แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 37

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 176

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2562 00:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 37
แบบอักษร

การผลุบผลับเข้ามาอย่างถือวิสาสะของคนขับรถวัยชรา ส่งผลให้คุณนายต้องหยุดมือที่กำลังสวมสร้อยคอไข่มุกกลางคัน และภาพของผู้ต่ำต้อยที่ทรุดเข่าลงกับพื้นห้องอันประจักษ์แก่สายตาหล่อนเป็นอย่างแรกเมื่อเปิดประตูห้องแต่งตัวออกมาก็สร้างความขัดเคืองแก่หล่อนมากอย่างยากจะหาใดเปรียบ 

“อาหว่อง แกนะแก กล้าดียังไงบุกเข้ามาถึงห้องส่วนตัวของฉัน คนขับรถอย่างแกลำพังแค่ป้วนเปี้ยนอยู่ชั้นล่าง ฉันก็เหม็นขี้หน้าแกเต็มทนแล้ว คอยดูเถอะฉันจะเล่นงานแกให้หนัก” หล่อนเปิดฉากบริภาษทันทีทันใด 

“เมตตากระผมด้วยครับ คุณนาย” หว่องโขกศีรษะลงบนพื้น 

“มีอะไรก็รีบพูดมา แล้วก็รีบไสหัวออกไปได้แล้ว” 

“กระผมจำเป็นต้องรีบใช้เงินภายในวันนี้ครับ” สารถีแจ้งความประสงค์ “ลูกชายกระผมถูกรุมทำร้าย แต่ไม่มีเงินค่าหมอ อาการตอนนี้ก็เจียนอยู่เจียนตาย ได้โปรดเมตตากรุณาครอบครัวของกระผมด้วยนะครับ” 

“เพราะการพนันอีกซิท่า” หยิงโถวกล่าวซ้ำเติม “ถ้าลูกชายแกรู้จักเล่นให้เป็น ไม่สะเออะเทหมดหน้าตักก็คงไม่เป็นแบบนี้” 

“แต่ตอนนี้เขาก็เป็นไปแล้วนี่ครับ” 

“ยังไงชีวิตมันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของฉัน” หล่อนสะบัดเสียง “แกคงลืมแล้วว่าฉันไม่ใช่คนใจบุญสุนทานเหมือนอย่างคุณท่านของแก ทำไมแกไม่รู้จักขอให้เขาช่วย แทนที่จะแบกหน้ามาให้ฉันด่าถึงบนนี้” 

“วันนี้คุณท่านต้องออกรับแขกทั้งวัน กระผมเห็นคุณนายว่างอยู่ก็เลยมาพบคุณนายแทน” แกบอกพร้อมคำนับอีกครา น้ำหูน้ำตาไหลพราก “ขอความกรุณาด้วยเถิดครับ ถึงอย่างไรกระผมก็รับใช้คุณนายมาสิบกว่าปี ตอนนี้ผมเดือดร้อนจริงๆ คุณนายก็เป็นแม่คน ย่อมเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ดี” 

“พอได้แล้ว เลิกคร่ำครวญไร้สาระสักที” หยิงโถวเท้าสะเอวดูอีกฝ่ายด้วยสายตาเชือดเฉือนดูแคลน “การที่พวกต่ำตมสักคนจะตายไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องรับผิดชอบหรือดูดำดูดีอะไรด้วย ต่อให้แกเที่ยวยกเหตุผลอีกสารพันล้านแปดมาโน้มน้าวใจฉัน ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้สตางค์จากฉันแม้แต่แดงเดียว” 

“คุณนาย!”  

อาหว่องเริ่มมีน้ำโห ดวงตาช้ำแดงจากการร้องไห้ไม่หยุดขึงมองนายผู้หญิงที่กำลังเชิดหน้าหันกลับเข้าห้องอย่างไม่ประหวั่นพรั่นพรึงอีกต่อไป 

“แต่กระผมมีเหตุผลหนึ่งที่คุณนายจำเป็นต้องให้เงินกับกระผม” ชายสูงอายุตอกหน้าด้วยท่าทางอย่างคนเป็นต่อ “คุณนายก็คงลืมแล้วเหมือนกันว่ากระผมเป็นไม่กี่คนที่รู้เห็นเป็นใจเรื่องคุณนายกับนายสแตนลีย์ เป็นคนคอยดูลาดเลาให้คุณนายในหลายๆครั้ง และยังเป็นคนใกล้ตัวของคุณท่านอีก...”  

