Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 10 : หนึ่ง สอง สาม

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 10 : หนึ่ง สอง สาม

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.4k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 10 : หนึ่ง สอง สาม
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 10 : หนึ่ง สอง สาม 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ถ้ามัจจุราชหยิบยื่นโอกาสให้คุณจะคว้ามันไว้ไหม?  

 

มันคงเป็นคำถามที่ทำให้ใครหลายๆ คนคิดหนัก เพราะการที่เราได้โอกาสตรงนั้น และอีกฝ่ายเกิดทวงคืนขึ้นมา ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่ากว่าที่เสียไปหลายเท่า คนส่วนใหญ่เลยเลือกที่จะปฏิเสธโอกาสนั้นเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่สงบสุขกว่า

 

แล้วถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่...

 

ถ้าเกิดมัจจุราชหยิบยื่นโอกาสเดียวที่คุณจะรอดตายได้ คุณจะรับโอกาสนั่นไว้ไหมครับ?

 

เอี๊ยด !

 

รถยนต์คันหรูที่ผมไม่สนใจยี่ห้อจอดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ดวงตาสีสวยกวาดมองไปทั่วเป็นการสำรวจสถานที่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวบ้านถูกสร้างให้มีขนานใหญ่ และมีน้ำล้อมรอบ อารมณ์เหมือนศูนย์วิจัยที่เชื่อมต่อกับพื้นดิน

 

ผมเลียปากไม่คิดว่าดีแลนจะร่ำรวยขนาดนี้ แต่ผมรู้สึกว่าที่นี่...

 

มีบางอย่างติดอยู่ในหัวผม

 

“คุณอยากลงไปไหม?”

 

“แน่นอน” ผมพยักหน้า คนขับรถเจ้าของใบหน้าคมคายเลยยิ้มรับ เขาลงจากรถอ้อมมาอีกฝั่งเปิดประตูให้ผมที่รับข้อเสนอนั้นราวกับโดนป้ายยา

 

ใช่ ผมมากับเขา ออกจากโรงพยาบาลโดยที่ไม่เสียเงินสักแดงเดียว แถมยังได้มาอยู่ที่ใหม่ซึ่งดีกว่าโรงบาลเป็นไหนๆ กลิ่นอายของทะเลทำผมเม้มปากแปลกใจ ตัวหน้าบ้านอยู่ห่างจากถนนเมนค่อนข้างไกลๆ ทว่าหลังบ้านกลับติดสถานที่ที่ผมไม่อยากเข้าใกล้มากที่สุด

 

“ผมไม่รู้ว่าบ้านคุณติดทะเล”

 

“คุณไม่ชอบเหรอ?”

 

“แค่ตอนนี้” ผมตอบกลับ ไม่หยี่หระเนื่องจากตัวเองมีทางเลือกไม่มาก เวลานี้สองทุ่มกว่าเราใช้เวลาเดินทางจากโรงบาลมาบ้านเขาค่อนข้างนาน จนผมยังแอบคิดเลยว่าเราขับรถข้ามประเทศหรือเปล่า เกาะก็มีอยู่แค่นี้ก็ไม่น่าจะนานเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งคือมาจากที่เขาพาผมเถรไถล

 

พาไปกินข้าวและซื้อเสื้อผ้าติดตัว

 

“ผมได้แผลจากมันค่อนข้างเยอะ”

 

“นั่นคงเพราะคุณชอบเอาตัวเองไปเสี่ยงมากกว่า”

 

“อะ...”

 

“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงคุณก็ต้องอยู่กับมันอยู่ดี” เขาหัวเราะ ท่าทีขบขันไม่ได้ทำให้ผมยิ้มตามเลยสักนิด กลับกันผมเลือกที่จะย่นคิ้วใส่ เจ้าตัวเลยแสร้งทำเป็นไปหยิบข้าวของที่ซื้อมาให้ ก่อนจะผงกหัวให้ผมเดินตามไปด้วยกัน “ไปกันเถอะ ป่านนี้พี่ชายผมคงรอแย่”

 

“คุณมีพี่ชายด้วยเหรอ?” เขาพยักหน้า “ไม่เห็นคุณเคยเล่า”

 

“ผมคิดว่าเคยพูดถึงเขาไปแล้วนะ คุณน่าจะลืมเอง”

 

“จริง?” ผมเลิกคิ้วพยายามนึกว่าเขาพูดตอนไหน ทว่าแม้จะค้นในความทรงจำมากเท่าไหร่ผมก็พบเพียงความว่างเปล่าเลยตัดใจไล่มันออกไป ผมไม่ได้มาอยู่กับเขาเพราะสนใจใคร ผมแค่ต้องการบ้าน ต้องการที่พักจนกว่าแผลผมจะหาย

 

อยู่ที่ไหนก็ได้ให้ไกลจากความรู้สึกเลวร้ายทั้งหมด

 

ดีแลนนำทางผมเข้ามาในบ้าน เดินบนทางเท้าที่มีน้ำขนาบข้าง จากตรงนี้ผมมองเห็นสระน้ำสีครามที่ค่อนข้างใหญ่ ภายใต้ความมืดมีเสียงคลื่นซัดฝั่งดังเคล้าคลอกันไป พาให้ผมพ่นลมหายใจอดกอดตัวเองไว้ไม่ได้ พยายามจะมองฝ่าความมืดผมก็ไม่เห็นอะไร

 

นอกจากพื้นน้ำในสระที่แหวกออกราวกับโดนครีบฉลามตัดผ่าน

 

“มีคนอยู่ตรงนั้น”

 

“พี่ชายผมชอบว่ายน้ำตอนกลางคืน” ร่างสูงยกยิ้ม เสตามามองผมอย่างขี้เล่น “เขาบอกว่าน้ำตอนกลางคืนมันเย็นกว่ากลางวัน คุณสนใจอยากลงไปเล่นกับเขาไหมล่ะ?”

 

“ผมคิดว่าแผลผมยังไม่ควรลงน้ำตอนนี้นะ”

 

“ผมก็เห็นคุณโดดประจำเวลามีแผล”

 

“ว่าไงนะ?”

