วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.7k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 17:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 11
แบบอักษร

 

นับ 11 

ข้อความที่ผมส่งไปถูกดองอยู่หลายชั่วโมง กระทั่งราวๆ สามสี่ทุ่ม ตอนที่อาบน้ำอยู่ก็ได้ยินเสียงสายเรียกเข้าจากด้านนอกอยู่หลายครั้ง เดินตัวเปียกออกมาดูหน้าจอก็เห็นว่ามีสายไม่ได้รับจากไอ้ตั้มเข้ามาสองสามสาย

ตอนกลางวันหลังจากไลน์ส่งหามันไปอย่างนั้น นับสิบก็เข้ามาอีกครั้งพร้อมของกินกลิ่นหอมฟุ้งและซองยาคู่แก้วน้ำเปล่าเสร็จสรรพ พอยื่นให้แล้วก็ไปลากเก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานของผมมานั่งจ้องอยู่ใกล้ๆ ไล่ไปก็บอกว่าจะรอเก็บถ้วยเก็บจาน สุดท้ายเพราะไอ้ความกระดากตัวเดียวเลยต้องตักข้าวเข้าปากเคี้ยวกลืนด้วยความเร็วสูงสุด

...กระทั่งหมดเกลี้ยงแล้วอ้างว่าอยากนอนต่อนั่นแหละ อีกฝ่ายถึงยอมบอกฝันดีพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ฉวยโอกาสลูบแก้มลูบหัวผมเหมือนเด็กแล้วกลับออกไปได้ในที่สุด

ตอนนั้นผมมองตามแผ่นหลังกว้างของอีกคนไปด้วยสายตาพิลึกกึกกือ ...ไม่ดิ คนที่พิลึกน่ะนับสิบต่างหาก

(ฮัลโหล)

คิดพลางเปิดตู้ควานหาชุดนอน มือถือที่หนีบรอสายอยู่ตรงไหล่ก็มีเสียงไอ้ตั้มดังเล็ดลอดออกมา (เมื่อกี้ทำไรอยู่เนี่ย แล้วนี่ทำไมไม่วิดีโอคอลวะ)

ผมไม่สนใจมัน ถามทันที “ตกลงมึงกลับกรุงเทพฯ วันไหน”

(หือ ไมอ่ะ จะชวนไปดื่มอีกเหรอ)

“บ้านมึงดิ”

เชื่อเหอะว่าชาตินี้ผมคงเข็ดเครื่องดื่มมึนเมาไปอีกนาน

“กลับมาถึงทันวันอังคารรึเปล่า”

(ช่วงนั้นแหละ ราวๆ เช้ามืดวันอังคารมั้ง)

“งั้นก็พอดี” ถึงตอนนี้น้ำเสียงผมก็สดใสขึ้นมาหน่อย “ก่อนเข้าบ้านมึงก็แวะมารับนับสิบกลับไปด้วยเลยแล้วกัน”

(รับนับ... ห๊ะ!!?)

“อืม”

(รับไอ้สิบ... รับของมึงเนี่ย รับไปไหน?)

“เอ้า ก็รับไปพักที่อื่นไง วันอังคารก็ครบเดือนแล้ว”

ไอ้ตั้มเงียบไปครู่ใหญ่ เหมือนทีแรกมันสับสนแล้วกำลังใช้สมองรีดเค้น ต่อมาก็เอ่ยถามด้วยเสียงเบาหลายระดับเหมือนไม่ค่อยมั่นใจ (มึง... คุยกับน้องมันแล้วเหรอ)

“คุยแล้วดิ กับมึงกูก็บอกแล้วด้วยนะ ลืมแล้วรึไง”

(อ้อ) เสียงมันดูจะดีขึ้น (แล้วไอ้สิบว่าไง เตรียมเก็บของยัง)

“ยัง”

(อ๋อ ของมันไม่เยอะสินะ)

“เปล่า สิบบอกจะอยู่ต่อเลยยังไม่ได้จัดการอะไรเลย”

(แค่ก!) แล้วผมก็ได้ยินเสียงเหมือนสำลักน้ำลายกะทันหันดังมาจากปลายสาย คิ้วขมวดเข้าหากันยุ่งเพราะต้องฟังมันไอสำทับอีกหลายรอบ (เดี๋ยว... เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวนะ ไอ้สิบมันจะอยู่ต่อ?)

“ก็เออไง กูถึงต้องให้มึงมารับเนี่ย”

(...)

ผมเปิดลำโพง โยนโทรศัพท์ลงไปบนเตียงขณะสวมเสื้อยืด พอยัดหัวเข้าคอเสื้อได้แล้วก็หันไปมองมือถือ “เงียบทำไม”

(กู... กูว่ามึงคุยกับมันให้รู้เรื่องก่อนดีกว่า)

“ก็คุยแล้วไง แต่... เอ่อ มีปัญหานิดหน่อยเลยไม่ได้คุยกันต่อ ให้มึงมาจัดการเลยดีกว่า”

(ไม่อ่ะ! ไม่ดีแน่ๆ กูว่ามึงคุยกับน้องมันให้ชัวร์ก่อน แล้วถ้ามันตกลงเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ค่อยบอก ตอนนั้นกูจะรีบบึ่งเอาราชรถไปเกยให้ถึงที่เลย)

“เสียเวลาดิ มึงก็มาหามาช่วยเด็กมึงเก็บของไปเลยไง”

ความจริงแล้ว... ที่ผมเลือกจะทำแบบนี้ก็เพราะตัวเองก็ลำบากใจเหมือนกัน ไม่อยากไปพูดเอง ไม่อยากเห็นสีหน้าท่าทางตัดพ้อของนับสิบด้วย

ก่อนหน้านี้ก็ดันไปทำเรื่องเอาไว้อีก ตอนนี้ผมไม่มีความหนาบนหน้าจะเอาไปคุยกับฝ่ายนั้นเลยเนี่ย

(มึงพูดก่อนดีกว่า เชื่อกู)

“อะไรของมึงเนี่ย”

(โอยยย ไอ้จีน คือกูไม่กล้า...)