“หุบปากอัปรีย์ของแกเดี๋ยวนี้นะ!” ภรรยาสมาชิกสภาบริหารแหวอย่างลืมตัว “ก็ได้ แกต้องการเงินเท่าไหร่ รีบบอกมาจะได้สิ้นเรื่องกัน” 

“สองร้อยเหรียญครับ”  

“เออ” คนตกเป็นรองรับคำอย่างจนใจ หล่อนเร่งทำตามคำเรียกร้องของอีกฝ่าย ส่วนผู้กุมความลับกลั้นยิ้มอย่างไม่นึกว่าคำขู่ของตนจะได้ผล และวันหนึ่งผู้น้อยอย่างแกจะพลิกสถานการณ์ขึ้นมาวางก้ามใส่เจ้านายสาวผู้เย่อหยิ่งได้ 

 

พ.ต.ต.หวู่ เกาเฉ่ง จอดรถจี๊ปที่ต้นถนนบริเวณที่ยังเหลือที่พอให้จอดได้ ขณะที่ความคิดวิ่งวนอยู่แต่กับข้อมูลเบาะแสคดีฆาตกรรมอำพรางที่ตนให้ความสนใจ จนไม่แลเห็นบรรยากาศอันครึกครื้นของถนนเบื้องหน้าที่ถูกดัดแปลงจากเส้นทางสัญจรให้เป็นลานจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ในวันนี้… 

“อาหลกแน่ใจแค่ไหนว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นความจริง” 

“แน่ยิ่งกว่าแน่เสียอีกครับ สารวัตร” สายสืบหนุ่มยืนกรานเสียงแข็ง “ลักษณาการแบบนี้ยังไงก็ต้องเป็นหมุ่ยไจ๋ ผมกับลูกน้องแฝงตัวขึ้นไปสืบถึงเกาลูน ได้ยินชาวบ้านร่ำลือว่าผู้มีอิทธิพลของที่นั่นหว่านเงินซื้อเด็กหญิงมาเป็นข้ารับใช้หลายชั่วอายุคนแล้ว แม้สมัยนี้กฎหมายจะไม่อนุญาตให้ซื้อขายได้อย่างสมัยก่อน แต่ผู้มีอิทธิพลรายนั้นก็ไม่ได้เกรงกลัว เพราะถือตัวว่าเป็นคนมีอำนาจบารมีมาก” 

“ชาวบ้านที่นั่นได้บอกรึเปล่าว่าผู้มีอิทธิพลคนนั้นคือใคร” 

“ไม่ได้บอกหรอกครับ พวกเขาผิดสังเกตที่ผมเอาแต่ซักเรื่องนี้ มีแต่คนรักตัวกลัวตาย ไม่กล้าเอ่ยชื่อขาใหญ่ประจำถิ่นรายนั้น” 

“ถึงไม่บอกว่าใคร ฉันก็พอจะตอบตัวเองได้แล้ว” 

สารวัตรหวู่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หยิบของขวัญอวยพรวันเกิดมาถือแนบอก ก่อนจะก้าวเดินไปตามถนนที่ซึ่งฝูงชนคับคั่งหนาตา      

 

บรรดาอาคันตุกะทั้งหญิงและชายในห้องรับแขกที่กำลังห้อมล้อมฟังเรื่องเล่าจากปากเจ้าของวันเกิด พากันเงียบเสียงไปชั่วครู่แล้วเทความสนใจมายังชายหนุ่มวัยสามสิบปลายในเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เต็มยศ เมื่อเขาก้าวพรวดเข้ามาในห้อง แล้วหันรีหันขวางอย่างจะค้นหาตัวการที่ทำให้เขาจำต้องข้ามฝั่งจากเกาะฮ่องกงมาในเวลาราชการแบบนี้ 

“เกาเฉ่ง” บุคคลที่เขามองหาตัวตะโกนเรียกมาจากโซฟากลางห้อง “ปีนี้วิเศษแท้ๆ แม้แต่คนที่ไม่เคยมาก็ยังโผล่หน้ามากันตั้งหลายคน” 

“สวัสดีครับ อาจารย์หมั่น” สารวัตรหวู่ทักอย่างสงวนกิริยา 

ประมุขตระกูลหมั่นในชุดคอจีนสีทองโอ่อ่าลุกยืน ย่างเท้าผ่านเหล่าบรรดาแขกที่มาชุมนุมกันในห้องก่อนเขา เข้าไปตบบ่าทักทาย  

“ไม่ต้องมากพิธีรีตองหรอก แล้วนี่เอาอะไรมาให้ฉันล่ะนี่” 

“เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆครับ” ผู้อ่อนวัยโมเมตอบ 

“อาฟั้น มารับของกล่องนี้ไปที”  

