่าตอนที่ผมหลับ เขากลั่นแกล้งอะไรผมไปบ้าง

 

ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณพวกเขาที่ให้ยาและทำแผลให้ ผมถึงได้กลับมา...

 

เป็นโซล อิลเดนสันคนเดิม 

 

“ตัวคุณเย็น” ดีวานกระซิบ รินรดลมหายใจคลอเคลียอยู่ที่ต้นคอผม “มีกลิ่นหอมจากตัวคุณ”

 

“กลิ่นสบู่ที่พวกคุณใช้ไง”

 

“…”

 

“อยากลองดมมากกว่านี้ไหมล่ะ?” ผมเอียงคอเชิญชวนให้ปลายจมูกคมสันกดลงตรงนั้น ท่ามกลางรอยแดงที่เริ่มจางคาดว่าช่วงที่ผมหลับ พวกเขาสองพี่น้องไม่ได้ทำอะไรเกินเลยกับผมอีก ไม่งั้นผมคงไม่มีแรงมายืนอยู่ตรงนี้ ร่างสูงสบตาผมผ่านกระจก กระชับชายเสื้อคลุมให้ปิดกายผมพลางผูกเชือกให้ ฝากฝังรอยจูบไว้แค่ที่ท้ายทอย

 

“ไปใส่เสื้อผ้า”

 

“ผมจะใส่ก็ต่อเมื่อผมอยาก”

 

“โซล”

 

“ซึ่งไม่ใช่ตอนนี้” ผมเลียปากหมุนตัวหันมาหาเขาเพื่อเผชิญหน้ากันตรงๆ สองมือโอบรอบคอคนที่เคยกอดรัดผม จำได้ดีเลยว่าร่างกายของเขามันแข็งแกร่งและแน่นหนาขนาดไหน ดีวานใส่เพียงเสื้อเชิ้ตที่ไม่ติดกระดุมเลยสักเม็ด ส่งผลให้เห็นมัดกล้ามที่ซ่อนอยู่ได้

 

ผมลากปลายนิ้วไปกับมัน เลียปากอีกครั้งพร้อมกับพ่นลมหายใจใส่

 

ดีวานเกร็งท้องจนลอนกล้ามชัดเจนขึ้นยามผมไล่นิ้วต่ำลงไป ผมหลุบตามองบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้า นึกถึงวันที่มันถูกสอดเข้ามา ขยายตัวให้ผมตอดรัดแทบขาดใจ พอคิดแล้วร่างกายก็ร้อนรุ่มไปหมด

 

“อย่าเชียว”

 

หมับ !

 

ผมหัวเราะ มือของดีวานจับมือซุกซนของผมตอนที่กำลังจะรูดซิปกางเกงของเขาลง ผมไม่ได้ตั้งใจจะยั่วยวนเขาหรอกนะ แต่ผมเพิ่งจะฟื้นตัวเลยต้องการแคลเซียมบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะแคลเซียมที่มาจากนม ผมคิดว่าถ้าตัวเองได้กินมันไม่ว่าจะของพี่หรือน้อง ผมคงจะดีขึ้นในเร็ววัน

 

มันก็แค่ข้ออ้างของพวกราคะสูงอย่างผมเท่านั้น

 

“คุณเพิ่งฟื้น”

 

“ผมไม่ได้จะให้คุณใส่”

 

“…”

 

“ผมแค่อยากลองชิมมัน” ดวงตาสะท้อนภาพใบหน้าดุดัน ดีวานย่นคิ้วใส่ปรากฏภาพความไม่พอใจระคนตำหนิมาให้ผม เสียดายที่ผมเป็นพวกหัวแข็ง ในเมื่อเขาเป็นคนแรกที่ผมตื่นมาเจอ เราก็ควรจะเล่นเกมสักหน่อยก่อนที่ผมจะลงไปข้างล่างเพื่อหาอะไรรองท้อง

 

ผมมั่นใจว่าตอนนี้ไม่เหลือซากโลมาอยู่ในสระแล้ว ผมดูมันจากทางหน้าต่าง

 

“ไม่งั้นก็เรียกดีแลนมา”

 

“เขาออกไปซื้อของ”

 

“ผมเห็นเขาอยู่ในสระ” คำโกหกถูกผมสวนกลับ การที่ผมหลับไปนานไม่ได้แปลว่าตื่นมาผมจะตาบอด ซึ่งคำพูดนั้นทำให้ดีวานถอนหายใจ ผมเห็นความลังเลในดวงตาของเขา บางทีตอนนี้เขาอาจจะกำลังตบตีกับความชั่วร้ายในจิตใจ

 

จะยอมเล่นกับผมไหมหรือปล่อยให้ผมได้พัก?

