Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 7 : คนเหนือน้ำ

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 7 : คนเหนือน้ำ

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.2k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 21:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 7 : คนเหนือน้ำ
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 7 : คนเหนือน้ำ 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

เรียวลิ้นสอดประสาน 

 

ผมบดขยี้ริมฝีปากร้อนจัดทันทีที่ลากดีแลนขึ้นมาบนห้องชั้นบนสุด มันคือห้องวีไอพีที่มีไว้ใช้กับพวกกระเป๋าหนัก ถึงวันนี้ผมจะไม่ได้พกเงินติดตัวมาสักบาท แต่พอรู้ว่าผมเป็นใคร และมาที่นี่บ่อยขนาดไหน พนักงานก็ยินดีจะเปิดห้องให้โดยผมสัญญาว่าจะโอนเงินคืนทีหลังหลังเสร็จกิจ

 

ผมโอบรอบคอดีแลนไว้แน่น ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเกือบสิบเซ็นทำให้ผมต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อที่จะจูบเขาได้ถนัด เจ้าตัวเลยอุ้มผมให้ขาผมเกี่ยวกับเอวสอบเอาไว้ สอดลิ้นเข้ามาด้านในกวาดต้อนความหวานที่มีไปจนหมด ผมอยากถูกเขากอด เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองต้องการเซกส์ขนาดนี้

 

อาจเพราะว่าผมเพิ่งเจอเรื่องไม่ดี และการมีอะไรกับใครสักคนมันจะทำให้ผมหลงลืมเรื่องพวกนั้นได้

 

“คุณรีบร้อนจังนะ” เขากระซิบตอนที่ผมบังคับให้นั่งลงบนเตียงขนาดคิงไซส์ ซุกไซ้หน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น กลิ่นโคโลญจน์ที่ไม่ใช่น้ำหอมฉุนเหมือนยิ่งกระตุ้นผมเข้าไปอีก ผมขบกัดเบาๆ ที่ลำคอเขาไล้จูบยาวลงมา ใช้ปากดึงกระดุมเสื้อเขาออกไป ยาวมาขนถึงกางเกงที่คั่นกลางไว้

 

ดวงตายั่วยวนตวัดไปสบกับคนที่ขยุ้มเรือนผมของผมอยู่

 

“หึ คุณมันอสรพิษ”

 

“ผมแค่อยากรู้ว่ามันจะคิดถึงผมบ้างไหม”

 

“หึ...”

 

“คุณยังจำได้ใช่ไหมว่าตอนนั้นมันสนุกแค่ไหน” ผมแลบลิ้นเลียลอนกล้ามของเขา ไล้จูบไปตามกลางกายที่ซ่อนตัวอยู่ในร่มผ้า ยังไม่ทันจะเอาออกมา มันก็นูนชี้หน้าผมซะแล้ว “ผมคิดถึงเซกส์ของคุณมากเลยรู้ไหม”

 

“คิดถึงแค่เซกส์ของผมหรือไง ไม่มีอย่างอื่นให้จำเลยเหรอ”

 

“ไม่มี” เขาขบขันไม่โกรธที่ผมตอบแบบนั้น จะเอาอะไรกับคนที่มีเซกส์กัน เราก็แค่อยากปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นเติมเต็มความต้องการของกันและกันเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะไม่นอนกับคู่นอนเก่าของตัวเอง ผมรู้สึกว่ารสเซกส์มันจะเปลี่ยนไป อีกอย่างผมไม่อยากให้ตัวเองไปผูกพันกับใคร

 

คนอย่างผมจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

ติดแค่ว่าอ้อมกอดของดีแลนมันเป็นอะไรที่ดึงดูด ยิ่งกว่าสารเสพติดอาทิบุหรี่ที่ผมชอบใช้ซะอีก

 

“อื้ม~” เขาครางต่ำเมื่อผมครอบครองส่วนนั้นด้วยปาก ปลุกเร้ามันด้วยความร้อนเร่า ขนาดที่ใหญ่เกินกว่าจะครอบงำจนมิดนั้นทำให้ผมเกือบสำลักนิดหน่อย ผมเลยต้องใช้มือช่วยด้วยเพื่อปรนเปรอให้เขาพอใจ ดีแลนหอบหายใจเล็กน้อยมองดูการเอาใจที่มอบให้ ผมใช้ปลายลิ้นเลียส่วนปลาย สบตากับเขาเพื่อรู้ว่าเขามีอารมณ์มากแค่ไหน

 

ขบกัดเล็กน้อยให้เขากระตุกยิ้มร้าย ลากลิ้นเลียไปตามความยาวเป็นการเอาใจ จากนั้นก็ยืดกายขึ้น ใช้ปลายนิ้วเช็ดหยาดใสที่มุมปาก ถ้าให้เขาเสร็จเลยตั้งแต่แรกก็คงไม่สนุกเท่าไหร่นัก ก็เลยปล่อยค้างคาไว้อย่างนั้นเพื่อทำอะไรที่มันเร้าใจกว่า