คำรับ “เจ้าค่ะ คุณท่าน” ดังขึ้นพร้อมกับเรือนร่างแบบบางของเด็กสาวที่วิ่งตึงตังออกมารับของตามคำสั่งผู้เป็นนาย และในห้วงเวลาแห่งความบังเอิญนั้น คนทั้งคู่ประสานสายตากันด้วยความรู้สึกที่น่าพิศวง ต่างชะงักงันไปอึดใจหนึ่ง 

“รบกวนด้วยนะ” เกาเฉ่งเอ่ยทั้งที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร 

“ค่ะ คุณตำรวจ” เหล่ฟั้นตอบด้วยอารมณ์เฉกเช่นเดียวกัน 

ผู้มากบารมีแห่งฝั่งเกาลูนยกมือโอบไหล่อดีตลูกศิษย์ พลันประกาศก้องเป็นทีแนะนำกับทุกคนที่ยังไม่เคยพบเขาว่า “ทุกท่านครับ คนนี้คือพันตำรวจตรีหวู่ เกาเฉ่ง ศิษย์เก่าของผมสมัยที่ผมได้รับเชิญไปสอนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เขาคนนี้เป็นตำรวจปราบปรามมากความสามารถ ฉายแววเป็นมือปราบฝีมือดีมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยทีเดียว ปัจจุบันเป็นสารวัตรอยู่ที่เขตว้านไจ๋ครับ” 

เสียงปรบมือผสมคำชื่นชมฮือฮาเหมือนจะอวลอยู่รอบกาย ดวงหน้าคมเข้มของสารวัตรหนุ่มฉายแววคับอกคับใจ พลันที่นึกได้ว่าผู้คนรอบตัวเขาในเวลานี้เยอะแยะราวกับมดแตกรัง ทุกคนตั้งแต่คนร่วมวงศ์สกุลหมั่น คนสนิทชิดเชื้อ ลงมาถึงบรรดาคนรับใช้และคนงานต่างก็เคลื่อนไหวกันอยู่ขวักไขว่ แลดูไม่มีหนทางใดเลยที่เขาจะปลีกตัวจากวงสังคมนี้เพื่อเค้นเอาความจริงจากอดีตอาจารย์ได้ 

“ผมมีเรื่องสำคัญต้องสอบถามอาจารย์”  

สารวัตรหวู่กระซิบกระซาบเมื่อสบโอกาส แม้สุ้มเสียงจะไม่ดัง แต่ก็หนักแน่นบ่งบอกเจตนารมณ์ของการมาเยือนในวันนี้อย่างจะแจ้ง 

“สำคัญถึงขนาดต้องทำเสียงลึกลับขนาดนี้เชียวหรือ” ผู้เป็นครูย้อนถามตาปรือ ตอนนั้นเองที่เกาเฉ่งได้กลิ่นเหล้าจางๆโชยมาจากลมหายใจคนพูด 

“ขอเวลาผมถามคำถามสักห้านาที”  

“มากไปรึเปล่า ฉันกำลังคุยติดพันอยู่นะ”   

“ถ้ายังงั้นก็ขออภัยที่ผมจำเป็นต้องล่วงเกิน” นายตำรวจบอกเสียงกร้าว เว้นระยะไปนิดหนึ่ง เขาก็ลากแขนของสมาชิกสภาไปยังมุมที่เงียบสงบที่สุดในห้อง ท่ามกลางความฉงนฉงายของผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งปวง 

“เธอทำบ้าอะไรของเธอ” ชายผู้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีค้ามนุษย์ชักฉุน ตั้งท่าดิ้นรนจะหลุดพ้นจากการรุกเร้าของศิษย์เก่า 

“ตรงนี้มีแค่ผมกับอาจารย์แล้ว โปรดให้ความร่วมมือกับผมด้วย” 

“ร่วมมือเรื่องอะไร”  

ขณะเดียวกัน เหล่ฟั้นก็สืบเท้าเข้ามาชะโงกดูอย่างกล้าๆกลัวๆ ยังความกระอักกระอ่วนใจแก่สารวัตรแห่งว้านไจ๋อย่างเหลือคณนา 

“ฉันขอคุยกับเจ้านายเธอสักประเดี๋ยว” เขาปรามด้วยวาจาและสายตา ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแก่การหยุดเธออยู่กับที่ 

"จะถามอะไรฉันก็รีบถามมาซิ” ชายวัยกลางคนชิงพูดขึ้น 

“ตอบผมตามความจริงนะครับ” สารวัตรหวู่ทั้งข่มและขู่ในกระแสเสียง “อาฟั้นเป็นหมุ่ยไจ๋ใช่หรือไม่” 