 

“เปล่าครับ” ผมขมวดคิ้วใส่มั่นใจว่าเมื่อกี้ได้ยินเขาพึมพำอะไรสักอย่าง แต่เผอิญลมจากทะเลมันพัดเข้ามา ผมเลยยกมือขึ้นเสยผมตัวเองไม่ทันได้ฟัง ซึ่งแทนที่จะอธิบาย เขากลับปล่อยปริศนาทิ้งไว้ตรงนั้น พาผมเข้ามาในตัวบ้านที่โล่งกว้างกว่าที่ผมคิดไว้

 

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ของพวกเศรษฐีทั่วไป แต่บางชิ้นก็เหมือนของสะสมที่ผมเคยเห็นจากที่ไหนสักแห่ง บางทีเขาอาจจะซื้อมาจากแหล่งเดียวกับบ้านเก่าผมก็ได้

 

จะว่าไปก็นานแล้วที่ผมไม่ได้กลับไปที่นั่น

 

“คุณชอบไหม?”

 

“ก็สวยดี” ผมพยักหน้ากวาดตามองทุกที่ที่สายตาเลื่อนผ่านไปได้ “ผมนึกว่าข้าวของคุณจะเยอะกว่านี้สักอีก ดูคุณเป็นคนชอบปาร์ตี้”

 

“ไม่จำเป็นว่าเราต้องจัดที่บ้านนิ อีกอย่างพี่ผมค่อนข้างหวงบ้านผมเลยออกไปข้างนอกมากกว่า”

 

“เราถึงเจอกันที่ร้านเหล้า”

 

“และผมก็ติดคุณชะมัด” เขากัดปากคล้ายยั่วยวนให้ผมมีอารมณ์ตาม ผมเลยดันใบหน้าหล่อเหลาให้หันไปด้านข้าง สั่งให้เขาเอาของไปวางขณะที่ตัวเองก็สำรวจบ้านเขาไปด้วย ต้องยอมรับว่าที่นี่จัดอยู่ในโทนที่ถูกใจผม เป็นความเรียบหรูที่บ่งบอกถึงความมั่นคง

 

รวมถึงฐานะที่แสดงถึงตัวตนว่าเราอยู่ในฐานันดรไหน

 

ผมหยุดฝีเท้าตอนที่ดีแลนหายไป หันมาสนใจรูปครอบครัวที่ใส่กรอบตั้งไว้อยู่บนชั้นหนังสือ ดวงตาสีสวยไล่มองเด็กผู้ชายในรูป มันน่าแปลกใจที่พวกเขาไม่มีรูปตอนโตเลยสักภาพ พยายามมองหาก็พบเพียงแค่รูปเขากับเด็กอีกคนที่คาดว่าน่าจะเป็นพี่ชาย

 

ใบหน้าไม่ได้มีเค้าโครงเดียวกันเท่าไหร่ แต่ที่ผมสนใจคือรูปถ่ายครอบครัวเขามากกว่า

 

มีพ่อ มีแม่ แล้วก็เด็กผู้ชายสามคนที่สองคนแรกหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ ผมไม่แน่ใจว่านั่นใช่ดีแลนไหม เนื่องจากพวกเขาไม่มีเค้าลางเหมือนกันสักนิด ถ้าเกิดเขามีจริงๆ ผมจะแน่ใจได้ไงว่าคนที่ผมอยู่ด้วยคือดีแลนตัวจริง

 

นี่ผมกำลังถูกดึงเข้าเกมอยู่หรือเปล่า

 

“คุณมีอะไรสงสัยเหรอครับ”

 

“อ๊ะ!”

 

“ผมเห็นคุณจ้องอยู่นานแล้วนะ” เสียงทุ้มต่ำรั้งผมให้หันไปหา สบตาเข้ากับดีแลนที่ยกยิ้มเอ็นดูผม เจ้าตัวกอดอกขยับกายเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้าดูรูปที่ผมกำลังสนใจก่อนจะหันกลับมามองหน้ากัน ดวงตาสีดำแพรวพราวอีกครั้งไม่ต่างจากเสือมองเหยื่อ “คุณสนใจครอบครัวผมเหรอ?”

 

“ผมแค่สงสัยว่าคุณมีฝาแฝดหรือเปล่า เห็นในภาพมีแฝดอยู่คู่นึง”

 

“แล้วทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นผม?”

 

“เพราะผมไม่รู้จักพี่ชายคุณ” ผมไหวไหล่ มันดูเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้นที่สุดแล้ว “แล้วตกลงคุณมีฝาแฝดหรือเปล่า ถ้ามี ผมจะแน่ใจได้ไงว่าคุณคือตัวจริง”

 

“คงต้องวัดจากเซกส์คืนนี้”

 

“นี่”

 

“แต่เชื่อเถอะว่าผมไม่มี โลกนี้มีแค่ผมคนเดียว” เขาหัวเราะผิดกับผมที่มุ่ยหน้าใส่ เท่าที่ผมสังเกตดีแลนชอบทำเหมือนว่าอะไรๆ ก็สนุกไปหมด เขาทีเล่นทีจริงกับผมบ่อยจนผมอยากจะเขกกะโหลกเขาให้ความจำเสื่อมไปซะ “เด็กที่คุณเห็นคือพี่ชายผมเอง ไม่ใช่ผมหรอก”

 

“แบบนี้คุณไม่งงแย่เหรอว่าพี่คนไหนเป็นคนไหน”

 

“ไม่มีทางที่ผมจะงงได้”

 

“แต่พวกเขาหน้าเหมือนกันเกินไป”

 

“นั่นมันก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่”

 

“หา?”

 

“หนึ่งในพวกเขาตายไปนานแล้ว :) ”  

 

“ตายเหรอ...?” ผมทวนคำนั้นเสียงแผ่ว หัวใจคล้ายกับถูกบีบอัดอย่างแรงให้หยุดหายใจไปชั่วขณะ ดีแลนจับจ้องไปที่ภาพนั้น เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยภาพของเด็กคนนึงที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นคนที่ตายไปแล้ว “นานแค่ไหนกัน?”

