Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 8 : ผู้ชายปริศนา

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 8 : ผู้ชายปริศนา

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.7k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 8 : ผู้ชายปริศนา
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 8 : ผู้ชายปริศนา 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

คุณหมอดูจะอึ้งตอนที่ได้ยินแบบนั้น ผมเลยทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนให้พยาบาลดูสายน้ำเกลือให้ ไม่มีข้อแก้ตัวอะไร และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าจะได้สานสัมพันธ์กับเขาไหม ผมแค่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ถูกใจ ซึ่งมันคงดีถ้าเราได้มีไมตรีต่อกันเหมือนที่ผมทำกับผู้ชายคนอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ติดตรงที่ว่าเขาอาจจะอยู่เหนือกว่านิดหน่อย ซึ่งนั่นก็จะถูกตัดสินจากการกระทำของเขาว่าทำให้ผมพึงพอใจแค่ไหน

 

แต่เราคงทำอะไรตอนนี้ไม่ได้ ก็ผมยังเจ็บหนักอยู่นิ

 

“เอาเป็นว่าเราปล่อยให้คุณพักก่อนแล้วกัน ถ้ามีอะไรก็เรียกหมอแล้วกันนะครับ”

 

“ขอบคุณครับ” ผมยกยิ้มให้คุณหมอ โคลงหัวให้เขานิดหน่อยเป็นการบอกลา ตอนนี้ในห้องก็เลยเหลือแค่ผมแล้วก็ผู้ชายปริศนาที่จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

 

แต่เขาถูกใจผมเหลือเกิน

 

“คุณอยากให้ผมอยู่เฝ้าไหม?”

 

“แล้วแต่ที่คุณสะดวกเลยครับ” ผมตอบกลับแม้ว่าใจจริงอยากจะรั้งเขาไว้ก็ตาม “ถ้าคุณไม่ติดธุระก็อยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาผมสักพัก ผมไม่มีญาติที่ไหนก็เลยไม่รู้จะเรียกใครมาคุยด้วย”

 

“คุณไม่มีญาติเลยเหรอ?”

 

“ไม่ครับ ไม่มี” ผมส่ายหน้า “พวกเขาทิ้งผมไปหมด ผมเลยอยู่คนเดียวมาทั้งชีวิต”

 

“…”

 

“มันก็ไม่ได้แย่นะ สนุกดี” ผมขบขันชินชาแล้วกับการมีชีวิตอยู่ตามลำพัง เอาแต่หาเรื่องสนุกทำไปวันๆ และเลี้ยงเจ้าปลาฉลามที่พร้อมจะกินผมตลอดเวลา “แล้วคุณล่ะ เป็นใครมาจากไหน เป็นนักท่องเที่ยวหรือว่ามาทำงานที่นี่ ผมมาเกาะนี้หลายครั้งไม่ยักเคยเห็น”

 

“คงเพราะคุณไม่เคยสังเกต”

 

“หืม?”

 

“ผมก็เห็นคุณออกจะบ่อย” เขาว่าพลางเสตามองออกนอกหน้าต่าง เวลานี้กำลังจะพลบค่ำ ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว “คุณชอบมาเที่ยวเล่นแล้วก็...ควงใครสักคนออกไปด้วยกัน”

 

“ไม่ยักรู้ว่าคุณมีงานอดิเรกตามดูชีวิตคนแปลกหน้า”

 

“ก็ไม่แปลกหน้าเท่าไหร่หรอก” ผมย่นคิ้ว หัวเราะเบาๆ ให้กับคำพูดพวกนั้น ดวงตาของเราสบกันและรู้สึกว่ามันช่างมีเสน่ห์ตรึงใจผมเหลือเกิน “ว่าแต่คุณหิวไหม ผมจะไปซื้ออะไรมาให้กิน”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”

 

“แต่คุณผอมมากเลยรู้ตัวไหม”

 

“คุณยังไม่เคยเห็นด้านในแล้วจะรู้ได้ไงว่าผมผอมจริง”

 

“อะ...”

