Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 6 : ทะเลสีเลือด

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 6 : ทะเลสีเลือด

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.1k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2562 15:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 6 : ทะเลสีเลือด
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 6 : ทะเลสีเลือด 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“พระเจ้า” ผมอุทาน ยกมือขึ้นปิดปากที่อ้าค้างตกใจกับภาพที่เห็น เศษซากของเรือที่ถูกพังเกลือนกราดเต็มไปท้องทะเล ถูกแต้มด้วยหยาดโลหิตสีแดงข้นที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่เลือดเต็มไปหมด กลิ่นคาวของมันทำเอาทุกคนในเรือยกมือขึ้นปิดจมูก ปิดปากกันเป็นแถบขณะที่กวาดตามองภาพตรงหน้า

 

ตอนที่รู้ว่าเรืออับปาง ผมไม่ได้คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้

 

นี่มันไม่ใช่แค่เรือไฟไหม้แบบที่จอร์แดนบอกแน่ๆ

 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย” แนชลีย์พึมพำ เธอหลับตาปี๋ตอนเห็นหัวของใครคนนึงลอยมาหา ภาพชวนคลื่นไส้นั้นเป็นอะไรที่โคตรติดตา ขนาดผมเองยังต้องหลับตาไม่มอง “พระเจ้า นี่มันแย่มากๆ มันน่ากลัวชะมัด”

 

“ใจเย็นๆ แนชลีย์ มันไม่มีอะไร”

 

“แต่...”

 

“คุณไปนั่งพักก่อนเถอะ” โอเว่นพาแนชลีย์ไปนั่งหลบมุมเพื่อที่เธอจะได้ไม่เห็นความน่ากลัวในเวลานี้ ผิดกับผมและเอริคที่ยังคงจดจำทุกสิ่งที่เห็นได้ ในหัวของผมประมวลว่านี่มันเกิดอะไร จนกระทั่งปลายนิ้วของคนด้านข้างชี้ไป

 

มีปลาฉลามที่ถูกตัดครีบตายอยู่นับสิบตัว

 

“เป็นอย่างที่คุณพูด โซล พวกนี่คือพวกตัดครีบปลา”

 

“...”

 

“พวกเขาถูกล่าด้วยอสูรกายใต้ทะเล” คำพูดของเอริคทำผมนิ่งค้าง ภาพหวนกลับเมื่อวานว่าเกิดอะไรขึ้น ประจำถ้าผมรู้ว่าจะมีการขนส่งของผิดกฎหมายหรือว่ามีพวกทำความผิด ผมจะแจ้งกับเจ้าหน้าที่ไม่ก็บุกเข้าไปจัดการเอง เนื่องจากผมก็มีเส้นสายพอตัวที่จะเอาผิดกับพวกเขาต่อให้จะเสี่ยงอันตรายแค่ไหนก็ตาม

 

แต่เมื่อวานผมไม่รู้ข่าว ผมบาดเจ็บและเกือบตาย แถมเมื่อคืนผมก็กำลังหยอกล้ออยู่กับดีแลน ถ้าเกิดมันมีเรื่องแบบนี้ขึ้นจริง ผมคิดว่าเจ้าสองตัวนั่นอาจจะไม่มาวนเวียนอยู่กับผม เพราะพวกมันคงจะวิ่งโร่ไปทำเรื่องโหดร้ายซะก่อน ไม่ปล่อยให้กรรมตามสนองคนพรรค์นี้เองหรอก

 

ไม่สิ ไม่ใช่สอง...

 

ก็เมื่อคืนดีแลนอยู่กับผมแล้วดายหายไป

 

อย่าบอกนะว่ามันให้ดีแลนมาเฝ้าผมไว้เพื่อที่มันจะได้...

 

“อ๊ากกก!!!!!”

 

“โซล ดูนั่น!” ผมหลุดออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้อง หันไปมองตามนิ้วของเอริคก็พบกับเจ้าปลาตัวใหญ่ที่แหวกน้ำเป็นสายด้วยครีบยาว เลือดสีแดงฉานกระจายเต็มทั่วตัวมัน ผมพยายามหาว่าต้นตอของเสียงมันมาจากไหนกระทั่งตอนที่มันว่ายเข้ามาใกล้

 

ร่างของคนที่มันคาบไว้ก็ขาดครึ่งตรงหน้าผม

 

“พระเจ้า!”

 

“หลบเร็ว!”

 

ปึง !

 

แรงกระแทกทำเรือเราโคลง เอริคดึงผมให้หลบการปะทะ วินาทีนั้นผมตกใจมาก ภาพของคนที่ถูกกัดขาดครึ่งติดตรึงอยู่ในดวงตา มันชัดเจนจนผมไม่รู้ว่าจะลบมันออกยังไง ร่างของเขาลอยขึ้นจากน้ำตามแรงและมวลของร่างกาย มันทำให้ผมเหมือนขาดอากาศหายใจ

 

ผมเห็นภาพของพ่อแม่ตอนถูกโยนลงไปในทะเล

 

‘แม่ครับ! พ่อครับ!’

 

‘ไม่นะ!!!!!!!’

