สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 288

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 20:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20
แบบอักษร

เช้าวันนี้รินรดาแต่งกายด้วยความประณีตเป็นพิเศษ หญิงสาวค้นเสื้อคอตลบแขนยาวสีดำออกมาเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว โดยมีผ้าพันคอเนื้อนุ่มบางใสคล้ายผ้าแก้วสีเขียวตองไล่ระดับจากเข้มไปอ่อน วาดลวดลายเป็นรูปนกยูงรำแพนหางลงสีงดงามพาดรอไว้ข้างกัน 

หญิงสาวบรรจงผูกผ้าพันคอทิ้งชายคล้ายเนคไท แล้วสอดปลายผ้าไว้ด้านในเสื้อคาร์ดิแกนขนสัตว์สีครีมที่สวมไว้นอกสุดอีกที เธอพินิจดูเงาสะท้อนจากกระจกด้วยความพึงใจ 

แค่นึกว่าสีหน้าของคนเจ็บที่อยู่ห้องตรงข้ามจะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นเธอใช้ผ้าพันคอที่เขาซื้อให้ รินรดาก็รู้สึกเหมือนแก้มจะกางจนหุบยิ้มไม่ได้อยู่แล้ว 

และเธอก็ไม่ผิดหวัง ! เพราะเพียงวินาทีที่ชนวีร์เปิดประตู รอยยินดีก็แต้มขึ้นบนใบหน้าเขาทันที เขาทอดตามองผ้าพันคอที่เธอผูกไว้เนิ่นนาน แม้จะไม่ได้ยิ้มกว้างอย่างที่เธอคาดไว้ แต่ประกายสุกใสในดวงตาสีน้ำตาลเข้มก็บ่งบอกทุกความรู้สึกอย่างชัดเจน 

ชายหนุ่มละสายตาจากผ้าพันคอ โค้งตัวลงนิด ๆ เพื่อประสานสายตากับหญิงสาว และเอ่ยด้วยถ้อยคำสั้น ๆ “ขอบคุณ” 

ทว่าคนสองคนกลับเข้าใจกันดี ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด 

ชนวีร์ดึงประตูเปิดออกกว้าง และหลบให้หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องเหมือนเช่นทุกวัน เขาผายมือไปที่โต๊ะหนังสือซึ่งอยู่ด้านในสุดชิดกับผนังฝั่งที่มีหน้าต่าง ทำให้รินรดาต้องเดินเข้าไปดูว่าเขาจะอวดอะไร 

แล้วเธอก็ต้องหันขวับกลับมาทางเจ้าของห้อง เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ  

“คุณเตรียมดอกไม้ไว้อีกแล้ว ! อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าวันนี้ฉันจะต้องมาดูแลช่วยคุณสวมแผ่นพยุงแขนน่ะ” 

“เมื่อคืนผมก็บอกแล้วไง คุณค่าของบางสิ่งน่ะมันต้องมาจากความถูกใจ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เหมือนกลัวหญิงสาวจะไม่คุ้นกับโหมดสุภาพของเขา ชายหนุ่มจึงเสริมขึ้นด้วยสีหน้าทะเล้นแป้นแล้นเช่นเคย 

“ไม่อยากจะบอกเล้ย ว่าความจริงแล้วผมน่ะเก่ง คาดอะไรไม่ค่อยผิดหรอก”  

รินรดาเบ้ปากใส่คนขี้โอ่ด้วยความหมั่นไส้ แต่ด้วยความที่ยังไม่อยากทำลายบรรยากาศดี ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ เธอจึงเดินเข้าไปพิศดูช่อดอกไม้สีขาวโตขนาดกำปั้น กลีบบอบบางซ้อนกันละเอียดยิบนั้นแทน แม้จะคุ้นตาแต่เธอกลับนึกไม่ออกว่าเคยรู้จักชื่อของดอกไม้ชนิดนี้หรือเปล่า 