 

“บางทีผมอาจจะซ่อนรูปอยู่ก็ได้นะครับ” ผมยิ้มเจ้าเล่ห์แววตาเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เวลาผมเจอผู้ชายที่ทำเหมือนว่าเขาไม่คิดอะไรแล้วรู้สึกอยากลองของชะมัด ต่อให้สภาพร่างกายผมตอนนี้จะไม่เหมาะกับการทำแบบนั้นก็ตาม

 

แต่ผมชอบเวลาที่เขานิ่ง ทำหน้าครุ่นคิดประมวลผมตาม เขาดูเป็นผู้ใหญ่ที่ก้าวไม่ทันเด็กอย่างผม

 

“ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอครับ ตั้งแต่มาผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย”

 

“เราจำเป็นต้องรู้ชื่อกันด้วยเหรอ”

 

กึก !

 

“ผมนึกว่าคุณจะจำแค่ชื่อคู่นอนสักอีก”

 

“โว้ว...” ผมอุทานนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนตบหน้าผมด้วยคำพูดแบบนี้ แถมใบหน้าเรียบเฉยนั่นก็ตอกย้ำผมอย่างดีว่าผมเป็นยังไงในสายตาเขา เจ้าตัวกระตุกยิ้มมุมปาก ดูพอใจที่ทำให้ผมเสียหน้าได้ “คุณปากร้ายใช่เล่นเลยนะ รู้จักผมดีขนาดนั้นเลยหรือไงถึงคิดว่าผมจะจำแค่ชื่อคู่นอนตัวเอง”

 

“แล้วมันไม่ใช่เหรอ ผมคิดว่าคนอื่นก็คิดแบบนั้น”

 

“ผมไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไง นี่มันชีวิตของผม”

 

“…”

 

“และส่วนใหญ่คนที่คิดแบบนี้กับผม ก็มักจะกลายมาเป็นชื่อคู่นอนของผมด้วยสิ” กลายเป็นสงครามขนาดย่อมเพราะผมไม่ใช่พวกที่จะยอมให้ใครมาด่าผมฟรีๆ ถึงผมจะไม่รู้ว่าเขาจับตาดูผมขนาดไหน แต่การพูดแบบนั้นมันไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่

 

มันถือว่าเป็นการลองดี บางทีเขาอาจไม่รู้ว่าผมมีอิทธิพลกับเกาะนี้เหมือนกัน

 

“คุณอยากมาเป็นหนึ่งในนั้นไหมล่ะ?”

 

“คุณชวนแบบนี้กับทุกคนที่เจอเลยหรือเปล่า”

 

“อะ...”

 

“คุณไม่คิดจะเลือกคนหน่อยเหรอโซล อิลเดนสัน ผมคิดว่าคุณมีค่าเกินกว่าจะมั่วกับใครไปทั่วนะ” เจ้าตัววางพลางสาวเท้ามาหาผม หยุดยืนอยู่ตรงหน้าจ้องลึกเข้ามาในดวงตาสีน้ำตาล โน้มหน้าลงมาเพื่อคุยกันในระยะประชิด ผมไม่ได้หันหน้าหนี การวิ่งหนีไม่ใช่นิสัยของผมเท่าไหร่

 

เว้นแต่เรื่องที่ผมรับไม่ไหวเช่นการเห็นเมกาโลดอนฆ่าคนตายต่อหน้า แบบนี้ผมก็ขอหนีมาทำใจสักระยะ

 

“หรือว่าคุณมองเห็นค่าตัวเองต่ำขนาดนั้น”

 

“...”

 

“คุณไร้ค่าตั้งแต่เมื่อไหร่โซล” เสียงทุ้มกระซิบชิดริมฝีปากขณะที่ดวงตาเรายังผสานกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงให้จมน้ำตายไปด้วยกัน สมองก็ประมวลผลตามสิ่งที่เขาคิดก่อนจะค้นพบว่าผมเริ่มทำตัวแบบนี้ก็ตั้งแต่ที่พ่อแม่จากไป

 

ผมต้องการความรัก ผมต้องการการเอาใจใส่

 

แต่ผมไม่มีอะไรเลยนอกจากปลาโง่ๆ สองตัว

 

“ผมคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณควรถามคนแปลกหน้านะครับ”

 

“ผมก็แค่อยากรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ถึงปล่อยตัวขนาดนี้”

