Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 9 : การเอาคืน

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 9 : การเอาคืน

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.6k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 9 : การเอาคืน
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 9 : การเอาคืน 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ผมเห็นความกรุ่นโกรธในดวงตานั้น มันวาวโรจน์ยิ่งกว่าทะเลต้องแสงตะวัน ซึ่งมันทำให้ผมยกยิ้มขำ การกวนประสาทคนที่ว่าเราได้ถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของผม เพราะนานแล้วที่ผมไม่ได้ยั่วโมโหใคร เว้นเอริคตอนที่ผมอยู่ศูนย์วิจัย

 

จริงๆ จะเรียกว่ากวนโมโหไม่ได้ มันเหมือนการเอาคืนที่เขายั่วประสาทผมมากกว่า

 

“เริ่มเลย” ผมกระซิบแนบชิดริมฝีปากค่อยๆ ดึงเชือกที่ผูกไว้ ปล่อยให้เสื้อผู้ป่วยที่ใส่หลุดลงจนเห็นกายขาว คนตรงหน้าหลุบตาต่ำ เหม่อมองร่างกายที่ไม่ว่าใครก็ปรารถนา มีเพียงผ้าพันแผลที่เอวเท่านั้นที่เกะกะลูกตา

 

แต่ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก

 

ผมกัดปากตัวเองเล็กน้อยล้มตัวลงนอนให้เขาทำอะไรสักอย่าง เจ้าตัวเลยผ่อนลมหายใจแล้วเดินไปหยิบผ้า ชุบมันกับน้ำบิดให้มาดแล้วกลับมาหาผม นัยน์ตาผมหลุบลงมองมือหนาที่ไล้ผ่านไปตามตัว เริ่มต้นแต่ต้นคอลากยาวไปที่ลาดไหล่ ก่อนจะไล่ต่ำลงไปผ่านแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ

 

หยุดอยู่เหนือบาดแผลราวกับชั่งใจ...

 

“คุณอยากถอดกางเกงผมไหมล่ะ?” ผมถาม สีหน้าท้าทายแลดูจะทำให้เขาหงุดหงิด ไม่มีใครอยากให้คนที่ไม่รู้จักมาเช็ดตรงส่วนนี้ ทว่านี่คือการเดิมพันว่าเขาจะทำได้อย่างที่ผมหวังไหม

 

ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ เขาก็จะทำได้ด้วยหน้านิ่งๆ แต่ถ้าเขาคิดไม่ดี...

 

ร่องรอยที่ดีแลนทำไว้จะถูกซ้อนทับ

 

“ถ้าคุณเอาแต่คิดนาน ผมคงหนาวตายซะก่อน”

 

“ผมควรเช็ดหลังให้คุณ” เขาเบี่ยงเบนประคองให้ผมขึ้นมานั่ง แทนที่จะเดินไปด้านหลัง เขากลับเลือกจะอ้อมมือไปจัดการให้ สภาพก็เลยเหมือนว่าเขากำลังกอดผมไว้ ให้ผมได้ซึมซับไออุ่นและกลิ่นกายที่ต่างจากผู้ชายทั่วไป

 

กลิ่นของเขาคล้ายกับของดีแลนชะมัด

 

“คุณจะกอดผมไว้ก็ได้นะ” เขากระซิบไม่รู้เลยว่าริมฝีปากเขาใกล้กับใบหูผมขนาดไหน ผมเอาแต่จับจ้องซอกคอขาวที่ไม่มีริ้วรอยอะไร ขณะที่เขากำลังใช้ผ้าไล้ไปตามกระดูกสันหลัง เผลอแอ่นกายยามปลายนิ้วสัมผัสลงตรงนั้น คล้ายว่าเขากำลังสำรวจว่ามันมีมากน้อยแค่ไหน

 

ได้ยินเสียงกระซิบนับเลขเบาๆ ก่อนที่ปลายนิ้วยาวจะเลื่อนผ่านไป

 

และแตะลงที่ขอบกางเกง

 

“คุณเล่นเกมเก่ง” ผมหัวเราะทำเขาชะงัก “คุณกำลังยั่วให้ผมทนไม่ไหว”

 

“ผมไม่คิดจะทำอะไรตอนที่คุณเจ็บอยู่อย่างนี้”

 

“งั้นแปลว่าถ้าผมหายดี เราก็มีเซกส์กันได้งั้นสิ”

 

“อะ...”