 

“โซล!” ผมหอบหายใจหลุดจากภาพความคิดตอนที่ร่างกายพ่อแม่ถูกฉลามนับสิบฉีกทึ้งร่างกายออกเป็นชิ้นๆ เอริคเขย่าตัวผม มองด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับสำรวจร่างกายที่สั่นไหว ผมรู้ว่าตัวเองเคยเห็นคนตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่แบบที่เห็นมันกัดต่อหน้าต่อตายังไม่เคยเลยสักครั้ง

 

จะให้เทียบคนกับปลาที่มันเคยฆ่าก็ไม่ได้ เพราะปลามันเป็นสัตว์ที่เมกาโลดอนต้องกินอยู่แล้ว ผิดกับคนที่ยากมากๆ ฉลามจะไม่กินถ้าไม่มีอะไรไปล่อมัน ส่วนใหญ่คงเป็นเลือดที่กระตุ้นสัญชาตญาณในร่าง ทว่าภาพนั้นก็ทำให้ผมกลัวมาก

 

มันพาให้ผมนึกถึงสิ่งที่ซ่อนไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจ

 

“ใจเย็นๆ คุณปลอดภัย ตอนนี้ไม่มีอะไร”

 

“เขาไม่รอดใช่ไหม”

 

“…”

 

“ไม่มีใครรอดเลยใช่ไหม เอริค” ผมถามมองคนตัวสูงที่หันไปมองรอบกาย การช่วยเหลือของเราสูญเปล่าเมื่อพบว่าที่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความพังพินาศ เมื่อกี้ผมไม่ทันเห็นว่าเป็นดายหรือดีแลนที่กัดคนคนนั้น

 

และไม่ว่าจะเป็นใคร มันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเหลือเกิน

 

“คุณนั่งพักก่อนเถอะ เราคงต้องหาเบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

“...”

 

“ผมคิดว่าคุณควรอยู่ใกล้แนชลีย์ไว้นะ” เขาลูบหัวผม หันไปมองผู้หญิงด้านข้างที่เอื้อมมือมาจับมือผมไว้ เธอบีบเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ ส่วนคนที่เหลือก็เดินไปตรงขอบเรือ ชะโงกมองดูว่ามีอะไรพอที่จะเป็นข้อมูลได้บ้าง ผมเห็นโอเว่นเอาไม้ที่มีตะขอเกี่ยวเกี่ยวปลาฉลามขนาดเล็กตัวนึงขึ้นมา ครีบของมันถูกตัดหมดทั้งสองข้าง ไม่เว้นแม้แต่ครีบหลังที่ใช้เป็นสัญญาณเตือนคนอื่นว่าพวกมันกำลังว่ายมาหา

 

เลือดของมันหยดลงบนน้ำ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทะเลถึงกลายเป็นสีแดงฉาน

 

มันมีทั้งเลือดของปลา และเลือดของคนจากเรือที่แล่นมารวมกัน ผมว่าคนน่าจะเยอะพอดูถึงย้อมมหาสมุทรได้ขนาดนี้ ลองคิดดูสิว่าถ้ามีเรือกู้ชีพลำอื่นโผล่มาแถวนี้ นี่จะกลายเป็นข่าวที่ดังที่สุดในรอบปี

 

และศูนย์วิจัยของเราจะไม่ปลอดภัย

 

“ดูเหมือนว่าดีแลนกับดายจะมาเอาคืนให้เจ้าพวกนี้นะ” โอเว่นสรุป เขาปล่อยเจ้าปลาตัวนั้นลงน้ำ รีบชักไม้ขึ้นมาเมื่อเห็นบางอย่างว่ายผ่าน “และมันยังไม่ไปไหนซะด้วย”

 

“เราอาจกลายเป็นเป้านิ่ง”

 

“มันจะไม่ทำอะไรเรา ตราบใดที่ผมอยู่ตรงนี้”

 

“…”

 

“พวกคุณไม่ต้องกลัว” ผมปลอบทั้งสองคนแม้ว่าตัวเองจะไม่ค่อยไหวเท่าไหร่ พยายามสูดอากาศเข้าหายใจ หวังเพียงให้มันลบความกลัวเมื่อหลายปีก่อนออกไปจะได้ตั้งสติ ทว่าสายลมกลับพัดกลิ่นคาวเข้าหาเป็นระยะๆ ราวกับต้องการตอกย้ำว่าผมเลี้ยงอะไรไว้ข้างกายตัวเอง

 

ผมเลี้ยงอสูรกาย ปีศาจร้ายที่พร้อมคร่าชีวิต

 

“พวกนายทำตัวไม่ดีอีกแล้ว” ผมพึมพำให้แนชลีย์ประคองร่างเพื่อที่จะยืนขึ้น ผมมองอีกฝั่งของเรือด้านเดียวกับที่ตัวเองยืนอยู่ กวาดตามองดูข้าวของมากมายที่ลอยเหนือน้ำ ส่วนใหญ่แล้วพวกมันถูกกัดแตกออก มีร่องรอยไฟไหม้เล็กน้อยด้วยผมคิดว่า

 