 

ดีแลนมองผมที่ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อตัวเอง ถอดมันออกออกโยนไปให้ไกลเพื่อเชิญชวนให้เขาเข้ามาหา มือหนาลูบไปทั่วกายผม สัมผัสหยาดเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง ก่อนที่ผมจะสะดุ้งเมื่อเขาแตะเข้าที่ผ้าพันแผลสีขาว

 

ผมลืมไปเลยว่าตัวเองเจ็บอยู่

 

“คุณมีแผล”

 

“อะ...จริงด้วย ผมลืมไปเลย” ผมก้มมองมัน พ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “แต่มันคงไม่เป็นไร ผมไม่เจ็บเท่าไหร่แล้วตอนนี้”

 

“แต่ถ้าเราทำมากกว่านี้ แผลคุณอาจจะฉีกขาดได้”

 

“คุณแรงเยอะขนาดนั้นเลยหรือไง?”

 

“คุณเคยลองแล้วนิ” ผมกัดปากมองคนเจ้าเล่ห์ที่ตอบผมอย่างนั้น เขากดจูบไปตามหน้าท้อง สูดดมกลิ่นผ้าพันแผลตรงเลือดที่ซึมออกมา คงเป็นภาพที่โรคจิตไม่ก็น่ากลัวสำหรับใครหลายคน ทว่าผมกลับมองเห็นความหลงใหลในร่างกายนี้

 

ดีแลนแลบลิ้นเลียมัน ไม่สนใจความสากของผ้าหรือความสกปรกของแผล ผมทิ้งตัวลงนั่งคร่อมตักให้เขาดึงกางเกงลงให้...

 

ด้วยปากของเขา

 

“ตอนนี้ผมถอดกางเกงคุณออกได้แล้ว ที่รัก”  

 

“อะ...อื้อ”

 

“แต่ผมคงโหดร้ายกับคุณไม่ได้มาก ไม่งั้น ‘เขา’ คงฆ่าผมตาย” เจ้าตัวกระซิบชิดร่างกาย ให้ความรุ่มร้อนอาบไล้ขณะที่ผมหอบหายใจ มือหนากอบกุมทุกความอ่อนไหว เร่งเร่าให้มีอารมณ์ร่วมกัน “ผมจะอ่อนโยนเท่าที่จะได้ ถึงมันจะไม่ใช่สไตล์ของผมก็ตาม”

 

“คุณอยากทำอะไรก็ทำเถอะน่า อย่ามัวกังวลกับแผลของผมนักเลย”

 

“แต่คุณจะเจ็บ ถ้าผมใจร้าย”

 

“ไม่มีอะไรเจ็บไปกว่าชีวิตผมแล้ว ดีแลน”

 

“อะ...”

 

“เพราะงั้นถ้าคุณไม่อยากให้ผมเจ็บกับสิ่งที่เจอมาไปมากกว่านี้ คุณต้องกอดผม กอดด้วยแรงทั้งหมดที่คุณมี”

 

กึก !

 

“ทำให้ผมลืมไปเลยว่าความเจ็บนี้มีอยู่จริง” ผมเบียดกายเข้าหา กดจูบกับริมฝีปากร้อนผ่าวทำให้เขารู้ว่าผมปรารถนาในตัวเขามากแค่ไหน แรกเริ่มดีแลนดูจะเหมือนลูกแมวที่ปล่อยให้ตัวเองเป็นเหยื่อ กระทั่งผมปลุกเร้าให้ เขาก็เริ่มทนไม่ไหว กายร้อนโอบกอดผมไว้ ความดิบเถื่อนเป็นสิ่งแรกที่ได้รับ

 

เจ้าตัวดันร่างผมให้นอนราบ ซุกไซ้ซอกคอขาวพร้อมกับเกี่ยวเอากางเกงขายาวหลุดออกไป บีบเค้นฝ่ามือกับร่างกายระวังเพียงจุดเดียวคือเอวผม ฝากฝังรอยแดงไว้มากมายให้ผมครางเร่าด้วยความเสียดเสียว มือเล็กก็เกาะเกี่ยวบ่าแกร่งไว้แน่น

 

เขาเป็นคนแรกที่ผมรู้สึกว่าบ่ากว้างขนาดนี้ มันเป็นกล้ามเนื้อที่ดีเหมือนนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ

 

ร่างสูงก้มลงมาจูบปากผมอีกครั้ง สอดลิ้นเข้ามาเก็บเกี่ยวความหวาน กอบกุมส่วนนั้นพาเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ ยามที่ความดุดันสอดลึกเข้ามา ผมผวากอดเขาไว้แน่น กายบางเคลื่อนไหวไปตามแรงส่ง ส่วนปลายกระทบกับจุดเร้าเล่นเอาเสียดเสียวยิ่งกว่าอะไร

 

ผมร้องไห้ เจ็บปวดกับสิ่งที่เขามอบให้

 

แต่คุณรู้อะไรไหม...?