 

“…”

 

“ชอบเหรอที่โดนกดขี่ บางทีผมอาจช่วย...” ไม่รอให้เขาพูดจบ ผมก็เอื้อมไปขยุ้มเรือนผมอีกฝ่าย กดให้เขาโน้มหน้าลงมาขณะที่เชิดหน้าขึ้นไป กดจูบลงกับริมฝีปากใจร้ายที่เอาแต่ว่าผมไร้ค่าไม่ยอมหยุด ผมกัดปากเขาหนักหน่วงจนรับรู้ถึงรสชาติเลือดที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก เป็นการสั่งสอนว่าเขาไม่ควรพูดจากับคนที่เขาไม่รู้เบื้องหลังอย่างแน่ชัด

 

และแทนที่เขาจะผละหรือผลักผมออก เขากลับบดขยี้ความรุ่มร้อนลงมาเป็นการสวนกลับ ปลายลิ้นชื้นสอดลึกเข้ามาในปาก กวาดต้อนความหวานด้านในไปจนหมด ตอบรับด้วยรสเลือดที่เฝื่อนขม ผมไม่ชอบรสชาติของมันเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอมันรวมกับน้ำลาย...

 

มันกลายเป็นน้ำหวานขึ้นมา

 

“อื้อ” ผมครางในลำคอเป็นครั้งแรกที่ถูกจูบจนลมหายใจหมด ผมเบือนหน้าหนีขณะที่อีกคนจับปลายคางผมให้กลับมาจูบอีก เขาประคองใบหน้าผมไว้ บดเคล้าเรียวปากซ้ำๆ อย่างเอาแต่ใจ มีการดันผมให้นอนราบลงไปกับเตียง กักตัวผมไว้ในวงแขนโดยไม่สนใจว่าผมมีแผลเต็มตัวขนาดไหน

 

เขาสูบเอาลมหายใจ รวมถึงเรี่ยวแรงในร่างกายไปจนหมด ผละออกเล็กน้อยให้ผมโกยอากาศเข้าปอดแล้วบดขยี้ลงมาอีกครั้งเป็นการสั่งสอนกลับ ผมรู้สึกเจ็บช้ำไปทั่วริมฝีปาก ไม่เคยมีใครจูบผมหนักขนาดนี้มาก่อน นิ่วหน้าเล็กน้อยตอนสัมผัสได้ว่าปากตัวเองเลือดออก

 

คนแปลกหน้ากัดปากผมเป็นการเอาคืน

 

“แฮ่ก” ผมหอบหนักมองคนที่ผละถอยจนหยาดใสยืดยาวเป็นสาย ผมเลียปากตัวเองที่ช้ำไปถึงข้างในสบตากับคนใจร้ายที่กระตุกยิ้มมุมปาก

 

ลิ้นร้อนถูกแลบออกมาละเลียดริมฝีปากผมเบาๆ เป็นการปลอบขวัญก่อนที่คำพูดถัดมาเป็นตัวเชื่อมโยงจะฉุดผมลงนรกไปด้วยกัน

 

“คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดเยอะ โซล”

 

“คุณ...”

 

“แต่นั่นไม่ได้ทำให้คุณมีค่าขึ้นเลย”  

 

เหมือนกับโดนกดขี่ไว้ข้างใต้ ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากก้มหน้ารับความจริงที่เขาบอก จู่ๆ ก็รู้สึกเกือบอาการหายใจไม่ออก ไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดอะไรตอบโต้ให้เขาหงายหลัง ประจำผมจะรับมือกับผู้ชายคนนี้ได้มาก เรียกได้ว่าไม่เคยมีคนต้านทานผมได้

 

แต่ผู้ชายคนนี้...ผมไม่เข้าใจ

 

เขาทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นเด็กโง่คนนึง

 

“พอจะเข้าใจบ้างไหม”

 

“เข้าใจว่าคุณมันปากร้ายแค่ไหนน่ะเหรอ”

 

“อะ...”