แต่ผมยังไม่เห็นเรือใหญ่ที่แนชลีย์บอกว่าอับปางตั้งแต่เมื่อคืน

 

พลันดวงตาผมก็เลื่อนไปเห็นป้ายอะไรบางอย่าง ตัวอักษรสีทองสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ มันต้องกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมารั้งให้ผมสนใจ

 

“นั่นอะไร” ผมชี้ สนใจลายลักษณ์บนนั้น “ช่วยเอามันขึ้นมาให้ผมหน่อย”

 

“มันก็แค่ป้ายไม่ใช่เหรอ”

 

“มันอาจเป็นเบาะแสสำคัญว่าเรือที่จมนั้นมีอะไรอยู่ข้างใน” ผมสบตากับดอกเตอร์ หวังเพียงให้เขาช่วยตามใจ “เราใช้มันสืบข้อมูลต่อได้ เพราะงั้นช่วยเอามันขึ้นมาที”

 

“รับทราบ” เขาพยักหน้าให้เอริคขับเรือเข้าไปใกล้ตรงนั้น เราระวังเสียงเครื่องยนต์มากเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าสองพี่น้องอยู่ตรงไหน ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเราจะปลอดภัย ถึงเมื่อกี้ผมจะบอกไว้ว่ามันจะไม่ทำอะไรก็ตาม

 

แต่อย่าลืมว่าตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางเลือดแดงฉาน มันคือสิ่งเดียวที่กระตุ้นฉลามได้ดี พอๆ กับเสียงของปลาวาฬ ถ้าเกิดเราทำอะไรพลีพล่าม ทำอะไรรวดเร็วแทนที่จะเชื่องช้า ผมสาบานได้ว่าเราจะไม่รอดกลับไปหาคนที่ศูนย์วิจัย

 

เราจะตายไม่ต่างจากคนพวกนี้เลย

 

“ได้แล้ว” ผมบอกตอนหยิบป้ายที่มีตัวอักษรสีทองขึ้นมาจากน้ำ โดยมีโอเว่นใช้ไม้เกี่ยวมันขึ้นมาให้ มันเป็นป้ายไวนิลเหมือนพวกที่ติดตามเรือสำราญทั่วไป ผมใช้มือลูบน้ำสีแดงออกจากป้ายเพื่ออ่านข้อความที่ปรากฏไว้ “ยินดีต้อนรับสู่...ปาร์คเกอร์ชิป”

 

“ปาร์คเกอร์ชิปงั้นเหรอ?” เอริคทวน คิ้วสวยขมวดกันแน่น “มันคือเรือของพวกมหาเศรษฐีที่ได้ยินว่าเพิ่งซื้อเกาะส่วนตัวแถวนี้ไป”

 

“และคงค้าของผิดกฎหมายไม่ก็...”

 

“ไม่ก็อะไร?”

 

“ไม่ก็ฆ่าคนตายเหมือนที่มัน...ทำกับพ่อแม่ผมไง เอริค”  

 

ทุกคนต่างเบิกตากว้างตกใจกับสิ่งที่ผมพูด ผมหลุบตาลงภาพวันคืนย้อนกลับมา ผมจำได้ว่าตอนนั้นเราขึ้นเรือที่มีป้ายแบบนี้ติดอยู่ด้านหน้า มันคือเรือของคนที่ฆ่าครอบครัวผม เกือบจะได้ผมไปเลี้ยงดูแล้วถ้าเกิดว่าผมไม่หนีออกมาซะก่อน

 

ผมคิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้าตัวเองไปอยู่กับคนพวกนั้น ตัวของผมจะเป็นยังไง...

 

ผมอาจกลายเป็นโสเภณีของพวกมัน

 

“บ้าชะมัด” ผมสบถปล่อยป้ายนี่ลงกับเรือพร้อมกับถอนหายใจ เลียปากเล็กน้อยเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายทำเอาเอริคต้องเข้ามาโอบบ่าไว้ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าผมเคยเจอกับอะไร

 

มันคืออดีตที่เลวร้าย ไม่มีใครรู้ความลับที่ผมซ่อนไว้

 

“ไม่เป็นไรนะ”

 

“ผมอยากไปจากที่นี่”

 

“…”

 

“รีบหาเบาะแสไว้ให้เจ้าหน้าที่เถอะ ถ้าเขารู้ว่ามีคนตายอีกไม่นานก็คงส่งคนมา” ผมดันเอริคออก ผมไม่ชอบการปลอบใจจากใครทั้งนั้น ผมไม่จำเป็นต้องอ่อนแอต่อหน้าพวกเขาต่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นมันจะมีอิทธิพลกับหัวใจผมมากก็ตาม นัยน์ตาสวยเลื่อนตามครีบยาวที่ลอยวนอยู่ไม่ไกล

 

เจ้าสองพี่น้องกำลังจ้องผมอยู่

 

“และอย่าทำอะไรพลีพล่ามเกินไป ผมไม่รู้ว่าพวกมันกำลังคิดอะไรอยู่…”

 

“เฮ้พวกคุณ!”

 

“!!!!”