 

นี่แหละคือความสนุกของเซกส์ :)

 

“อื้ม ดีแลน อ๊า ดีจัง ลีลาคุณดีชะมัดเลย”  

 

เรากอดกันหนักมาก ไม่มีความปราณีหรืออ่อนโยนอย่างที่เขาบอกเอาไว้ ผมรับรู้ได้แค่กายร้อนที่แทรกเข้ามาด้านใน ให้ผมโอบรัดไว้กระตุกถี่ไม่ต่างจากหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นส่ำ ดีแลนฟัดผมชนิดที่เรียกว่ายับ ผมไม่รู้ว่าเขาไปเอาแรงมาจากไหนนักหนา ถึงอย่างนั้นผมก็มีความสุขมาก

 

แลกกับร่างกายที่ระบมช้ำไม่มีชิ้นดี

 

“ผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่”

 

“หืม?”

 

“ถ้าคุณสูบมันอีก ผมจะกินคุณ” คนตัวโตที่เพิ่งตื่นหันมาย่นคิ้วใส่ ผมเลยแกล้งพ่นควันสีขาวใส่หน้าเขา ดีแลนขมวดคิ้วหนัก เขาเบือนหน้าหนีก่อนจะเอื้อมมือมาดึงบุหรี่จากมือผม โยนออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่สนว่ามันจะไปหล่นลงบนหัวใครไหม

 

ผมส่ายหน้า ไม่ได้ว่าเขาที่ทิ้งบุหรี่มวนใหม่ แค่รู้สึกว่าเขาไหวตัวช้าไป

 

ผมสูบจนพอใจแล้วต่างหาก แค่ขี้เกียจดับมันด้วยตัวเอง

 

“นั่นบุหรี่ราคาแพงนะ เผื่อคุณไม่รู้”

 

“แต่มันเหม็น ไม่เข้าใจว่าคุณสูบเข้าไปได้ไง”

 

“ไหนคุณบอกว่าตัวผมหอมไง”

 

“…”

 

“มันก็มีแต่กลิ่นบุหรี่ทั้งนั้น” ผมสบตากับเขา ท้าทายเช่นทุกวัน ผมจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าตัวผมหอมทั้งที่ผมสูบบุหรี่หนัก นั่นแปลว่าเขาไม่ได้มีปัญหากับมัน ทว่าเขามีปัญหาเวลามันไม่ได้อยู่บนตัวของผมต่างหาก “คุณแค่หาข้ออ้างที่จะหอมผมไม่ได้มากกว่า”

 

“ผมไม่จำเป็นต้องเอาข้ออ้างนั้นมาใช่ เพราะผมสามารถหอมคุณได้เท่าที่ผมต้องการ”

 

“โดยไม่ขออนุญาต?”

 

“นับหนึ่งถึงสาม คุณจะเป็นฝ่ายทำมันก่อนผม” แววตากวนประสาทที่สวนกลับทำให้ผมกัดปาก สิ่งเดียวที่ผมเกลียดชังคือการถูกทำเหมือนว่าอยู่ใต้ร่าง ทั้งที่ความจริงผมถือไพ่เหนือกว่าหลายขุม ดีแลนกระตุกยิ้มให้ผม เขานิ่งเงียบไปราวกำลังนับเลขอยู่ในใจ

 

และมันทำให้ผม...

 

“อื้ม~” ผมฝืนกายขึ้นไปนั่งบนตัวเขา บดขยี้ริมฝีปากร้ายกาจที่ท้าทายผมดีนัก ผมรู้ว่าตัวเองแพ้พนันแต่การเลียปากอย่างเชิญชวนนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำผมอดใจไม่ไหว ผมป้อนรสชาติขมปร่าของนิโคตินให้เขาละเลียดชิมเพื่อว่าเราจะเป็นโรคร้ายตายไปด้วยกัน จากนั้นก็มอบความหวานฉ่ำให้เขากลบทับรสขมเฝื่อนเมื่อกี้ให้หายไป

 

เบียดกายเปลือยเปล่าลงกับส่วนล่างที่ไม่มีเสื้อผ้าอะไร ก่อนจะกระซิบเสียงใสข้างหูเขา...

