Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 11 : สองพี่น้อง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 11 : สองพี่น้อง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.1k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2562 09:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 11 : สองพี่น้อง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 11 : สองพี่น้อง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“ดีแลน ดีวาน” ผมเรียกชื่อพวกเขา ทว่าเสียงที่ส่งออกกลับแผ่วเบา หนำซ้ำยังแหบแห้งจนฟังไม่ได้ศัพท์ ยกมือขึ้นกุมคอตัวเองนิ่วหน้าเจ็บเมื่อโดนบาดแผล เมื่อคืนผมคงจะใช้เสียงเยอะไปหน่อยเลยไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะเค้นมันออกมา

 

ผมพยายามมองหาว่ามีโน้ตอะไรแปะไว้ไหม ผมไม่อยากจะขยับกายหรือลุกไปไหน เพราะตอนนี้ผมเจ็บไปทั่วร่าง

 

เหมือนโดนฉลามรุมทึ้งให้ขาดใจ

 

“ดีวาน ดีแลน พวกคุณอยู่ไหนน่ะ” ถึงอย่างนั้นผมก็พยายามเรียกหาพวกเขา คิ้วสวยขมวดกันแน่นเมื่อได้ยินการตอบรับ ผมกัดฟันสู้ เคลื่อนกายลงจากเตียงก่อนจะพบว่าทั้งร่างเปลือยเปล่า มีรอยฟัน รอยแดงตราตรึงไว้ทั่วร่าง ทุกที่ที่ถูกปลายนิ้วเลื่อนผ่านมันเจ็บจนน้ำตาคลอ

 

ผมไม่เคยมีเซ็กส์ที่ป่าเถื่อนแบบนี้มาก่อน ก็ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเรียกร้อง

 

แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้

 

“ไปไหนกัน” ผมพึมพำ เดินไปหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ เสื้อผ้าของผมถูกฉีกกระชากขาดไปตั้งแต่ตอนจูบกับดีวาน และสภาพผมตอนนี้คงไม่เหมาะกับการมานั่งหาชุดใหม่เท่าไหร่ ผมทาบมือลงกับกำแพง ใช้มันเป็นตัวประคองร่างตอนออกจากห้อง เลียปากเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจออกมา

 

ขาผมสั่นยิ่งกว่าแผ่นดินไหวซะอีก

 

“จะฆ่ากันหรือไงนะ”

 

กึก !

 

ปลายเท้าผมหยุดยืนอยู่ตรงบันได ทุกย่างก้าวสั่นไหวและเจ็บสะท้าน ผมเกาะราวบันไดไว้แน่นเกือบจะล้มพับไปด้วยความทรมาน ทว่าผมก็ต้องตามหาเจ้าบ้านให้เจอ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมตื่นมาแล้วพบว่าไม่มีคู่เซ็กส์นอนอยู่ข้างๆ

 

ประจำผมจะเป็นฝ่ายทิ้งพวกเขามากกว่า พอมาถูกทิ้งเองแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 

มันไม่ต่างจากตอนที่ผมอยู่ศูนย์วิจัย ผมต้องนอนคนเดียว ท่ามกลางความเหน็บหนาวและความเดี่ยวดาย ถึงจะทนใช้ชีวิตอยู่มาได้ แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าผมเกลียดมันแค่ไหน

 

ผมชอบเวลาได้สัมผัสถึงลมหายใจ

 

มันเหมือนย้ำเตือนว่าผมยังมีชีวิตอยู่

 

“ดีวาน...” ผมเรียกชื่อคนพี่เมื่อมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ชั้นล่างยังคงว่างเปล่าไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยสักคน ชะโงกหน้าไปทางห้องครัวก็เห็นหม้อซุปตั้งอยู่ รวมถึงข้าวของที่ถูกใช้แล้วแต่ไม่ยอมล้าง คิ้วสวยขมวดกันมั่นผมคิดว่าพวกเขาน่าจะทำอาหารแล้วออกไปธุระ

 

ถึงอย่างนั้นเขาก็น่าจะบอกผมบ้าง ไม่ใช่หายไปแบบนี้

 

“พวกคุณทิ้งผมเหรอ”

 

ตู้ม !