 

“ถ้าไม่อยากให้ผมเล่นกับเขา ก็ช่วยเล่นกับผมหน่อย”

 

“มีแรงต่อกรแล้วหรือไง ถึงได้มาปากเก่งกับผม”

 

“ก็คงต้องรอดูว่าผมปากเก่งจริงไหม” ผมกัดปากหลุบมองของหวานที่ซ่อนตัวอยู่ ดีวานกลั้นหายใจตอนที่ผมรูดซิปลง สอดมือเข้าไปจับส่วนอ่อนไหวที่ตอบสนองกับมือขาว วินาทีนั้นหัวใจของผมเต้นระรัวไม่เป็นส่ำ รูดรั้งช้าๆ มันก็เริ่มขยายใหญ่

 

ดวงตาผมแพรวพราวยามมันดุนดันผ่านเนื้อผ้ามาเรียกร้องความสนใจ

 

ผมไต่ปลายนิ้วไปกับขนาด พึมพำกะความยาวของมัน

 

“หนึ่ง สอง สาม...” เสียงนับเลขดังแผ่วขณะที่ดีวานใช้ปลายจมูกซุกไซ้ซอกคอผม เสื้อคลุมอาบน้ำถูกกระตุกให้หล่นลงไปกองกับพื้น พร้อมกับที่ถูกดันไปชิดขอบอ่าง อดรู้สึกระทึกไม่ได้เมื่อนับเพลินจนเกินเลขหนึ่งหลัก

 

ผมคิดว่าของเขามันน่าจะอยู่ที่ประมาณ...

 

“สิบ...นิ้ว” ผมเลียปากใจเต้นตึกตักตอนที่ย่อตัวลงคุกเข่า แลบลิ้นเลียไปตามความยาวก่อนจะครอบปากมันไปทั้งอัน ดีวานวางมือบนหัวผม ขยุ้มเบาๆ ให้รู้ว่าเขามีอารมณ์ร่วมกับการกระทำ เสียงลมหายใจที่ติดขัดพร้อมกับหน้าท้องที่เกร็งแน่นจนเผยมัดกล้ามเรียงตัวชัด ทำผมแค่นหัวเราะในลำคอ รูดรั้งเป็นจังหวะเพื่อดื่มนมจากเขา

 

ทำให้เขาเห็นว่าผมไม่ใช่แค่พวกปากเก่ง

 

ผมยังใช้ปากเก่งอีกด้วย 

 

“เก่ง...นิ”  

 

กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกัน ผมแลบลิ้นชิมความหวานจากตัวเขา แล้วก็เดินเชิดหน้าไปใส่เสื้อผ้าในห้อง ไม่รอให้ดีวานจัดการผมอย่างที่เขาต้องการ เพราะถึงผมจะทำให้เขา ไม่ได้แปลว่าผมอยากใส่เข้ามา

 

ผมบอกแล้วไงว่าผมอยากกินนมตอนเช้า มันก็ต้องกินทางปากสิถึงจะถูก

 

“หึ คนโง่” ผมหัวเราะเมื่อนึกถึงใบหน้างุ่นง่านตอนเดินลงมาจากชั้นสอง ขณะที่กวาดตามองหาคนน้องที่น่าจะอยู่แถวนี้ เสียงแหวกว่ายรั้งผมให้หันไปมองกายสูงที่เล่นน้ำอยู่ในสระ กล้ามเนื้อขยับไปมาตามแรงเวียนว่าย ผมเดินไปหยุดอยู่ตรงประตู กอดอกแล้วพิงมัน มองดีแลนที่ยังไม่รู้ว่าผมตื่นจากความฝัน

 