 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน” เสียงตะโกนที่ดังขึ้นทำให้พวกเราหันขวับไปมองเรือลำหนึ่งที่แล่นมาหา มันเป็นเรือสำราญเล็กๆ ที่ไว้ใช้ปาร์ตี้ทั่วไป ในนั้นมีหญิงสาวและชายหนุ่มปะปนกันประมาณห้าคน พวกเขาอยู่ในชุดว่ายน้ำดูท่าจะเมากันนิดหน่อย

 

เพราะถ้าเขาตาดีพอ เขาจะเห็นว่าสถานที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่เขาควรจะมาอยู่เลย !”

 

“พวกคุณทำอะไรกันเหรอ...โอ้พระเจ้า! นั่นหัวคน!”

 

“ไหนๆ!”

 

“นั่นไงตรงเรือของพวกเขา!” พวกนั้นชี้มาที่เรา ต่ำลงเล็กน้อยเป็นตรงใต้เรือที่มีซากศพของคนที่เพิ่งจะถูกกัด และคนที่ตายก่อนหน้านี้ พวกเราสี่คนมองหน้ากันกำลังคิดหาทางว่าจะคุยกับพวกเสเพลนี่ยังไง

 

ผมแปลกใจว่าทำไมเขาถึงออกเรือมาแถวนี้ได้ มันไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาปาร์ตี้เล่นเลยนะ

 

“เกิดอะไรขึ้นที่นี่!”

 

“พวกคุณควรออกจากที่นี่ไปซะ มันไม่ปลอดภัย!” โอเว่นตะโกนใส่ขณะที่เรือของเขากำลังลอยเข้ามาใกล้เรา “กลับไปเดี๋ยวนี้ นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณจะมาเที่ยวเล่นได้!”

 

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าพวกคุณฆ่าคนพวกนี้?”

 

“อ๊ะ!”

 

“พวกคุณเป็นใคร พวกคุณเป็นฆาตกรเหรอ!” เขาสวนกลับทำพวกเราเหวอกันทุกคน มีใครบางคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปพวกเราเอาไว้ “พวกเราจะถ่ายหน้าพวกคุณไว้ เราจะเอาไปแจ้งตำรวจ พวกคุณจะได้โดนจับ ไอ้พวกฆาตกร”

 

“นี่คุณจะบ้าหรือไง ดูไม่ออกเหรอว่าเราเป็นเรือกู้ภัย” เอริคตอบกลับไปแม้ว่าจะไม่ได้ผลนัก “ถ้าพวกคุณเมานักก็กลับบ้านไปดีกว่า พวกคุณคงไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไปใช่ไหม?”

 

“คุณจะฆ่าพวกเรางั้นเหรอ!”

 

“ไม่ใช่...!”

 

“ปะ...ไปเอาปืนมา ระ...เราต้องป้องกันตัว”

 

ปึง !

 

“เฮ้ย!” ผมเบิกตากว้างมองเรือที่โคลงไปมาจากแรงปะทะใต้ท้องเรือ มันทำให้พวกเขาตกใจขนาดคนที่จะหยิบปืนมาให้ยังต้องหยุดชะงัก นาทีนั้นพวกเขารีบหยุดทุกการกระทำ มามองข้างเรือว่าอะไรที่ชนพวกเขาจนเกือบตกจากเรือไป แต่ด้วยความที่น้ำมันแดงเลยมองไม่เห็นอะไร

 

ผิดกับพวกเราที่ไกลกว่า ผมมองเห็นผิวเนื้อใต้น้ำที่เคลื่อนไหวไปมา...

 

ดีแลนกับดายกำลังจะเล่นเกมแล้ว

 

“ตัวอะไรน่ะ”

 

ปึง !

 

“อ๊ะ!” เรือถูกกระแทกอีกคราวนี้โคลงจนเกือบคว่ำ พวกเขาจับขอบเรือกันไว้มั่นมีบางคนมองพวกเราด้วยแววตาตื่นตระหนก “นี่พวกคุณโจมตีเราเหรอ พวกคุณจะฆ่าเราใช่ไหม!”

 

“พวกเราไม่ได้ทำ แต่ถ้าคุณยังไม่เลิกส่งเสียง มันจะฆ่าคุณให้ตาย!”

 

“!!!!”

 

“คุณตั้งสติไว้ เบาเสียงลงไป อย่าทำอะไรพลีพล่าม” ผมแนะนำเขา ฉลามจะสนใจสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือการกระทำที่แสดงถึงอาการตกใจ ผมเอานิ้วแนบปากหวังเพียงให้เขาฟังสิ่งที่ผมพูดออกไป ดวงตาจับจ้องการเคลื่อนไหว ครีบยาวๆ หายไปแล้วแสดงว่ามันอยู่ข้างใต้

 

และการที่มันซ่อนตัวเอาไว้ มันคือการลองใจ...

 

ลองใจว่าระหว่างเรากับพวกเขาใครจะตายก่อนกัน

 

“คุณว่ามันจะทำอะไร?”

 

“มันกำลังเล่นเกมไง”

 

“หา?”