หมั่น ช่งจี เย็นวาบไปถึงไขสันหลัง หากมิวายทำใจดีสู้เสือ 

"ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”  

“ผมถามว่าสาวใช้ของอาจารย์เป็นหมุ่ยไจ๋ใช่มั้ยครับ” คนในเครื่องแบบเน้นเสียง “แล้วครอบครัวอาจารย์ก็คงเป็นคู่ค้าคนสำคัญคนหนึ่งของนางหง ฟกเย้ง นักค้ามนุษย์จากแผ่นดินใหญ่ ลูกน้องผมสืบทราบมาว่าผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในย่านนี้มีประวัติซื้อเด็กหญิงมาใช้แรงงาน ทั้งๆที่การค้าหมุ่ยไจ๋กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ครอบครัวของอาจารย์ก็ยังสนับสนุนการค้าชนิดนี้อยู่ นับเป็นการละเมิดต่อขื่อแปของบ้านเมือง จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้”       

คอยจนผู้อ่อนอาวุโสพูดจบ เจ้าของวันเกิดก็หัวเราะออกมา 

“เดี๋ยวนี้เธอคิดลองดีกับฉันแล้วหรือ” หนุ่มใหญ่เฉไฉ “ถึงฉันจะมีอำนาจราชศักดิ์ในย่านนี้ แต่ก็ใช่ว่าทั้งย่านจะมีแค่ฉันคนเดียวนี่นา” 

“แล้วอาจารย์กล้ายืนยันไหมครับว่าอาจารย์ไม่รู้เห็นในเรื่องนี้จริง” 

“ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนางนักค้ามนุษย์อะไรนั่น”  

ช่งจีบอกปัดเสียงกร้าว พอดีกับจังหวะที่มีคนเรียกเขา 

“ผมเพียงแต่ห่วงใยอาจารย์ ไม่อยากให้อาจารย์ต้องรับผิด”  

“ฉันไม่ได้ทำความผิดใดๆ ไม่มีเหตุผลอะไรให้ฉันต้องรับข้อหาปรักปรำของเธอ” คนถูกคาดคั้นเถียงข้างๆคูๆขณะผลักมือของนายตำรวจออก “ครั้งนี้ฉันยกโทษให้เพราะเห็นแก่ว่าเธอทำตามหน้าที่และความสนิทสนมของเรา แต่ถ้าหากเธอยังดื้อด้านไล่ต้อนฉันไม่เลิกราล่ะก็ ครั้งต่อไปฉันไม่ยอมเธอแน่” 

“ขอบคุณและขออภัยด้วยครับ” พันตำรวจตรีตัดสินใจรามือจากการสอบปากคำจำเลยในท้ายที่สุด 

“ดี” ช่งจีบีบนวดข้อมือที่ถูกรัดจนปวดระบม “อ้อ แล้วเรื่องที่ว่าเป็นห่วงฉันน่ะ พูดก็พูดเถอะว่าฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาตำรวจอย่างเธอหรอก” 

“ผมทราบดี” เกาเฉ่งตอบอย่างรักษาเหลี่ยม นัยน์ตายังเพ่งเขม็งอยู่ที่ใบหน้าบึ้งตึงของอดีตอาจารย์ผู้มากล้นด้วยทิฐิอันแรงกล้า 

ชายหนุ่มผละออกจากตัวผู้สูงวัย ค้อมศีรษะทำความเคารพ จากนั้นจึงหุนหันออกจากห้องไปโดยไม่แยแสต่อสายตาใครหลายคนที่ทอดดูด้วยความงงงันกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหล่ฟั้นที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด 

 

หมู่นกพิราบที่คุ้ยเขี่ยเศษอาหารบนบาทวิถีโผบินหนีไปคนละทิศละทาง เมื่อเงาดำของบุรุษคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาหลบทางให้คนอนาถาสวมเสื้อผ้าแหว่งวิ่นสองคนที่มุ่งหน้าไปต่อแถวรับแจกอาหารแห้งจากบ้านเศรษฐีผู้มั่งมี ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาไขประตูรถ เป็นเวลาเดียวกับที่เขาชำเลืองเห็นเงาของใครอีกคนทาบตามมา 

คนแซ่หวู่ตั้งท่าระวังภัย แต่ครั้นหันไปก็พบเพียงเด็กสาวคนรับใช้ประจำบ้านของผู้เป็นอาจารย์ตนยืนทำสีหน้าลังเลคล้ายกำลังรีรออะไรบางอย่าง 