 

“อ๊ะ!” ผมสะดุ้งสุดตัวตอนได้ยินเสียงน้ำกระจายราวกับมีอะไรขนาดใหญ่โดดลงไปในสระ วินาทีนั้นผมรีบสาวเท้าไปดูเหตุการณ์ พลันดวงตาก็เบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำเมื่อพบว่าในสระน้ำถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน โดยมีซากของโลมาอยู่ในนั้น

 

ลำตัวของมันถูกแยกออกจากกัน ถึงอย่างนั้นมันก็ยังกรีดร้องลั่นด้วยความทรมานอยู่ดี

 

“หวีด...!”

 

“พระเจ้า...!” ผมยกมือปิดปากตกใจกับภาพที่เห็น ขาทั้งสองข้างเหมือนถูกรั้งให้ถอยเข้าไปในบ้าน ปะทะเข้ากับแผ่นอกแกร่งที่โอบรัดผมไว้ นาทีนั้นผมสะดุ้ง เนื้อตัวสั่นไหวขณะหันไปสบเข้ากับดวงตาสีนิลที่มองอยู่ “ดะ...ดีวาน!”

 

“คุณลงมาทำอะไรข้างล่าง โซล”

 

“ผะ...ผม”

 

“คุณควรอยู่บนเตียง” คำพูดของเขาแลดูจะไม่เข้าหัวผมเท่าไหร่ ผมมองหน้าเขาสลับกับเจ้าโลมานั่นก่อนจะถูกเขายึดปลายคางไว้ “ได้ยินผมไหม ผมบอกว่าคุณควรอยู่ในห้อง”

 

“ผะ...ผมหาพวกคุณไม่เจอ เลยลงมาข้างล่าง”

 

“แล้วก็พบกับการฆาตกรรมปลาโลมา”

 

“!!!”

 

“คุณนี่ชอบอยู่ผิดที่จริงๆ” ไม่รอให้ตอบกลับร่างของผมก็ถูกอุ้มให้ลอยเหนือพื้นด้วยท่าเจ้าสาว เล่นเอาต้องคว้าบ่ากว้างไว้เนื่องจากกลัวตก นัยน์ตาผมยังคงจับจ้องไปกับโลมา ผมจะไม่ตกใจเลยถ้าเห็นภาพนี้ในทะเลทั่วไปที่ไม่ใช่สระน้ำในบ้านของเศรษฐีที่ไม่รู้ปูมหลัง แถมเจ้าของมันยังดูไม่หยี่หระหรือสนใจอะไรทั้งนั้น

 

ดีวานพาผมเข้ามาบ้าน ตรงดิ่งมายังชั้นสองแล้ววางผมให้นอนราบกับเตียงไป ผมกัดปากพยายามตั้งสติขณะที่เขาดึงผ้าห่มมาคลุมให้ รั้งเบาๆ ผมก็ตกลงไปอยู่ใต้วงแขนเขาแล้ว

 

“ใจเย็นๆ” เสียงทุ้มต่ำที่ผมชอบกระซิบอยู่ข้างหู ไปพร้อมๆ กับที่มือลากผ่านแผ่นหลังเป็นการปลอบ กลิ่นโคโลญจน์ที่แตกต่างจากดีแลนนิดหน่อยทำให้ผมแลดูจะสงบลงได้ไม่ยาก ทว่าภาพโลมาที่ตายก็ติดตาไม่ต่างจากภาพของคนที่โดนเมกาโลดอนกัดตายก่อนหน้านี้

 

ผมเห็นภาพซ้อนของนักท่องเที่ยวในวันนั้น ยังรู้สึกถึงอุณหภูมิจากฝ่ามือที่บีบแขนผมแน่น มันปลุกเร้าความกลัวทำผมหวาดระแวง

 

ผมจะควบคุมสติตัวเองยังไงถ้าเกิดเห็นภาพอันตรายติดกันหลายวัน

 

“ผมอยู่ตรงนี้”

 

“เกิดอะไรขึ้นกับโลมานั่น”

 

“มันก็แค่กระโดดเข้ามาผิดที่”

 

“หา?”

 

“พวกสัตว์ปัญญานิ่มมันชอบทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ” ผมย่นคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่ดีวานพูดเลยสักนิด ผมรู้ว่าบ้านของเขาติดทะเล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโลมาจะดิ้นรนตัวเองมาตายในสระ หรือต่อให้มันทำได้ มันก็ไม่น่าจะเลือดอาบขนาดนั้น

 

มันเหมือนกับว่าในสระนั่นมีอะไรบางอย่าง

 

หรือว่าจะเป็นงานอดิเรกของพวกเศรษฐีที่เลี้ยง...