 

“ขอโทษทีนะคุณผู้ชาย ผมไม่เคยขอให้ใครมาวัดค่าผมหรอก” ผมตีหน้ายิ้ม มันคือการเสแสร้งเพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าผมไม่ใช่พวกที่จะยอมคนง่ายๆ “อย่ามาตัดสินผมเพียงเพราะคุณเห็นผมไปกับผู้ชาย คนที่จะให้ค่าชีวิตผมได้ไม่ใช่คนแปลกหน้าอย่างคุณ”

 

“...”

 

“และคุณประเมินผมซะต่ำเชียว” ผมกระตุกยิ้ม ตบแก้มเขาสองสามทีเป็นการท้าทาย ดวงตาสีดำไล่ต้อนจนผมสบกับเขาได้ ผมเลือกที่จะดันหน้าเขาออกไป ถึงจะฝืนร่างกายไปหน่อยแต่มันก็ดีกว่าให้เขามารินรดลมหายใจใส่ผม “ผมคิดว่าผมอยู่คนเดียวได้ ขอบคุณที่สละเวลามาคุยด้วยกัน”

 

“คุณโกรธผม?”

 

“ผมไม่ให้ค่าคนที่ประเมินผมต่ำหรอกครับ อย่าสำคัญตัวผิด”

 

“โซล”

 

“และกรุณาเรียกผมว่าคุณโซลด้วยนะครับ เพราะเราไม่ได้สนิทกันขนาดที่คุณจะมาเรียกชื่อผมห้วนๆ ได้” เจ้าตัวนิ่งงันไม่รู้เลยว่าอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบนั่น “คุณกลับไปเถอะ และถ้าว่างก็มาเยี่ยมผมใหม่ ตอนนั้นผมอาจจะสู้ฝีปากกับคุณได้”

 

“…”

 

“ส่วนตอนนี้ออกไปได้แล้ว ผมรำคาญ” ไม่มีการญาติดีอะไรทั้งนั้น ผมไม่จำเป็นจะต้องทำตัวน่ารักกับคนที่ด่าผมจนหน้าชา ให้เขาลากผมไปตบกลางสี่แยกยังดูจะเจ็บน้อยกว่า เสียดายที่สภาพผมคงไม่เหมาะกับการโดนทำร้ายร่างกายเท่าไหร่

 

เราสบตากันอีกครั้ง ผมใช้หลังมือเช็ดเลือดที่ไหลซึมมุมปาก อะไรนิยามว่าการโดนด่าจะต้องทำให้ผมสำนึกได้

 

ก็เขาพูดถูกแค่ส่วนเดียวเท่านั้น และทำไมเราจะต้องให้ค่ากับคนที่เราไม่รู้จัก

 

ถึงอย่างนั้นผมก็สนใจเขานะ

 

พวกที่โค่นล้มยาก มันมักจะล้มดังกว่าคนอื่น

 

“เชิญครับ” ผมผายมือเชิญให้เขาออกไปจากห้องพัก ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องสานต่อกับสิ่งที่จบไปแล้ว ตอนนี้ผมเหนื่อย การได้นอนคิดว่าตัวเองไร้ค่าแค่ไหนคงจะทำให้ผมดีขึ้นได้ไม่ยาก เจ้าตัวคนแปลกหน้าส่ายหัวให้กับผมเบาๆ ถึงอย่างนั้นก็ยอมเดินออกไปจากห้อง

 

ผมข่มตาลงไม่ยอมลืมตามอง

 

สะกดความรู้สึกไร้ค่าของตัวเองไว้ 

 

ถ้าผมไม่สนใจคำพูดนั้นก็จะเป็นเพียงเสียงแมลงที่บินผ่านไป ทว่าก็น่าเสียดาย...

 

ผมดันสนใจเจ้าแมลงนั่นด้วยสิ

 

“คุณได้เจอดีแน่”  

 

ร่างสูงเดินออกมาหลังจากถูกไล่ นัยน์ตาสวยหลุบลงไปขณะที่ลมหายใจผ่อนออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดูท่าว่าเจ้าเด็กร้ายจะไม่ฟังที่เขาพูดเท่าไหร่ ขนาดสั่งสอนไปแล้วก็ยังถูกต่อว่าว่าประเมินเขาต่ำเกินไป

 

ใครจะรู้ว่าเขาจะร้ายกว่าที่คิดไว้หลายขุมล่ะ

 

“ถ้าให้เดาคือเขาไม่ฟัง”

 

ตึก !