กระตุกยิ้มบางๆ เมื่อไอเดียวิ่งพล่านเข้ามา

 

ผมเดินไปทิ้งตัวลงนั่งขอบสระ หย่อนขาลงไปพลางตีขาเบาๆ เป็นการเรียกร้องความสนใจ ดีแลนที่ว่ายมุ่งหน้าไปอีกฝั่งหันขวับราวกับฉลามที่ถูกกวนใจ เขาหมุนตัวไม่แม้แต่จะขึ้นมาหายใจ รีบว่ายมาหาผมคล้ายกับว่าถ้าช้ากว่านี้ ผมจะหายไป

 

คลื่นน้ำแหวกมาเป็นสายให้ผมจับจ้องกับลีลาที่เหมือนกับฉลามว่าย พาให้หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ เลียปากเล็กน้อยตอนที่เขาใกล้เข้ามา ผมสบตากับคนในน้ำตั้งแต่ที่เขาอยู่เพียงครึ่งสระ ตั้งใจว่าถ้าใกล้กว่านี้จะยกขา แต่ดันถูกกระชากลงไปในน้ำ

 

ตู้ม !

 

“อ๊ะ!”

 

“หึ ตกใจเหรอที่รัก”

 

“ดีแลน...!”

 

“ผมทำคุณกลัวเหรอ” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูตอนกอดผมไว้แน่น ผมสำลักน้ำเล็กน้อยเนื่องจากตัวเองถูกกระชากอย่างแรงจนจมหายไปในน้ำ ถ้าเขาไม่ดึงขึ้นมาผมอาจจะทิ้งตัวลงไปนอนก้นสระ คิ้วสวยของผมขมวดกันแน่นมาก ถอนหายใจใส่คนที่ทำผมเปียกปอนไปทั้งตัว

 

“ผมเพิ่งอาบน้ำมานะ ให้ตายสิ”

 

“อาบอีกก็ได้นิ ที่นี่มีน้ำเยอะแยะให้คุณอาบ” ดีแลนไม่สำนึกเลยด้วยซ้ำ กลับกันเขาขบขันที่ทำผมหงุดหงิดได้ “เดี๋ยวผมจะอาบกับคุณด้วยเป็นไง เผื่อว่าเราจะได้ลองที่ใหม่ๆ นอกจากเตียงและโซฟาสักที”

 

“ในหัวคุณคิดแต่เรื่องแบบนี้หรือไง?”

 

“ถ้าหมายถึงเรื่องคุณล่ะก็...ใช่”

 

“…”

 

“ผมคิดถึงคุณแทบจะขาดใจเลย” ร่างสูงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ใช้ปลายจมูกคลอเคลียกับปลายจมูกผม ยกตัวผมเล็กน้อยเพื่อให้ขาเกี่ยวเอวสอบได้ถนัด ผมกอดคอเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตา ดีนะที่แผลของผมแห้งแล้วเลยลงน้ำได้ แต่ก็ใช่ว่าควรจะอยู่นานๆ “แผลคุณเป็นไงบ้าง”

 

“ดีขึ้นเยอะกว่าที่คุณพามา”

 

“งั้นแปลว่าคืนนี้ผมกับพี่ต้องได้รางวัล”

 

“ผมให้รางวัลพี่คุณไปแล้ว เหลือคุณ” ดีแลนเลียปากท่าทางหื่นกระหายนั่นทำผมกระตุกยิ้มใส่ ข้อดีของพี่น้องคู่นี้ที่ผมสังเกตเห็นได้ คือการที่พวกเขาจะไม่ปฏิเสธเวลาผมทำอะไรให้ ราวกับว่าพวกเขาตั้งใจให้ผมทำแบบนั้น “คุณอยากให้ผมทำอะไร?”