 

“ขอหนักกว่าเมื่อคืนอีกรอบสิ”  

 

กว่าผมจะเสร็จกิจตัวเองก็ปาไปช่วงบ่ายของวัน แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมไม่อยากกลับที่ศูนย์วิจัย เอาแต่คุดตัวนอนอยู่ในห้องนั้น เฝ้ามองเวลาที่ผ่านไปพลางคิดว่าที่กรงขังกลางทะเลนั่นจะเป็นยังไงบ้าง ป่านนี้คงวุ่นตามหาตัวผมกันใหญ่

 

เสียดายที่แค่ได้กลิ่นทะเล ผมก็ไม่อยากออกไปไหน อยากจะจมหายไปกับเตียงนอน

 

“คุณไม่กลับบ้านเหรอ”

 

“หืม...”

 

“คราวที่แล้วเห็นรีบเชียว” ถ้อยคำหยอกล้อทำผมยกยิ้มนิดหน่อย หันไปมองดีแลนที่นอนกอดผมไว้ ฝังหน้าลงกับซอกคอขาวที่มีรอยแดงจากกิจกรรมที่ทำตราตรึงไว้เต็มไปหมด “หรือว่าตอนนี้คุณมีเวลาให้ผมแล้ว”

 

“ผมมีเวลาให้กับสิ่งที่ผมถูกใจเสมอ ดีแลน”

 

“...”

 

“อยากอยู่ในลิสต์พวกนั้นไหมล่ะ” ผมสบตาเขา เกลี่ยแก้มขาวเบาๆ ของคนที่กัดปากอย่างยั่วยวน ไม่มีใครที่ไม่อยากอยู่ในลิสต์ของผม เวลาผมขึ้นบกทุกคนจะเสนอตัวมาหาผมยิ่งกว่าผึ้งตอมดอกไม้ ยอมรับว่ามันก็สนุกที่ไม่ต้องฝืนกายทำอะไรมาก แค่ทิ้งสายตาก็มีผู้ชายมาเสนอของให้ฟรีๆ

 

แต่ดีแลนค่อนข้างแตกต่าง ถึงเขาจะเป็นคนเข้าหาผมก่อน แต่ไม่บ่อยที่ผมจะนอนกับใครซ้ำ

 

ต้องขอบคุณลีลาเขาแล้วก็...

 

ดวงตาสวยๆ คู่นั้น

 

“ผมคิดว่าผมอยู่อยู่แล้วนะ”

 

“มั่นใจตัวเองเก่ง”

 

“เพราะมันคือเรื่องจริง” เขากระซิบทิ้งปริศนาไว้ให้ผมไขต่อ “บางทีผมอาจจะต้องไปอาบน้ำสักหน่อย ตัวผมแห้งจะแย่”

 

“ถ้าเป็นคนอื่นจะชวนผมอาบด้วย”

 

“ผมคิดว่าเราทำกันเยอะพอแล้ว” ผมทำหน้าเหลือเชื่อ เท้าคางมองคนที่ลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าขนหนูมาผันเอวไว้ บอดี้ของดีแลนเป็นอะไรที่ถูกใจผมมากๆ ทั้งบ่าที่กว้าง ช่วงตัวที่คอดลงมานิดหน่อย มัดกล้ามที่แน่นไปทั่วทุกสัดส่วน ผมชอบเวลาที่เขาเกร็งท้องแล้วมันเด่นชัดขึ้นมา คงเป็นสิ่งที่กระชากใจสาวๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

บางทีผมอาจจะเป็นคนนึงที่ตกหลุมพราง

 

ผมสะบัดความคิดนั้นออกจากหัว ฝืนตัวหยิบเสื้อผ้ามาใส่ เดินไปเท้าแขนกับราวกั้นมองทะเลที่กว้างใหญ่ มันดูเหมือนจะไกลสุดลูกหูลูกตา ถ้าคุณไปไม่ถึงเส้นขอบฟ้าก็จะไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้นบ้าง สิ่งแรกที่จะเห็นก็คือศูนย์วิจัยของผม ซึ่งมันอยู่ไกลจากฝั่งมากยิ่งกว่ามาก ถ้าขับเรือผิดทิศทางก็จะไม่มีวันได้พบมัน

 

เหมือนกับสถานที่ลึกลับนอกแผนที่คนเดิน

 

‘ระวังฉลามด้วยนะครับ ระวังฉลามด้วย’

 

“หืม?” เสียงประกาศจากโทรโข่งรั้งสายตาผมให้หลุบมองชายหาด เวลานี้บ่ายกว่า มีคนไม่น้อยที่นอนอาบแดดและเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ทะเลสีใสมาพร้อมกับเกลียวคลื่นที่ไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นบางอย่างว่ายอยู่ในนั้น

 

สัตว์ร้ายขนาดตัวไม่ใหญ่มาก วนเวียนไปมาราวกับหาเหยื่อ ผมย่นคิ้วนิดหน่อยเพราะตั้งแต่มาที่นี่ ผมไม่เคยเห็นฉลามที่เข้ามาใกล้จุดที่มีคนเยอะขนาดนี้ มันควรจะอยู่ตามน้ำลึกมากกว่า แต่จะว่าก็ไม่ได้ มีหลายที่เหมือนกันที่มีฉลามอยู่ตามชายฝั่ง

 

ถ้าตัวเล็กก็ยังพอหลบทัน แต่ถ้าตัวใหญ่ล่ะก็...