 

“และพี่ก็กำลังหงุดหงิด” เสียงทุ้มต่ำรั้งให้หันไปมองเจ้าของนัยน์ตาสีเดียวกันที่เดินล้วงกระเป๋ามาหา รอยยิ้มขี้เล่นที่ติดเจ้าเล่ห์นั่นทำให้เขาไม่อยากจะมองหน้า เลยจำต้องเบือนสายตาไปมองทะเลครามที่ใกล้จะมืดดำตามดวงอาทิตย์ “พี่เมินผมได้ใจร้ายมาก”

 

“ถ้าจะมาเยาะเย้ยก็กลับบ้านไปซะ”

 

“...”

 

“นายรู้ว่าการกวนประสาทตอนฉันอารมณ์ไม่ดี มันจะเป็นยังไง”

 

“มันก็เหมือนฉลามทำลายล้างไง”

 

“...”

 

“ทุกคนอาจตายได้เลย” เสียงหัวเราะไม่ได้พาให้เขาขบขัน กลับกันเขาเลือกที่จะตวัดสายตาไปปรามเจ้าน้องชายงี่เง่าที่เอาแต่จ้อไม่หยุด “แต่พี่คงไม่ทำหรอก เพราะเขาอยู่ที่นี่ ถ้าเกิดพี่ทำเราก็คงตายกันหมด”

 

“คิดว่าเขาทำอะไรเราได้หรือไง ก็แค่เด็กตัวเล็กๆ คนเดียว”

 

“เด็กตัวเล็กที่ลีลาถึงใจ”

 

“นี่...!”

 

“บางทีพี่ควรลองให้หนำใจ แล้วจะรู้ว่าสวรรค์มีจริง”

 

ปึง !

 

“หุบปาก”

 

“อึก!” ร่างกายสูงใหญ่ถูกกระแทกกับกำแพงจนขึ้นรอยร้าว หนักหน่วงจนรู้สึกว่าร่างกายเกือบจะหัก มือหนาที่กระชับคอเสื้อไว้ด้วยมือเดียวนั้น ทำเอาคนโดนกระทำกัดฟันข่มความเจ็บ หลุบตาต่ำไม่กล้ามองพี่ตัวเองที่เวลานี้ดวงตาวาวโรจน์แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มากโข

 

หากสิงโตคือราชสีห์ในพิภพ คนตรงหน้าก็เป็นราชันเหนือสิ่งใด

 

อิทธิพลที่ส่งผ่านมาทำให้ต้องก้มหัวรับคำไป ใครจะสู้บารมีของพี่ชายได้กัน

 

“ฉันไม่เคยสอนนายให้พูดแบบนี้ ดีแลน อย่ามาทำเหมือนว่าเขาเป็นแค่เศษสวะ”

 

“ผม...ผมก็แค่แนะนำ”

 

“…”

 

“พี่ควรจะทำอะไรบ้างไม่ใช่แค่นั่งมองเขาได้กับคนอื่น”

 

“แล้วนายทำตัวต่างจากคนอื่นตรงไหน”

 

“พี่...อึก!”

 

“นายเองก็ทำให้เขารู้สึกไร้ค่าไม่ต่างกัน” กดเสียงต่ำขณะที่พูดลอดไรฟัน เป็นการข่มขู่ที่ชวนให้ขาดอากาศหายใจ ร่างสูงที่ตัวใหญ่กว่าเขาบีบเข้าที่ต้นคอคล้ายกับจะฆ่ากันให้ตาย มือหนาเลยต้องเอื้อมไปจับข้อมือเขาไว้ สัมผัสได้ว่าเท้ากำลังลอยเหนือพื้น “ฉันเคยบอกนายแล้วว่าอย่าทำแบบนั้น ที่ฉันปล่อยให้นายทำไม่ได้แปลว่านายจะเอามาอวดกับฉันได้”

 

“พี่ อึก ผมหายใจไม่ออก”

 

“พูดคำนั้นออกมา”

 

“อ๊ะ!”