 

“ถ้าคุณรู้ว่าผมคิดอะไร คุณจะต้องร้องไห้แน่ๆ”

 

“อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เซ็กส์ในน้ำ”

 

“คุณดักทางผมซะแล้ว” ผมส่ายหน้าให้กับความคิด เจ้าตัวเลยยกกายผมขึ้นไปนั่งบนขอบสระ สายลมพัดผ่านมากระทบร่างส่งผลให้ผมต้องกอดตัวเองไว้ ขณะที่ดีแลนกดจูบไปตามขาอ่อนของผม ต้องบอกเลยว่ากางเกงขาสั้นที่เขาซื้อให้ มันสั้นจนผมเหมือนไม่ได้ใส่เลยล่ะ “หอมชะมัด”

 

“พี่ชายคุณก็พูดแบบนี้”

 

“แล้วเขาบอกคุณหรือเปล่าว่าเวลาที่เรามีอะไรกัน ตัวคุณจะหอมขึ้นอีก”

 

“คุณพูดเหมือนหมาติดสัตว์”

 

“อย่าเปรียบเทียบผมเป็นสัตว์ชั้นต่ำสิที่รัก ผมชอบเป็นสัตว์น้ำมากกว่า” ประโยคแรกดูเหมือนกับการต่อว่า เนื่องจากเขากดเสียงดุใส่ หนำซ้ำยังย่นคิ้วคล้ายไม่พอใจ ผมเลยเกลี่ยแก้มเขาปล่อยให้ริมฝีปากร้อนชื้นสัมผัสช่วงขา ดีแลนลูบไล้ขาอ่อนผมไปมา ยกขาผมขึ้นก่อนจะไล่จูบลงไปไม่ต่างจากเสน่หา แต่ที่ทำให้ผมตกใจคือการที่เขาจูบลงบนหลังเท้าผมมากกว่า

 

มันคือสัญญาณของการเทิดทูน

 

“ราชินีน้อยของผม”

 

“หลงผมเข้าให้หรือไง”

 

“ยิ่งกว่าหมาติดสัตว์ซะอีก” เขาหัวเราะโน้มคอผมลงไปเพื่อจูบกัน สิ่งเดียวที่ดีแลนต่างจากดีวานอย่างเห็นได้ชัดคือการที่เขาจะทำอะไรเลยโดยไม่ยั้งคิดเหมือนพี่ชาย บอกตามตรงว่าผมก็ชอบเพราะมันเร้าใจ ผมไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้จะมาไม้ไหนกับผม

 

แต่กับดีวานก็เป็นการลุ้นระทึกอีกแบบ ผมเองก็ไม่รู้ว่าในสมองของเขาคิดอะไรอยู่ บางครั้งเขาก็น่าค้นหายิ่งกว่าห้วงมหาสมุทรลึก ทว่าบางครั้งก็น่าหงุดหงิดจนไม่อยากจะสนใจในความลึกลับของเขา ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไหนผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาน่าสนใจพอกัน

 

เพียงแค่บางอย่างผมเลือกที่จะตัดสินใจเองว่ามันควรเป็นยังไง

 

“อะแฮ่ม”

 

“อะ...!”

 

“ผมคิดว่าคุณควรจะขึ้นจากน้ำได้แล้ว” ผมสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ความคิดทันทีที่เสียงของดีวานเข้ามาในหู พอกวาดตาดูก็พบว่าตัวเองถูกคนใจร้ายนัมเบอร์ทูลากลงมาในน้ำอีกครั้ง ดีแลนกำลังไซ้ซอกคอผม แต่ก็ต้องหยุดเมื่อเห็นว่าพี่ชายมาขัดจังหวะ

 

“พี่ทำผมเสียอารมณ์”

 

“โซลต้องกินยา” นั่นคือข้อแก้ตัว ซึ่งมันห่วยแตกสิ้นดี “ขึ้นมาก่อนที่ผมจะเดินไปลากคุณ”

 

“ถ้าทำได้ก็เอาสิ”

 

“นี่”

 

“หรือว่าคุณหึงล่ะ...แด๊ดดี้?” ผมกระตุกยิ้มตั้งชื่อเล่นให้เขาใหม่ เล่นเอาดีแลนถึงกับหัวเราะเขาดูพอใจที่ผมแหย่พี่ชายเขาแบบนี้

 

“คุณนี่มันร้ายชะมัด” เขากระซิบก่อนจะหันไปเลิกคิ้วใส่ “ว่าไงดีวาน พี่กล้ามาลากโซลขึ้นไปไหม แด๊ดดี้กล้าลงมือกับราชินีน้อยของผมหรือเปล่า?”