 

“คุณนี่ตลกจังนะ” เขาผละออกมาสบตากับผมที่คล้องคอเขาไว้ รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏออกมาจากด้านในฉายชัดอยู่บนใบหน้าผม “ทำเหมือนไม่สนใจ ทั้งที่จริงก็หวังให้ผมทำไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม”

 

“ผมไม่...”

 

“อย่าปฏิเสธไป ผมรู้ว่าคนเรามันห้ามใจได้ยากเวลาเจอของสวยงามอยู่ตรงหน้า”

 

“…”

 

“ถ้าคุณยอมรับตั้งแต่แรกมันคงง่ายกว่า ไม่ใช่พูดจาหมาๆ แล้วก็ทำเหมือนทุกคน” ใบหน้าของเขานิ่งงัน ดูไม่ออกว่าซ่อนอะไรไว้ในนั้น ทว่าผมกลับไม่สนใจมันทำเพียงแค่ลดมือออกแล้วหยิบเสื้อมาใส่ ผมอยากจะยั่วเขาให้มากกว่านี้ แต่ผมไม่มีอารมณ์เท่าไหร่

 

ผมไม่อยากเจอหน้าใคร ผมอยากอยู่คนเดียว

 

“คุณนี่มันไม่สนุกเอาซะเลย”

 

“แล้วต้องบดขยี้คุณหรือไง ถึงจะมองว่ามันสนุก”

 

“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีค่า”

 

“...”

 

“คุณที่ไม่รู้อะไรก็อย่ามาทำเป็นพูดมากดีกว่าน่า ผมชอบคนพูดน้อยไม่รู้เหรอ” ผมกวนประสาทหวังเพียงให้เขาทำตัวรุนแรงใส่ ถ้าเขาทำแบบนั้นบางทีมันอาจจะดีกว่าเขานิ่งไม่พูดอะไรก็ได้ ยังไงซะคนเรามันก็ต้องชอบการมีรีแอคมากกว่าการพูดกับเสาไฟฟ้า

 

เจ้าของดวงตาสีนิลมองหน้าผม เขาถอนหายใจขณะที่แนบผ้าลงกับแก้ม พาให้ผมย่นคิ้วนิดหน่อยไม่เข้าใจว่าทำไมเขายังมีอารมณ์เช็ดตัวผมอยู่

 

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทันได้พูด...

 

เรียวลิ้นชื้นก็สอดเข้ามาด้านใน

 

“อื้อ” วินาทีนั้นผมตกใจ เบิกตากว้างจ้องมองคนที่ละเลียดริมฝีปากผมช้าๆ ราวกับกำลังป้อนยาพิษให้ผมตายทีหลัง เขากวาดต้อนเอาความหวานภายในปาก รุกล้ำเข้ามาอย่างละเมียดละไม หากแต่ทุกสัมผัสกลับดุดันยิ่งกว่าอะไรโดยเฉพาะตอนที่ไล้มือเข้ามาในเสื้อผม

 

แตะต้องอย่างอ่อนโยนระวังบาดแผลผมคล้ายคนห่วงกัน ผมกัดปากเขาไม่หวังให้เจ็บเหมือนเมื่อวาน แค่ต้องการให้เขาผละออกไปเพราะนี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาเคลมผม เสียดายที่เจ้าตัวทำเป็นไม่สนใจการเรียกร้องของผม เขากดจูบลงถอนออกแล้วกดริมฝีปากลงหน้าผาก

 

เนิ่นนานจนผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ มารู้ตัวก็ตอนที่คนใจร้ายล็อคตัวผมไว้

 

แล้วกัดเข้าที่ลำคอผมอย่างจัง

 

“อึก!” ร่างกายผมสะท้าน เขี้ยวขาวฝังลึกลงตรงนั้น รับรู้ได้ว่าน่าจะมีหยาดแดงไหลออกมา ทว่าเขาก็ไม่ได้ปรานีผม กลับกันเขาดูดดุน ทำตัวเหมือนพวกแวมไพร์ในนิยายที่ผมเคยอ่าน ใช้ลิ้นกวาดต้อนมันเข้าปากก่อนจะลามมาเลียปากผม...