 

“คงสักเจ็ดแปดปีได้มั้ง ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย” เขาทำหน้านึก ยิ้มขำเล็กน้อยคล้ายกับนี่คือเรื่องตลก “นานแล้วที่ผมไม่ได้สนใจ พอคุณพูดมันก็แอบคิดถึงเหมือนกัน”

 

“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่...สงสัยนิดหน่อย”

 

“ผมรู้ มันไม่แปลกถ้าคุณจะอยากรู้เรื่องของเราบ้าง”

 

“…”

 

“ก็เรารู้เรื่องของคุณมาเยอะแล้วนิ” เขายักคิ้วดูกวนประสาทแม้ว่าคำพูดก่อนหน้านี้มันจะเศร้ามากก็ตาม ผมว่าบางทีเขาอาจจะกำลังข่มความรู้สึกแย่ๆ ไว้ในหัวใจก็ได้ มันไม่ตลกอยู่แล้วเวลามีคนพูดถึงคนที่เรารักซึ่งตายไปแล้ว ขนาดผมเองยังไม่ชอบเวลามีคนพูดถึงพ่อแม่ผมเลย

 

มันน่าเจ็บปวดน่ะ

 

“นึกว่าคุณจะถามว่าเขาตายเพราะอะไรซะอีก”

 

“ผมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายใครทั้งนั้น คุณมีสิทธิ์ที่จะเล่าหรือไม่ก็ได้”

 

“งั้นคุณอยากรู้ไหมว่าเขาตายยังไง?”

 

“ผม...”

 

“เขาโดนฆ่าตายล่ะ” รอยยิ้มของดีแลนแลดูจะสนุกในคำพูดนั้น เขาละมือจากรูปมาเกลี่ยแก้มผมเบาๆ ก่อนจะผละออกไปเมื่อได้ยินเสียงประตูบานเกล็ดเลื่อนออก คาดว่าพี่ชายเขาคงขึ้นจากสระน้ำเรียบร้อย ขณะที่ผมยังสนใจคำพูดนั้นที่เหมือนตอกย้ำถึงการตายของครอบครัวผม

 

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาพูดจริงไหม แต่การบอกว่าโดนฆ่าตาย...

 

มันค่อนข้างสะเทือนใจผมเอาเรื่องเลย

 

“ไงพี่ เล่นน้ำตอนกลางคืนหัวโล่งดีไหม”

 

“ฉันได้กลิ่นคนที่นายพามา”

 

“หึ”

 

“มาเร็วดีนิ” เสียงทุ้มต่ำของพี่ชายทำร่างกายผมชะงัก จู่ๆ ก็รู้สึกหนาวสั่นขาทั้งสองรีบก้าวไปยืนจุดเดียวกับดีแลน นาทีนั้นหัวใจผมเต้นแรง กวาดตามองเรือนกายสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปค่อนข้างมาก เส้นผมสีดำแนบลู่กับใบหน้า กล้ามเนื้อทั้งร่างมีหยาดใสพร่างพรายเต็มไปหมด ผมกัดปากสบตากับเจ้าของเสียงทุ้มที่ถูกใจหมด

 

ในตอนนั้นมันเหมือนกับโดนมนต์สะกิด ผมเผลอเลียปากอย่างคนไม่เชื่อสายตา

 

“เป็นไปไม่ได้” ผมส่ายหน้าเสยผมขึ้นไปผิดกับดีแลนที่ยิ้มขำ “คุณต้องล้อผมเล่นแน่ เขาคือพี่ชายคุณ?”

 

“ใช่ ผมคิดว่าคุณน่าเคยเจอกันมาบ้าง”

 

“ดีแลน”

 

“คุณอยากรู้ไหมว่าเขาชื่ออะไร”

 

กึก !

 

“นี่ดีวาน พี่ชายสุดที่รักของผมเอง” เขาผายมือไปที่ร่างสูงใหญ่ ทว่าผมก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ใครจะคิดว่าคนใจร้ายที่ถูกผมไล่ไปเมื่อวานกับคนที่เช็ดตัวให้ผมวันนี้จะเป็นคนเดียวกับที่ดีแลนแนะนำอยู่ แถมสีหน้าเขาก็ไม่ได้มีความตกใจหรือตื่นตระหนกเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าผมกับดีแลนรู้จักกัน

 

งั้นแสดงว่าเขาหลอกผมมางั้นเหรอ?

 

“คุณหลอกผมเหรอ?”

 

“หลอกอะไรที่รัก ผมยังไม่ได้โกหกอะไรคุณสักคำ”

 

“คุณไม่บอกว่าเขาเป็นพี่ชายคุณ คุณบอกแค่ว่าจะพาผมมาอยู่ด้วยชั่วคราว”

 

“นั่นเป็นความคิดของดีวานเลยนะ”

 

“หา?”

 

“เขาบอกว่าคุณควรจะอยู่กับเรา มันดีกว่าที่จะอยู่คนเดียว” คิ้วผมขมวดกันแน่นยิ่งกว่าปมในหนังที่เคยดูซะอีก ดีวานไม่แม้แต่จะแก้ตัวสักนิด เขาทำแค่เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางผ้าอยู่ที่เก้าอี้มาเช็ดหัว ปล่อยผมเม้มปากแน่น พยายามประมวลผลว่าควรเอาไงต่อ ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าพี่ชายเขาจะเป็นใครหน้าไหน แต่ผมตกใจที่โลกมันกลมขนาดนี้ต่างหาก

 

และดีแลนยังพูดเองว่าดีวานเป็นคนเสนอให้ผมมาอยู่ที่นี่ แปลว่าเขาก็ต้องคุยกันเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก

 

“คุณไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอดีวาน?”

 

“แล้วคุณอยากให้ผมพูดอะไร”

 

“อะไรก็ได้ที่บอกว่าผมไม่ได้ฝันไป หรืออะไรก็ได้ที่บอกว่าพวกคุณไม่ได้กำลังหลอกผมอยู่” ดีวานส่ายหน้า เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผมจะตกใจแค่ไหน อย่างน้อยเขาก็ควรพูดว่าส่งน้องชายไปชวนผมมาอยู่ด้วยทำไม ก่อนหน้านี้เขายังใจร้าย และทำเหมือนว่าผมไม่มีหัวใจอยู่เลย “มันไม่ตลกเลยนะ”

 

“ผมก็ไม่ได้ตลก”

 

“อะ”

 

“มันคือการช่วยชีวิต” เขาตอบกลับเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ขณะที่น้องชายเขาเดินไปหยิบแอปเปิ้ลมากัด เท้าแขนกับเคาท์เตอร์ในครัวเพื่อมองดูว่าเราจะทะเลาะกันไปถึงไหน

 