 

“เดี๋ยวจะไม่มีปากไว้พูดมากดีแลน”

 

“โว้ว”

 

“เอาเขาขึ้นมาก่อนที่ฉันจะหงุดหงิด” เจ้าตัวกอดอกท่าทางงุ่นง่านกวนใจผมกับคนด้านข้างไม่น้อย ผมหันไปมองดีแลนดูว่าเขาจะทำยังไง หวังเพียงว่าเขาจะไม่หยิบยื่นตัวผมให้มัจจุราชเป็นการหักหน้า ทว่าร่างสูงกลับส่ายหน้าพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา เขายกยิ้มให้ผมพลางดันตัวขึ้นจากสระ

 

“ไปอาบน้ำกัน”

 

“คุณปอดแหกชะมัด” ผมกลอกตา ไม่ยักรู้ว่าเขากลัวพี่ชายจนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง แน่นอนว่าดีแลนไม่ได้สนใจคำต่อว่านั้น เขาดันตัวขึ้นจากสระ รั้งกายผมให้เดินมาด้วยกัน ดีวานเอาผ้าขนหนูคลุมไหล่ให้ผม ห่อตัวเล็กน้อยกันผมหนาวสั่น “คุณจะพันผมเป็นมัมมี่หรือไงกัน แค่คลุมให้ก็พอแล้ว”

 

“คุณจะหนาว”

 

“ผมเป็นสัตว์เลือดอุ่นดีวาน ผมไม่หนาวตายหรอก” ผมประชด เหยียดยิ้มเย่อหยันเป็นการกวนประสาท “อีกอย่างมีพวกคุณอยู่ทั้งคน พวกคุณคงไม่ปล่อยให้ผมหนาวตายหรอกจริงไหม?”

 

“แล้วคุณอยากร้อนเป็นไฟตอนนี้ไหมล่ะ?”

 

“เอาสิ” ผมยกยิ้มซุกซนให้ดีแลน เขาเลยทำท่าเหมือนจะมาขย้ำผม เสียดายที่ดีวานดึงผมออกมาก่อนผมเลยไม่ได้เล่นซนอย่างที่หวังไว้ ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ดูก็รู้ว่าดีแลนรำคาญใจ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ช่วยเหลือหรือว่าอะไร

 

ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ เรามีเวลากินกันเหลือเฟือ

 

“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวผมจะสั่งอะไรมาให้คุณกิน”

 

“สนใจเปลี่ยนให้ผมไหม?”

 

“อย่าท้า” ดีวานหลุบตามามองผมที่ไหวไหล่ ผมไม่สนใจคำขู่ของเขาหรอก เขาก็ดีแต่ปากเก่งเท่านั้น

 

ไม่สิ ไม่ใช่แค่ปาก ต้องบอกว่าเขาใช้ร่างกายทุกส่วนเก่งมากต่างหาก

 

โดยเฉพาะสิบนิ้วของเขา มันทำผมใจสั่นไม่หยุดเลยล่ะ :)

 

“โซล”

 

“รู้แล้วน่า ไปกันเถอะดีแลน”

 

“ครับที่รัก” เจ้าของชื่อโคลงหัวให้เป็นการโค้งคำนับ ผมเลยยิ้มขำควงแขนเขาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชั้นสอง เราไม่ได้ทำอะไรกันหรอก ดีแลนยังมีความดีพอที่จะไม่แกล้งผมตอนนี้ หนำซ้ำเขายังดูจะเชื่อฟังพี่ชายเข้าขั้น ถึงขนาดรีบแต่งตัวให้ผมเพื่อที่จะลงมาทานข้าวด้วยกัน

 

แต่ดีวานยังทำไม่เสร็จ ดีแลนเลยให้ผมมานั่งดูทีวีรอเขาไปช่วยพี่ชาย ผมกดรีโมตเปลี่ยนช่องไปมาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะมาหยุดค้างที่ช่องข่าวที่พาดหัวตัวใหญ่

 

ผมจะไม่ตกใจเลยถ้าหัวข่าวมันไม่ได้พูดถึง...