“ดอกโบตั๋นจีนครับ” ชนวีร์ส่งเสียงบอกมาจากหน้าห้องอย่างรู้ใจ 

หญิงสาวทำท่ารับรู้ ก้มลงสังเกตดอกไม้แปลกตาใกล้ ๆ เธอจึงเห็นว่ากลีบดอกสีขาวที่เห็น แท้จริงแล้วโคนเป็นสีชมพูก่ำเรียงเฉดไล่มากระทั่งกลายเป็นสีขาวสะอาดที่ปลายกลีบ ส่วนกลีบนั้นก็หยักซ้อนพับเป็นระบายแลอ่อนหวาน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้อดไม่ได้ ต้องก้มลงไปสูดดมใกล้ ๆ 

“เคยแต่ได้ยินชื่อ เพิ่งเคยเห็นดอกจริงวันนี้เอง สวยจังเลย หอมด้วย” 

“ผมก็เพิ่งเคยเห็นดอกจริง ๆ วันนี้เหมือนกัน” เขาพูดและก้าวเข้ามายืนข้างเธอด้วยเครื่องแต่งกายที่พร้อมจะให้พยาบาลดูแลต่อแล้ว รินรดาหันไปรับแผ่นพยุงแขนมาสวมให้เขาอย่างรวดเร็ว แล้วก็เตรียมตัวจะลงไปรับประทานอาหารเช้ากันต่อ  

ชนวีร์ชี้ช่อดอกไม้บนโต๊ะ “ไม่เอาไปด้วยเหรอ หนึ่งดอกเหมือนวันก่อน ๆ ไง” 

รินรดามองดอกไม้ตูมขนาดใหญ่เกือบเท่ากำปั้นแล้วถอนใจ  

คนให้อมยิ้มกับกิริยานั้นด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งจะเคยเจอผู้หญิงที่หนักใจเวลาได้รับดอกไม้ก็ตอนนี้เอง ! 

“ทิ้งไว้ก็ได้ แต่ถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนได้ไหม” เขาเสนอ 

รินรดาตกลง เธอรื้อกล้องมาตั้งท่าจะถ่ายรูปดอกไม้ หากอีกฝ่ายกลับรีบร้องห้าม  

“ถ่ายทำไมดอกไม้เปล่า ๆ คุณถือช่อดอกไม้ไว้สิ เดี๋ยวผมถ่ายให้เอง” เขาคว้าช่อดอกโบตั๋นใส่อ้อมแขนของหญิงสาว แล้วตั้งกล้องเก็บภาพไว้อย่างรวดเร็วจนนางแบบค้านไม่ทัน 

“ยิ้มหน่อยสิหลิว อุตส่าห์อยู่กับดอกโบตั๋นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งมีศรีสุขอย่างนี้ทั้งที” ตากล้องสั่ง 

หญิงสาวไม่เถียงแม้แต่ครึ่งคำ เธอแตะรอยยิ้มบาง ๆ ไว้ที่มุมปาก เพียงแค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะทำให้คนหลังเลนส์รู้สึกว่าท้องฟ้าวันนี้สีสวยขึ้นอีกมากทีเดียว ! 

 

แม้จะเป็นเวลาเพียงเก้านาฬิกาเศษ แต่แสงแดดกลับจ้านจ้าจนทำให้หิมะที่ตกตลอดทั้งคืนเริ่มละลายกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบฉาบทาบทุกหนแห่งบนพื้นถนน สายลมหนาวพัดจัดรุนแรงทำให้ชนวีร์เกือบลื่นล้มตอนที่ก้าวลงมาบนลานโล่งไร้สิ่งกำบังก่อนเข้าสู่เนินหู่ซิว อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อของซูโจว 

ผู้ที่กระฉับกระเฉงกว่ารีบลงจากรถมาก่อน แล้วยื่นมือผอมบางไปคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ พร้อมกับส่งเสียงแหวแว้ด ๆ 