 

“พวกคุณเลี้ยงฉลามเหรอ?” ผมผละออกมาสบเข้ากับนัยน์ตาสวย มีคนดังไม่กี่คนที่ผมรู้จัก พวกเขามีงานอดิเรกแก้เหงาบ้าๆ คือการจับฉลามมาเลี้ยงไว้ วันดีคืนดีก็โยนใครสักคนลงไปให้ ไม่ก็ปล่อยให้มันหาทางมีชีวิตด้วยตัวเอง

 

แน่นอนว่ามันอาจจะฟังดูประหลาดชนิดที่ทำให้ดีวานขมวดคิ้วใส่ แต่งานแก้เหงานี่มีจริงๆ ผมสาบานได้

 

หนึ่งในเพื่อนพ่อที่ผมรู้จักก็ชอบทำอะไรแบบนี้

 

“คุณเลี้ยงมันไม่ได้นะ มันอันตราย”

 

“พวกเราไม่ได้เลี้ยงฉลามไว้”

 

“แล้วโลมานั่นตายได้ยังไง”

 

“…”

 

“มันฆ่าตัวตายเองไม่ได้นะดีวาน” ผมตอบกลับ มองคนที่ถอนหายใจใส่ผมด้วยอารมณ์ไหนก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ คือผมไม่โอเคถ้าต้องอยู่ใกล้สิ่งที่พยายามจะหนีมา “เอามันไปปล่อยซะ อย่าคิดว่าการเอาอะไรมาขังไว้แล้วสนุกเลย ฉลามไม่เหมือนปลาในตู้นะ”

 

“ผมบอกแล้วไงว่าเราไม่ได้เลี้ยงมัน โลมานั่นมันกระโดดเข้ามาตาย”

 

“นี่”

 

“ดีแลนเห็นก็เลยจับมันไว้ จะได้ทำอาหารเช้าให้คุณกินไง”

 

“หา?” ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างกับคำพูดนั้น เสียดายที่ดีวานดูจะไม่อินตาม ใบหน้าของเขานิ่งมากขณะที่มองผ่านหน้าต่างไปที่สระน้ำ ผมเม้มปากแน่นไม่กล้ามองตาม ได้แต่ตั้งคำถามและหวังว่าเขาจะพูดว่าล้อเล่น “นี่คุณล้อเล่นใช่ไหม ผมไม่ขำนะบอกก่อน”

 

“คุณคิดว่าพวกเราตลกกันขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

“อ๊ะ!”

 

“โลมาน่ะอร่อย ถึงจะสู้เนื้อวาฬไม่ได้แต่ก็หวานพอกัน”

 

“แต่เราไม่กินเนื้อโลมากันนะดีวาน มันกินไม่ได้”

 

“ทำไมจะกินไม่ได้” เขาสวนกลับ กระชับผ้าห่มที่คลุมร่างผมไว้ ก้มลงมาใกล้ๆ จนปลายจมูกเราคลอเคลียกัน “อะไรที่มีชีวิตอยู่ แปลว่ามันกินได้ทั้งนั้น”

 

“...”

 

“คุณเองก็เหมือนกัน ถ้าไม่เชื่อฟังคำสั่ง ระวังจะโดนกิน...เหมือนคนอื่นที่โดน”  

 

คำขู่นั่นทำผมอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู นี่เขาคิดว่าตัวเองเป็นอะไรถึงมาขู่เหมือนจะกินเนื้อมนุษย์ได้ ถ้าเกิดเขาทำแบบนั้นผมรับรองได้ว่าผมจะแจ้งความจับเขา เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปทำกัน เขาอาจจะกลายเป็นฆาตกรหรือโรคจิตชวนขนหัวลุกก็ได้

 

ซึ่งมันไม่ดีแน่ ผมรู้สึกราวกับตัวเองตกอยู่ในอันตราย

 

“คุณควรไปหาหมอจริงๆ” ผมส่ายหน้า ดันเขาออกไม่ให้มากอดตัวเองเอาไว้ เลียปากเล็กน้อยเป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย พร้อมกับเสยผมอย่างใช้ความคิด “นี่ผมต้องอยู่กับคนไม่ปกติเหรอเนี่ย ให้ตายสิ”

 

“ผมไม่ได้เป็นบ้า”

 

“แต่โคตรจะบ้าเลย” ผมตอบกลับพยายามพ่นลมหายใจผ่อนความกลัวของตัวเองให้ลดลง “ผมคิดว่าผมควรจะอยู่คนเดียวสักหน่อย ผมต้องทบทวนข้อเสนอของน้องชายคุณใหม่”

 

“ถ้าตกปากรับคำไปแล้ว คุณก็ยกเลิกไม่ได้”

 

“อะ...”