“ไม่กล้าเชี่ยไร” ผมชำเลืองตาไปทางนาฬิกา “ไม่รู้แหละ วันอังคารอย่าลืม ถ้ามึงไม่มาเห็นดีกับกูแน่”

(ไอ้จีนน)

ผมไม่สนใจเสียงคร่ำครวญของมัน เดินไปหยิบมือถือขึ้นมากดตัดสาย เอาไปเสียชาร์จแบตตรงโคมไฟ ทิ้งสะโพกนั่งหมิ่นๆ ตรงปลายเตียงเพื่อเช็ดผมให้พอหมาด ระหว่างนั้นใบหน้าก็ยังติดจะยุ่งเหยิงเพราะอาการคิดไม่ตก ผ่านไปเกือบสิบนาที สุดท้ายก็สะบัดศีรษะ โยนผ้าในมือทิ้งสุ่มๆ

ปกติแล้วผมจะขี้เกียจสวมสลิปเปอร์ แต่วันนี้ใช้ขาเขี่ยมันออกมาจากใต้เตียง ถ้าใส่แล้วเวลาเดินจะไม่มีเสียง ออกไปด้านนอกนับสิบจะได้ไม่รู้ตัว

เพราะตั้งแต่ช่วงสายๆ ที่นับสิบเอาข้าวเข้ามาให้ ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นตกถึงท้องอีก ตอนนี้เลยโคตรหิวเลย ตั้งใจว่าจะไปต้มมาม่าเข้ามากินสักชาม

มือหมุนลูกบิดประตูช้าๆ พอเยี่ยมหน้าออกไปมองก็เห็นว่าด้านนอกปิดไฟมืดสนิท

...อาจจะนอนไปแล้ว พรุ่งนี้มหา’ลัยเปิดด้วยนี่หว่า 

ผมเดินเนิบนาบด้วยฝีเท้าเบาที่สุด เปิดไฟสีส้มดวงเล็กๆ ตรงห้องครัว จากนั้นหยิบหม้อสำหรับเตาไฟฟ้าขึ้นมาใส่น้ำรอเดือด ระหว่างนั้นก็เปิดตู้เย็นเพื่อรื้อหาดูว่ามีอะไรเอามาต้มใส่ด้วยกันได้บ้าง

ผัก... หมูสับ? ตู้เย็นบ้านผมมีไอ้พวกนี้ด้วยเหรอ?

“ใช้ได้มั้ยเนี่ย...”

“เอาสิครับ”

“เชี่ย!”

ถาดโฟมหมูสับในมือผมเกือบร่วง แต่ยังดีที่มีมือของใครบางคนเอื้อมลอดผ่านเอวมาช่วยจับไว้ให้มั่นซะก่อน ผมเป่าปากเบาๆ แต่พอนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันขึ้นมาได้ก็เบี่ยงตัวถอยอย่างว่องไว

“นับ...นับสิบ?”

นับสิบในชุดนอนสบายๆ หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ตอนพึมพำกับตัวเองเงียบๆ หมอนี่ก็มายืนซ้อนหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เอ่ยพูดเสียงเบาข้างหูจนตกใจหัวใจเกือบวายตาย

เรียวปากหยักขยับยิ้ม “ทำมาม่าเหรอครับ”

“อะ...อืม แล้วนายล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก นี่ก็ดึกแล้วนะ”

สีหน้าผมตอนพูดดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ ผมแม่งอุตส่าห์ทนหิวอยู่ในห้องตั้งนานเพราะไม่อยากเจอหน้า วันนี้ยอมกินมื้อเย็นเป็นมาม่าด้วย เจองี้จ่ายค่าอดทนกูเป็นพิซซ่าถาดใหญ่มาเลย

“ผมมองเห็นไฟห้องครัวผ่านช่องประตูน่ะครับ”

“อ้อ... โอเคๆ งั้นฉันจะรีบทำ นายไปนอนเหอะ เดี๋ยวก็ปิดไฟแล้วเนี่ย”

“ผมยังไม่ง่วง”

“นอนๆ ไปเดี๋ยวก็ง่วงเองแหละ”

นับสิบโคลงหัวเล็กน้อย “ยังไม่อยากนอนนี่ครับ”

“หลับตาทำสมาธิเดี๋ยวก็ง่วง เชื่อฉัน”

คนตรงหน้าหลุดหัวเราะออกมานิดหน่อย “จะไล่อะไรผมขนาดนั้น ยังเขินเรื่องเมื่อคืนก่อนอยู่เหรอครับ”

ผมเกือบมือไม้อ่อนทำถาดหมูหล่นอีกรอบ “เกี่ยว...เกี่ยวอะไรกับเรื่องเมื่อคืน ฉันแค่เห็นว่าพรุ่งนี้นายต้องตื่นไปเรียน ไม่นอนเร็วๆ จะตื่นไหวได้ไง”

“พรุ่งนี้ผมไม่มีเรียนครับ มีไปกองถ่ายตอนบ่ายสองอย่างเดียว”

“อ้อ...”

สรุปคือผมหมดหนทางจะไล่อีกฝ่ายกลับห้องไปโดยสิ้นเชิง

...โคตรจะรู้สึกกระดาก ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี โชคดีที่น้ำซึ่งต้มไว้ในหม้อส่งเสียงดังปุดๆ ขึ้นมาพอดี เลยได้โอกาสหันไปหยิบช้อนมาตักแบ่งหมูสับในถาดโฟม

จ๋อม! 

“โอ๊ย...เชี่ย”

เพราะว่ารู้สึกถึงสายตาคู่คมๆ ที่จ้องมองมาตลอดเวลาจากด้านหลังนั่นแหละ เลยล่อกแล่กไม่มีสมาธิ หมูที่ผมตักมันกลิ้งลงหม้ออย่างแรงจนน้ำเดือดกระเซ็นมาถูกมือตัวเองเข้า

เยี่ยมไปเลย หมูชั่ว

ผมหน้ายุ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ ถาดโฟมในมือก็ถูกมือหนาๆ ดึงออกไปซะก่อน พร้อมๆ กับมืออีกข้างที่เอื้อมมาดึงมือข้างที่โดนลวกไปหยุดอยู่ใต้ก๊อกน้ำตรงซิงค์ เย็นๆ ถูกเปิดราดรดตรงที่โดนลวก คนเปิดใช้นิ้วโป้งถูๆ บริเวณนั้นให้เบาๆ ในขณะที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวยืนนิ่งกะพริบตาปริบๆ มองมือตัวเองสลับกับหน้าหล่อๆ ของนับสิบที่ขมวดคิ้วเข้มชนกันน้อยๆ

“เอ่อ...”