“ฉันบอกว่าจะช่วยพยุงก็ไม่เอา มีมือเดียวเกาะราวถนัดที่ไหนกันล่ะ อวดเก่งอย่างนี้ มันน่าจะปล่อยให้ล้มลงไปไหล่หลุดอีกสักรอบสองรอบนะ” เธอโวยเสียงขุ่น แต่ก็ยังฟังออกว่าบ่นด้วยความเป็นห่วง  

สีหน้าห่วงใยของรินรดา ทำให้ชนวีร์นึกขำพยาบาลจอมโหด “เจ็บอีกก็สิดี คุณจะได้ดูแลผมนาน ๆ ไง” 

“ไอ้ที่ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ ฉันไม่ได้เต็มใจเลย คุณดูไม่ออกหรือไง หา ! ”  

“อะไรกัน นี่ผมเข้าใจว่าคุณหาโอกาสอยากอยู่ใกล้ ๆ ผู้ชายหน้าตาดีอย่างผมซะอีก”  

“กล้ามาก ! พูดอย่างนี้แสดงว่าที่บ้านไม่มีกระจกใช่ไหม” รินรดาย่นจมูกใส่คนหลงตัวเองด้วยความหมั่นไส้ ไม่รู้เลยว่ากิริยาของเธอ ทำให้คนมองอยากจูบแก้มนวลนั้นด้วยความมันเขี้ยวขนาดไหน ! 

เจ้าหน้าที่ของเขาหู่ซิวนำฟางสานเป็นเสื่อปูทับพื้นน้ำแข็งตามรายทางไว้เพื่อป้องกันผู้คนที่สัญจรไปมาลื่นหกล้ม กระนั้นนักท่องเที่ยวก็ต้องเกาะแขนกันเป็นคู่เพื่อช่วยประคองซึ่งกันและกัน 

สินพาลูกทัวร์เดินตามเส้นทางสำคัญของเขาหู่ซิวช้า ๆ จนมาหยุดที่สะพานข้ามลำธาร ซึ่งตรงกลางพื้นสะพานถูกเจาะรูไว้กว้างราวสองฟุต ไกด์หนุ่มอธิบายว่า 

“ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อไซซีนะครับ เธอเป็นผู้หญิงหนึ่งในสี่คนที่สวยที่สุดในแผ่นดินจีนโบราณ ตามตำนานบอกว่าไซซีอาศัยอยู่ที่เขาหู่ซิว รูที่เห็นนี้ถูกเจาะไว้เพื่อให้ไซซีหย่อนถังลงไปตักน้ำจากลำธารมาใช้ในชีวิตประจำวันน่ะครับ” เมื่อลูกทัวร์ส่วนใหญ่ทำท่าว่ารับรู้ สินจึงนำขึ้นเขาเพื่อชมเจดีย์เอนต่อไป 

แพรพลอยอดสงสัยไม่ได้จึงถามคนข้างตัว “คุณภูมิคะ ทำไมไซซีต้องตักน้ำในลำธารผ่านช่องนี้ด้วยล่ะคะ ทั้งที่เดินลงไปอีกนิดเดียวก็ถึงลำธารแล้ว พลอยว่าตักน้ำผ่านช่องนี่มันยากกว่าตั้งเยอะ” 

“คนจีนเชื่อกันว่าไซซีนั้นงามมากครับพลอย ที่เขาต้องเจาะช่องนี้ให้ไซซีตักน้ำ ก็เพราะกลัวว่าถ้าเธอลงไปที่ลำธาร พอฝูงปลาได้เห็นหน้าไซซี มันจะมัวแต่ตะลึงกับความงามของเธอจนลืมหายใจ ทำให้จมน้ำตายกันหมดน่ะครับ” นักการทูตหนุ่มอธิบายง่าย ๆ 

รินรดาซึ่งยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับทึ่ง “สวยขนาดนั้นเลยเหรอคะ แหม...ชักอยากเห็นหน้าไซซีซะแล้วนะเนี่ย อยากรู้จังว่าหลิวจะตะลึงจนลืมหายใจด้วยหรือเปล่า” 