 

‘ข่าวใหม่มาแรง มีคนถ่ายภาพเมกาโลดอนล่มเรือ’  

 

“พระเจ้า...” ผมเบิกตากว้าง มองภาพที่นักข่าวทั้งสองกำลังรายงานอยู่ มันเป็นภาพถ่ายที่ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่จนไม่สามารถดูได้ว่าเป็นเมกาโลดอนจริงไหม ที่แน่ๆ ในภาพนั้นมีเรือที่อับปาง และพื้นน้ำที่กลายเป็นสีแดงฉาน ไม่รู้ว่านั่นใช่เลือดหรือเปล่าบางทีอาจเป็นภาพตัดต่อเหมือนรายการทีวีทั่วไป

 

ผมเร่งเสียงทีวีให้ดังขึ้นอีกเพื่อฟังเนื้อข่าวที่เขารายงาน

 

เลียปากเล็กน้อยเมื่อเนื้อหามันทำให้ผมอดเครียดไม่ได้

 

[เราได้รับรายงานจากผู้สื่อข่าวในท้องที่ว่าเมื่อสองวันก่อนมีเรือขนาดใหญ่อับปางกลางทะเล ยอดผู้สูญหายมีมากกว่า 20 ชีวิต และทางหน่วยกู้ภัยที่ส่งทีมดำน้ำไปพบเพียงชิ้นเนื้อกระจัดกระจายทั่วพื้นที่]

 

ภาพข่าวเปลี่ยนเป็นภาพของแขนขาที่ลอยอยู่บนน้ำ มันเป็นภาพถ่ายมุมสูงที่คาดว่าคนถ่ายจะอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ก็เป็นได้

 

[คาดว่าน่าจะโดรฉลามจู่โจมเนื่องจากพื้นที่เป็นบริเวณที่มีฉลามอาศัยอยู่มาก แต่ที่น่าสนใจคือร่องรอยการทำร้ายที่ใหญ่กว่าฉลามทั่วไปหลายเท่าต่างหาก]

 

ภาพของซากเรือที่มีรอยกัดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา

 

[เราจะเห็นว่ามันเป็นรอยฟันขนาดใหญ่ และฉลามที่ทำแบบนี้ได้มีแค่เมกาโลดอน แต่มันสูญพันธุ์ไปเมื่อหลายล้านปีก่อน ตอนนี้เลยเกิดการโต้เถียงว่ามันคืออะไร]

 

[ผมคิดว่าอาจจะเป็นฉลามตัวใหญ่ เพราะไม่มีทางที่โลกนี้จะเหลือเมกาโลดอน]

 

นักข่าวอีกคนแย้ง เขาหัวเราะราวกับว่าเรื่องนี้มันตลก ซึ่งผมคิดว่าเกือบทุกคนคงจะมองเรื่องนี้ไม่ต่างจากเขา ไม่มีใครเชื่อว่าเมกาโลดอนมีจริง เคยมีการค้นพบเรื่องนี้เมื่อร้อยปีก่อน ทว่าสุดท้ายเขาก็บอกว่ามันเป็นเพียงฉลามชนิดอื่นที่ตัวใหญ่มากๆ เท่านั้น และถ้าเทียบกัน ฉลามที่ขนาดใหญ่ที่สุดยังเล็กกว่าเจ้าคู่พี่น้องที่ผมเลี้ยงไว้

 

ผมเสยผม มองภาพที่ทีมข่าวได้มาจากทีมกู้ภัย ก่อนที่ข่าวใหญ่จะรายงานใหม่

 

[เราได้คลิปมาแล้วค่ะท่านผู้ชม!]

 

“ไม่...!” ผมถึงกับลุกขึ้นยืนเมื่อคลิปที่เธอพูดฉายขึ้นจอ มันเป็นคลิปจากกล้องอะไรสักอย่างที่ผมจะไม่มาเดายี่ห้อมันตอนนี้ หัวใจของเต้นถี่จดจ่ออยู่กับภาพที่ปรากฏชัดถึงคมเขี้ยวใหญ่ ดูยังไงก็เป็นฉลามแต่ด้วยระยะที่เข้ามาใกล้มากๆ เลยไม่สามารถทราบขนาดที่แท้จริงได้

 

แต่ที่ร้ายคือความคมของขากรรไกร

 

มือที่ถือกล้องไว้ลอยแยกจากตัว 

 