 

เป็นการเอาคืน 

 

“เจ็บไหม” เขาถามนั่นทำให้ผมกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ “ผมทำเลือดคุณออก”

 

“มันคือการทำร้ายร่างกาย”

 

“แล้วคุณไม่สนุกกับมันหรือไง”

 

“คุณ...!”

 

“ถ้าไม่ชอบอะไรแบบเนิบนาบ ผมก็จะโหดร้ายกับคุณ” เสียงทุ้มพูดแผ่วอยู่ข้างหู เป็นการขู่ที่ไม่ต้องกดหนัก เพราะมันสามารถทำให้ตัวผมสั่นโดยที่ผมมั่นใจว่าไม่ได้กลัวเขา หากแต่ด้วยอะไรสักอย่างที่พาให้ทั้งร่างตอบสนองต่อสิ่งเร้า

 

โดนผู้ชายกัดร่างมาก็มาก แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่รู้สึกว่ามันเจ็บปวดเท่าขนาดนี้

 

เป็นคนที่ฟันคมชะมัดอย่างกับขากรรไกรฉลามเลย

 

“คุณจะได้สนุกและไม่ไปเล่นกับผู้ชายคนอื่น”

 

“คุณหึงคนแปลกหน้าหรือไง คุณผู้ชาย”

 

กึก !

 

“คุณควรรู้ไว้ว่าผมไม่ชอบยื่นสถานะให้ใคร” ผมตอบกลับยกมือขึ้นกุมคอตัวเองที่มีเลือดไหล นี่เขาเอามีดกรีดคอผมหรือไง ทำไมเลือดมันถึงได้เยอะขนาดนี้ “และต่อให้คุณทำร้ายผม มันก็ไม่ได้แปลว่าผมเป็นของคุณ”

 

“ก็ไม่แน่”

 

“หืม?”

 

“อะไรก็เกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้” นัยแฝงที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำทำผมกัดกราม เลียปากตัวเองเป็นการคิดหนัก “ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม ผมก็จะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ”

 

“ผมไม่เคยขอร้องให้ใครมารับผิดชอบ”

 

“ผมจะเป็นคนแรกที่ทำแบบนั้น”

 

“ทำไมคุณน่ารำคาญจัง” ผมสวนกลับความหงุดหงิดตีตราชัดทั่วทุกอณูผิว สิ่งหนึ่งที่จะมาเป็นผู้ชายผมได้คือการไม่ทำตัวจุกจิก หรือวุ่นวายก้าวก่ายผมมากเกินไป “รู้ไหมว่าผมเกลียดผู้ชายน่ารำคาญแค่ไหน ถ้าคุณว่างนักก็ไปตามติดคนอื่นไป”

 

“แล้วก็ปล่อยให้คุณตามหาทีหลังเหรอ?”

 

“...!!”

 

“อีกอย่างผมคิดว่าคุณไม่น่าจะเกลียดผู้ชายน่ารำคาญเท่าไหร่”

 

“คุณจะรู้...”

 

“เพราะทีกับแฟนเก่า คุณยังทนได้เลย”  

 

“อะไรนะ?” ผมขานรับเสียงหลง ย่นคิ้วใส่คนที่ไม่รู้ว่าไปรู้เรื่องของผมมาจากไหน สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปหากแต่ก็ไม่ได้อธิบายให้หายสงสัยเลยสักนิด “คุณรู้ได้ไงว่าผมมีแฟนเก่า ผมไม่เคยเล่าให้ใครที่นี่ฟัง”

 

“ผมก็คงเดาไปเรื่อยล่ะมั้ง หรือบางทีคุณอาจจะหลุดเล่าให้ใครฟัง”

 

“ไม่มีทาง ผมไม่ได้ปัญญาอ่อนขนาดนั้น”

 

กึก !

 

“ตกลงคุณเป็นใครกันแน่นะ คุณต้องการจากผมน่ะ...!”