“ไปนั่งครับ”

“หือ?”

“เดี๋ยวผมทำให้”

“ไม่เอา ฉันทำเอง”

นับสิบหรี่ตาน้อยๆ “ทำเองแบบเมื่อกี้ไม่ดีมั้งครับ”

“แค่น้ำกระเด็นนิดหน่อยเหอะ ไม่ได้โดนลวกทั้งหม้อ”

“แต่ก็โดนไม่ใช่เหรอครับ”

“แค่นี้ ใครๆ ก็เคยโดน”

“ใครจะเคยไม่เคยก็ช่างเขา แต่คุณจีนไม่ต้อง นั่งรอนะครับ”

“...”

ไอ้การพูดสั่งเหมือนชักจูงเด็กๆ แบบนั้นคืออะไรวะ...

ถึงผมจะอยากทำเอง แต่สุดท้ายแล้วคนที่ยืนหน้าเตาไฟฟ้าก็กลายเป็นนับสิบซะอย่างนั้น แน่นอนว่าผมก็ได้แต่หน้างงไม่หาย อีกฝ่ายเอาหมูไปจัดการเอง จัดแจงใส่เส้นมาม่าลงเตาก็ยืนนิ่งดูอยู่ไม่ไกล

“ผักด้วยมั้ยครับ”

“นายซื้อมาเหรอ” ผมถามเมื่อเห็นร่างสูงเปิดตู้เย็นหยิบผักกาดขาวออกมา

“ครับ ก็ให้คุณจีนเอาไว้ต้มกินนี่แหละ” นับสิบพูดด้วยโทนเสียงทุ้มนุ่มเป็นปกติ ฟังแล้วดูเหมือนไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายในน้ำเสียง แต่ดันทำให้ผมชะงักไปได้จังหวะหนึ่งพร้อมความรู้สึกแปลกๆ ที่คืบคลานเข้ามา

“ถึงกินมาม่าบ่อยๆ จะไม่ดีก็เถอะ”

“ก็มันไม่มีอะไรกิน...”

พอนับสิบเทลงถ้วยแล้วยกไปวางไว้บนโต๊ะให้ ผมก็เอ่ยขอบคุณก่อนนั่งลงอย่างว่าง่าย มองชามมาม่าที่รอบนี้อุดมไปด้วยบรรดาเนื้อสัตว์และผักก็รู้สึกว่าท้องร้องโครกครากรบเร้าให้รีบๆ แดกดังกว่าเดิม แต่พอหยิบช้อนและตะเกียบขึ้นมาตักเตรียมเข้าปาก ก็ต้องชะงักมือแล้วเงยหน้ามึนๆ ขึ้นถาม

“นาย... ไม่เข้าห้องล่ะ”

นับสิบดันเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงตรงข้ามผมซะงั้น “เป็นพวกชอบดูคนอื่นกินข้าวรึไง กลางวันก็ทีหนึ่งแล้ว”

“ถ้ากับคุณจีนคงใช่มั้งครับ”

“...”

ผมนึกอยากจะไล่อีกหลายประโยค แต่พอเห็นว่าไอ้ชามตรงหน้านี้ก็เป็นนับสิบที่ทำให้ก็ได้แต่ปัดทิ้งไป อ้าปากงับเส้นมาม่าเข้าปาก ถึงจะรู้สึกแปลกๆ กับสายตาคมๆ และรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปากหยักขณะมองผมเคี้ยวแทบตายก็เถอะ

ผมนั่งกินอยู่ได้ไม่ถึงสิบนาทีก็หมดถ้วย หยิบไปตั้งไว้ตรงซิงค์แล้วบอกแบบชัดถ้อยชัดคำว่าจะล้างเองพรุ่งนี้

“ฉันจะเข้าห้องแล้วนะ”

นับสิบยังคงรอยยิ้ม พยักหน้า “ฝันดีนะครับ”

“อืม... ฝันดี”

  

เช้าวันอังคาร ผมตื่นขึ้นมาเพราะแรงสะเทือนและเสียงสั่นครืดคราดไม่หยุดของมือถือตัวเองซึ่งวางไว้ใกล้ๆ หมอน เพราะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวว่ามีคนโทรเข้าก็ปาเข้าไปสายที่สาม

เอื้อมมือไปควานหยิบมาสไลด์รับทั้งที่ตายังปิดสนิท ได้ยินเสียงไอ้ตั้มลอดมาตามปลายสาย

(ฮัลโหล กว่าจะรับนะไอ้เพื่อนเวร)

“อือ...”

(นอนอยู่เหรอวะเนี่ย นอนแล้วให้กูมาจัดการเนี่ยนะ กูอยู่ล่างคอนโดฯ มึงแล้วนะ)

“ล่างคอนโดฯ?” ผมพึมพำตามคำที่ได้ยินเสียงงัวเงีย กระทั่งสมองเริ่มจับใจความสำคัญได้ถึงได้ลืมตา ยันกายขึ้นมาจากเตียงทั้งยังมึนๆ อยู่บ้าง

(เออ กูโทรไปหาไอ้สิบแล้วเมื่อกี้...)

เท่านั้นแหละตาผมก็เบิกกว้างทันควัน “โทรไปหา!? เดี๋ยวนะ ไอ้ตั้ม มึงไม่ได้อ่านไลน์กูเมื่อคืนเหรอ!?”

(ไลน์? ไลน์อะไร กูยังไม่ได้เข้าไลน์เลย ระหว่างทางขับรถกลับสี่จีแย่จะตายห่า นี่กูก็โทรศัพท์หามึง ไม่ได้คอลวิดีโอ ไม่เห็นเหรอ นอนจนเมารึไง) มันบ่นยาวต่ออีกเป็นชุด ไม่เว้นวรรคให้ผมได้แทรกขึ้นไปเลยแม้แต่นิด (เอาเหอะ กูอยู่ข้างล่างแล้ว ไอ้สิบก็บอกเดี๋ยวจะลงมา ส่วนมึง... ก็ลงมาด้วยละกัน มาเก็บศพกู แค่นี้นะ เปลืองเงิน)

“ไอ้ตั้ม! เดี๋ยวดิ!”

ปลายสายถูกตัดไปแล้ว...