 

“นั่นมัน...!” ผมเบิกตากว้างเห็นครีบยาวที่ลอยอยู่ไม่ไกล มองจากที่สูงมันดูจะใหญ่กว่าฉลามทั่วไปค่อนข้างมาก ส่วนนึงที่เว้าแหว่งทำใจผมสั่น วินาทีนั้นผมแต่งตัวดีๆ รีบวิ่งออกจากห้องโดยไม่สนใจเสียงของดีแลนที่ถามหา ผมวิ่งลงบันไดมาชั้นล่าง ข้ามถนนแบบไม่สนว่าจะโดนชนไหม มาหยุดยืนหอบหายใจพยายามกวาดตามองหาครีบยาวที่หายไป

 

ผมไม่รู้ว่าใช่ไหม แต่ผมกลัวว่าจะเป็น...

 

“ลูกแม่!” ผมหันขวับตามเสียงกรีดร้องลั่น เห็นคุณแม่คนนึงพยายามจะว่ายลงน้ำ ทว่าก็มีคนจับตัวเธอไว้ มีหลายคนมากที่ลุกฮือหนีขึ้นจากทะเลไป ผมรีบสอดส่ายสายตาก่อนจะเจอกับเด็กคนนึงที่อยูในห่วงยาง เขากำลังลอยตามน้ำเพราะเกลียวคลื่นพาพัดไป ซ้ำร้ายคลื่นลูกใหญ่ก็ใกล้จะโถมใส่เต็มที

 

ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเนื่องจากเวลานี้มีฉลามเต็มไปหมด ขนาดพวกเล่นสปีดโบ้ทยังหนีขึ้นกันเป็นแถบ ผมไม่รู้ว่าจะมีใครกล้าอาสาลงไปช่วยเด็กไหม แต่ถ้าเราปล่อยเขาไปแบบนั้น เจ้าตัวคงไม่รอดเป็นแน่

 

เสียงร้องไห้แงๆ ดังสนั่นนั่นยิ่งทำให้พวกฉลามเล็งเป้าไปที่เขา

 

“ผมขอยืมมันหน่อยนะ”

 

“คะ...คุณจะเอาไปทำอะไร ตอนนี้มีฉลามนะ” เจ้าตัวพูดเสียงสั่น ชี้มือไปทั่วทะเลที่มีฉลามนับสิบตัวได้ “ถ้าลงไปมีหวังตาย”

 

“งั้นก็ห้ามตายสินะ”

 

“เฮ้คุณ...!” ผมยิ้มให้เขาก่อนจะกระโดดขึ้นสปีกโบ๊ทที่จอดไว้ ดีหน่อยที่เขาคากุญแจ ผมเลยบิดออกไปมันพุ่งตัวไปหาเด็กน้อยคนนั้นผ่านฉลามที่ว่ายหนีนิดหน่อย แต่เสียงเครื่องยนต์ รวมถึงสายน้ำที่แหวกออกหย่อมเป็นที่น่าจับตามองมากกว่าเด็กที่ตีขาอยู่เฉยๆ ผมจึงยอมเป็นเหยื่อล่อฉลามหวังเพียงให้ใครสักคนลงไปช่วยเด็กคนนั้นไว้ก่อนที่ฉลามพวกนี้จะรู้ว่าไอ้เครื่องนี่กินไม่ได้

 

แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้างเท่าไหร่ เพราะมัวแต่สนใจด้านหลังไม่มองด้านหน้า สปีกโบ๊ทที่ผมขับมาเลยกระแทกกับคลื่นยักษ์เต็มๆ !

 

ผัวะ !

 

“อึก!” ร่างของผมกระเด็นเข้าสู่หยาดน้ำ มันหมุนวนพาร่างกับสปีดโบ๊ทที่ผมขับมาตีลังกาไม่ยอมหยุด นาทีนั้นผมไม่รู้ว่าตัวเองผ่านปากฉลามไปกินตัว รู้แค่ว่าจะต้องหาอากาศเข้าปอดก่อนจะตายเพราะจมน้ำ “เฮือก!”