 

“ขออนุญาตค่ะ” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ เสียงของผู้หญิงคนนึงก็ดังขึ้นมาพร้อมกับประตูที่เปิดออก ผมหันไปมองพยาบาลสาวที่เข็นรถขนของเช็ดตัวเข้ามาด้านใน เธอยกยิ้มให้ดูสดใสขณะที่ผมกะพริบตามองอย่างไม่เข้าใจ “ขออนุญาตเช็ดตัวหน่อยนะคะ”

 

“ว่าไงนะครับ” ผมเลิกคิ้วหันไปมองคนที่ไม่โต้กลับ “คุณให้เขามาเช็ดตัวผมแล้วไม่ใช่หรือไง”

 

“ฉันเหรอคะ?” เธอชี้เข้าตัวเองทำหน้าตาตื่นขณะที่สบตากับคนใจร้าย “อาจจะมีการเข้าใจผิดนะคะ ดิฉันยังไม่ได้รับแจ้งเลยว่ามีญาติคนไข้ขอมาทำหน้าที่แทน”

 

“หา?”

 

“หรือยังไม่มีคนมาบอกกันนะ” เธอพึมพำผิดกับผมที่มองคนด้านข้าง เขาหันมาสบตากับผม ไม่มีคำอธิบายทั้งที่ควรจะพูดอะไรออกมาแทนการถอนหายใจ ทว่ากลับเขาวางผ้าที่เช็ดตัวผมลงกับรถเข็น เดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกจากห้องโดยไม่มีคำกล่าวลาใดๆ ทั้งนั้น

 

เว้นกับฝากฝังพยาบาล

 

“ฝากจัดการที่เหลือด้วย”  

 

เธอพยักหน้ารับปล่อยให้เขาเดินจากไปราวับธาตุอากาศ วินาทีนั้นผมอยากจะไปรั้ง มีคำถามมากมายที่ผมอยากถามแทบตาย เสียดายที่เขาไม่อยู่และพยาบาลสาวก็กำลังตกใจกับแผลที่คอผม เธอรีบปรี่ตัวมาหา ขออนุญาตจับปลายคางผมให้เงยขึ้น

 

สำรวจรอยเขี้ยวคมที่ยังคงมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด

 

ซึ่งผมก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้เธอฟัง ขอแค่ไปตามหมอมาทำแผลให้ ในห้องวุ่นวายอยู่พักใหญ่เพราะร่องรอยที่เขาฝากไว้...

 

มันค่อนข้างรุนแรงพิกล 

 

“ให้ผมแจ้งตำรวจให้ไหม?”

 

“ไม่ต้องหรอกครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่”

 

“…”

 

“ผมจะจัดการเขาเองหลังจากออกจากโรงพยาบาล” ผมตอบคุณหมอด้วยรอยยิ้มหลังจากที่เขาทำแผลให้ นาทีแรกที่เขาเห็นแผลผม เขาคิดว่าใครสักคนปล่อยหมามากัด แต่ที่นี่เขาห้ามนำสัตว์เข้ามานั่นแปลว่าผมจะไม่มีทางถูกสัตว์ทำร้ายได้

 

ทว่าเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนั้นถึงทำร้ายผมแบบนี้

 

ดีหน่อยที่เขาเลือกจะไม่เซ้าซี้ ประคองตัวผมให้นอนพัก ปล่อยให้พยาบาลคนเดิมเป็นคนเฝ้า ผมเลือกที่จะจ้างให้เธอมาดูแลผมจนกว่าจะหาย เนื่องจากผมไม่มีญาติที่ไหน และมันคงดีกว่าให้คนอื่นที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจัดการตัวเองให้

 

ผมหมายถึงผู้ชายบ้านั่นน่ะแหละ

 

“งั้นถ้าเจ็บตรงไหนก็กดปุ่มเรียกพยาบาลนะ ถ้าอาการหนักหมอจะมาดูให้”

 

“ขอบคุณครับ” ก้มหัวให้เล็กน้อยเป็นการตอบรับ คุณหมอเลยยิ้มบางๆ หมุนตัวเดินไป แต่ผมกลับรั้งเขาไว้ “คุณหมอครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”

 

“อะไรเหรอครับคุณโซล” เขาหยุดชะงัก หันกลับมาอย่างสงสัย

 

“คือเมื่อวานมีเด็กผู้ชายมาที่นี่หรือเปล่า”

 

“หืม?”