 

“เกมว่าใครจะตายก่อนกัน” ผมสบตากับเอริคก่อนจะเลียปากด้วยความลุ้นระทึก เจ้าสองตัวแผนสูงหากมันลองได้ติดใจอะไรแล้ว มันจะวนกลับมาหยอกซ้ำๆ ผมกวาดตามองดูท้องน้ำ เวลานี้ทะเลเริ่มมีสีฟ้าแซมบ้าง ผมพยายามมองให้ลึกเพื่อหาว่าพวกมันอยู่ที่ไหน

 

ทว่า...

 

“มะ...แม็ก นะ...นั่นตัวอะไร”

 

“ไหนลิซ่า?”

 

“นะ...นั่นไง”

 

“…”

 

“ฉลามเหรอ” พวกเขาหันขวับไปอีกฝั่งของเรือทำให้ผมชะโงกคอตาม สิ่งที่ผมเห็นคือครีบยาวๆ ที่แหวกฝ่าน้ำคล้ายกับเตือนว่าพวกมันอยู่แถวนี้ “นั่นฉลามจริงๆ เหรอ ทำไมครีบมันใหญ่จัง”

 

“สงสัยจะเป็นตัวที่ใหญ่มากๆ”

 

“เอาปืนมายิงมันไหม เผื่อว่าเราจับไปขายได้”

 

“เอาสิ” ความเมาทำให้พวกเขาพูดจาเสียงดัง หัวเราะไปมาขณะที่อีกคนไปหยิบปืนมาอย่างที่บอกเอาไว้ พวกเขาเอาปืนโบกไปมาอวดอ้างว่าทำอะไรได้ วินาทีนั้นผมเบิกตากว้าง มองกระสุนปืนหลายนัดที่ถูกยิงลงน้ำเพื่อจัดการเจ้าปลาฉลามพวกนั้น

 

ปังๆ !

 

“ไม่นะ!” โอเว่นรั้งตัวผมไว้ ผมไม่สามารถกระโดดลงน้ำไปช่วยพวกมันได้ จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้กลัวว่าพวกมันจะตาย เมกาโลดอนมีหนังที่หนามาก กระสุนทำอะไรพวกมันไม่ได้นอกจากสร้างรอยขีดข่วนเล็กๆ ที่ถ้าไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็น แต่สิ่งที่ผมกลัวคือสิ่งที่จะตามมาหลังจากที่ลูกสีเงินพวกนั้นโดนผิวมันต่างหาก...

 

มันจะเป็นความตายที่...

 

โครม !

 

“กรี๊ด!” แนชลีย์กรี๊ดออกมาพร้อมกับคนในเรือลำนั้นที่ถูกชนจนคว่ำไปทั้งลำ หนุ่มสาวในเรือพยายามตะเกียดตะกายว่ายออกจากตรงนั้น บางคนเกาะเรือไว้ บางคนรีบหาที่คว้า พวกเขาส่งเสียงกรีดร้องดังมากรวมถึงการขอความช่วยเหลือโดยไม่สนใจว่าเมื่อกี้เขาเพิ่งว่าเราว่าอะไร “ช่วยด้วย! ช่วยพวกเราด้วย!”

 

“แม็ก ฉันยังไม่อยากตาย!”

 

“เราไม่เป็นไรหรอกลิซ่า เรามีปืน...อ๊าก!”

 

“กรี๊ดดดด!!!!!!” มือข้างที่โชว์ปืนให้ดูถูกกัดขาด ตามมาด้วยการลากลงไปในน้ำของดีแลน ผู้หญิงที่ส่งเสียงร้องคนนั้นกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปเนื่องจากเธออยู่คนเดียวในน้ำไม่ขึ้นไปบนเรือเหมือนพวกเพื่อนๆ ครีบยาวของดายแหวกสายน้ำมาแต่ไกล ไม่ทันได้ร้องกรี๊ดมากเกินไป

 

ร่างของเธอก็ถูกกระชากลงทะเลพลันเลือดสีแดงก็อาบไล้ไปกับฟองอากาศของน้ำ

 

“พระเจ้า!!!!”

 

“ไม่นะ ช่วยพวกเราด้วย ช่วยเราที เราไม่อยากตาย”

 

“พาเราไปจากตรงนี้ที ฮือ” สามคนที่เหลือนั่งอยู่บนเรือที่คว่ำ ทำให้ผมรีบขับเรือไปรับพวกเขาขึ้นมา แต่คุณรู้ไหมว่าอะไรตลกกว่า?

 

คงเป็นดีแลนที่ดันเรือพวกเราออกห่างก่อนที่ดายจะ...

 

ผัวะ !