 

“กรี๊ด!” เสียงกรี๊ดของใครบางคนดังขึ้นตอนผมโผล่ขึ้นมาหายใจ พยายามตะเกียดตะกาย มุ่งฝ่ามัจจุราชมากมายเพื่อว่ายหนีมันไปให้ไกล แต่คลื่นลูกใหญ่ก็ซัดผมอีกรอบจนหัวหมุนเป็นลูกข่าง หัวของผมกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง ทำให้ผมมึนมากจนว่ายน้ำไม่ไหว

 

ร่างกายผมหนักอึ้งตอนโดนคลื่นลูกที่สามซัดพาไป ฉลามว่ายวนไปมาคล้ายกับรอดูว่าผมจะดิ้นรนหนีมันยังไงหากสภาพเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นพวกนี้มันยังไม่น่ากลัวเท่าสิ่งที่ผมเลี้ยงไว้ แต่เพราะเป็นพวกนี้ไงผมถึงมั่นใจว่ามันจะทำร้ายผมได้

 

ยิ่งหยาดแดงจากแผลที่ปิดไว้เริ่มไหลออกไป ผมคิดว่าตัวเองคงไม่...

 

‘โซล!’  

 

“อ๊ะ!” เสียงเรียกในมโนความคิดทำผมดึงสติกลับ ผมเห็นฉลามตัวนึงว่ายเข้ามา อ้าปากกว้างคล้ายกับจะกินผมเข้าไป พลันมันก็เบนหัวพร้อมกับที่ทุกตัวกระจายหนี ราวกับมีบางอย่างไล่มันออกไป วินาทีนั้นผมย่นคิ้วใส่ก่อนจะเบิกตากว้างมองใครบางคนที่ว่ายน้ำมาหา

 

ดวงตาสีดำขลับจ้องผสานเข้ามาในดวงตา ฝ่ามือแนบลงบนแก้มขณะที่ใบหน้าเคลื่อนเข้าหา ลมหายใจไม่สามารถพ่นออกมาเพราะอยู่ใต้น้ำ ผมเลยไม่แน่ใจว่าความหล่อเหลาของเขาสามารถทำให้ผมลืมหายไปได้ไหม ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือมาจากไหน ถึงทำให้ฉลามพวกนั้นหนีหายไปได้

 

รู้แค่ว่าเขากำลังกอดผมไว้

 

และป้อนอากาศให้ผ่านปากตัวเอง 

 

“อื้อ” ผมครางในลำคอจับบ่ากว้างของเขาไว้แน่น จับจ้องเข้าไปในดวงตาของกายแกร่งรับเอาอากาศเอามาเติมเต็มร่าง ทว่ามันเหมือนยิ่งเขาป้อนอากาศ ผมก็ยิ่งหายใจไม่ออก ได้แต่กอดคอเขาไว้ กดจูบกับริมฝีปากเย็นชืดเพราะอยู่ใต้น้ำที่เย็นจัด เขาค่อยๆ ตีขาพาผมขึ้นไปเหนือน้ำ

 

นาทีนั้นแหละที่ผมถึงได้สัมผัสอากาศจริงๆ

 

“เฮือก! แค่กๆ!” ผมหอบหายใจ เอาอากาศใสเข้าร่าง กอดอีกฝ่ายไว้แน่นพร้อมกับสำลักน้ำอย่างหนัก ดีที่เขาไม่ปล่อยให้ผมจมลงไปอีกครั้ง คาดว่าคราวนี้คงรอดไม่ได้ เขาโอบเอวผมไว้ค่อยๆ ว่ายพาเข้าฝั่ง ทุกคนที่เป็นหน่วยพยาบาลรีบเข้ามาประคองผมออกจากเขา วางลงกับหาดทรายสีขาวพยายามเรียกสติผมคืนมา

 

“คุณครับ คุณไม่เป็นไรแล้วนะ”

 

“เขาเลือดไหลตรงเอวด้วย รีบเอากล่องพยาบาลมา”

 

“แฮ่ก...”

 

“ไม่เป็นไรนะครับ เราจะช่วยคุณเอง คุณจะปลอดภัยแน่นอน” ภาพตรงหน้าเบลอไปหมดเช่นเดียวกับเสียงที่อื้ออึงจนฟังไม่ได้ศัพท์ มีคนมากมายที่เข้ามาล้อมผมไว้ แต่ผมกลับสนใจคนที่ช่วยผมเท่านั้น นัยน์ตาดำขลับจ้องมองผม ความเรียบนิ่งเป็นสิ่งเดียวที่มอบมาให้ ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกที่จะจับมือเขาไว้

 

เค้นเสียงสั่งคนที่เพิ่งจูบกันไปให้อยู่ด้วยกัน

 

“อย่าหนี ผมต้องการคุณ”

 

ผมถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำแผลที่เอวและหัว ผมคิดว่าหัวของผมน่าจะโขกกับสปีกโบ๊ทที่ตัวเองขี่มา มันคงโดนน้ำซัดอย่างแรงเลยมาโดนผม ตอนนั้นมันคอนโทรลอะไรไม่ได้ ดีแค่ไหนที่ผมไม่โดนฉลามกินเข้าไป ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเจ้าของเรือยนต์นั่น