จริงๆ จะเรียกว่าทะเลาะก็ไม่ได้ มันเหมือนกับการประชันฝีปากกันมากกว่า

 

เขาโน้มหน้าลงมา สบตากับผมในระยะประชิด ส่งผลให้ไออุ่นที่เขามีรินรดอยู่เหนือจมูกผม ริมฝีปากขยับพูดเป็นจุดเดียวที่ดึงดูดความสนใจ อยากจะหลุบตาแค่ไหนผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงทุ้มๆ นั่นมันชวนฟังขนาดไหน คล้ายกับมันมีเวทย์มนต์ให้เรายืนฟังจนกว่าจะตาย

 

เคล้าไปกับลมหายใจที่เริ่มไต่ลงมาจนอยู่เหนือเรียวปากของผม

 

“ถ้าคุณไม่รับข้อเสนอนี่ คุณก็ต้องติดอยู่กับเรื่องน่าสลด คุณอยากจมปรักอยู่กับความน่าสมเพชที่ช่วยเด็กคนนั้นไม่ได้เหรอ”

 

“คุณรู้ได้ไงว่าเขาไม่รอด?”

 

“ผมอาจจะฉลาดกว่าที่คุณคิดก็ได้” ผมไม่ชอบเวลามีคนมาจ้องหน้าผมนิ่งๆ ความเย่อหยิ่งเป็นชนวนชวนหงุดหงิดชั้นดี “คุณไม่ได้รอบรู้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ บางทีการเงียบก็ใช่ว่าจะโง่เสมอไป”

 

“คุณต้องการจะพูดอะไรกันแน่”

 

“เป้าหมายของเราคือการทำให้คุณมีชีวิตต่อไป”

 

“…”

 

“ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหน คุณก็ต้องทน” ไม่รอคำตอบจากปากผม ริมฝีปากร้อนระอุก็ทาบทับลงมาอย่างถือวิสาสะ ผมเบิกตากว้างมองคนใจร้ายที่บดเคล้าอย่างหนัก กัดปากผมเบาๆ ทว่าคราวนี้ไม่ได้ทำให้เลือดออกเหมือนตอนแรก เขาสอดลิ้นเข้ามา ตอนแรกผมขัดขืนแต่เขาก็แรงเยอะ แค่บีบปลายคางผมนิดนึงปากผมก็อ้าออกให้เขามาสัมผัส

 

เจ้าตัวดันร่างผมชิดกับขอบเคาท์เตอร์ที่ดีแลนเท้าคางมองอยู่ ได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ จากอีกฝ่าย ไม่มีการช่วยเหลือ มีเพียงแค่การมองดูอย่างมาดร้าย เขาเลียปากขณะที่พี่ชายเขากำลังกลั่นแกล้งผมอยู่ มันทำให้ผมไม่ชอบใจเอามากๆ

 

ผมเกลียดการอยู่ใต้ร่างคนอื่นเป็นที่สุด

 

“อื้อ” ผมครางในลำคอยามลมหายใจคล้ายจะหมด ดีวานละออกจากปากผมให้ผมได้กอบโกยอากาศเข้าไปในปอด แต่คราวนี้ผมไม่ยอมให้เขาเอาคืนผมหรอก ผมเป็นฝ่ายดันเขาชิดกับขอบโต๊ะ คล้องคอพร้อมกับเขย่งเท้าจูบเขา บดขยี้รุนแรงให้เขารู้ว่าเขาแกล้งผมนานไม่ได้

 

ผมไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมานั่งร้องไห้เสียใจที่โดนผู้ชายทำร้าย

 

ผมคือคนที่ไม่หวั่น แม้จะโดนจูบจนปากช้ำ

 

ผมคือโซล

 

โซล อิลเดนสัน เจ้าของศูนย์วิจัยกลางทะเลที่เลี้ยงเมกาโลดอนด้วยลำแข้งของตัวเอง นั่นแปลว่าการที่ผมจะอยู่เหนือพวกมันได้ ผมจะต้องฉลาดกว่าพวกมันเป็นร้อยเท่า ไม่ต่างจากการเอาชนะผู้ชายใจร้ายที่ไม่เปิดโอกาสให้ผมหวนกลับ

 

ผมจะต้องร้ายกว่าเขาให้มากกว่าที่เขาคิดไว้ให้ได้

 

“ผมชักอยากร่วมด้วยแล้วสิ” ดีแลนกระซิบตอนเขาพาตัวเองมาอยู่ข้างหลังผม ริมฝีปากร้อนกดจูบลงบนแก้มขาว ลากไล้ไปที่ท้ายทอยและแผ่นหลังผ่านเสื้อผ้า มือหนาบีบคลึงลงบนโค่นขา ขณะที่สะโพกผมถูกมือของดีวานขยำจนพอใจ ผมผละออก มองหยาดใสที่ยืดยาวเนื่องจากเราจูบกันนานเกินไป

 

ผมเห็นความปรารถนาในดวงตาของคนที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

 

มือบางลูบไล้แผงอกกว้างแล้วหยุดอยู่ที่กางเกงว่ายน้ำที่เขาสวมใส่ ดีวานเลียปากตอนที่ผมเอียงคอให้ดีแลนซุกไซ้ สีหน้าเย้ายวนนั้นทำให้ผมพอใจ ถึงขั้นสวมวิญญาณมารร้ายบอกกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงเชิญชวนว่า

 

“พาผมไปที่เตียง”  

 

ร่างกายผมถูกอุ้มโดนดีวาน เขาพาผมขึ้นมาที่ชั้นสองของบ้าน เข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำและแดงราวกับว่ามันคือที่คุมขัง แผ่นหลังปะทะเข้ากับเตียงนอนขนาดคิงส์ไซส์ ขณะที่ดีแลนตามมาปิดประตูให้ โดยไม่คิดจะเปิดไฟใช้เพียงแสงสว่างจากไฟข้างถนนที่ลอดผ่านลงมาทางหน้าต่าง ซึ่งความสว่างของมันมีน้อยมาก

 

ทำให้ผมเห็นพวกเขาเป็นเพียงเงาเลือนรางเคลื่อนไหวไปมา

 

“อื้ม” ผมครางในลำคอเพราะริมฝีปากยังเชื่อมติดกับดีวานอยู่ รู้สึกเหมือนเราจูบกันนานมาก ชนิดที่ว่าแลกเปลี่ยนลมหายใจเท่าไหร่ อากาศก็ยังไม่หมดไปจากปอดสักที ผมกัดปากเขา ละเลียดเลียเป็นการปลอบประโลม ลากมือไปทั่วอกกว้างให้เขาฉีกกระชากเสื้อผ้าผมเท่าที่พอใจ

 

“พี่จะรุนแรงไปแล้ว ดีวาน”

 

“อ๊ะ!”