และผมก็หน้าเปลี่ยนสีเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันควัน หูได้ยินเสียงเปิดประตูห้องข้างจากด้านนอกลอยเข้ามาแผ่วๆ พอรู้ว่าเป็นนับสิบถึงได้รีบกระโจนลงจากเตียงออกไปทันที

ไอ้ตั้มแม่งไม่อ่านไลน์อ่ะ

เมื่อคืน... หลังจากผมกลับมาในห้องแล้วก็นอนคิดเรื่องนับสิบอยู่นานมาก เพราะเด็กนั่นเป็นเด็กดีเกินไปนั่นแหละ ช่วยผมต้มมาม่างี้ ซื้อของมาตุนไว้งี้ ถึงจะเกิดเรื่องก่อนหน้านี้ขึ้นแต่มันก็เป็นอุบัติเหตุ แถมคนก่อเรื่องคือผมอีก พอมาคิดๆ ย้อนไปว่านับสิบอาจจะยังไม่มีที่อยู่ ไปฝืนให้ออกไปแบบนี้มันก็... สุดท้ายเมื่อคืนตอนตีสองผมก็ไลน์ไปบอกเพื่อนตัวเอง

บอกมันว่าไม่ต้องมารับแล้ว เดี๋ยวจะหาโอกาสคุยกับนับสิบเอง แต่ไอ้ตั้มแม่งก็ดันไม่อ่านข้อความได้ถูกจังหวะจริงๆ

“นับสิบ!” ผมเรียกชื่อเพื่อนร่วมห้องเสียงดัง

“ครับ?”

ร่างสูงคุ้นเคยในชุดอยู่บ้านกึ่งชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขายาวยืนอยู่หน้าประตูห้องครัว พอเห็นผมพรวดพราดออกมาก็ชะงักไปจังหวะหนึ่ง

หน้าหล่อๆ และท่าทีเหมือนปกติทุกอย่างผมก็เป็นฝ่ายนิ่งไปบ้าง

นับสิบคงจะเห็นอาการแปลกๆ ของผม เขาเลยยิ้ม “มีอะไรครับ ฝันร้ายเหรอ”

“เปล่า นี่นายกำลังจะไปไหน”

“อ้อ หาพี่ตั้มครับ” อีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าเคร่งเครียดหรือคิดมากอะไรเลย เป็นนับสิบที่ผมรู้จักอย่างทุกที ระหว่างที่พูดก็เดินเข้ามาใกล้ “คุณจีนไปนอนต่อเถอะครับ หน้ายังดูง่วงๆ อยู่เลย”

“เอ่อ... อา”

ผมค่อนข้างสับสนเล็กน้อย ทีแรกคิดว่าหมายเลขสิบแปดจะเครียดๆ ที่ถูกผมให้ออกจากห้องแล้วไม่มีที่พัก แต่พอเห็นเขาเป็นปกติไม่มีปัญหาอะไร ที่ผมวิ่งออกมาจากห้องจะมาบอกว่าไม่ต้องไปไหนแล้วก็พลอยหยุดอยู่ในใจไปด้วย

แปลว่า... นับสิบย้ายออกได้ไม่มีปัญหาอะไรแล้วสินะ?

“นาย...”

“ครับ?”

“ไม่มีอะไร”

พอผมส่ายหน้า นับสิบก็ยิ้มบางๆ ที่เล่นเอาเจิดจ้าแสบตาแต่เช้าให้ทีหนึ่ง ยกมือหนาขึ้นมาวางบนหัวผมซึ่งเผลอถูกรอยยิ้มนั้นล่อลวงยืนนิ่ง จากนั้นเดินไปที่ตู้เก็บรองเท้า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่บานประตูปิดงับลงกับกรอบเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ผมที่ยืนอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว

เด็กนั่น...

“มาจับหัวคนอายุมากกว่าแบบนั้นได้ไงเนี่ย”

ถึงนับสิบจะบอกให้ผมนอนต่อ แต่ผมก็ไม่ได้คิดจะนอนอยู่แล้ว รู้สึกเป็นห่วงกังวลอยู่นิดๆ เลยว่าจะตามลงไปคุยกับสองคนนั้นด้วย ใจหนึ่งคือผมกลัวว่าถ้านับสิบรู้ว่าทีแรกผมเป็นคนโทรให้ไอ้ตั้มมาแล้วเขาจะน้อยใจ...

ผมหยิบคีย์การ์ดออกมานอกห้อง เพราะยังเช้าอยู่ ทั้งตึกเลยเงียบเชียบ มีแค่แสงไฟสีนวลตรงหน้าลิฟต์

ผลักประตูกระจกกั้นระหว่างลิฟต์และลอบบีออกไป ผมก็ได้ยินเสียงไอ้ตั้มดังขึ้นมาก่อนเพื่อน ทั้งคู่ยืนคุยกันอยู่ไม่ไกลทางออกเท่าไหร่นัก มีเสาต้นใหญ่ขวางไว้อยู่ เลยมองไม่เห็นผม แต่ผมมองเห็นทั้งสองคนชัดแจ๋ว

“รีบไปเก็บกระเป๋าเหอะ จะได้รีบไป”

“ไปไหนครับ”

“...”

เท้าผมหยุดกึก

ปากที่เตรียมจะอ้าเอ่ยก็หุบลงทันควันเมื่อได้ยินเสียงนับสิบที่สวนกลับไป

“หา ก็ไป...”

ผมเปลี่ยนใจขยับไปยืนอยู่หลังเสา ยื่นหน้าออกไปแค่ครึ่งเดียวเพื่อแอบมองทั้งสองคน วินาทีนั้นถึงมองเห็นไอ้ตั้มที่มีสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก กับนับสิบที่ยืนมองคู่สนทนานิ่งๆ

“ยังหาห้องใหม่ให้ผมไม่ได้ไม่ใช่รึไง”

“ก็มึงบอกกูว่ายังไม่ต้องหา”

ยังไม่ต้องหา? 