“ไว้เจอรูปไซซีเมื่อไรผมจะชี้ให้ดูครับ ที่จริงภาพวาดสี่สาวงามในเมืองจีนหาดูไม่ยากหรอก เพราะสวยคลาสสิคแล้วก็เป็นที่นิยมมาก ผมเคยอ่านเจอเขาบอกว่าไซซี หวังเจาจวิน เตียวเสี้ยน และหยางกุ้ยเฟยนั้นงามถึงขนาดที่ มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง[1]เลยนะครับ” 

“ถ้าสวยชวนตะลึงขนาดนี้ แล้วเวลาเห็นรูปเราจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ ว่าภาพไหนเป็นสาวงามคนไหน” แพรพลอยสงสัย 

“ไม่ยากครับ หวังเจาจวินเป็นผู้หญิงไหล่เล็ก เธอจึงมักคลุมไหล่ด้วยผ้าขนสัตว์ฟูเพื่อให้ดูสง่างาม เตียวเสี้ยนสวมตุ้มหูหยกเพื่อปิดบังใบหูที่เล็ก หยางกุ้ยเฟยตามตำนานว่าเธอมีกลิ่นตัว ภาพของหยางกุ้ยเฟยมักมีแบคกราวน์เป็นฉากอาบน้ำ ส่วนไซซีนั้นนุ่งกระโปรงยาวครับ เพราะตามความเชื่อจีน หญิงลูกผู้ดีจะต้องพันเท้า แต่ไซซีเป็นสาวชาวบ้านเธอจึงมีเท้าขนาดปกติ เวลาวาดรูปไซซีจิตรกรจึงซ่อนเท้าของเธอไว้ใต้ชายกระโปรงเสมอ” ภูมิขยายความอย่างละเอียด 

รินรดาทึ่ง “ขนาดภาพยังซ่อนความนัยไว้ขนาดนี้ คนจีนนี่แยบคายดีจังนะคะ แต่พูดเรื่องพันเท้าแล้ว หลิวเคยดูสารคดีในดิสคัฟเวอรี่ โอย...กดขี่ทางเพศชัด ๆ เลย” 

ภูมิไม่แปลกใจที่ได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากรินรดา  

“ถ้ามองจากมุมของเราเข้าไปอาจเป็นแบบนั้น แต่ผู้หญิงจีนถูกปลูกฝังให้เชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาเลยไม่คิดว่าเป็นการกดขี่อะไร เราใช้เหตุผลของสังคมหนึ่งไปตัดสินสังคมอื่น ไม่ได้หรอก จริงไหมครับ” 

“แต่เรื่องความแตกต่างหรือมาตรฐานของแต่ละสังคมนี่มันเป็นนามธรรมนะคะคุณภูมิ หลิวน่ะได้ยินคนพูดแบบนี้บ่อยมาก แต่บอกตรง ๆ ว่าหลิวยังไม่เห็นตัวอย่างไหนที่ชวนให้คล้อยตามได้เลย” 

“ในทางรัฐศาสตร์แล้ว...” ภูมิเพิ่งเริ่มประโยคได้แค่นั้น รินรดาก็ขัดขึ้น 

“อ้างหลักรัฐศาสตร์ได้ยังไงคะ แค่เกริ่นอย่างนี้ หลิวก็แพ้แล้ว เรากำลังพูดกันถึงหลักมนุษยธรรมกันอยู่ต่างหาก” 

ชนวีร์หัวเราะก๊าก ถือหางรินรดาเต็มที่ “ภูมิเอ๊ย ! คุณหลิวใช้หลักพิชัยสงครามว่ะ เราต้องเลือกรบในยุทธภูมิที่ตัวเองถนัด อย่างนี้นายจะสู้ไหวเหรอ”  