 

“ผมบอกแล้วไง คุณเป็นของพวกเราแล้ว โซล” ผมขมวดคิ้วใส่ ผมจำได้ว่าดีแลนไม่ได้พูดอะไรแบบนั้น เขาแค่ยื่นข้อเสนอให้บอกว่ามันจะดีกับตัวผมถ้ายอมรับมัน แต่เขาไม่ได้บอกว่าอะไรจะตามมาทีหลังหลังจากที่ผมยกเลิกสัญญากับเขา

 

ตอนที่ยินยอมรับ ผมก็ไม่ได้ถาม คิดว่าคงไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนใจไปได้ง่ายๆ เพราะผมไม่ใช่พวกที่ชอบกลืนน้ำลายตัวเองเท่าไหร่ แต่เจอแบบนี้ใครกันจะทนไหว

 

เสียดายที่ผมติดกับเขาแล้ว

 

“นอนพักซะ แล้วผมจะเอาอาหารมาให้”

 

“ถ้าคุณเอาเนื้อโลมาให้ผมกิน ผมจะฆ่าตัวตาย”

 

“คุณทำไม่ได้”

 

“…”

 

“เพราะคุณตายไปนานแล้ว” ทิ้งปริศนาไว้แค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป เมื่อคืนเขาก็บอกว่าผมตายไปแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น ถ้าเกิดผมตายไปจริงๆ ผมจะมีลมหายใจ มีชีวิตอยู่ไปไหนมาไหนอย่างนี้ได้ยังไง

 

หรือมันคือคำขู่ไม่ให้ผมคิดทำอะไร ?

 

เขาประเมินผมต่ำเกินไปแล้ว 

 

ดีวานหายตัวไปพักใหญ่แล้วขึ้นมาพร้อมกับซุปร้อน นาทีแรกที่เห็นผมจำเป็นต้องสำรวจว่าสิ่งที่เขาเอามาป้อนคืออะไร ถ้าเป็นเนื้อโลมาผมจะคว่ำมันใส่หน้าเขา ผมไม่มีทางกินสัตว์ที่ตัวเองเลี้ยงไว้ มันโหดร้ายเกินไปและผมก็ไม่ใช่โรคจิต

 

ดีหน่อยที่พอเห็นจริงๆ มันเป็นแค่ซุปเห็ด ผมไม่รู้หรอกว่าเขาทำเองหรือว่าเอามาจากไหน

 

แต่มันก็ดีกว่าการกินเนื้อโลมาใช่ไหมล่ะ

 

“กินเสร็จก็นอนพักอยู่ในห้อง ห้ามลงไปข้างล่างเด็ดขาด”

 

“คุณจะขังผมให้แก่ตายอยู่ที่นี่เลยหรือไง”

 

“ถ้าทำได้ผมจะทำ” กลอกตาไปทีให้กับคำตอบรับ ด้วยความที่ผมปวดตัวมากเลยไม่สามารถเดินไปดูที่หน้าต่างได้ว่าตอนนี้สระน้ำด้านล่างเป็นยังไง ถึงอย่างต่อให้เดินไปได้ผมก็ไม่อยากเดินไป ผมกลัวว่าจะเห็นอะไรที่ชวนขนลุกอีก “คุณต้องกินยาอะไรไหม ผมจะไปซื้อให้”

 

“แค่นอนพักก็คงดีขึ้น แต่ผมอยากได้ยาทาแก้รอยช้ำ”

 

“เอาไปทำไม?”

 

“สาบานสิว่าคุณไม่รู้” ผมมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง รอยกัดเต็มตัวขนาดนี้จะให้ผมปล่อยมันแห้งกลายเป็นแผลเป็นหรือไง “ผมไม่อยากให้ผิวผมช้ำไปมากกว่านี้ ถ้าคุณพอจะมีความเมตตาก็หายามาทาให้ผมหน่อย ซื้อผ้าพันแผลมาด้วยก็ได้ เพราะผมต้องเปลี่ยน”

 

“ผมต้องไปซื้อให้ตอนนี้?”