 

“เผอิญผมเพิ่งนึกออกน่ะครับว่าเมื่อวานช่วยเด็กคนนึงจากฉลามไว้ ผมไม่แน่ใจว่าเขาปลอดภัยหรือเปล่า แต่จำได้ว่าเขาขึ้นรถพยาบาลของที่นี่” จู่ๆ ผมก็นึกถึงเด็กคนเมื่อวานที่ผมช่วยไว้ ผมลืมมันไปเพราะมัวแต่สนใจคนที่ช่วยผม ถึงอย่างนั้นผมก็จำได้ว่าเขามาโรงพยาบาลเดียวกับผม

 

แต่ผมกลับจำไม่ได้ว่าเขาสภาพเป็นยังไง

 

“คุณหมอพอจะรู้จักไหมครับ?”

 

“คุณหมายถึงเด็กผู้ชายผิวสีที่มาจากหาดข้างหน้านี่ใช่ไหมครับ”

 

“อ่าครับ น่าจะใช่”

 

“หมอคิดว่ามันไม่น่าฟังเท่าไหร่”

 

“ทำไม...”

 

“เขาเสียชีวิตแล้วครับ”  

 

หลังจากที่พวกเขาออกจากห้อง ผมก็ไปสืบห้องพักของเด็กผู้ชายคนนั้นแล้วรู้มาว่าพ่อแม่เขายังทำใจไม่ได้ เลยยังไม่เคลื่อนย้ายศพไปไหน ยังคงปล่อยให้นอนอยู่บนเตียง ใช้ผ้าปิดหน้าเอาไว้ ผมอยากจะเดินเข้าไปปลอบโยนว่าเขาจะไม่เป็นไร แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้เพราะเราก็เห็นผลลัพธ์อยู่

 

‘เกิดภาวะแทรกซ้อนตอนเราช่วยเหลือ เขาเลยไม่รอด’

 

‘บวกกับขากรรไกรของฉลามมันคมมาก กัดแขนขาดภายในพริบตา’

 

‘เด็กขนาดนั้นก็คงทนพิษบาดแผลไม่ไหวหรอกครับ’

 

‘คุณไร้ค่าตั้งแต่เมื่อไหร่โซล’

 

“นี่เราช่วยอะไรไม่ได้เลยเหรอ” ผมหลุบตาต่ำ ผละมายืนพิงกำแพงถามตัวเองด้วยเสียงที่แผ่วลงคล้ายคนใกล้ตายลงไปทุกที่ ผมไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้ไม่รอด ผมนึกว่าการช่วยเหลือของผมมันได้ผล ตอนถูกพาส่งโรงพยาบาลผมก็ไม่ได้สังเกตว่าเขาเป็นยังไง

 

คิดเพียงแค่ว่าผมช่วยล่อฉลามไว้ ก็น่าจะมีใครสักคนลงไปช่วยเขา

 

แต่ก็เปล่า...ไม่มีใครกล้าเอาตัวเองไปเสี่ยงเพื่อแลกกับหนึ่งชีวิต

 

สุดท้ายแล้วคนที่ไปช่วยคือพ่อของเด็กที่เกือบจะเสียแขนไปด้วยกัน ผมรับรู้ได้จากมือที่ถูกพันแผลไว้ มันทำให้ผมอดรู้สึกไร้ค่าไม่ได้ที่พยายามขนาดนั้น ทว่าก็ไม่สำเร็จ

 

ผลของการกระทำมันเท่ากับศูนย์เลย

 

“คุณ”

 

“อะ...เอ่อ สวัสดีครับ” ผมสะดุ้งตอนที่บานประตูถูกเปิดออก หญิงสาวที่น้ำตานองหน้ามองผมด้วยความสงสัย ผมก้มหัวให้เขาเป็นการทักทายนิ่งเงียบไปให้อีกฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมา

 

“คุณคือคนที่ขับเรือล่อฉลามใช่ไหมคะ?”