[เป็นภาพที่สยองมากเลยนะคะ]

 

[มันก็แค่ภาพฉลามจู่โจมทั่วไป เผลอๆ มันอาจจะเป็นคลิปจากในเน็ตก็ได้ใครจะรู้]

 

นักข่าวหนุ่มพยายามโต้กลับ ผมชอบที่เขามองว่าเรื่องนี้มันไร้สาระ เพราะพวกผู้ประกาศข่าวจะมีอิทธิพลกับคนหมู่มากที่ดูอยู่ ต่อให้นักข่าวอีกคนพยายามจะโน้มน้าวว่าเรื่องนี้อาจจะพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของฉลามล้านปีได้

 

พลันหัวใจผมก็เต้นหนักเมื่อมีสายโทรเข้ามาในรายการข่าวบอกว่าพวกเขาได้แหล่งข้อมูลใหม่

 

[ดูเหมือนจะมีการพบเจอศูนย์วิจัย ทางหน่วยกู้ภัยส่งทีมไปหาแล้วค่ะ]

 

“บ้าจริง!” ผมสบถรีบหมุนตัวสาวเท้าเข้าไปในครัว ที่ซึ่งสองหนุ่มกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร ผมไม่สนใจความหิวที่ประเดประดังเข้ามา ตอนนี้ผมต้องกลับไปที่ที่ผมจากมา ไม่งั้นคงได้เกิดเรื่องวุ่นวายก่อนที่ผมจะได้กลับไปเหยียบมัน “ดีแลน ไปส่งผมที่ท่าเรือหน่อย”

 

“หา?”

 

“ผมจะกลับบ้าน” ผมว่าเสียงนิ่งพร้อมกับเคาะเท้าลงกับพื้น แสดงให้เห็นว่าผมเร่งรีบแค่ไหน ผมจะมัวแต่ช้าอีกต่อไปไม่ได้ ทันทีที่หน่วยกู้ภัยไปถึงอย่าว่าแต่จะเหยียบพื้นเลย แค่เข้าไปในรัศมีร้อยเมตรพวกเขาก็จะตาย

 

ศูนย์วิจัยของผมไม่ใช่ที่ที่ใครก็จะเข้าไปได้ ยิ่งตอนนี้ยิ่งไม่ปลอดภัย

 

“คุณจะไปส่งผมไหม ถ้าไม่ผมจะไปเอง!”

 

“เดี๋ยว” แขนของผมถูกคว้าโดยดีวาน รั้งเบาๆ ให้หันกลับไปสบตาร่างสูง “คุณจะไปตอนนี้ไม่ได้ คุณเพิ่งฟื้นและยังไม่หายดี”

 

“ผมไม่มีเวลารักษาตัวแล้วดีวาน บ้านของผมกำลังจะแย่”

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

“ผมไม่มีเวลาอธิบาย”

 

“โซล” เสียงทุ้มต่ำของดีวานคราวนี้ไม่ทำให้ผมสงบ กลับกันยิ่งเขายื้อผมยิ่งร้อนรนไม่ยอมหยุด “ใจเย็นๆ มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก คุณต้องพัก คุณยังไม่หาย”

 

“ไม่ได้ยินที่ผมบอกหรือไงว่าผมพักไม่ได้!”

 

“!!!!”

 

“ถ้าคุณไม่ไปส่งก็บอกมา ผมจะได้ไปเองไม่ต้องรอใคร”

 

“ผมไม่ได้จะไม่ไปส่ง แต่ผมต้องการเหตุผลว่าทำไมคุณต้องไป”

 

“บ้านของผมกำลังตกอยู่ในอันตราย ถ้าผมมัวแต่ช้า จะมีคนอีกมากไม่รอดชีวิต” ผมพูดความจริงที่ทำให้เขาย่นคิ้วใส่ ตอนนี้ผมไม่มีเวลามากพอที่จะทิ้งปริศนาคำทาย ผมต้องกลับไปที่EDS ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะไปถึง “คุณไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมต้องรีบกลับไป”

 

“บางทีคุณอาจจะคิดมากไป” ดีแลนว่า “ไม่มีใครทำอะไรบ้านคุณหรอกตราบใดที่พวกเรายังอยู่”

 

“อย่ามาล้อเล่นนะ พวกคุณไม่รู้หรอกว่าที่นั่นมันมีอะไร!”