 

“คุณจะให้ผมไปซื้อเองก็ได้ เอากุญแจรถมาสิ” ผมแบมือขอเป็นการประชด เขาทำผมเจ็บขนาดนี้ยังมีหน้ามาถามอีกว่าต้องไปซื้อตอนนี้เหรอ ถ้าเกิดที่บ้านมันมี เขาก็ไปหยิบมาให้ผมก็ได้ จะมาทำให้ผมหงุดหงิดบ่อยๆ ทำไมนะผู้ชายคนนี้ แน่นอนว่าดีวานส่ายหน้า เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเปิดออกเพื่อดูว่าข้างในมีของอะไรไหม

 

ผมตักซุปเข้าปาก มองแผ่นหลังกว้างที่คั่นด้วยเสื้อที่เขาใส่ ผมจำได้ว่าเมื่อคืนเรากอดกันเยอะแค่ไหน จนผมคิดว่าตัวเองจะตาย แต่มันก็สนุกที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา

 

“ดีแลนน่าจะซื้อมาเมื่อวาน” ผมบอกเขาหลังจากนึกออกว่าเมื่อวานก่อนมาที่นี่ผมแวะซื้อของกับน้องชายเขา “มันน่าจะอยู่ในถุงเสื้อผ้า ผมไม่แน่ใจว่าเขาเอาไว้ที่ไหน แต่จำได้ว่าเขาเอาขึ้นมาเก็บข้างบน”

 

“งั้นมันก็ต้องอยู่ห้องนี้ เพราะอีกห้องเราเอาไว้เก็บของ”

 

“แปลว่าพวกคุณสองคนนอนร่วมห้องกันตลอดเลยเหรอ?” ผมกะพริบตามองเขาที่ชะงักไป ดีวานดูจะใช้เวลาคิดหน่อยทั้งที่คำตอบนี่มันง่ายมาก ถ้ามีห้องเดียวก็หมายความว่าพวกเขาใช้เตียงร่วมกัน หรือไม่คนในคนนึงก็นอนโซฟาข้างล่าง

 

“ไม่แยกห้องกันเลย?”

 

“คงงั้น” เขาพึมพำ “พวกเราไม่ค่อยได้กลับมานอนที่นี่เท่าไหร่ ก็เลยนอนด้วยกันได้”

 

“แล้วแบบนี้เวลามีเซกส์ไม่รำคาญกันตาย?”

 

“โซล”

 

“หรือว่าก็ทำกันสามคนแบบเมื่อวาน?” รอยยิ้มซุกซนเผยขึ้นบนใบหน้า แค่คิดว่าพวกเขาทำพร้อมกันกับใครสักคนผมก็รู้สึกวาบหวิวไปหมด เดี๋ยวนี้คนเรามีรสนิยมที่แตกต่างกันไป ถ้าโอเคที่เล่นหมู่ได้ มันก็ไม่เสียหาย แต่ผมจัดอยู่ในไทป์ที่ชอบนอนกับใครทีละคนมากกว่า เพิ่งจะทำกันสามคนเป็นครั้งแรกก็เมื่อคืนที่ผ่านมา

 

ซึ่งมันก็เร้าใจผมสุดๆ ไปเลย

 

“คุณชอบคิดอะไรไร้สาระ”

 

“ผมจำเป็นต้องรู้ข้อมูลของคนที่อยู่ด้วยกัน”

 

“คุณแค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ก็พอ” คำตอบนั้นทำผมกลอกตานิดหน่อย ผมไม่ชอบเวลาเขาพูดเหมือนว่าชีวิตผมไร้ค่าแค่ไหน ดีวานเดินไปที่โซฟาตรงหน้าต่างที่เห็นสระน้ำได้ เขาดูนิ่งสงบไม่แสดงความรู้สึกอะไร ขณะที่มือควานหาของในถุงที่ดีแลนซื้อวางไว้ ไม่นานนักก็หยิบมวนสีขาวออกมาจากด้านใน

 

พร้อมกับถุงยาที่ผมได้มาจากโรงพยาบาล

 

“แผลคุณเป็นไง?”