 

“…”

 

“คนที่พยายามช่วยลูกของเรา” ผมเลียปาก ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่กับคำพูดที่ว่าพยายามช่วยลูกของเขา มันสื่อให้เห็นว่าความพยายามของผมมันสุญเปล่า เหมือนคนที่วางเดิมพันแล้วแพ้พนันหมดตัว “คุณเป็นยังไงบ้างคะ ฉันเห็นคุณเจ็บหนัก”

 

“ผมดีขึ้นเยอะแล้วครับ ขอบคุณมาก” ผมยิ้มให้เธอสลับกับมองหน้าคนเป็นพ่อ เขาพยักหน้าเข้าใจขณะที่ถอนหายใจใส่ “ผม...เสียใจด้วยเรื่องลูกชายของคุณ ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้”

 

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ คุณพยายามเต็มที่แล้ว”

 

“…”

 

“ผิดที่ฉันไม่ดูแลเขาเอง” เธอฝืนยิ้มกะพริบตาที่น้ำตาก็ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง “ถ้าตอนนั้นฉันห้ามเขา หรืออยู่ใกล้เขากว่านี้เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น มันคือผลที่ฉันต้องได้รับและต้องทำใจให้ได้”

 

“ผมเสียใจด้วยนะครับ

 

“ขอบคุณนะคะ คุณกล้าหาญมากเลยที่ทำแบบนั้น” เธอว่าพร้อมจับมือผม บีบเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ “ถึงเขาจะอยู่ขอบคุณคุณไม่ได้ แต่เขาก็คงจะดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนเห็นค่าชีวิตของเขา มันคงเป็นกรรมเก่าที่พระเจ้าท่านตัดสินไว้”

 

“คุณ...”

 

“แต่เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป เราแค่ต้องอดทน” ไม่มีคำพูดอะไรหลุดจากปากผม ราวกับโดนกัดกินกล่องเสียงก็ไม่ปาน “คุณเองก็อย่าคิดมากนะคะ คนเรามันมีเรื่องให้ตกใจได้เสมอ ดีใจซะเถอะที่ครั้งหนึ่งคุณได้พยายามขนาดนั้น”

 

“มันคงดีกว่าถ้าผมระวังกว่านี้”

 

“…”

 

“ผมขอโทษนะครับ” คนเป็นแม่สะอื้นฮักโผเข้ากอดผมทั้งน้ำตา ผมชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะกอดตอบเธอเอาไว้ ลูบหลังปลอบอย่างเข้าใจก่อนจะสูดหายใจเข้าเลือกที่จะประคองตัวเองกลับมาที่ห้อง ดวงตาเหม่อลอยขณะคิดว่ามีอะไรอีกที่ผมช่วยเขาได้บ้าง

 

บางทีผมอาจจะชดใช้ค่าเสียหายให้ทีหลัง ไม่ก็ช่วยเขาจัดงานศพต่อให้มันจะไม่ใช่หน้าที่ผมก็ตาม

 

ผมเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่ง เสียงของมันเหมือนกับฝันร้ายที่หลอกหลอนไม่มีหยุด ครั้งหนึ่งผมเคยกลัวทะเลมากๆ น่าจะเป็นช่วงตอนที่พ่อแม่ตายใหม่ๆ ผมไม่กล้าลงทะเล เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องของบ้านใหญ่

 

กระทั่งไปเจอจดหมายที่พ่อเขียนไว้ เนื้อความคือสั่งให้ผมดูแลอสูรกายที่จะไม่มีวันทำร้ายผม

 

จะมีแค่ผม...ที่รอดชีวิต 

 

“โลกไม่ยุติธรรม” ผมพึมพำ เลียปากระหว่างใช้ความคิด การที่พวกมันไว้ชีวิตผม นั่นทำให้เราต้องแลกชีวิตคนอื่นมากมายไม่จบไม่สิ้น ถึงผมจะรู้ว่าคราวนี้ไม่ใช่ความผิดของเมกาโลดอน ทว่าเพราะสายพันธุ์นั่น ผู้คนเลยต้องตกอยู่ในอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเรา ถึงจะโทษมันไม่ได้เต็มปาก เนื่องจากมันจะจู่โจมก็ต่อเมื่อมันมีสิ่งเร้า

 

แต่ถ้าไม่มีพวกมัน บางทีเราอาจจะมีความสุขกว่านี้

 

“ควรหนีไปที่ไหนดีนะ”

 

“หนีไปอยู่กับผมไหม”

 

“อ๊ะ!”