“อืม งั้นจะให้ไปไหนล่ะครับ”

“ห้องกูที่บริษัทไปพลางๆ ก่อนก็ได้ ยกให้ เดี๋ยวกูยอมขับรถไปกลับจากบ้านเอง”

เท่านั้นแหละนับสิบก็ทำหน้าเหมือนได้ฟังอะไรไม่ถูกหู หน้าหล่อๆ นั่นทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น

นับสิบ... ก็ดูหงุดหงิดอยู่นี่นา หรือเป็นเพราะเรื่องห้องที่จริงแล้วยังหาไม่ได้ ไม่ต้องหาเนี่ย... ยังไม่พร้อมจะหาหรือไม่มีเงินหาอะไรทำนองนั้นรึเปล่า

สีหน้าผมเคร่งเครียดตามขึ้นมาทันควัน

“รังหนู”

ไอ้ตั้มทำสีหน้าเหมือนโดนตุ๋ยท้อง “เดี๋ยวกูโทรให้บริษัททำความสะอาดมาจัดการเลย เก็บของเสร็จมึงไปรอที่ตึกบริษัทก่อน ตอนเย็นเดี๋ยวก็เรียบร้อยแล้ว สะอาดแน่นอน”

พอพูดมาถึงตรงนี้ ผมก็มองเห็นว่านับสิบพ่นลมหายใจผ่านจมูกโด่งสวยแผ่วๆ “พี่คิดว่าผมจะไปมั้ย”

“เอิ่ม... ก็ไม่”

“งั้นไม่ต้องพูดแล้ว กลับไปก่อนแล้วกันครับ”

“...”

ไอ้ตั้มทำหน้าเหมือนอมบอระเพ็ด ส่วนผมก็อดจะชำเลืองไปมองนับสิบอีกหลายๆ รอบไม่ได้ ตั้งใจจะออกไปบอกว่าไม่ต้องเถียงกัน แต่คำพูดที่เพื่อนมันพูดดันต่อออกมาก็ทำให้ผมร้อนรน

“เอิ่ม... ไอ้สิบ มึงก็รู้ใช่มั้ยว่าที่กูมารับมึงเพราะไอ้จีนมันโทรมาบอกเมื่อคืน”

เชี่ยยย ผมโทรก็จริง แต่ผมเปลี่ยนใจแล้วนะ

ผมรีบหันไปมองหน้านับสิบที่ได้ฟังประโยคนั้นทันควัน แล้วก็เห็นสีหน้าเรียบสนิท

“...”

“ถ้าไม่อยากทำให้มันลำบากใจก็เก็บของเหอะ กูเองทีแรกก็ไม่อยากรบกวนไอ้จีนมันด้วย แต่เพราะเห็นว่าไม่มีใครแล้ว แถมมึงก็บอกเองว่าถ้าเป็นจีนโอเคกูถึงได้ติดต่อมัน”

“...”

“ไอ้จีนมันก็เป็นคนแบบนี้แหละ กูว่าที่มันจะให้มึงออกท่าเดียวนี่ก็ไม่ใช่อยากจะไล่ไรหรอก ไม่ต้องคิดมาก มันแค่ชอบอยู่คนเดียวจะได้ทำงานแต่งนิยายอะไรของมันสะดวกๆ ก็เท่านั้นแหละ นิสัยไอ้จีนมัน...”

“พี่ตั้ม”

หลายสิบประโยคยาวยืดของไอ้ตั้มถูกเสียงทุ้มนุ่มเป็นเอกลักษณ์ของนับสิบสวนขึ้นมากลางคัน อีกฝ่ายขยับเรียวปากหยักเป็นรอยยิ้มที่พอจะคุ้นเคยขึ้นมาบ้าง แต่ใบหน้ากับดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

“พูดมากอีกแล้วครับ”

“เอิ่ม จู่ๆ หงุดหงิดอะไรเนี่ย”

“จีนเป็นยังไง นิสัยยังไง ผมรู้ ไม่ต้องให้พี่มาบอกหรอก”

ไอ้ตั้มนิ่งไป แต่ต่อมามันก็เบิกตาโตเหมือนไข่ห่าน “ไอ้สิบ นี่มึงหึง... ไอ้จีน!?”

“...!”

ผมสะดุ้งโหยง ตอนที่กำลังคิดว่าจะออกไปพูดยังไงดี ไอ้ตั้มที่หันหน้ามาทางนี้ก็ดันสังเกตเห็นเข้าพอดี มันแม่งเสือกตะโกนดังลั่นจนแม้แต่นับสิบยังชะงัก

แน่นอนว่าพอมันทำแบบนั้น... นับสิบก็หันมามองตามทันที เห็นผมยืนหน้าเหวอเกาะเสาเหมือนกิ้งก่าชัดเจน

เราประสานสายตากัน แต่แล้วผมก็สัมผัสได้ถึงความเคร่งเครียดบางอย่างจากตัวหมายเลขสิบแปด กระทั่งผมซ่อนต่อไม่ได้แล้ว จำต้องเดินเข้าไปหยุดอยู่ใกล้ๆ ทั้งคู่

“พี่ตั้ม พี่เรียกจีนลงมาเหรอ”

“เฮ้ย! กูเปล่านะ”

“เอ่อ ฉันลงมาเองแหละ”

พอว่าแบบนั้น นับสิบก็นิ่งไปนิดก่อนจะค่อยๆ คลายสีหน้าแข็งกระด้างนั่นลง น้ำเสียงเองก็อ่อนลงด้วย “ไม่ง่วงเหรอครับ ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้จีนนอนต่อได้เลย”

“ไม่เป็นไร ค่อยนอน ฉันว่าเคลียร์เรื่องนี้กันก่อนดีกว่า”

“...”

“...”

สิ้นเสียงผม ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ

ผมมองหน้าเพื่อนตัวเองสลับกับนับสิบ ส่วนไอ้ตั้มก็มองหน้านับสิบสลับกับผม มีแค่นับสิบคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่เอาแต่จ้องหน้าผมนิ่งคนเดียวอย่างเปิดเผย

สุดท้ายเป็นไอ้ตั้มที่แนะนำให้ไปคุยกันด้านบน ผมเลยรีบพยักหน้าเห็นด้วย

ดูท่าว่าเรื่องนี้คงจะยาว กลับมาถึงห้องปุ๊บ ผมเป็นฝ่ายเดินนำเข้ามาก่อน ตามด้วยไอ้ตั้มและนับสิบ แต่พอไอ้ตั้มมันถอดร้องเท้าเสร็จปุ๊บ จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาใช้แขนโอบไหล่ผมเอาไว้ทันที ออกแรงดันให้ผมเดินแท่ดๆ ตามไปทางห้องนอน ปากก็เอ่ยพูดกับเด็กตัวเองไปด้วยว่าขอคุยกับผมแป๊บเดียว เข้ามาถึงก็รีบปิดประตูล็อคซะเสร็จสรรพ

ความว่องไวของมันทำให้ได้แต่ผมมองแบบงงๆ “ไอ้ตั้ม มึงทำ...”