 

“ฉันบอกให้พูดคำนั้นออกมา ดีแลน!” ตวัดเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามอง ต่างตกใจที่พี่น้องมาทะเลาะกันในโรงพยาบาลแห่งนี้ ดวงตาสีนิลแข็งกร้าวมองเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าเขาเกือบสี่ปี เจ้าตัวกัดปากแน่นไม่นานนักก็ยอมคลายสิ่งที่พี่ขอออกมา

 

“ผม...ขอโทษ”

 

“อีกที”

 

“ผมขอโทษ อึก ผมไม่ได้ตั้งใจ”

 

“…”

 

“ไว้...ไว้ชะ...ชีวิตผมด้วย ดะ...ดีวาน”  

 

เสียงที่หลุดออกมาอย่างทรมานพาให้ลมหายใจถูกผ่อนทิ้ง ร่างของดีแลนร่วงลงกับพื้นทันทีที่เขาคลายมือออก ส่งผลให้คนน้องรีบโกยอากาศเข้าไปเติมเต็มร่าง ร่างสูงเจ้าของปริศนามากมายได้แต่ส่ายหน้าไม่บ่อยนักที่เขาจะลงไม้ลงมือกับน้องชายตัวเอง

 

แต่การมาพูดถึง ‘เรื่องต้องห้าม’ แบบนั้นมันก็ข่มอารมณ์ไม่ไหวจริงๆ

 

“อย่าให้ฉันได้ยินนายพูดแบบนั้นอีก ไม่งั้นนายจะไม่มีวันได้เห็นเขาอีกเป็นครั้งที่สาม”

 

“ผมก็แค่อยากหยอกพี่บ้าง ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้น”

 

“แล้วถ้าเกิดฉันพูดแบบนั้นกับนายบ้าง นายจะรู้สึกยังไง”

 

“…”

 

“จำใส่หัวไว้ อย่ามาลองดีกับฉัน ดีแลน”  

 

ผม...ฝันร้าย

 

ในฝันผมเห็นภาพตัวเองที่ตกลงสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ มีฉลามมากมายรายล้อมตัวผมไว้ พวกมันกัดกินซากคนตายที่มองยังไงก็เป็นร่างของพ่อแม่ผมชัดๆ มันทำให้ผมน้ำตาไหล พยายามส่งเสียงเรียกขอให้พวกมันปล่อยพวกท่านไป ทว่าเสียงที่ได้ยินกลับมีเพียงเสียงร้องไห้

 

และคำพูดที่ส่งผ่านไปไม่ถึง

 

‘ฮึก แม่ครับ พ่อครับ’

 

‘การร้องไห้ไม่ได้ทำให้คุณดูสูงขึ้น’

 

‘อะ...’

 

‘กลับกันคุณดูไร้ค่ากว่าเดิม’ เสียงทุ้มต่ำดังวนอยู่รอบตัวคล้ายกับมัจจุราชที่ลงมาเล่นกลให้ตายด้าน นัยน์ตาของผมกวาดมองทั่วพื้นน้ำ มันไม่มีอะไรเลยนอกจากเลือดสีแดงฉาน และเศษซากที่พวกปลาฉลามนับสิบทิ้งเอาไว้

 

ผมหายใจไม่ออก อากาศกำลังจะหมดและผมใกล้จะตาย

 

ผมบอกให้ตัวเองหยุดร้องไห้ ขณะที่ใครบางคนว่ายน้ำเข้ามาหาผม

 

ดวงตาผมปิดลงยามริมฝีปากนั้นป้อนลมหายใจ ผมมองไม่เห็นว่าเขาเป็นใครราวกับถูกปิดปาไว้ให้ไขปริศนา เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูนุ่มให้รู้สึกว่าหัวใจไม่ด้านชา มันทำให้ผมร้องไห้และยินดีรับคำพูดใจร้ายที่สาดมาให้ทารุณ

 

‘คุณไร้ค่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่โซล’

 

‘ไม่...’

 

‘คุณไม่ได้มีค่าขึ้นเลย’  

 

‘ไม่นะ!’