 

“อ๊ากกกก!” เสียงไม้ของเรือหักตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้ชายคนนั้น ภาพที่ผมเห็นคือดายกระโจนมาจากน้ำ งาบผู้ชายคนนั้นเข้าปากไหลลงทะเลไปอีกด้าน ส่งผลให้ผู้หญิงคนนึงไถลลงน้ำด้านข้าง เธอพยายามตีขาว่ายมาหา ผู้หญิงที่นั่งอยู่บนเรือคนเดียวโดนดีแลนจัดการเพราะเอาแต่กรีดร้องลั่น

 

ผมหยุดเรือที่ไหลไปตามน้ำ ฝืนกายคว้าผู้หญิงคนนั้นไว้ สองมือจับกำลังจะดึงให้ขึ้นมาบนเรือที่ปลอดภัยโดยไม่ทันเห็นว่าเจ้าปลาแสนใจร้ายกำลังว่ายมาหา

 

พื้นน้ำแหวกเป็นสายตามครีบยาวที่แหว่งเพียงเล็กน้อย อีกนิดเดียวผมจะดึงเธอขึ้นมาได้แล้ว ให้เธอกำเสื้อของผมไว้แน่น ร้องไห้น้ำตาไหลนองหน้า คนอื่นๆ ก็กำลังจะช่วยผมดึงเธอขึ้นมา

 

พลันผมก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีดำที่อ้าปากคาบร่างเธอไปต่อหน้า โอเว่นจับร่างผมไว้ไม่งั้นผมจะถูกกระชากลงไปด้วยกัน แรงยื้อทำให้ผู้หญิงคนนั้นจับแขนผมไว้แน่น เธอกรีดร้องเสียงลั่นด้วยความเจ็บ ผมอยากจะช่วยเธอ แต่ด้วยขากรรไกรของดายนั้น มันคมจนฉีกร่างให้ขาดครึ่ง

 

ร่างของผู้หญิงคนนั้นหายไปส่วนนึง...

 

เหลือเพียงแค่ด้านบนที่เกาะแขนผมไว้ ทั้งน้ำตา 

 

“โอ้พระเจ้า...!”

 

“ถอยออกมาโซล!” เอริคดึงผมกับโอเว่นให้ถอยมาจากตรงนั้น สติผมแตกไปแล้วตอนเห็นภาพที่ถูกกัดขาดครึ่งต่อหน้า เลือดของเธอกระเซ็นมาโดนผมนิดหน่อยตอนยื้อแย่งเธอกับเมกาโลดอนตัวพี่ เอริคโยนร่างส่วนบนของเธอทิ้ง หวังให้จมลงไปเป็นเหยื่อล่อฉลาม วินาทีนั้นผมกลัวมาก ตัวของสั่นขณะที่เรือของเราต้องรีบออกจากตรงนั้น

 

เราไม่ได้เก็บของอะไรที่สำคัญติดตัวมาก ทุกอย่างพังพินาศลงตรงหน้า ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะทำไงนอกจากมองตามครีบยาวที่ว่ายตามเรือเรามา

 

ถ้าเกิดมีคนรู้ว่าพวกมันทำอะไรลงไปบ้าง อีกไม่นานคงจะมาที่ศูนย์วิจัย และแบบนั้นพวกมันจะไม่ปลอดภัย

 

พวกเขาจะฆ่าสมบัติสุดท้ายของผม

 

“เราต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้เกินกว่าการรับผิดชอบเรา”

 

“แต่พวกเขาจะฆ่าดายกับดีแลน เราปล่อยให้มันตายไม่ได้”

 

“แต่มันฆ่าคนนะโซล คุณก็เห็นว่ามันทำอะไรลงไป”

 

“!!!”

 

“พวกมันอันตราย เราต้องกำจัด...”

 

เพียะ !

 

ใบหน้าของเอริคหันตามแรงตบของผม แรงพอที่จะทำให้รอยแดงปรากฏขึ้นบนหน้า ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าทำอะไรลงไป แต่พอคิดว่าพวกมันจะถูกฆ่าผมก็รับไม่ได้ ผมหอบหายใจมองหน้าคนที่ไม่เข้าใจว่าผมทำแบบนั้นทำไม ทว่าผมกลับส่ายหน้ายกมือขึ้นปิดตาคล้ายกับคนจะร้องไห้

 

ผมรู้ว่ามันทำผิด แต่ผมไม่อยากให้มันตาย

 

“มันเป็นครอบครัวของผมเอริค ผมให้ใครมาฆ่าครอบครัวของผมไม่ได้ทั้งนั้น”

 

“โซล”

 

“เพราะงั้นเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ คุณจะแจ้งเจ้าหน้าที่ยังไงก็ได้ แต่อย่ามายุ่งกับฉลามของผม”

 

“…”

 

“ผมขอร้อง ช่วยผมเถอะนะ”  

 

ผมไม่รู้ว่าเขาตอบผมว่าอะไร ผมแค่ทรุดตัวร้องไห้อย่างเสียขวัญ เนื้อตัวของผมสั่นขณะที่โอเว่นกอดร่างผมเอาไว้ แนชลีย์จับมือผมพยายามปลอบให้ผมใจเย็น ทั้งที่ผมเป็นผู้ชาย ผมไม่ควรอ่อนแอต่อหน้าผู้หญิงยิ่งกับตอนนี้ที่ผมเป็นกัปตัน เจ้าของศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ ผมควรจะเข้มแข็งเพื่อให้พวกเขาเชื่อมั่นผมได้

 

แต่ตอนนี้ผมหวาดกลัวจับใจ พวกมันปลุกสิ่งที่หลับใหลอยู่ในร่างผมขึ้นมา

 