 

“เจ็บนิดหน่อย”

 

“งั้นคุณกินยาก่อนแล้วผมจะทำแผลให้”

 

“ให้ดีแลนมาทำดีกว่าไหม ผมว่าเขาน่าจะมือเบากว่าคุณ” มันไม่เชิงเป็นคำประชด แต่ผมจำเมื่อวานที่เขาเช็ดตัวผมแล้วใจร้ายใส่ได้ “ผมไม่อยากมีแผลเพิ่มถ้าคุณเป็นคนทำให้ ว่าแต่ดีแลนไปไหนผมไม่เห็นเขาตั้งแต่เช้า”

 

ดีวานไหวไหล่ วางอุปกรณ์ทำแผลไว้บนเตียงโดยไม่ตอบกลับ ท่าทีกวนประสาททำให้ผมอดย่นคิ้วใส่ไม่ได้ เขาจะทำตัวดีๆ กับผมสักห้านาทีมันจะตายหรือไง

 

และยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบโต้อะไร คนที่ถามถึงก็เปิดประตูเข้ามา

 

“ไงที่รัก เหมือนได้ยินว่าคุณถามถึงผม”

 

กึก !

 

“ขอโทษที่โผล่มาตอนนี้นะ เผอิญผมไปว่ายน้ำมา”

 

“ท่ามกลางเลือดของโลมาที่ตายน่ะเหรอ” ผมเลิกคิ้วใส่ ส่งผลให้เจ้าตัวยิ้มขำก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง ให้ผมกวาดตามองเรือนร่างสมส่วนที่มีเพียงกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวเท่านั้นที่ปกปิดช่วงล่างเอาไว้ เส้นผมสีน้ำตาลแนบลู่กับใบหน้าหากแต่เนื้อตัวไม่มีหยาดใส

 

กลับกันผมต้องขมวดคิ้วใส่

 

กลิ่นคาวเลือดคลุ้งตัวเขาเต็มไปหมด 

 

“เหม็นชะมัด”

 

“ผมจะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้”

 

“อย่าบอกนะว่าคุณลงไปว่ายน้ำกับโลมาที่ตายจริงๆ”

 

“เปล่าที่รัก ผมไปว่ายที่ทะเลมา”

 

“หา?”

 

“มีเรื่องสนุกให้ทำเยอะเลย เนอะดีวาน :) ”  

 

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกส่งมอบไปยังพี่ชายที่ยืนกอดอกอยู่ ดีวานกระตุกยิ้มบางๆ ขณะที่ผมได้แต่นั่งงงอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง เรื่องสนุกที่เขาบอกนี่หมายความว่าไงกัน ในทะเลมีเรื่องสนุกอะไรให้ทำนอกจากหนีความตายจากมัจจุราชที่ไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไหร่

 

และใช่ พวกเขาไม่ได้อธิบาย ดีแลนเลือกที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ส่วนดีวานก็เดินเอาชามซุปของผมไปเก็บ ขึ้นมาที่ห้องอีกทีก็ตอนที่น้องชายอาบน้ำเสร็จ

 

แล้วก็มาวุ่นวายกับแผลของผม

 

“แผลเต็มตัวเลยโซล คุณไปโดนใครกัดมาเนี่ย”

 

“สาบานสิว่าคุณไม่รู้” ดีแลนหัวเราะสนุกตอนที่ผมปลดเสื้อคลุมอาบน้ำลง เผยให้เห็นผิวขาวที่เต็มไปด้วยรอยฟันของพวกเขาสองคน มันทำให้ผมหงุดหงิดหน่อยๆ ไม่ใช่ว่าผมห่วงสวยแบบผู้หญิงหรือว่าอะไร แต่ผมเกลียดเวลาที่ขยับไปตรงไหน มันก็เจ็บไปซะหมด อีกอย่างผมก็ไม่ชอบให้ร่างกายมีแผลเป็นเท่าไหร่

 

มันเหมือนเสียความงามที่พระเจ้ามอบให้ไปยังไงยังงั้น

 

“คุณเจ็บไหม?”