นักการทูตส่ายหน้าเอือมพี่ชายที่แปรพักตร์ง่ายดาย แต่เขายังไม่ยอมจบประเด็นเดิม “ไม่อ้างหลักรัฐศาสตร์ก็ได้ งั้นผมจะยกตัวอย่างยังไงดี” เขาเหลียวไปรอบตัว “เอาง่าย ๆ ก็เรื่องนามสกุลละกันครับ คนจีนทั้งหญิงและชายต้องใช้แซ่เดียวตั้งแต่เกิดไปจนตาย ส่วนในสังคมไทยของเราถ้าผู้หญิงแต่งงานแล้วต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี 

“คุณหลิวรู้ไหมครับ ผู้หญิงจีนบางคนอยากเปลี่ยนแซ่หลังแต่งงาน เพื่อประกาศให้ใคร ๆ รู้ว่าตัวเองมีเกียรติได้รับการยกย่องเข้าสกุลของสามี แต่ผู้หญิงไทยกลับอยากมีสิทธิ์ใช้นามสกุลเดิมมากกว่า เห็นไหมว่าแต่ละสังคมไม่เคยมีใครอยากอยู่ในกรอบที่ตัวเองมีสักคน” 

อุตส่าห์เลือกสนามรบเองแท้ ๆ แต่นักโฆษณาหรือจะสู้วาทะนักการทูตได้ 

“ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องให้ทางเลือกไงคะ อย่างที่กฎหมายล่าสุดของเราที่ออกมาให้ผู้หญิงเลือกได้ว่าอยากใช้นามสกุลไหน” รินรดาอ้อมแอ้มหาทางแลนดิ้ง แล้วรีบหาเสียงกับเพศเดียวกัน “จริงไหมคะคุณพลอย”  

แพรพลอยหน้าแหย “อาจจะจริง แต่ไม่สำหรับทุกคนก็ได้มังคะ” 

“แล้วคุณพลอย...” เธอเกือบจะหลุดปากไปอยู่แล้วว่า ‘แล้วคุณพลอยเลือกใช้นามสกุลไหน บอกได้ไหมคะ’ แต่เห็นท่าทางอึกอักอย่างนี้ ก็เดาได้ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร 

ชนวีร์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรินรดา สบโอกาสรีบทำสัญญาณโบกมือไล่น้องชาย 

ภูมิอมยิ้ม ก้มศีรษะให้เธอนิด ๆ แล้วแตะเอวภรรยาเดินแยกไป 

ชนวีร์สมใจ เขาถามต่อเนื่องจากเรื่องที่คุยค้างอยู่ 

“อย่างนี้ถ้าหลิวแต่งงาน คุณจะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีไหม” 

“ก็ต้องดูก่อนสิ ! ”หญิงสาวตอบ โดยลืมนึกไปว่าคำตอบนี้ผิดคอนเซปต์เฟมินิสต์หัวแข็งไปหน่อย 

“ดูอะไร ทำไมต้องดู” ชนวีร์สงสัย “อ๋อ...ดูว่ารักสามีมากพอหรือเปล่าน่ะเหรอ” 

“ไม่ใช่ย่ะ ! ที่ฉันบอกว่าดูก่อนน่ะ หมายถึงต้องดูว่าแฟนฉันนามสกุลอะไรต่างหาก อย่างถ้าเกิดต้องเปลี่ยนไปเป็น ‘ก่ายเนินสูง’ อะไรพวกนี้ก็คงจะไม่...”  

เธอยังพูดไม่จบ ชนวีร์ก็รีบแทรก “แล้วถ้านามสกุล ณัฐภัทรล่ะครับ จะเปลี่ยนมาใช้ไหม” 

ไม่ใช่แค่คำพูดส่อนัยเท่านั้น หากทั้งสีหน้าและแววตากรุ้มกริ่มของเขาล้วนแล้วแต่ยิ่งทำให้รินรดาหูอื้อ หน้าร้อนจี๋ สมองหมุนติ้วว่าจะตอบยังไงดีไม่ให้เสียฟอร์ม 