 

โดยที่ตัวเองไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว

 

“ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกล่าวกับพยาบาลที่เอาอะไรสักอย่างมาให้เซ็น ผมไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหนระหว่างทางมาที่นี่ รู้แค่ว่าพอตื่นมาก็เจอกับคนที่ช่วยผมไว้ เขาอยู่ในชุดลำลองแตกต่างจากตอนอยู่ใต้น้ำ ถึงจะเลือนรางผมก็จำได้ว่าเขาใส่แค่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียว

 

ผิดกับตอนนี้ที่ใส่ชุดลำลองแบบมิดชิดทุกส่วน เว้นใบหน้าที่เห็นแล้วหัวใจระทวย

 

มีคนไม่น้อยเลยที่มองเขาราวกับจะกลืนกิน

 

ผมคือหนึ่งในนั้น 

 

“คุณฟื้นแล้ว”

 

“อะ...” ผมสะดุ้งตอนถูกทัก ใบหน้าคมคายหันมาหาผมดูสงบแทนที่จะแปลกใจที่เห็นผมฟื้นจากความฝัน เขาขยับกายเข้ามาใกล้ๆ จนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิในร่างนั้น กวาดตามองซ้ำๆ ก็รับรู้ได้ถึงความร้อนเร่าจากอุณหภูมิที่แผ่ออกมา

 

แต่สิ่งที่ผมสนใจคือใบหน้า ดวงตา และน้ำเสียง 

 

ทำไมถึงได้เป็นคนที่มีเสียงนุ่มทุ้มชวนฟังขนาดนี้นะ

 

“เจ็บตรงไหนไหม?”

 

“...ผมคิดว่าไม่” ผมตอบโดยไม่ผละออกจากหน้าเขา จับเอวตัวเองนิดหน่อยก็พบว่ามันถูกทำแผลให้ใหม่ ที่หัวก็มีผ้าก็อตแปะไว้ อย่างน้อยผมก็โล่งใจที่ตัวเองไม่ความจำเสื่อม “อาการผมเป็นไง หมอว่าอะไรบ้าง”

 

“คุณมีแผลที่เอวและหัว มันไม่สะเทือนกับจุดสำคัญเท่าไหร่”

 

“…”

 

“พักสักอาทิตย์ก็คงจะหาย ระวังอย่าให้แผลเปิดหรือทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เจ็บตัวอีก” เขาว่าดูนิ่งสงบไม่ต่างจากทะเลลึก เป็นเสน่ห์หนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นว่าคนทั่วไปจะมีนัก ไหนจะดวงตาทรงอำนาจที่ไม่แสดงอะไรออกมาอีก

 

ถึงสีจะเหมือนกัน แต่มันให้ความรู้สึกต่างจากแดเนียลลิบลับเลย

 

“ได้ยินที่ผมพูดไหม?”

 

“ชัดทุกอย่าง” ผมกะพริบตาขยับตัวขึ้นนั่งเล็กน้อย แอบนิ่วหน้านิดหน่อยเพราะมันสะเทือนกับแผลที่ทำไว้ เขาเลยต้องเข้ามาปรับเตียงให้ ช่วยจัดหมอนและสายน้ำเกลือที่มือผม ดวงตาของเราสบกัน ระยะใกล้มากจนปลายจมูกเฉียดกันไปมา รับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวและเขาตอบโจทย์ผมที่ถามตัวเองในน้ำว่าเขาหล่อจนลืมหายใจได้ไหม

 

ซึ่งผมตอบเลยว่าได้

 

ผมเผลอกลั้นหายใจตอนหลุบมองริมฝีปากสีสด

 

“อยากให้ผมเอาเตียงขึ้นอีกไหม”

 

“แค่นี้พอแล้วครับ” ผมยกยิ้มหัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมหลุบตากับคู่สนทนาที่คุยกัน ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่แค่รู้สึกว่าถ้ายังสบตากับเขา...

 

ผมจะไม่มีวันได้หายใจอีกเลย

 

“ขอบคุณที่ช่วยผมไว้”

 

“…”

 

“ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงตาย เพราะฉลามคงไม่ปล่อยผมให้รอดชีวิต” ผมหัวเราะราวกับว่านั่นคือเรื่องขบขัน จริงๆ ที่ผมพูดมามันก็ถูกนะ ผมตกลงไปกลางดงฉลาม มีเลือดอยู่บนร่างล่อพวกมันให้มาหา ถึงจะไม่รู้ว่าเขาทำอีท่าไหนฉลามพวกนั้นถึงหนีไปได้ แต่ถ้าไม่มีเขาผมก็คงตาย...