 

“ถนอมเขาหน่อย” ดีแลนกระซิบผมไม่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไง รู้แค่ว่าเสียงของเขาฟังดูกำลังสนุกมากกว่าปรามพี่ชายให้อ่อนโยนกับผม จริงๆ ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะดีหรือใครจะร้ายกับผม ในเมื่อเลือกที่จะมีเซ็กส์แล้ว ยังไงก็ต้องอดทนรับมันไปให้ได้

 

อีกอย่างเขาก็เป็นพี่ชายดีแลน ผมเลยค่อนข้างมั่นใจว่าลีลาของพวกเขาจะได้ใจผมเหมือนกัน

 

หรืออาจจะดีกว่าล้านเท่าถ้าเราทำพร้อมกันสามคน

 

“คุณใจร้อนชะมัด” ผมบอก มองคนที่ดึงเศษซากของเสื้อที่ผมใส่โยนลงไปที่พื้น ลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่เหนือแผ่นอก มันทำให้ผมกัดปากรู้สึกว่าร่างกายกำลังตอบสนองกับฝ่ามือหนา กายบอบช่วงบนถูกพรมจูบทั่วทุกที่เท่าที่จะทำได้ ขณะที่ดีแลนกำลังถอดกางเกงผมออกไป

 

น้องชายของคนใจร้ายกัดเบาๆ ที่โค่นขาผม บีบขยำผิวขาวให้ขึ้นสีระเรื่อไม่ต่างจากพี่ชายที่หิวกระหาย ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจยามปลายนิ้วลากไล้ไปตามบาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าพันแผลสีขาว ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันมีเลือดซึมออกมาบ้างไหม แต่ดูดีแลนจะพอใจ

 

“จะทำยังไงให้เลือดคุณไม่ออกดี” เขาถามก่อนที่ร่างสูงอีกคนจะกดจูบลงตรงนั้น ดีวานปลอบขวัญมันเป็นการกระทำที่ดูอ่อนโยนที่สุดตั้งแต่ผมมา

 

แต่ใครจะรู้ว่านั่นคือจุมพิตของปีศาจ

 

เพราะทันทีที่เขากดจูบลงตรงนั้น คมเขี้ยวขาวก็ฝังลงเนื้อมันก่อนที่ดีแลนจะขยับตัวมากระซิบข้างหูผมว่า

 

“เราจะทำให้คุณคลั่งตายไปเลย ที่รัก”  

 

ผมสัมผัสได้ถึงหยาดเลือดที่ไหลจากบาดแผล ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าดีวานคงจะใจดีกับผมได้ไม่นานนัก เขาเป็นแบบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันผิดกับน้องชายเขาที่จะอ่อนโยนกว่า แต่จะว่าอย่างนั้นก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะเวลาคนเราจะมีเซ็กส์น่ะ...

 

มันสวมวิญญาณเสือร้ายทุกคน

 

ผมกัดปากแน่น ลมหายใจเริ่มหอบถี่ ดีแลนจับผมให้ไปนอนทับบนตัวเขา ขณะที่ดีวานจับขาผมให้อ้าออก พรมจูบตั้งแต่แผ่นอกไล่ต่ำลงไปช้าๆ แวะไปเลียเลือดที่ตัวเองทำแผลไว้ เขาเหมือนกับแวมไพร์ที่รอเวลากินเหยื่อที่ยินยอมใจ และใช่ ผมคือเหยื่อของพวกเขาในค่ำคืนนี้

 

“เป็นเด็กดีนะโซล”

 

“อ๊ะ อ๊า”

 

“ใช่ ให้พี่เขาสำรวจร่างกายหน่อย” ผมเลียปากจิกเล็บเข้ากับกล้ามแขนของดีแลนที่จับตัวผมไว้ ดีวานกำลังก้มหน้าต่ำลงไป ลมหายใจอุ่นร้อนป้วนเปี้ยนอยู่ที่กลางกายผม ในความมืด ผมเห็นดวงตาสีดำหลุบลง แววตาที่วาวโรจน์ทำเอาหัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นส่ำ

 

มือของดีวานจับโค่นขาผมไว้แน่น บีบเค้นหนักหน่วงจนขึ้นสีแดงระเรื่อเป็นรอยมือ ทว่ายิ่งเขารุนแรงมากเท่าไหร่ ร่างกายผมกลับตอบสนองมากขึ้นเท่านั้น เขาแกล้งพ่นลมใส่ซอกขาผมเบาๆ ก่อนที่ผมจะสะท้านเมื่อรับรู้ถึงปลายลิ้นร้อนชื้นที่กำลังโลมเลียอยู่ตรงนั้น

 

“อื้อ อ๊า!” ผมหลุดคราง ส่วนอ่อนไหวถูกปลุกเร้าจนแข็งขืน ดีวานครอบครองมันทันทีที่มันชูชันชี้หน้าเขา ขบกัดเล็กน้อยให้ผมดิ้นเร่า ลมหายใจขาดห้วงแทนที่ด้วยความเสียดเสียวที่พุ่งสูง “อื้อ อ๊ะ อ๊า”

 

“เสียงคุณเซ็กซี่ชะมัด”

 

“ดะ...ดีแลน”

 

“ชู่ว ไม่ต้องเรียกชื่อผมที่รัก

 

“อ๊า”

 

“เรียกชื่อเขา” ดีแลนกระซิบเสียงของเขาฟังดูยั่วยวนมากในตอนนี้ ผมหลุบตาต่ำ มือขยุ้มเรือนผมสีเข้มของดีวานขณะที่เขาปรนเปรอส่วนนั้นให้อย่างเต็มใจ โพรงปากร้อนกำลังโอบอุ้มระคนรูดรั้งไปพร้อมกัน แรกเริ่มมันเนิบช้า สักพักก็เริ่มบีบปากให้แน่นขึ้นเพื่อขยับในจังหวะที่ถี่กระชั้น ผมเชิดหน้าครวญครางลั่นด้วยความสุขสม ดีแลนเลยก้มลงมาจูบผมเป็นรางวัล