“ว่ายังไงครับ” คนหน้าเป็นทวงคำตอบ 

“ก็บอกแล้วไงว่าถ้าก่ายเนินสูงก็ไม่เปลี่ยน” หญิงสาวเฉไฉย้ำคำเดิม 

“คุณนี่ไม่โฟกัสเล้ย ผมไม่ได้ถามเกี่ยวกับก่ายเนินสูงอะไรนั่นสักหน่อย ผมถามถึงนามสกุลณัฐภัทรต่างหาก ว่าคุณจะเปลี่ยนมาใช้ไหม” 

รินรดากัดฟันเรียกชื่อเขาเสียงโหด “คุณชนวีร์ ! ”  

“เรียกชื่อผมทำไม กลัวจะลืมชื่อผมเหรอ งั้นผมย้ำให้ฟังอีกครั้งละกัน ผมนายชนวีร์ ณัฐภัทร คร้าบ...” คนปากกล้ายิ่งยั่วเย้า ย้ำเสียงที่บางคำตรงท้ายประโยค โดยไม่มีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจ 

หญิงสาวเป่าปากฮึดฮัดขัดใจ แล้วเดินย่ำเท้าโครม ๆ หนีไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เพลย์บอยหนุ่มหัวเราะตามหลังเสียงดัง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู  

เฟมินิสต์ที่ไหนก็ไม่รู้ขี้อายชะมัดเลย ! 

เขารีบไล่ตามเธอไปแล้วแหย่ซ้ำ 

“เดี๋ยวถ้าเจอยายพลอย คุณน่าจะลองปรึกษาเขาดูหน่อยนะ ว่าเปลี่ยนมาใช้นามสกุลณัฐภัทรแล้วรู้สึกยังไงบ้าง”  

รินรดารีบกำมือไว้แน่น ไม่งั้นมีหวังเธอต้องหันไปบีบคออีตาจอมกวนนี่แน่ ๆ หญิงสาวข่มใจนับหนึ่งถึงร้อยเป็นรอบที่สาม และพยายามเดินหนีลูกเดียว 

ชนวีร์อมยิ้มทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วเคียงคู่หญิงสาวไปเงียบ ๆ เก็บปากเก็บคำไม่กวนใจให้เธออายอีกเลย 

 

หลังจากไต่ลัดเลาะทางเดินวกวน เข้าซุ้มประตูโน้น โผล่ออกลานนี้ ในที่สุดทั้งคณะก็มายืนหน้าองค์เจดีย์ที่สถิตย์อยู่ ณ จุดสูงสุดบนเขาหู่ซิวซึ่งเป็นสถานที่บรรจุพระสรีระของบรรพกษัตริย์ ฐานด้านขวาของเจดีย์เอนจมลงสู่พื้นดินอย่างชัดเจนแบบเดียวกับหอเอนปิซ่าที่ประเทศอิตาลี 

นักท่องเที่ยวต่างแยกย้ายกันไปเก็บภาพหอปิซ่าแห่งดินแดนตะวันออกอย่างสนุกสนาน ไม่เว้นแม้แต่คนแขนเจ็บที่เดินลิ่ว ๆ ลากรินรดาไปหามุมถ่ายรูปเช่นกัน 

“คุณมายืนตรงนี้สิ สวยดี” เขาดึงเธอไปที่ลานกว้าง มองลงไปเห็นทัศนียภาพของเมืองซูโจวซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน พร้อมกับร้องบอก “ส่งกล้องคุณมาสิ ! เดี๋ยวผมถ่ายรูปให้เอง”  

หญิงสาวลังเลชั่วครู่ จึงยอมทำตามคำขอของเขา ชนวีร์เล็งหามุม เลือกทิศทางจัดแสงด้วยความชำนาญ รินรดาถึงกับเอียงคอมองอย่างทึ่ง ๆ คิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนี้จะสนใจการถ่ายภาพกับเขาด้วย 