“เธอ” เกาเฉ่งทักไม่ถูก “มีอะไรรึเปล่า”  

“หนูมีของมาคืนคุณตำรวจค่ะ” เธอบอกไม่เต็มเสียง  

“คืนฉันหรือ” เขาพยายามนึกว่าตนทำอะไรตกหล่นไว้ในบ้าน 

เหล่ฟั้นวางเหรียญห้าเซนต์ใส่มือของเขาซึ่งแบรับโดยอัตโนมัติ “หนูนำมาใช้คืนที่คุณตำรวจเคยยกให้หนูเมื่อแปดปีที่แล้ว” 

“ตอนนั้นเราเคยพบกันด้วยหรือ”  

“เคยค่ะ” เธอยิ้มอย่างจะแก้เก้อ “ถ้าคุณตำรวจคือ ‘หมวดหวู่’ ในตอนนั้น ก็แปลว่าหนูไม่ได้จำผิดคน” 

“แปดปี” สารวัตรหวู่เริ่มที่จะคลับคล้ายคลับคลา 

“ตอนนั้นหนูยังเด็กมาก และเพิ่งมาถึงฮ่องกงได้ไม่กี่วัน” เธอเล่าด้วยสำเนียงฝอซานที่ติดปากสมัยยังเล็ก “หนูถูกเด็กเกเรทำร้าย พวกนั้นแย่งเงินและเกาลัดในถุงของหนูไปหมด วันนั้นคุณตำรวจมาช่วยปกป้องหนู ซื้อเกาลัดคืนให้หนู แถมยังยกเงินอีกห้าเซนต์ให้หนูเป็นรางวัลพลเมืองดี...”  

เด็กสาวแหงนคอดูตึกแถวซึ่งตอนนั้นยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างด้วยรอยยิ้มชวนฝัน “...ถนนที่พวกเรายืนอยู่ตอนนี้ ก็คือที่ที่เราพบกันวันนั้นไงละคะ” 

พันตำรวจตรีนึกไม่ออกแม้จะตั้งใจนึกอย่างเต็มความสามารถ ทว่าเหตุการณ์นั้นมันช่างเนิ่นนานสุดจะประมาณ ความพยายามในการระลึกความหลังนั้นจึงมิต่างกับการแหวกว่ายในมหาสมุทรอันดำมืดเพื่อเสาะหาเปลือกหอยอันเดียว 

“หนูตั้งใจมาตลอดว่าวันหนึ่งจะทดแทนบุญคุณคุณตำรวจให้ได้ ดังนั้นขอความกรุณาช่วยรับเงินเหรียญนั้นไว้ด้วยนะคะ” 

“ฉันต้องขอโทษด้วยที่จดจำอะไรไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่รับราชการมา ฉันโยกย้ายไปประจำการหลายที่ ต้องพบผู้คนและเหตุการณ์มากมายไปหมด มันเลยยากที่ฉันจะจำเรื่องเมื่อนานมาแล้วได้” เกาเฉ่งกล่าวอย่างคนสำนึกผิด “ยังไงก็ตาม เธอเป็นเด็กที่จิตใจดีงามมาก ฉันขอขอบคุณเธอจากใจจริง” 

เขายัดเหรียญนั้นลงในกระเป๋าเสื้อช่องที่มีไว้เก็บของสำคัญ 

“เธอ...” เกาเฉ่งทำท่าจะเรียก แต่กลับต้องหน้าม้านเพราะแลเห็นแววความผิดหวังฉายฉานในดวงหน้าของสาวใช้ 

“อะไรหรือคะ”  

“ปละ เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” เขาเปลี่ยนใจไม่ถามถึงประเด็นที่ตนต้องการจะรู้ ถึงขั้นที่ดั้นด้นมาเค้นคอจากอาจารย์ตัวเองถึงที่นี่จนเป็นเหตุให้ถูกมึนตึงใส่ดังที่เป็นอยู่นี้ “ฉันขออวยพรให้เธอโชคดี หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจ ขอให้เธอนึกถึงฉัน หรือไม่อย่างนั้นก็อ้างชื่อฉันเสีย ฉันขอให้สัญญาว่าเมื่อนั้นฉันจะให้ความคุ้มครองเธออย่างเต็มที่เลย” 

 “โชคดีเช่นกันค่ะ ขอให้พระเจ้าอวยพรคุณตำรวจ” เสียงของเธอสั่นโยนด้วยความตื้นตัน “คราวหลังคุณตำรวจห้ามลืมหนูแล้วนะคะ" 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น