 

“ทายสิ” ผมยียวนดีวานที่ไล้ปลายนิ้วกับแผลผม ยามความรุ่มร้อนแตะลงมันทำผมสะดุ้งหน่อยๆ นี่ยังไม่รวมกับผ้าผืนบางที่เขาชุบน้ำมาเช็ดตัวผมให้ เล่นเอาผมต้องกัดฟันข่มความเจ็บแสบที่เข้าเล่นงานไม่หยุดหย่อน ราวกับจะฆ่ากันให้ได้

 

ดีวานค่อยๆ เคลื่อนผ้ามาซับคอผมให้ จุดนั้นแหละที่ผมแสบมากที่สุด

 

“ผมเช็ดเองดีกว่า”

 

“คุณจะทำไม่ถนัด”

 

“แต่ให้คุณทำ ผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน”

 

“…”

 

“ผมแสบจะตายอยู่แล้ว” ผมหอบหายใจกัดฟันแน่นให้ร่างกายคุ้นชินกับลมที่ต้องแผล ไม่อยากบอกเลยว่าพอมันแห้งแล้วแสบขนาดไหน ทว่าแทนที่จะยื่นผ้าให้ ดีวานกลับมานั่งซ้อนด้านหลัง กักตัวผมไว้พลางทาบผ้าลงมาที่แผ่นหลัง แผ่วเบากว่าเมื่อกี้เป็นสองเท่า

 

ถึงอย่างนั้นผมก็เจ็บอยู่ดี เจ็บจนดีแลนที่นั่งอยู่ด้านหน้าต้องกดจูบลงบนหน้าผาก

 

“อดทนนิดนึงนะครับ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

 

“คุณไม่มีแผลก็พูดได้สิ”

 

“เห็นคุณเจ็บเราก็เจ็บเหมือนกันนะ”

 

“อึก...!”

 

“คราวหน้าจะอ่อนโยนกว่านี้ ผมสัญญาเลย” รอยยิ้มทะเล้นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา มาพร้อมกับการเกี่ยวก้อยสัญญาแบบเด็กๆ ผมเลยส่ายหน้าให้ราวกับไม่เก็ต หันมามองดีวานที่เช็ดซอกคอให้ผม ความรุ่มร้อนกดลงที่ปีกหลัง ปลอบประโลมความเจ็บช้ำให้ผมนิ่งงัน

 

ลมหายใจที่ผ่อนออกมาคล้ายกับความเหนื่อยหน่ายถูกแบกรับ ผมพยักหน้าให้กับดีแลนเป็นการตอบรับคำพูดนั้น ถึงมันจะเจ็บเวลาที่พวกเราทำกัน แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันรู้สึกดีมากแค่ไหน หนำซ้ำผมยังไม่รู้สึกรังเกียจหรือว่าอะไร

 

มันเป็นเฉพาะกับพวกเขาเท่านั้น

 

“เดี๋ยวผมทำแผลให้นะ ดีวานคงต้องเช็ดมันหน่อย”

 

“ถ้าคุณมือหนัก ผมจะฆ่าคุณให้ตาย”

 

“ถ้าคุณทำได้นะ” ผมสะบัดหน้าหนีดีวานนิดหน่อย ถึงอย่างนั้นก็ยอมยกแขนให้เขาแกะผ้าพันแผลอันเก่าออกให้ ผมเม้มปากแน่นยามความเจ็บแสบเกิดขึ้นเมื่อดึงผ้าออกไป แต่บางส่วนกลับถูกรั้งไว้เนื่องจากเลือดที่ไหลมันแห้งติด พอดีวานกระตุกมันเลยเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนต้องจิกเล็บลงกับหลังมือขาว เราสบตากันขณะที่เขาหอมแก้มผม

 

ผมไม่รู้หรอกว่าวิธีนี้มันช่วยให้ผมดีขึ้นตรงไหน มันเหมือนกับฉวยโอกาสตอนผมเจ็บอยู่มากกว่า

 

“แสบหน่อยนะโซล” ผมพยักหน้าให้ดีแลนที่บอกกล่าว เขาหลุบตามองเลือดที่ผ้าพันแผลเก่าก่อนจะทิ้งมันลงถังขยะ ดีวานบรรจงเช็ดแผลให้ผมช้าๆ ปาดเอาเลือดที่แห้งกรังออกไปจนหมด ผมได้แต่ส่ายหน้าให้กับแผลผม รู้สึกว่ามันช่างฟื้นตัวช้าจริงๆ “เจ็บไหม?”