“คุณไปฝึกทำท่าแบบนี้มาจากไหนน่ะ” คนหลังกล้องตะโกนถาม 

“ลอกมาจากในหนัง” เธอตอบกวน ๆ 

“ดี...ท่านี้สวย” เขาลั่นชัตเตอร์ และกดเปิดรูปล่าสุดมาให้นางแบบดู  

ภาพที่ปรากฎในจอแอลซีดีนั้นสวยงามลงตัวทีเดียว แสงแดดรำไรทอลอดจากกิ่งก้านเบื้องบนตกต้องพวงแก้มนวล ขับให้ดวงหน้าหญิงสาวแลเปล่งปลั่งสดใส ดวงตาเรียวแฝงแววใคร่รู้ กอปรกับท่าเอียงคอนิด ๆ ดูเป็นธรรมชาติจนขนาดรินรดาเองยังแทบไม่เชื่อสายตาว่าผู้หญิงมั่นใจอย่างเธอจะดูไร้เดียงสาขนาดนั้นได้ 

หญิงสาวก็ว่าจะปลื้มกับคำชมอยู่หรอก ถ้าประโยคสั้น ๆ ของชนวีร์ขณะเอ่ยคำว่าสวยเมื่อครู่ จะไม่ได้ทอดน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานเพียงนั้น 

และยิ่งตอนนี้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายแวววามลึกล้ำก็กำลังมองมาที่เธอไม่คลาดสายตา โดยมีรอยยิ้มชื่นชมวางไว้บนริมฝีปากอย่างชัดเจนอีกด้วย  

รินรดาจึงหน้าร้อนจี๋ ทั้งที่อากาศข้างนอกหนาวจัด 

“คุณไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาจีบฉันขนาดนั้นหรอกน่า” รินรดาปราม  

เพลย์บอยหนุ่มอมยิ้มด้วยความเอ็นดู แต่แกล้งตีหน้าซื่อ 

“ผมแค่ถ่ายรูปให้คุณเองนะ แค่นี้เรียกว่าตั้งหน้าตั้งตาจีบได้ยังไง” 

เหตุผลของเขาถูกต้อง ทำให้หญิงสาวจนด้วยคำพูด ได้แต่กลอกตาหาคำพูดที่เหมาะใจ 

“แต่คุณทำหน้าตา ทำเสียงอย่างนั้น ดูก็รู้ว่าคุณ...ไม่รู้ล่ะ เอาเป็นว่าฉันรู้ก็ละกัน ว่าคุณเจตนาไม่ดี” 

ชนวีร์หัวเราะก๊ากกับข้อกล่าวหานั้น เขารีบส่งกล้องคืนเจ้าของ แล้วตอบแบบเอาใจสุดขีด 

“ยอมรับก็ได้ ว่าเสียงผม หน้าตาของผมมันซน แต่ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอย่างที่คุณว่าจริง ๆ น้า “ เขาชูสามนิ้วประกอบคำพูด “รับรองด้วยเกียรติของลูกเสือเลยเอ้า ! ” เขาเอ่ยพลางนำหน้าหญิงสาวไปยังทางลงจากเขาหู่ซิว ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกับตอนที่ขึ้นมา  

“ไปกันเถอะ เขาทยอยกันลงไปข้างล่างแล้ว เห็นสินว่าจะพาไปร้านครีมไข่มุก ขืนเราช้าคนในกรุ๊ปได้ทำตาเขียวใส่แน่ ๆ ที่ไปกินเวลาช็อปปิ้งของเขา ! ”  

พลันชนวีร์ที่เดินนำอยู่ดี ๆ ก็หันกลับมาเผชิญหน้าเธอดื้อ ๆ จนหญิงสาวหยุดเท้าแทบไม่ทัน 

รินรดายังไม่ทันได้แผดเสียงอาละวาด ชายหนุ่มก็รีบเอ่ยขึ้น... 