 

“เฮือก...!” ผมสะดุ้งลืมตาโพล่งในเช้าวันใหม่ เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วใบหน้าเช่นเดียวกับน้ำตาที่ผ่านหางตาหยดลงบนหมอน ผมหอบหายใจกวาดตามองเพื่อสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ผมยังคงอยู่ในโรงพยาบาล คืนแรกกำลังผ่านไปทดแทนด้วยแสงของวันใหม่ที่สาดส่องมาผ่านหน้าตา

 

ผมกะพริบตาค่อยๆ ขยับกายตัวเองขึ้นมานั่ง ความเจ็บจากแผลทำให้ผมรู้ว่าตัวเองตื่นจากฝัน ถึงอย่างนั้นหยาดใสที่ไหลผ่านก็บอกให้ผมรู้ว่าตัวเองจริงจังกับมันขนาดไหน คำพูดของผู้ชายคนนั้นยังลอยวนอยู่ในหัว ให้นึกกลัวกับคำกล่าว

 

ผมไม่รู้ทำไมถึงต้องเก็บมากคิดมาก หรือเพราะตอนนี้ตัวเองอ้างว้างเลยรู้สึกว่าแบกรับอะไรไม่ไหว

 

มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงในเมื่อผมก็...

 

โดดเดี่ยวมาทั้งชีวิต

 

ก็อกๆ

 

เสียงเคาะประตูรั้งความสนใจให้หันไปหา คาดว่าน่าจะเป็นพยาบาลที่มาเช็ดตัวให้ ผมเดาจากเวลาของนาฬิกาที่ติดไว้เหนือทีวีในห้อง มันบอกว่าตอนนี้เจ็ดโมงกว่า ถ้าไม่เช็ดตัวก็คงให้กินยาก่อนอาหาร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนผมก็รีบปาดน้ำตาที่อาบแก้มทั้งสองข้าง ผมไม่อยากถูกเซ้าซี้ถามว่าผมเป็นอะไรหรืออยากให้โทรเรียกญาติที่ไหนไหม

 

มันจะเป็นการตอกย้ำว่าผมไม่มีใครชั้นดีเลย

 

“เชิญครับ” ผมตะโกนบอกเมื่อเห็นว่าคนนอกห้องไม่เข้ามาสักที บางทีเธอคงอยากจะให้ผมอนุญาตก่อน ก็ห้องที่ผมนอนอยู่เป็นห้องพักผู้ป่วยแบบพิเศษ ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันที่ได้ห้องนี้ ถึงอย่างนั้นก็รีบสลัดความคิด ถอนหายใจพร้อมกับสูดเข้าเพื่อตั้งสติ จะได้คุยกับคนที่เข้ามาได้รู้เรื่อง

 

ต่อให้คนที่เข้ามาจะไม่ใช่คนที่ผมคิดไว้ก็ตาม

 

“คุณ!”

 

“อรุณสวัสดิ์”

 

“…!!!”

 

“ตื่นเร็วดีนิ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นหลังจากที่ผมเบิกตากว้าง เจ้าของใบหน้าคมคายไม่ได้ยิ้มรับ เขาเพียงแค่เข็นรถที่มีอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดมาใกล้ผม ดวงตาสีดำสบลงขณะที่ผมตกใจแทบบ้า “ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ผมไม่ได้จะมาฆ่าคุณสักหน่อย”

 

“ผะ...ผมแปลกใจที่คุณอยู่ที่นี่ต่างหาก หรือคุณจะมาว่าอะไรผมอีก” ผมสวนกลับพร้อมกับสบตาเขานิ่ง พยายามวางมาดหยิ่งเพื่อให้เขารู้ว่าผมไม่ใช่คนที่เขาจะมาเล่นด้วยได้

 

เมื่อวานนี้เขาจิกกัดผมจนฝันร้าย ถ้าวันนี้พูดอีกผมคงหนีออกจากโรงพยาบาลกลับไปโดนน้ำล่อฉลามให้กินผมให้ตาย

 

อย่างน้อยพวกมันก็พูดทำร้ายจิตใจผมไม่ได้เหมือนเขาคนนี้

 

“ถ้าคุณยังด่าผมไม่พอใจอีก ผมคิดว่าคุณควรจะไปแผนกจิตเวชนะ”