 

ลิ้นชื้นถูกสอดเข้ามาเก็บเกี่ยวความหวาน บดเคล้าให้ผมตอบรับเช่นทุกครั้ง ผมได้ยินเสียงน้ำลายที่ถูกแลกเปลี่ยนกัน ไม่ต่างจากช่วงล่างที่กำลังถูกลิ้นร้อนกลั่นแกล้งอย่างหนัก ดีวานผละออก ยกสะโพกผมขึ้นสูงขึ้นเพื่อเปลี่ยนที่เลียใหม่

 

ผมกัดปากเนื้อตัวสั่นไหวยามปลายลิ้นไปวนไล้ช่องทางสีสวย ความรู้สึกเสียวซ่านโจมตีผมอย่างหนักให้ตอดรัดสิ่งที่แทรกเข้ามาในกาย มือของเขายังคงขยับส่วนหน้าให้ ส่วนอีกมือก็สอดเข้ามาด้านในพร้อมกับลิ้นที่เป็นใบเบิกทาง

 

“อื้อ อ๊า ดีวาน”

 

“คุณชอบใช่ไหมที่รัก” ดีแลนกระซิบถาม เขาบดขยี้ยอดอกผมด้วยเรียวนิ้วร้อนผ่าว แค่สะกิดมันเบาๆ มันก็แข็งสู้มือเขาส่งผลให้เขาเริ่มนิสัยใจร้ายที่ผมรู้จัก “ผมอยากเลียมัน”

 

“งั้นก็ถอดกางเกงคุณสิ”

 

“หืม...?”

 

“ผมเองก็อยากเลียเหมือนกัน” ผมตอบกลับเสียงสั่นสบตากับเขาผ่านความมืด ทว่าก็ได้ยินเสียงหัวเราะเป็นคำตอบ ต่อด้วยเสียงซิปที่รูดลงให้ผมเป็นฝ่ายล้วงมือเข้าไปในกางเกงของเขา ความรุ่มร้อนถูกส่งผ่านเข้ามาในปาก ลึกเข้าไปถึงลำคอไม่ต่างจากคราวก่อนที่ทำกัน ดีแลนดูดดุนยอดอกผมเป็นการส่วนกลับ ตอนนี้ผมเลยเหมือนโดนมัจจุราชดักไว้สองทาง

 

ถ้ามองข้างบนจะเจอดีแลน ถ้ามองข้างล่างจะเจอดีวาน

 

เสียงรสสัมผัสที่ส่งผ่านมาฟังดูหยาบโลนยิ่งกว่าอะไร ผมครางกระเส่า ก้านนิ้วยาวกระทบกับจุดเร้าข้างใน ผมเลยเอาคืนโดยผ่านน้องชาย ขบกัดกายใหญ่ที่คับแน่นอยู่ในปากผม มือหนาของดีวานบีบขยำไปทั่วสะโพก เขารัวลิ้นเร็วขึ้น ส่วนดีแลนก็เคลื่อนต่ำไปครอบครองส่วนนั้นให้ผม

 

ผมคล้ายกับจะตายเพราะพวกเขาสองคน แต่แล้วผมก็ต้องผละออกจากกายของดีแลน

 

บางอย่างถูกสอดเข้ามา

 

“อื้ม~”

 

“อ๊า ดีวาน!”

 

“ผ่อนคลายสิ” เจ้าตัวบอกเสียงนิ่งขณะที่ฝังกายเข้ามาในตัวผม วินาทีนั้นคล้ายกับตัวผมจะฉีกออกจากกัน ผมเบิกตากว้าง ความรุ่มร้อนที่ใหญ่กว่าผู้ชายที่ผ่านมาเหมือนจะฆ่าผมให้ตายซะตรงนั้น ถึงจะพอๆ กับดีแลน แต่ผมรู้สึกว่าพอเข้ามาด้านในมันกลับขยายตัวขึ้น ดีแลนคงรู้ว่าผมเจ็บเลยพยายามปรนเปรอให้ผมรู้สึกดีขึ้น

 

หยาดใสไหลผ่านหางตา หยดลงบนที่นอนตอนที่ผมเงยหน้ามองเพดาน ลมหายใจผมติดขัด ดีวานโถมกายมาหาผมทำให้ดีแลนต้องผละมาเป็นเตียงให้ เขาจับขาผมให้อ้าออก รูดรั้งส่วนอ่อนไหวและยอดอก กดจูบลงบนซอกคอผิดกับพี่ชายเขาที่จับเอวผมไว้ แทรกกายดุดันเข้ามาหาราวกับหิวกระหาย

 

ดีวานก้มลงมาจูบผมอีกครั้งปลอบประโลมที่ทำผมร้องไห้ ทว่าผมไม่ได้เสียใจ มันก็แค่ความเจ็บชั่วครู่ที่เดียวสักพักผมก็จะคุ้นชิน และสนุกกับมันเหมือนที่เป็นมา ผมยอมให้เขาแลกเปลี่ยนหยาดหวาน เลียปากเขาเบาๆ เป็นการตอบรับว่าผมไหว

 

ดูเหมือนตอนนี้แผลที่เอวผมแลดูจะเบาบางไปเมื่อเทียบกับคมเขี้ยวร้าย

 

งับ !