ผมเลียปาก นั่งอยู่บนแทงก์ในช่วงหัวค่ำ มองครีบยาวของพวกมันที่ว่ายตามผมไปทุกที่ คิดว่ามันอาจจะมีเหตุผลดีๆ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ถึงอย่างนั้นผมก็ฟังภาษาปลาไม่ออก ผมไม่ใช่นางเงือกที่คุยกับสัตว์น้ำได้ อีกอย่างตอนนี้ผมก็ไม่อยากคิดอะไร

 

ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมีนั่งปะติดปะต่อเรื่องราว

 

ผมหลุบตามองป้ายชื่อเรือที่ติดมา ตั้งใจจะเผาเพื่อลบความทรงจำเลวร้ายที่ก่อกวนไม่หยุด ทว่าก็ยัง ผมอยากคิดเรื่องที่ผ่านมาก่อน

 

เผื่อว่าเสี้ยวหนึ่งที่หายไปจะคืนกลับมา...

 

ใช่ ความทรงจำของผมสูญหาย

 

เป็นเสี้ยวของชื่อคนที่ทำร้ายพ่อแม่ผม ผมพยายามนึกอยู่หลายครั้ง ทว่าทุกครั้งสมองผมจะขาวโล่ง นึกยังไงก็นึกไม่ออก จำได้เพียงแค่ริมฝีปากแสนโสมมที่จูบอยู่ที่ท้ายทอยและต้นคอ มันทำให้อยากอ้วกออก ผมสะอิดสะเอียนกับสัมผัสนั้น

 

ตอนนั้นผมยังเด็ก ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง ไม่มีกำลังมากพอที่จะบ่งบอกใครทั้งนั้น คิดอย่างเดียวว่าถ้าตายไปซะ ก็คงจะมีความสุขพร้อมหน้าอยู่กับพ่อแม่ที่รัก เสียดายที่ยมทูตยังไม่อยากได้ชีวิตของผมไป เขาทำให้ผมตื่นมากับเช้าวันใหม่ที่ร่างกาย...

 

เต็มไปด้วยเลือด 

 

“มันคืออะไร” ผมพึมพำ พยายามฝ่าหมอกในหัวเพื่อหาความจริงที่อยู่ด้านหลัง “อะไรที่ช่วยเราไว้”

 

“…”

 

“อะไรที่ทำให้เราไม่ตาย...”

 

ปึง !

 

ผมหลุดจากภวังค์ เลื่อนตามองดีแลนที่ชนเข้ากับทางเดินของศูนย์วิจัย ราวกับต้องการให้ผมตื่นจากห้วงความคิดได้แล้วเพราะมันคงไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่ผมยังคิดไม่ออกว่ามีอะไรบ้างที่สูญหายไปบ้าง ผมเคยไปหาหมอ เขาบอกว่าสมองผมคงปิดกั้นความทรงจำที่เลวร้ายเพื่อปกป้องตัวผม ทำให้ผมจำไม่ได้ว่าเศษเสี้ยวที่ลืมไปมันคืออะไร

 

ผมจะไม่หงุดหงิดเลยถ้ามันไม่สำคัญ

 

“ถ้าพวกนายตอบได้ ก็ช่วยตอบมาที”

 

กึก !

 

“ตอบทีว่าทำไมฉันถึงยังมีชีวิตอยู่” ผมเหม่อมองรู้สึกหัวใจเจ็บร้าวน่าดู “ฉันอยากรู้ว่าทำไมยังต้องมีชีวิตอยู่ ทั้งที่ในชีวิตฉันมันไม่เหลืออะไรแล้ว”

 

“กึด”

 

“นอกจากภาระที่ถูกส่งมอบไว้” หัวเราะเบาๆ คล้ายกับเย่อหยันตัวเอง “ถ้าไม่มีพวกนาย ฉันก็คงตายไปนานแล้วใช่ไหม”

 

“…”

 

“แต่การมีพวกนายอยู่ มันก็ไม่ต่างจากการตาย”

 

“…”

 

“ก็ฉันหนีไปไหนไม่ได้เลยนิ” ผมไม่รู้ว่าพวกมันได้ยินไหม ระยะห่างของเรามันค่อนข้างไกล และผมก็ไม่สนใจด้วยว่าเสียงจะส่งไปถึงไหม ผมนั่งอยู่ตรงนั้นจมอยู่กับความคิดก่อนจะรู้สึกว่าที่นี่มันช่างเงียบเหงา หันไปทางไหนก็มีแต่พื้นน้ำกับปลาฉลาม รวมถึงสัตว์ที่เอามาดูแลเพาะพันธุ์ในศูนย์วิจัย

 

พวกคุณไม่รู้หรอกว่าผมอยากหนีไปจากที่นี่แค่ไหน มันเหมือนกรงขนาดใหญ่ที่บินออกไปยังไงก็ติดซีกเหล็ก ผมยิ้มเยาะให้กับตัวเองก่อนจะโยนป้ายนั้นลงไป มันลอยไปตามแรงลม ตกลงในบ่อปลาฉลามที่ถูกปิดไว้ หยาดน้ำกำลังโอบกอดมันเอาไว้ขณะที่ผม...