หมับ! 

แต่มันกลับเอามือทั้งสองข้างมาตะปบไหล่ผมแล้วยื่นหน้าที่โคตรจะจริงจังเข้ามาใกล้

“ไอ้จีน ไอ้สิบมันโดนมึงตกได้ยังไง”

“หา”

“ที่มันติดมึงแจขนาดนี้ ไม่ดิ ที่มันติดคนอื่นได้ขนาดนี้ กูเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก...”

“เดี๋ยวนะ อะไรของมึงเนี่ย”

“ก็ไอ้สิบไง”

“มึงยังไม่เลิกพูดนับสิบติดกูอะไรนี่อีกเหรอ”

“เออ ไม่ใช่แค่ติดแล้วแหละตอนนี้อ่ะ มึงถูกหวยแล้ว เป็นงี้กูบอกมึงไว้ก่อนเลยว่าไอ้สิบมันเป็นเด็กเหี้ย มันทำเป็นเด็กดีแค่กับมึงคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่มันคุยกับกูก่อนหน้านี้มึงก็น่าจะเห็นแล้วใช่มั้ย”

“อืม มีปัญหาเรื่องที่อยู่ นับสิบจะเครียดหงุดหงิดก็ไม่แปลกหรอก”

“เครียดหงุดหงิด!? เครียดหงุดหงิดเหี้ยยย” แล้วมันก็โวยวาย “เครียดหงุดหงิดเหี้ยไรแม่งแทบจะแดกหัวกูอยู่แล้ว!”

“มึงจะตะโกนทำไม กูแสบแก้วหู”

ไอ้ตั้มเพิ่งจะรู้ตัวว่าใส่อารมณ์มากไป เลยลดเสียงลง “มันไม่พอใจที่กูบอกว่ามารับมันต่างหาก มึงไม่เห็นเหรอ ขนาดกูเสนอห้องตัวเองให้มันอยู่แล้วมันยังไม่ไปเลย”

“ก็... อืม” ฟังมันว่ามาถึงนี่ผมก็สงสัยตาม แต่ปากก็ตอบไปง่ายๆ แค่ว่า “ห้องมึงรกมั้ง”

“ไม่ใช่เพื่อน มันอยากอยู่กับมึง” มันว่าขณะตบบ่าผมอีกแปะสองแปะ

“...”

“กูถึงได้บอกว่ามันติดมึงไง พอเป็นเรื่องที่มันจะถูกให้ย้ายถึงได้ไม่ยอมอ่ะ แม่ง ก็ว่าแล้วว่าทำไมจู่ๆ มันถึงย้ายห้องออกกะทันหัน มาบอกกูว่าไม่มีห้อง แถมหลอกถามถึงมึง สุดท้ายกูก็ต้องพามันมา ถ้าตอนนั้นรู้ตั้งแต่แรกนะ...” ว่าแล้วมันก็บ่นพึมพำๆ แบบที่ผมได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง สุดท้ายถอนหายใจดังเฮือกๆ “เฮ้ออ รู้งี้กูไม่น่ามารบกวนมึงจริงๆ ไอ้จีน”

“พูดตอนนี้จะได้อะไรขึ้นมา”

ไอ้ตั้มเอามือออกจากไหล่ผม ทิ้งแนบลำตัวแบบเซ็งๆ “ก็ใช่ ถ้างั้นมึงจะเอาไง ถ้ามึงไม่อยากจะให้มันอยู่ต่อก็ไปบอกมันตรงๆ เหอะ ถึงตอนนั้นมันคงจะเข้าใจแหละ... มั้ง”

“เดี๋ยวกูไปคุยเอง จริงๆ เมื่อวานกูก็ไลน์หามึงแล้ว แต่มึงไม่ได้อ่าน”

“ไลน์? อ้อ ที่มึงบอกว่าไลน์มาอ่ะนะ”

“เออ กูบอกไปว่าไม่ต้องมาแล้ว”

“เอ้า” มันเกาหัว “นี่กูมาโดนไอ้สิบโกรธใส่ฟรีเหรอวะ”

“ก็มึงไม่อ่านไลน์นี่”

“แต่ที่จริง มึงเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับไอ้สิบ ไอ้สิบเองก็ทำตัวเป็นเด็กดีกับมึงด้วย ถึงมันจะอยู่นี่แต่กูก็เบาใจไปได้ส่วนหนึ่ง ไม่งั้นถ้ามันคลุ้มคลั่งไปปล้ำมึงเข้ากูคงรู้สึกผิดไปจนวันตาย”

ผมสะดุ้ง “ปล้ำ...ปล้ำเหี้ยอะไรของมึง”

หลังๆ มันพึมพำเหมือนจะพูดคนเดียว แต่เพราะในห้องมันเงียบเชียบ ผมเลยได้ยินสิ่งที่มันกำลังสื่ออยู่ชัดเจน หน้าที่เรียบเฉยของตัวเองพลันรู้สึกร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อความทรงจำเลือนๆ เรื่องวันก่อนแทรกเข้ามาโดยอัตโนมัติ

‘ฉันจะเอานาย’ 

แม่ง...

ไอ้เรื่องขายขี้หน้านี้คงสลักอยู่ในสมองผมไปอีกนานหลายปีแหง

ไอ้ตั้ม มึงคงไม่รู้หรอกว่าคนที่เสี่ยงจะโดนปล้ำน่ะไม่ใช่กูหรอก เด็กมึงโน่น

“ที่จริงที่กูเห็นว่ามันเป็นเด็กดีโคตรๆ กับมึงตั้งแต่ตอนที่อยู่ในกองถ่ายก็ว่าแปลกใจละ แต่ที่กูไม่ห่วงเท่าไหร่ก็ตอนเห็นมึงเมาแล้วเรียกหาไอ้สิบนั่นแหละ อย่างน้อยพวกมึงก็สนิทกัน เอาเหอะ ยังไงพวกมึงคุยกันก็แล้วกัน มีไรก็บอกกู แต่ถ้าไอ้สิบอารมณ์เสียอยู่กรุณาอย่าบอกให้กูไปคุยไปอะไรกับมันทั้งนั้น เคนะ”

ผมมองท่าทีกำชับแบบจริงจังหนักแน่นของมันกับประโยคสุดท้ายแล้วได้แต่กลอกตา

“เออ ...ไงโทษทีละที่เรียกมึงมาเสียเที่ยว”

“ไม่เป็นไร อย่างนี้แหละดีแล้ว ถ้ามึงไล่มันจริงจังกูก็คงไม่รู้จะจัดการยังไงเหมือนกัน รู้อย่างเดียว กูเดือดร้อนแน่”

“...”