 

“อึก!” พวกเขากัดผมพร้อมกัน จุดแรกคือดีวานที่ฝังเขี้ยวตรงลาดไหล่ อีกที่คือดีแลนฝากไว้ที่ปีกหลัง แลบลิ้นเลียเล็กน้อยให้ผมโฟกัสกับความเจ็บช้ำมากกว่าข้างล่างที่เขาดันเข้ามาจนสุด เราหอบหายใจ ผมสบตากับเขาผ่านความมืด รู้สึกเหมือนจะวูบแต่ก็ฝืนตัวเองเอาไว้

 

ผมลูบแผ่นอกกว้างจับตรงโค่นกายร้อนเพื่อดันมันให้เข้ามาลึกอีก เผลอปลดปล่อยใส่หน้าท้องเขาเพราะดีแลนเป็นคนคุมเกมตรงนั้นไว้ เขาแตะไปชิม กระซิบบอกผมว่ามันหวานแค่ไหนก่อนที่ผมจะจิกเล็บลงกับแผ่นหลังของดีวาน

 

เกมของเขาเริ่มขึ้นแล้ว

 

“อื้อ อ๊ะ อ๊า ดีวาน”

 

“แน่นชะมัด”

 

“พี่ต้องใจเย็นๆ”

 

“อ่าห์” เสียงครางต่ำที่บอกถึงความพอใจทำหัวใจผมสั่นไหวยามเขาย้ำกายดุ ดีวานเหมือนคนคุมตัวเองไม่ได้ เขากระแทกความร้อนเข้ามาในร่างผม เนิบช้าสลับกับร้อนเร่าพาให้ผมหลังไม่ติดเตียง ดีแลนเลยต้องจับตัวผมไว้ กายร้อนของเขาถูกับข้างขาของผม ขณะที่ภายในตอดรัดกายใหญ่ของดีวาน ผมกัดปากพยายามกลั้นเสียงเพื่อที่พวกเขาจะได้รู้สึกว่าพวกเขาข่มเหงผมไม่ได้

 

แต่ด้วยความต้องการผมกลับทนไม่ไหว ดีวานสอบเอวหาผมอย่างหนัก เขาทำให้ดีแลนที่อยู่ข้างล่างแลดูจะเคลื่อนตามไปพร้อมกับกายผม พลิกตัวให้นอนคว่ำลง กดหัวให้จูบไปตามกายของดีแลน ครอบครองส่วนนั้นของเขาอีกครั้งเป็นการบรรเทาความเสียวซ่านที่อีกฝ่ายมอบให้

 

ดีแลนขยุ้มเรือนผมของผมไว้ เขาดูพอใจขยับตัวมาเป็นคุกเข่าเพื่อกระแทกกายเข้ามาในปากผม ดวงตาสวยเบิกกว้างเมื่อมันล้วงลึกเข้าถึงลำคอ เล่นเอาหยาดใสในไหลเปรอะเปื้อนไปทั่วขอบปาก ผมหายใจไม่ค่อยออก ถึงอย่างนั้นก็ยอมให้เขาทำกันทั้งสองทาง ดีวานกอดกายผมจากด้านหลังเร่งเร้าให้ส่วนแข็งขืนของเขาโจนจ้วงอยู่ในร่าง

 

“ดีชะมัด”

 

“ผมบอกแล้ว” ดีแลนหัวเราะ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาดูชอบขนาดนั้น “สนุกไหมที่ได้ทำกับพวกเรา มันดีกว่าที่คุณคิดไว้ไหม โซล”

 

“อื้อ!”

 

“คุณดูสนุกนะที่รัก” ผมส่งเสียงครางอู้อี้เนื่องจากดีแลนอยู่ในปากผม มือของดีวานไล้ต่ำไปจับตรงนั้น รุดรั้งให้พร้อมกับสอบกายเข้าหา ผมเจ็บแผลนิดหน่อยมีผลมาจากการกระแทกกายอย่างหนัก ไม่นานนักก็ปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ตอดรัดให้ร่างสูงเสร็จในกายพร้อมกันทั้งสองคน “อ่าห์”

 

“อ๊า!” ผมหอบหายใจ หยาดขาวข้นไหลทะลักทั้งจากปากและช่องทาง มันไหลย้อยลงไปตามขาขณะที่ดีแลนจับผมให้พลิกกายไปหาดีวาน ผมกดเขาให้นอนลง จับส่วนอ่อนไหวของเราสองคนมารูดรั้งพร้อมกัน ดีแลนฝังกายเข้ามาในช่องทางผม เขาเริ่มสอบกายแม้จะรู้ว่าผมเพิ่มเสร็จไป

 

แต่ผมไม่เคยหยุดพักเวลามีเซ็กส์จนกว่าตัวเองจะรู้สึกไม่ไหว

 

ผมแลบลิ้นเลียหยาดใส มือก็ปรนเปรอให้ดีวานด้วยความยินดี หนำซ้ำการได้ยินเสียงครางต่ำของคนที่ดึงผ้าพันแผลที่คอผมออก เพื่อฝากฝังรอยแดงก็เหมือนเพิ่มความกล้าของผมให้เพิ่มขึ้น ผมตอดรัดร่างกายของดีแลน ดูดกลืนจนเขาต้องไซ้ซอกคออีกฝั่ง

 

ร่างกายผมเต็มไปด้วยหยาดเหนียวข้นคลั่ก มือที่ช่วยตัวเองพร้อมกับดีวานกลายเป็นต้องให้อีกฝ่ายคุมเกมอีกครั้ง เสียงเนื้อกระทบเนื้อจากด้านหลังฟังดูหยาบโลนยิ่งกว่าในหนังอีโรติก ยิ่งดีวานรูดรั้งรัวเร็วผมนี่แทบไม่ต้องคิด เพราะเวลานี้พวกเราแทบหลอมละลายเป็นคนคนเดียวกัน

 

“อึก อย่ากัด”

 

“ถ้าไม่กัด ผมจะคุมตัวเองไม่อยู่”

 

“มันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือไง คุณเหมือนจะฆ่าผมให้ตาย”

 

“ดีแลนบอกแล้วไง”

 

“อ๊า!”

 

“เราจะทำให้คุณคลั่งตายไปเลย” ผมโถมกายไปหาดีวาน ตอนที่ดีแลนยกสะโพกผมให้สูงขึ้น เขาสอบกายดุดันยิ่งกว่าตอนแรกเป็นสองเท่า มันทำให้ผมต้องหาที่เกาะไม่งั้นร่างกายตัวเองคงละลายหายไปสิ้น ผมหันไปจูบกับเขาอีกทีขณะที่ดีวานซุกไซ้ซอกคอผม คมเขี้ยวของพวกเขายังคงฝังไปตามทั่วเนื้อตัวราวกับว่าการทำรอยมันไม่เท่ากับการกัด

 

ผมโอบรัดกายของดีแลนจนเขาเสร็จในตัวผม ก่อนจะยกสะโพกให้ผมกดลงตัวกายของดีวานอีกครั้ง ผมเม้มปาก น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ความสุขสมมาพร้อมกับความเสียวซ่าน หนักหน่วงจนผมห้ามน้ำไม่ไหว ผมได้ยินเสียงดีแลนหอบหายใจ เขาช่วยผมเคลื่อนกายอยู่บนตัวพี่ชายตัวเอง

 

“อ๊า!” ผมครางลั่นยามดีวานสวนกายใส่ ดีแลนเลยไล้จูบต่ำไปทั่วแผ่นหลังฝากฝังรอยเขี้ยวไว้ไม่ต่างจากคนใจร้าย พวกเขาไม่สนใจเลยว่าผมจะเจ็บแค่ไหน พวกเขาจะกลั่นแกล้ง ทำให้ผมขาดใจตาย ร้องไห้ซ้ำๆ อยู่บนตัวเขาไม่ต่างจากพวกขี้แพ้ “พะ...พอ พอสักที เลิกกัดผมได้แล้ว”

 

“ทำไม คุณเจ็บเหรอ?”