 

แบบนั้นเจ้าเมกาโลดอนที่ผมเลี้ยงไว้คงเสียใจน่าดูที่ไม่ได้ฆ่าผมเอง

 

“ป่านนี้ร่างของผมคงถูกฉีกไปแล้ว”

 

“พวกมันทำไม่ได้หรอก เพราะถ้าทำพวกมันก็จะไม่รอดชีวิตเหมือนกัน”

 

“อะ...”

 

“แล้วคุณก็กล้าจังเลยนะ มีแผลอยู่เต็มตัวยังลงไปล่อฉลามได้ ถ้าไม่บอกว่าเป็นคนดีเกินไปก็คงเป็นคนบ้าดีเดือดคนนึง” คำพูดที่เหมือนกับตำหนิทำผมนิ่งชะงัก มองเขาที่ค่อยๆ ผละถอยออกไปให้ผมหายใจได้สะดวกขึ้น ทว่านิ่งไปแปปนึงผมก็ยิ้มออกมา

 

“งั้นคุณก็บ้ากว่าสิเพราะคุณช่วยผมไว้”

 

“…”

 

“ตอนนี้มีคนบ้าสองคนแล้ว” เจ้าตัวย่นคิ้วใส่ผิดกับผมที่ขบขัน ประจวบเหมาะที่คุณหมอเข้ามาพอดี เขาเลยหลบไปให้หมอเช็คอาการผมให้ คอยอยู่ฟังเพราะเขาเป็นญาติคนเดียวของผมในตอนนี้ ทั้งที่ผมไม่มีญาติที่ไหน เพราะคนพวกนั้นหวังเพียงสมบัติที่พ่อแม่ผมทิ้งไว้ให้ พอรู้ว่าตัวเองไม่ได้ก็พากันทอดทิ้งผมไว้

 

ซึ่งผมก็ไม่สนใจหรอก เพราะใช้เงินพวกนั้นกับศูนย์วิจัยกลางทะเลหมด

 

“โอเคครับ คุณคงต้องนอนพักฟื้นที่นี่สักสองสามวันเพื่อดูอาการ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะให้คุณกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน แล้วนัดมาหาหมอใหม่”

 

“ผมคิดว่าตัวเองคงไม่มีเวลาขนาดนั้นนะครับคุณหมอ”

 

“หืม?”

 

“เผอิญบ้านผมอยู่ค่อนข้างไกล ผมไม่สะดวกที่จะรักษาต่อเนื่อง” ผมพูดด้วยรอยยิ้ม ถึงจะยังไม่อยากกลับไปที่ศูนย์วิจัยตอนนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่อยากทิ้งมันไป ที่นั่นยังมีงานอีกหลายอย่างที่ให้ผมวิจัย ไหนจะเจ้าปลาที่ไม่รู้จะอาละวาดกินคนของผมเมื่อไหร่อีก

 

การที่ผมหนีมาหาแสงสีไม่ได้แปลว่าผมจะทอดทิ้งมัน

 

“เอาเป็นว่าถ้ามันไม่มีอะไรแทรกซ้อนในสองสามวันนี่ คุณหมอก็จัดยาตามปกติเถอะครับ”

 

“ยังไงก็อยากจะให้มาเช็คอาการนะครับ แผลฉกรรจ์นี่ควรจะรักษาให้หายสนิท”

 

“…”

 

“มันดูไม่ใช่แผลปกติ เห็นมีคนบอกว่าคุณเกือบโดนฉลามกินนี่ แผลนี้ได้มาจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เหรอครับ” ผมนิ่งไปเล็กน้อยทำเพียงแค่ยกยิ้มให้ ผมบอกไม่ได้ว่ามันมาจากไหน หรือว่าตัวอะไรกัด จำได้แค่ว่าฟื้นมาวันนั้นแผลนี่ก็ติดอยู่บนตัวผมแล้ว

 

และมันทำให้ผมเคลื่อนไหวลำบากนิดหน่อยโดยเฉพาะเวลาอยู่บนเตียง

 

“อาจจะนะครับ ผมก็ไม่แน่ใจ”

 

“งั้นก็คงต้องรีบรักษาให้หาย รบกวนดูแลแฟนคุณให้มากๆ ด้วยนะ”

 

“หา?”

 

“แฟน?” ผมเลิกคิ้วเช่นเดียวกับคนที่โดนอ้างถึง ดวงตาสีทมิฬกะพริบปริบๆ เขาดูจะไม่เข้าใจผิดกับผมที่หัวเราะเบาๆ กับสีหน้าฉงนชวนตลกนั่น “คุณขำอะไร?”

 

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร”

 

“…”

 

“นี่ไม่ใช่แฟนผมหรอกครับคุณหมอ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”

 

“อ้าว”

 

“แต่เขาน่าสนใจ ผมคิดว่าเราคงได้สานสัมพันธ์กันเร็วๆ นี้ :) ”  

 

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น