 

“ผมเลี้ยงดูคุณได้นะที่รัก :) ”  

 

เสียงทุ้มที่กระซิบอยู่ข้างหูมาพร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่รั้งให้ผมหันไปหา แต่ด้วยจังหวะที่ผิดพลาด ทำให้จมูกของเราชนกันโดยไม่ตั้งใจ ซ้ำร้ายอีกฝ่ายยังกดริมฝีปากลงมามอบจุมพิตให้ เล่นเอาผมถึงกับเบิกตากว้างก่อนจะเปลี่ยนเป็นหรี่ตาลงไป

 

ผมยอมให้เขาบดเคล้าเรียวปากผมตามใจตัวเอง

 

“อื้ม หวานชะมัด”

 

“คุณ...”

 

“ถ้าไม่ติดว่าคุณเจ็บหนัก ผมคงฟัดคุณไปแล้ว” เจ้าตัวว่าพร้อมหลุบตามามองผม รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา ขณะที่ผมกำลังประมวลผลว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ก็ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันคือเขาอาบน้ำอยู่ในห้อง แล้วผมก็หนีลงมาเพราะเห็นดายว่ายอยู่ในทะเล

 

หลังจากนั้นเราก็ขาดการติดต่อกัน

 

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง”

 

“ผมได้ข่าวว่ามีคนหามคุณส่งโรงพยาบาล”

 

“…”

 

“ผมตามหาคุณซะทั่วเลย” เขาเกลี่ยแก้มผม ปลายนิ้วที่รุ่มร้อนกำลังอาบไล้ทุกอณูผิว “ตอนแรกผมนึกว่าเราทำกันหนักจนคุณต้องนอนโรงพยาบาล แต่พอรู้ว่าคุณโดนอะไร ผมก็เป็นห่วงแทบบ้า”

 

กึก !

 

“เสียดายนะที่ผมมาช้า ดูท่าว่าจะมีคนตัดหน้าผมไปซะก่อน” เขาเหม่อมองผ้าก็อตที่คอผม มันกลายเป็นเครื่องประดับเดียวที่ไม่ทำให้คอของผมโล่งเกินไป พลันจมูกคมก็ก้มลงไปซุกไซ้ เขาดูจะไม่สนใจแผลของผมเท่าไหร่ เหมือนกับตอนที่เราทำกัน เขาก็ไม่ได้มายด์ว่าผมมีแผลตรงเอวหรือตรงไหน

 

เขากับผมต่างก็สนใจว่าอีกฝ่ายจะมอบความพอใจให้ได้ไหม

 

ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามันเกินกว่าที่ผมคิดไว้มาก

 

“แต่ก็มาทันพอที่จะเป็นตัวเลือกให้คุณใช่ไหม เพราะดูเหมือนคุณกำลังจะหนีอะไรสักอย่างนะที่รัก” ความคิดล่าสุดย้อนกลับมาแทนที่ความตกใจ ทำผมหลุบตาต่ำซ่อนความรู้สึกตัวเองทันที ผมไม่ชอบให้ใครมาเซ้าซี้ ถ้าเกิดผมจะหนี ผมย่อมอยากไปโดยไม่บอกใคร

 

“ไม่มีอะไร ผมก็...พูดอะไรเรื่อยเปื่อย”

 

“แต่มันเกี่ยวกับเด็กคนนั้นที่คุณช่วยไว้ไม่ได้ใช่ไหม”

 

“!!!!”