ไอ้นี่ก็โอเวอร์เรื่องนับสิบได้เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

ผมคุยอะไรกับมันอีกนิดหน่อย พอได้ข้อสรุปแล้วก็รีบดึงแขนมันให้ออกไปนอกห้อง เพราะจู่ๆ ไอ้เพื่อนมันเล่นลากเข้ามาแบบนี้ ไม่รู้ว่านับสิบแม่งจะกังวลคิดว่าผมหารือเรื่องวิธีไล่เจ้าตัวออกไปจากห้องรึเปล่า มันดูเป็นผู้ใหญ่ชั่วไปอ่ะแบบนั้น

และอย่างที่คิดคือ เปิดประตูออกไปปุ๊บก็เจอนับสิบพอดี อีกฝ่ายไม่ได้เข้าไปรอในห้องตัวเอง แต่นั่งนิ่งอยู่ตรงโซฟา พอได้ยินเสียงประตูถึงได้เงยหน้าขึ้นมามอง

“ไอ้สิบ จากนี้มึงก็คุยกับไอ้จีนเอาเองก็แล้วกัน” ไอ้ตั้มเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

ผมมองตานับสิบ จากนั้นเผลอมองต่ำเพราะนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี จังหวะนั้นจู่ๆ คนข้างตัวก็ชะโงกหน้ามากระซิบ

“ไปส่งกูด่วนเลย”

“ไม่อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันก่อนล่ะ เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง” ผมกระซิบบ้าง

“ไม่เอาอ่ะ”

“ถือว่าเลี้ยงขอโทษที่กู...”

“พอๆๆ ไอ้จีน ไม่ต้องเข้ามากระซิบใกล้ๆ ละ ตัวกูถูกตาทิ่มแทงจะพรุนแล้วเนี่ย รีบๆ ไปส่งเร็ว!” ไอ้ตั้มทำหน้ายุ่งยากใจ ยกมือขึ้นมาดันให้ถอยห่างจนผมที่ไม่ทันตั้งตัวเสียหลักเซห่างไปหลายก้าว แต่วินาทีต่อมาก็ดึงผมเข้ามาใกล้ใหม่ ลากให้ตรงไปทางประตูห้อง ถูกมันลากๆ ดึงๆ จนมึนตึ้บไปชั่วขณะ

สุดท้ายผมเลยหันไปพูดว่าจะลงไปส่งไอ้ตั้ม ถึงจะไม่ได้เรียกชื่อบอกตรงๆ แต่เจ้าตัวคงรู้ ถึงได้พยักหน้าว่าง่าย

พอลงมาถึงข้างล่าง มันก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก โบกมือให้ผมแล้วขึ้นรถสตาร์ทเครื่องทันที เห็นท่าทีรีบเร่งมันแล้วผมก็อดจะรู้สึกเกรงใจไม่ได้ เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดก็คงเหนื่อยๆ อยากพักผ่อนอยู่เหมือนกัน เพราะงั้นผมเลยบอกว่าครั้งหน้าจะเลี้ยงข้าว ตบไหล่แปะๆ แล้วปิดประตูรถบริการให้

ตอนนี้เจ็ดโมงพอดี ฟ้าสว่างได้สักพักแล้ว พร้อมๆ กับท้องผมที่เริ่มจะร้องจ๊อกๆ ประท้วงแล้วด้วย

แต่เพราะรู้ว่านับสิบรออยู่ด้านบนแน่ๆ เลย ผมเลยรีบหมุนตัวเดินเข้าลิฟต์ ขึ้นมาถึงด้านบนก็เห็นว่านับสิบยังนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม เลยถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าไปใกล้

พอหยุดอยู่หน้าโซฟา ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นยืน

“...”

“โกรธผมมั้ยครับ”

ประโยคแรกที่ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทำให้ผมชะงัก

โกรธ...? โกรธเรื่องอะไร ผมลองค้นหาความรู้สึกนั้นในใจ แต่ก็พบว่าไม่มีมันอยู่เลย

“ถ้าผมจะอยู่ที่นี่ต่อ”

“ถ้านายมีความจำเป็นจริงๆ ฉันก็ไม่ว่าหรอก”

“จำเป็นครับ”

“...”

“จำเป็นมาก”

“เพราะฉันจับน้องชายนายไปแล้วต้องรับผิดชอบว่างั้น...” ผมอดจะพูดไม่ได้

แต่เหมือนเขาจะไม่ได้คาดคิดว่าผมจะพูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ”

“ถ้าสมมติฉันให้นายอยู่ต่อ แต่ฉันไม่ไปรับผิดชอบดูแลนายอะไรทั้งนั้นนะ บอกแล้วว่าตัวฉันเองยังเอาไม่รอดเลย ที่จริง...” ผมพยายามจะอธิบายให้เขาฟัง เลยตัดสินใจจ้องตาแน่วแน่เพื่อให้คู่สนทนาเห็นถึงความจริงจัง “ถ้านายไม่ได้ทำอะไรไม่ดีให้ฉันลำบากใจ ฉันก็ไม่ได้ซีเรียสหรอก ไอ้เรื่องคอยช่วยหรืออะไรแบบนั้นถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำก็ได้ นายเป็นแบบไหนก็เป็นแบบนั้นแหละ ไม่ต้องคิดมากฝืนทำอะไรให้ฉันขนาดนั้น”

นับสิบมองผมนิ่ง เพื่อที่จะยืนยัน ผมเลยพยักหน้าสำทับคำพูดของตัวเองอีกรอบ

หมายเลขสิบแปดเองก็เคยพูดใช่มั้ยว่าอยากสนิทกับผมมากขึ้น เพราะงั้นอะไรที่ฝืนตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องทำ ...อย่างยอมผมในตอนที่เมาเป็นต้น แบบนั้นผมเองก็จะได้รู้จักนับสิบมากกว่านี้ด้วย

“นายก็ไม่ได้... เอ่อ ทำอะไร”

“จับมือครับ”

“อันนั้นฉันรู้ แต่จับเพื่อ?”