“ที่ผมทำเสียง ทำหน้าตาไปแบบนั้น ประการแรกก็เพราะผมคิดว่าเราน่ะเลยวัยมานั่งจีบกันให้เอิกเกริกเหมือนเด็ก ๆ แล้ว ส่วนเหตุผลสำคัญอีกข้อก็คือ ผมคิดว่าแค่การที่คุณให้โอกาสผม ยอมให้ผมอยู่ข้าง ๆ อย่างนี้ ผมก็ขอบคุณ แล้วก็พอใจที่สุดแล้ว ผมบอกแล้วไง...เรายังมีเวลาเรียนรู้กันไปอีกตั้งเยอะ ไม่ต้องรีบร้อน...”  

เขายื่นมือไปตรงหน้า สบตาเธอพร้อมกับออกปากด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“ขอเพียงแค่คุณไว้ใจผมเท่านั้นแหละ”  

รินรดามองมือขาวจัดนั้น ก่อนตวัดสายตาผ่านแขนข้างที่เจ็บของเขา แล้วมาหยุดสบตากับชนวีร์เนิ่นนาน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่สบสานกับเธอทอประกายวับวาม ถ่ายทอดความเชื่อมั่นให้กับเธอ  

หญิงสาวรู้สึกถึงความนุ่มนวลที่แผ่เข้ามาในใจช้า ๆ คล้ายมีละอองสีทองที่มองไม่เห็นกระจายอยู่รายรอบ ทั้งอบอุ่น อ่อนโยน และสดใสไปในคราเดียวกัน 

หญิงสาวไม่สนใจคำตอบว่าเธอเผลอยิ้มออกมาตอนไหน อาจเป็นตอนที่เขายกริมฝีปากขึ้นนิด ๆ หรือไม่ก็เป็นตอนที่เห็นกระแสมั่นคงในดวงตาคู่นั้นเริ่มจัดจ้าขึ้นอีกหน่อยก็เป็นได้ 

หญิงสาวส่งยิ้มให้ชนวีร์ ขณะเลื่อนมือไปคล้องแขนเขา โดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด 

นักธุรกิจหนุ่มยิ้มนิด ๆ เข้าใจคำตอบของเธอ  

มือที่เกาะแขนเขาไว้ แทนความหมายว่าเธอไว้ใจ 

แต่การเลือกคล้องแขนแทนส่งมือให้อย่างที่เขาเรียกร้อง บอกให้รู้...รินรดายังคงมีกำแพงใสกางกั้นไว้ ซึ่งเขาต้องฟันฝ่าเข้าไปเพื่อไขว่คว้าความไว้วางใจของเธอมาครอบครองให้ได้...ทั้งหมด ! 

ทางลงจากเขาหู่ซิวคือหินที่ถูกสกัดให้เป็นขั้นบันได ซึ่งไม่มีราวให้ยึดพยุงตัว พื้นลาดชันกอปรกับแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ที่ฉาบอยู่ ทำให้แต่ละย่างก้าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก ฟางที่ปูไว้ก็แทบไม่ได้ช่วยกันลื่นเลยสักนิด 

ชายหนุ่มลงบันไดช้า ๆ มือข้างที่ใช้การได้ยกขึ้นเป็นหลักให้รินรดายึดเกาะ คล้ายต้องการย้ำให้สตรีข้างกายมั่นใจว่า ไม่ว่าในยามสุขหรือทุกข์ เขาจะอยู่เคียงข้างเธอเช่นนี้ และจะไม่มีวันปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับโลกใบนี้อย่างเดียวดายเพียงลำพังอีกต่อไป ! 

 

[1] จากหนังสือ สี่ยอดหญิงงาม ผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน โดย ถาวร สิกขโกศล

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ภาพรักในฝันมี 32 ตอนนะคะ

ตอนนี้เลยครึ่งเล่มมานิดนึงแล้ว 

ใครสนใจอยากอ่านรวดเดียว

กดโหลดอีบุ๊กกันโลดเลยค่า

 

ใครซื้ออีบุ๊กแล้ว

ส่งหลักฐานมาให้สิริณด้วยนะคะ

จะส่งของที่ระลึกไปให้ ^^

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น