 

ตัดสินใจไปหยิบกุญแจเรือ

 

“คุณโซล จะไปไหนน่ะครับ”

 

“…”

 

“นี่มันเย็นมากแล้วนะครับ ออกไปตอนนี้อันตราย คุณโซล! คุณโซล!” ผมไม่ฟังเสียงของเบอร์นาร์ดที่ทักท้วงผมตอนกระโดดขึ้นเรือที่ถอยมาใหม่ ผมเอาเชือกที่ผูกไว้กับเสาออก เสียบกุญแจที่ปลดล็อกให้มันสตาร์ทเครื่องได้ จากนั้นก็พาตัวเองทะยานไปกับพื้นน้ำ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังรวมถึงเสียงของคนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาดูผม

 

ผมไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาสักอย่าง มีเพียงโทรศัพท์เครื่องนึงเท่านั้น

 

ผมไม่ได้จะเอามาให้ใครติดต่อสื่อสาร ผมแค่ตั้งใจเอามาล่อฉลามเท่านั้น ครีบยาวๆ ที่ไล่ตามมาทำให้ผมกดเปิดเสียงปลาวาฬที่อัดไว้ หย่อนมือถือลงในซิปล็อค ตรวจสอบว่ามันจะได้ยินดังแค่ไหน จากนั้นก็โยนมันออกไปให้ไกล

 

ให้ดีแลนกับดายไปสนใจพวกมันแทนผม

 

“หึ ฉลามโง่” ผมขบขันหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบโดยไม่สนใจว่าเวลานี้จะดึกแค่ไหน ผมขับเรือไปในทิศทางที่ผมจำได้ มุ่งตรงทางแสงสีและเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม เวลานี้ผู้คนคงกำลังสนุกกับปาร์ตี้ ต่อให้มันจะดึกแค่ไหนก็ตาม

 

แต่สิ่งที่ผมรู้คือมนุษย์เป็นสัตว์สังคม

 

พวกเขาจะใช้โอกาสนั้นในการปลดล็อกความรู้สึกด้านใน มันเหมือนกับสารเสพติดที่ได้ลิ้มลองครั้งหนึ่งแล้วก็คงจะติดใจ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ยอมขับเรือมาค่อนคืนเพื่อหาอะไรบันเทิงใจ ในเมื่อลงน้ำไม่ได้ผมก็ต้องขึ้นฝั่ง ถึงแผลของผมจะยังหายไม่ดีนัก แต่มันก็ดีกว่านั่งรอให้โอเว่นเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ไปวันๆ

 

อีกอย่างเวลานี้ผมอยากให้ตัวเองเลิกคิดมาก ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ แม้บุหรี่จะหมดไปเป็นซองๆ ผมก็จะยังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่

 

มันไม่ตลกเวลาติดอยู่กับความทรงจำที่หายไป

 

นั่นเป็นเหตุว่าทำไมผมถึงกลับมาขึ้นฝั่ง ตรงมาที่ร้านเหล้าประจำ คลับสุดหรูของพวกเศรษฐี นั่งเหงาๆ อยู่คนเดียวเดี๋ยวก็มีคนมาเลี้ยงเหล้า ผมยกยิ้มให้พวกเขาคาดว่าใครสักคนคงทำให้ผมพอใจได้ในคืนนี้ กะว่าจะลองจูบสักทีสองที ถ้าโอเคก็คงดีลขึ้นห้องกัน

 

“ตัวคุณหอมชะมัด”

 

“หึ...”

 

“ผมอยากกอดคุณ” ผู้ชายคนนึงที่ผมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อกำลังกระซิบชิดลำคอของผมอยู่ ริมฝีปากพรมจูบไม่ได้หนักถึงขึ้นสร้างรอยไว้ ทว่าก็ทำให้ผมพอใจในระดับนึง ส่วนนึงคือเขามอมเหล้าผมไปค่อนข้างเยอะ ผมยกยิ้มเอียงคอให้เขาใช้ปลายจมูกสูดดมกลิ่นกาย ไม่สนใจสายตาของผู้ชายนับสิบที่ส่งไฟอิจฉามาให้

 

มีคนมากมายที่อยากกอดผม พวกเขาพร้อมที่จะเล่นกับไฟ

 

แต่คุณรู้ไหมว่ากำลังทำให้สายตาผมเปลี่ยนไป...?

 

ผมคิดว่าเป็นผู้ชายคนนั้นที่เดินผ่านเข้ามาใหม่ ดวงตาสีดำขลับที่ผมหลงใหลสุดหัวใจ เขาสบตากับผม ปลายเท้าหยุดยืนอยู่เบื้องหลังผู้ชายที่ใกล้จะมีอะไรกับผมเข้าไปทุกที

 

เสียดายที่ผมกลับดันเขาออก เปลี่ยนมาจ้องมองผู้ชายคนใหม่

 

นาทีนั้นผมอ้าแขนออกให้เขาเข้ามากอดผมไว้ รสสัมผัสที่จำได้ทำให้ผมเรียกชื่อของเขาออกมา

 

“อื้ม ดีแลน...”  

 

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น