 

“!!!”

 

“พวกคุณปกป้องสิ่งที่ผมเหลือไว้ไม่ได้ มีแค่ผมที่ทำได้ และถ้าคุณไม่ยอมให้ผมไป...” ผมเว้นวรรคยาวก่อนจะหยิบมีดที่วางอยู่บนโต๊ะมาฟันใส่ มันเฉียดหน้าดีวานไปจนเกือบจะแทงตาของเขาส่งผลให้เขาผงะถอยหลัง ผมเลยปักมีดลงกับเคาท์เตอร์ ฉวยโอกาสนั้นหยิบกุญแจรถที่วางไว้มาถือ

 

กึก !

 

นาทีนั้นผมไม่รอให้สติพวกเขารื้อฟื้น รีบวิ่งมาขึ้นรถที่จอดอยู่แล้วขับออกไป ได้ยินเสียงสองหนุ่มที่ตะโกนเรียกไล่หลังทว่าผมไม่สนใจ เร่งเครื่องเหยียบคันเร่งจนมิด กะว่าถ้าไปถึงท่าเรือที่ผมจอดเรือไว้ผมจะหาคนให้ขับรถมาคืนเขาทีหลัง

 

ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นเขาคงแจ้งตำรวจจับผมไปแล้ว

 

“ให้ตายเถอะ” ผมพึมพำอย่างหัวเสีย ไม่รู้เลยว่าหลายวันที่ผ่านมาดีแลนกับดายไปทำอะไรไว้บ้าง ประจำผมจะอยู่เก็บกวาดเศษซากที่พวกมันทำไว้ แต่พอผมไม่อยู่ก็ไม่มีใครสนใจเลยหรือไง

 

หรือว่ามีคนตั้งใจให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นมา?

 

“คุณคงไม่ได้คิดอะไรไม่ดีใช่ไหม” ผมเลียปากใบหน้าของใครบางคนลอยเข้ามาในหัว เพราะเขาดูจะเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด และเราจะรู้เมื่อผมไปถึง ผมรีบจอดรถไว้ตรงถนนคากุญแจไว้อย่างนั้น เนื่องจากผมเอารถดีแลนไปด้วยไม่ได้

 

ปลายเท้าย่ำกายไปทั่วกวาดตามองหาเรือที่จอดเอาไว้ จำได้ว่ามันคือที่ประจำที่พวกคนคุมท่าจะรู้ว่าถ้าผมขึ้นฝั่ง ผมจะเอาเรือมาจอดตรงนี้ทุกครั้ง ทว่าตอนนี้มันกลับไม่อยู่ตรงนั้น พาให้ผมย่นคิ้ววิ่งไปทั่วหาดเพื่อตามหา

 

กระทั่งไปเจอลุงคนนึงที่กำลังเก็บซากเรือที่พังอยู่ริมหาด

 

“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าเห็นเรือจอดอยู่ตรงนั้นไหม”

 

“หมายถึงเรือที่ถูกทำลายน่ะเหรอครับ?”

 

“หา?” ผมครางรับในลำคออย่างไม่เข้าใจ สบตากับลุงวัยกลางคนที่หันมาหา “ผมคิดว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิด ผมจอดเรือไว้ตรงนั้นแล้วตอนนี้มันก็หายไป บางทีผมอาจจะผูกไม่ดีมันเลยลอยออกไป คุณพอจะเห็นไหม เรือของโซลอิลเดนสัน”

 

“โอ้ว คุณคือเจ้าของเรือลำนั้น”

 

“ใช่ครับ และผมต้องใช้มัน”

 

“ต้องขออภัยด้วยนะครับ แต่เรือของคุณไม่สามารถใช้งานได้”

 

“ทำไม?”

 

“อ้าว คุณไม่รู้เหรอครับว่าเมื่อคืนเกิดอะไร”

 

“…”

 

“เรือของถูกลอยออกไปก่อนจะถูกอะไรบางอย่างกัดแตกจนจมหายไปใต้ทะเล”  

 

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น