 

“งั้นเราก็ควรไปด้วยกัน คุณจะได้รับการบำบัดสักที”

 

“นี่!” ผมกัดฟันกรอด คิ้วสวยขมวดกันแน่นเมื่อถูกสวนกลับแบบนั้น เจ้าของนัยน์ตาสีนิลกระตุกยิ้มพลันก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหรี่ตาลง จับจ้องคราบน้ำตาที่ผมไม่ทันสังเกตว่ายังอยู่บนใบหน้า ซ้ำร้ายมือหนายังเลื่อนมาแตะแก้มของผมเอาไว้ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมามีอิทธิพลกับหัวใจ

 

จะเบือนหน้าหนีเขาก็ไม่ให้ทำ

 

“ร้องไห้ทำไม”

 

“ผมไม่ได้ร้อง”

 

“แต่ตาคุณแดง”

 

“แล้วตรรกะไหนที่บอกว่าตาแดงแปลว่าร้องไห้”

 

“…”

 

“หรือต่อให้ผมร้องไห้ มันก็ไม่ได้เป็นเพราะคุณ” ผมแค่นหัวเราะส่ายหน้าไปมาคล้ายรำคาญเขาเต็มทน เอาจริงๆ ผมก็อยากจะเอาคืนเขาเรื่องเมื่อวานอยู่หรอก แต่การโผล่มาตอนนี้ผมก็เหมือนตั้งรับไม่ทัน พูดตรงๆ คือผมไม่คิดว่าเขาจะมาอีกหลังจากที่ผมไล่เขาออกไปแบบนั้น

 

ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเขาหายตัวไป ผมจะตามหาเขาเพื่อเอาคืนหลังตัวเองออกจากโรงพยาบาล

 

มันเหมือนกับเกมที่เราวางเดิมพัน ยอมปล่อยให้หมากตัวนี้โดนกินเพื่อใช้หมากอีกตัวกินมันอีกที

 

เพียงแค่ต้องใช้เวลา

 

“คุณมาที่นี่ทำไม”

 

“ผมว่าง” เขาตอบ สีหน้าไม่ยินดียินร้ายผิดกับผมที่แสดงความไม่เข้าใจให้ได้เห็น

 

“ว่างก็เลยมาเนี่ยนะ คุณบ้าหรือเปล่า”

 

“ก็คุณบอกเองว่าถ้าว่างแล้วให้มาหา”

 

“อะ…”

 

“และผมต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ” ปลายนิ้วกดลงบนริมฝีปากที่มีร่องรอบความบอบช้ำจากสิ่งที่ทำเมื่อวานนี้ มันทำให้ผมนิ่งก่อนจะกระตุกยิ้มเมื่อคิดได้ว่าเขาเองก็ไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นที่ปรารถนาในตัวผม ไม่มีใครที่ลองจูบกับผมแล้วไม่กลับมาซ้ำอีก

 

ถึงจะนิสัยไม่ดี แต่เขาคือคนที่เล่นเกมเป็น

 

“ติดใจปากผมขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณผู้ชาย”

 

“…”

 

“แต่วันนี้ผมไม่ให้คุณจูบผมง่ายๆ หรอกนะ” ผมกระซิบข้างหูเขา ให้ปลายจมูกไล้แผ่นแก้มขาวมาที่ริมฝีปาก แลบลิ้นเลียมันเบาๆ แล้วผละมามองหน้า เลื่อนตามองถังน้ำที่วางอยู่บนรถเข็นที่เขาเอามาก็เลยรู้ว่าเขาจะทำหน้าที่แทนพยาบาล “คุณจะเช็ดตัวให้ผมเหรอ ถึงถ่อสังขารมาที่นี่”

 

“...พยาบาลบอกว่าควรเช็ดตัวให้คุณตอนนี้”

 

“คุณก็เลยยอมทำง่ายๆ?”

 

“แล้วมันผิดตรงไหน”

 

“ผิดที่คุณมัวแต่ชักช้าไง”

 

“โซล”

 

“เอาเลยสิ ถอดเสื้อผ้าผมแล้วจัดการ”

 

“…”

 

“ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะทนได้สักกี่น้ำ :) ”  

 

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น