 

“ไม่เท่าไหร่”

 

“ผมเลียให้คุณได้นะ ถ้าคุณไม่ว่า”

 

“ผมไม่อยากให้แผลผมติดเชื้อหรอกนะ” ดีแลนยิ้มขณะที่หยิบผ้าพันแผลใหม่มาคลี่ออก โอบตัวผมเล็กน้อยตอนที่พันผ้าให้ กลิ่นกายของเขาหอมขึ้นกว่าตอนแรกที่เข้ามาในห้องเยอะ มันทำให้ผมแปลกใจ “ตกลงว่าคุณไปว่ายน้ำที่ไหนมา”

 

“ยังไม่จบประเด็นนี่อีกเหรอ คุณนี่ขี้สงสัยจัง”

 

“แล้วผมผิดตรงไหนที่ถาม”

 

“แล้วถ้าผมไม่อยากตอบล่ะ?”

 

“ดีแลน”

 

“ผมมีสิทธิ์ไม่ตอบใช่ไหม พี่?” หันไปหาแนวร่วมที่อยู่ด้านหลังผม ดีวานไหวไหล่เป็นเชิงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในเวลาเดียวกัน ทว่าดีแลนก็ตีความว่าเขาเห็นด้วยตัวเองมากๆ เลยยิ้มหวานผิดที่ผมที่มุ่ยหน้าใส่ “ผมขออนุญาตไม่ตอบคำถามนี้นะที่รัก”

 

“ทำไมต้องทำให้มันดูยุ่งยากด้วย ผมก็แค่อยากรู้ว่าที่ทะเลมีอะไร”

 

“ก็มีฉลามไง”

 

“!!!!”

 

“วันนี้มันฆ่าคนตายอีกแล้วล่ะ เลือดสาดด้วยน้า คาวมากเลย” ผมเบิกตากว้างใส่คำพูดนั้น แต่เจ้าของมันกลับไม่เห็น เขาตั้งใจพันแผลที่เอวโดยไม่สังเกตเลยว่าหน้าผมซีดมากแค่ไหน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเย็นเฉียบ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ

 

ฉลามที่ไหนฆ่าคนอีกนะ นี่เขาล้อผมเล่นหรือเปล่า

 

“ดีแลน หุบปาก”

 

“หา?”

 

“นายทำโซลกลัว” ดีวานกดเสียงต่ำส่งผลให้น้องชายเงยหน้ามามองผม กวาดตามองทุกอณูความรู้สึกที่กระจายตัวชัดว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ผมเลียปาก หลุบตาต่ำพยายามซ่อนความรู้สึก “นายไม่ควรแหย่เขาแบบนั้น โซลเพิ่งจะเจอเรื่องไม่ดีมา”

 

“โธ่ที่รัก ผมก็แค่หยอกคุณเล่นเองนะ”

 

“อะ...”

 

“อย่าคิดมากสิ ที่ทะเลไม่มีอะไรหรอก จะมีแค่พวกปลาเล็กปลาน้อยที่คนเขาตกกัน เผอิญผมว่ายน้ำไปแถวนั้นแล้วโดนเลือดพวกมันเข้า ตัวผมเลยคาวไง” ร่างสูงพูดทีเล่นทีจริงทำเอาผมไม่รู้จะเชื่อได้ยังไง ดวงตาของเขาฉายแววสำนึกผิดหากแต่ก็ติดขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ มือหนาประคองหน้าผม เกลี่ยแก้มเบาๆ แล้วคลี่ยิ้มหวาน

 

แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกับกำลังมองดูมัจจุราชอยู่ยังไงไม่รู้

 

“เด็กดี อยู่กับพวกเราคุณไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย”

 

“แต่คุณทำให้ผมรู้สึกว่าการอยู่กับพวกคุณมันไม่ปลอดภัย”

 

“ไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าที่ที่มีเราแล้ว โซล เราปกป้องคุณได้”

 

“…”

 

“ไม่ว่าจะเป็นหรือจะตาย เราก็จะปกป้องคุณ” ผมไม่เข้าใจนัยแฝงในคำพูด แค่รู้สึกว่าเขากำลังให้สัตย์สาบานบางอย่าง ปลายนิ้วของผมถูกดีวานดึงไปจูบเบาๆ ขณะที่ดีแลนจูบลงบนหน้าท้องที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ ลูบไล้ต้นขาของผมที่โผล่พ้นเนื้อผ้าทำผมเชิดหน้า รับความรุ่มร้อนที่ก่อตัว “คุณจะมีความสุข จะสนุกเวลาที่ได้เล่น”

 

“อะ...อื้อ ดีแลน”

 

“เราจะทำให้คุณมีชีวิตต่อไปเอง”

 

“ดะ...ดีวาน”

 

“เพราะคุณคือของพวกเรา”  

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น