 

“อ๊ะ อ๊า”

 

“ก็ดูคุณรู้สึกดีออกนี่” ดีวานตอบกลับตบมือลงกับสะโพกให้ผมตอดรัดกายเขาแน่นขึ้น “อีกอย่างเจ็บก็ไม่ถึงกับตายนี่”

 

“แต่คุณจะรุนแรงกับคู่นอนคุณขนาดนี้ไม่ได้”

 

“แต่คุณก็ชอบไม่ใช่หรือไง”

 

“ดีแลน...!”

 

“คุณชอบใช่ไหมเวลาที่พวกเราใจร้ายน่ะ” ร่างสูงขบขัน ยกตัวผมขึ้นให้ไปนั่งตัก พี่ชายเขาเลยลุกขึ้นตามมาย้ำกายใส่ผมอีกครั้งอย่างหน่วงหนัก วินาทีนั้นผมกอดพวกเขาไว้มั่น ร่างกายเหมือนจะแตกออกจริงๆ ยิ่งกว่าตอนแรก “ไม่เป็นไรนะที่รัก คุณอาจจะรู้สึกเหมือนจะตาย มันก็แค่ตอนนี้เท่านั้น”

 

“อ๊า!”

 

“เพราะจริงๆ คุณตายไปนานแล้วต่างหาก”

 

“!!!!”

 

“ตายในปากของพวกเรา” ผมไม่รู้ความหมายที่แฝงไว้ในคำพูดนั้น สมองของผมขาวโพลนไม่คิดอะไรเลยนอกจากเรียกชื่อของพวกเขาสลับกัน พวกเขาผลัดเปลี่ยนเวียนเข้ามาในตัวผม ฝากฝังรอยแดงและรอยฟันไว้ให้จนผมคลั่งตามที่เขาบอก

 

ผมไม่เคยเจอเซ็กส์ที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อน โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขากินผมพร้อมกัน

 

มันเหมือนกับดึงผมขึ้นสวรรค์แล้วฉุดลงนรกในเวลาเดียว

 

“คุณเป็นของเราแล้ว”  

 

ราวกับมัจจุราชดูดกลืนวิญญาณ

 

ร่างกายผมคล้ายจะฉีกขาดยามความร้อนรุ่มเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบาปราคะมันทะลักทำให้กายนี้จมดิ่งลงสู่ความเจ็บปวด และความสุขสม น้ำตาของผมหยดลงบนที่นอน ผสมกับเหงื่อกาฬของกิจกรรมที่ทำไป ผมไม่รู้เลยว่าใช้เวลานานแค่ไหน รู้แค่ว่าผมหมดสติไป

 

หลังที่โดนกัดจนเจ็บทั้งตัว

 

“อือ…” แสงแดดช่วงสายทำลายห้วงนิทรา เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมไม่ฝันถึงอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดดำ ไม่มีภาพ ไม่มีเสียง มีเพียงแค่ความรุ่มร้อนที่โอบกอดไปทั้งร่าง สิ่งแรกที่ผมสัมผัสคือความร้อนจากแดดที่ส่องผ่านมา และความเจ็บปวดที่ร้าวไปทั้งร่าง

 

ผมนึกว่าตัวเองฝันไป ไม่คิดว่าจะเจ็บหนักขนาดนี้

 

ประจำทำกับแค่คนคนเดียวก็ว่าเมื่อยตัวจะแย่ แต่ก็ยังพอมีแรงที่จะไปทำอย่างอื่นได้ ทว่าพอมาทำพร้อมกันสามคน มันเกินกว่าคำว่าปวดร้าวไปเยอะ ให้ความรู้สึกเหมือนโดดลงไปกลางฝูงฉลามให้มันฉีกกระชากร่างตามใจชอบ

 

ผมรู้สึกแบบนั้นตอนที่พวกเขากัดตัวผม นัยน์ตาสวยหลุบมองรอยกัดตามตัว บางจุดมีคราบเลือดติดอยู่ พอรวมกับแผลที่มีอยู่ ผมเลยรู้สึกเหมือนใกล้ตายเต็มทน

 

ทำเอาผมอยากคิดใหม่ว่าผมคิดถูกไหมที่ตัดสินใจอยู่กับพวกเขา

 

ผมแลดูจะเจ็บตัวหนักกว่าตอนอยู่ที่โรงพยาบาลสักอีก

 

‘เราจะทำให้คุณคลั่งตายไปเลย’  

 

‘เจ็บไม่ถึงกับตาย’  

 

‘คุณตายไปนานแล้ว’  

 

“ปวดชะมัด” ผมพึมพำข่มความเจ็บที่ทำเอาน้ำตาคลอเบ้า นึกถึงคำพูดพวกนั้นที่พวกเขาฝากฝังไว้ในหัวผม ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเท่าไหร่หรอก ตอนนั้นก็สนใจแค่ความสุขสมเท่านั้น ผมถอนหายใจสลัดความเหนื่อยหน่ายก่อนจะสูดกลิ่นกลิ่นคาวของเลือดที่คลุ้งอยู่ทั่วเตียงที่ผมนอนอยู่ ผมคิดว่าน่าจะมาจากตัวผม แทบจะทุกส่วนของร่างกายที่บอบช้ำ ผมไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะกัดผมแรงขนาดนั้นทำไม

 

ทว่าก็ไม่มีคำขอโทษอะไร พอกวาดตามองไป...

 

ก็พบว่าในห้องไม่มีใคร นอกจากผมกับเลือดตัวเอง 

 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น