พูดๆ อยู่ดีๆ นับสิบก็เอื้อมมือของตัวเองมาจับมือผมเอาไว้ซะอย่างนั้น ก้มลงมองมือแล้วก็เงยหน้ามองเจ้าของมืออีกข้างแบบไม่เข้าใจ กระทั่งอีกฝ่ายส่งยิ้มให้

“เขาว่าถ้าจับแล้วจะรับรู้ถึงความจริงใจของอีกฝ่ายได้”

“...”

ติงต๊องอ่ะ...

“ผมอ่านใจคุณจีนไม่ได้ แบบนี้จะได้ช่วยให้เข้าใจไงครับ”

“คำพูดทุกคำของฉันจริงใจอยู่แล้วเว้ย” ถึงจะสวนกลับไปเสียงห้วนหน่อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้ดึงมือกลับมา แอบชำเลืองตามองต่ำก็เห็นมือของคนตรงหน้าขยับสอดเรียวนิ้วเข้าประสาน

พอฝ่ามือแนบสนิทเข้าหากันจนไม่มีช่องว่าง ผมก็รู้สึกว่ามือของนับสิบทั้งหนาแล้วก็อุ่น

“คุณจีน”

“อือ?”

“เรื่องช่วยอะไรนั่น ผมไม่ได้ฝืนหรอกนะครับ”

“...”

“ผมเองก็เคยบอกคุณจีนไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าอยากช่วย”

“ก็...อืม”

“ตกลงตอนนี้... คุณจีนยังอยากจะให้ผมออกไปอีกมั้ยครับ” นับสิบเป็นฝ่ายพากลับเข้าสู่เรื่องที่เป็นประเด็น ตอนที่ได้ยินอย่างนี้ผมก็พยายามสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย เลือกจะถามก่อน

“ทำไมนายต้องอยากอยู่นี่ขนาดนั้น”

“เพราะผมอยากอยู่กับคุณจีนไงครับ”

“แล้วทำไมต้องอยากอยู่กับฉันด้วย คนที่จะอยู่เป็นเพื่อนนายได้มีเยอะแยะ”

“ผมชอบคุณจีน”

“ชอบ... หะ”

ฉับพลันนั้นตัวผมก็แข็งทื่อ เบิกตากว้างมองคนพูดที่ยืนอยู่ห่างไปแค่ก้าวเดียวอย่างอึ้งๆ

นับสิบ... ชอบผม?

“เอ่อ เดี๋ยวนะ” ผมยกมือข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ขึ้นมาเบรก “ชอบ?”

“ครับ ชอบ”

วินาทีแรกเส้นเลือดใต้ผิวหนังผมสูบฉีดอย่างรุนแรง ความรู้สึกประหลาดๆ อย่างหนึ่งไหลบ่าล้นทะลักเข้ามาจนควบคุมไว้ไม่ได้ ไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจอะไรปะปนอยู่เลย แต่แล้วในวินาทีต่อมา ใจที่เต้นกระหน่ำก็ค่อยๆ สงบลง

หยุดๆ หยุดเลย นี่ผมคิดลึกไปถึงเชิงไหนวะเนี่ย

“นาย... ไม่มีคนที่ชอบคนอื่นแล้วเหรอ คนที่พอจะทำให้นายสะดวกใจอาศัยอยู่ได้”

“...”

พอนับสิบเงียบไปผมเลยยิ่งมั่นใจ ว่าต่อ “เพราะงี้นายเลยอยากจะอยู่ที่นี่มากกว่าสินะ”

เพราะนับสิบชอบผม และผมเองก็เคยบอกชอบเขาตอนเมามาแล้ว การที่เรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอาจทำให้คนตรงหน้าสะดวกใจอยากจะอยู่กับผมมากกว่าคนอื่นก็ได้

พอคิดแบบนี้ ไม่รู้ทำไมมันก็รู้สึกภูมิใจกึ่งดีใจขึ้นมาเล็กๆ

เอ้า มีคนอื่นมาชอบน่ะดีจะตาย ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่ฮอตใครๆ ก็ชอบอย่างเด็กนี่ด้วยแล้ว

“คุณจีนนี่...”

“หา?”

นับสิบที่นิ่งไปในทีแรก มาถึงตรงนี้ก็ค่อยๆ ขยายรอยยิ้มมากกว่าเดิม แม้จะไม่ใช่รอยยิ้มกว้างสดใส แต่คนมองก็แทบละลาย เขาโคลงศีรษะเบาๆ

“เพราะแบบนี้เนี่ยแหละ ผมถึงชอบ”

“...? อืม นายก็เป็นเด็กดีกับฉันเหมือนกัน ฉันก็ชอบนาย”

ถึงจะน่าอายอยู่บ้าง แต่ก่อนหน้านี้เคยพูดไปแล้วจึงไม่อยากซีเรียสคิดมากอีก ได้คุยกับนับสิบแล้ว สรุปแล้วผมก็ตัดสินใจ “ถ้านายอยากอยู่ที่นี่ ก็อยู่ต่ออีกสักพักก็แล้วกัน รอให้ปิดกล้องให้เรียบร้อยค่อยคุยกันใหม่”

“คุณจีนไม่ไล่ผมแล้ว?”

“เฮ้ย ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ไล่ ที่จริงฉันก็ไม่ได้ตั้งใจไล่แต่แรกแล้ว”

“ครับๆ ไม่ได้ไล่”

“เข้าใจก็ดี ปล่อยมือได้ละ ขนลุก”

“...”

นับสิบยิ้ม ยังยืนนิ่ง ผมเลยดึงมือตัวเองกลับมาซะเอง “ไปหาไรกินเหอะ ฉันหิว”

=========================

มาแล้วว กว่าจะกินข้าวอาบน้ำเล่นเกมเล่นแมวอีรุงตุงนังรุงรังสุดก็ป่านนี้แล้ว Orz

ขอบคุณสำหรับเม้นต์มากๆ นะคะ ถึงเราจะไม่ได้ตอบกลับแต่อ่านแล้วนั่งปลื้มอยู่ตลอดเลยนะ 5555

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น