 

“คุณอยากหนีความเสียใจ หรือความผิดพลาดของตัวเองกันล่ะ?” เขาเลิกคิ้วใส่ผม เชยคางให้เราสบตากันอีกครั้ง คิ้วของผมขมวดกันเบาๆ แปลกใจที่เขารู้เรื่องนั้นโดยที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ

 

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมช่วยเด็กไว้”

 

“คิดว่าคุณดังแค่ไหนล่ะ เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่จะตาย”

 

“…

 

 

“และมันทำให้คุณเศร้าใช่ไหม ผมช่วยคุณได้ ขอแค่คุณพูดมาว่าจะเอายังไง” ปลายลิ้นชื้นละเลียดริมฝีปากผมช้าๆ ราวกับกดดันให้ผมขอร้องในสิ่งที่ต้องการกับเขา แทรกเข้ามาในปากกวาดต้อนความหวานจนพอใจแล้วผละออกไปมองหน้ากัน นาทีนั้นผมถอนหายใจ เบือนหน้าหนีเขาคล้ายกับอีกฝ่ายเป็นมัจจุราชที่มาเสนอทางตายให้

 

ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น

 

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ”

 

“แต่เรารู้จักกัน”

 

“…”

 

“มีเซกส์ด้วยกันสองครั้งและผมก็ตามคุณมาที่นี่ แค่นี้ก็บอกแล้วว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้า” เขาฉายชัดถึงความมาดร้ายในดวงตา ก่อนจะถูกอีกฝ่ายกอดเอวไว้ คลอเคลียอยู่กับซอกคอขาว “เอาน่า ผมไม่ได้คิดไม่ดีอะไร ผมแค่อยากให้คุณสบายใจกลับมาเป็นราชินีน้อยของผมไง โซล”

 

“ผมไม่มีอารมณ์เล่นกับคุณหรอกนะ”

 

“แค่ตอนนี้”

 

“ดีแลน...”

 

“พอคุณรู้สึกดี คุณจะคิดถึงผม” เขากระซิบข้างหูผม กดจูบลงบนแก้มขาว สัมผัสรุ่มร้อนทำให้ผมเม้มปาก บอกตามตรงว่าผมไม่ต้องการใครทั้งนั้น แต่พอถูกเสนอทางเลือกมันกลับทำผมคิดหนัก ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมีทางเลือกไม่มาก นั่นเลยทำให้ผมต้องประคองร่างกายตัวเองอยู่เพียงลำพังอยู่ทุกวัน เฝ้าบอกตัวเองว่าเดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะผ่านไปเหมือนที่เป็นมา

 

โดยไม่รู้เลยว่าหัวใจตัวเองกำลังด้านชาขึ้นทุกนาที

 

“คุณอาจจะไม่ไว้ใจ แต่เชื่อผมเถอะว่าผมไม่ได้คิดร้าย”

 

“…”

 

“อย่างน้อยผมก็เสนอทางเลือกที่ดีให้ดีกว่าติดอยู่ที่นี่ใช่ไหมล่ะ มันมีแต่ความทรงจำเลวร้ายเต็มไปหมด” เขาพึมพำกลอกตาบนเมื่อคิดถึงอะไรสักอย่าง และนาทีที่เขาเอียงคอผมเลยเห็นร่องรอยช้ำ ดวงตาหลุบมองขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสต้นคอที่มีรอยแดงของ...

 

นิ้วมือ?

 

“คุณไปโดนอะไรมา?”

 

“หืม?”

 

“โดนทำร้ายเหรอ?” ผมถามขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ถึงวิสาสะดึงคอเสื้อเขาลงไปเพื่อที่จะได้เห็นความบอบช้ำนั่นใกล้ๆ ดีแลนไม่ได้อิดออด กลับกันเขายอมให้ผมดูมันแต่โดยดี ผมลากนิ้วไปตามรอยแดงที่มี กัดปากน้อยๆ เพราะอดรู้สึกเจ็บตามไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นกัน?”

 

“มันเป็นความลับที่ผมจะบอกคุณเมื่อเราไปถึงบ้าน”

 

“นี่”

 

“ถ้าคุณอยากรู้เราก็ต้องไปด้วยกัน”

 

“…”

 

“แล้วผมจะปรนเปรอคุณยิ่งกว่าทาสรับใช้ดูแลเจ้านายซะอีก ฟังดูเป็นทางเลือกดีใช่ไหม :) ”  

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น