Prachan/ดาวเข็มทิศ
email-icon

สนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

ลิขิตรักแห่งกาลเวลา 3

ชื่อตอน : ลิขิตรักแห่งกาลเวลา 3

คำค้น : นางเป็นคนตำหนักไหน

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2562 19:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลิขิตรักแห่งกาลเวลา 3
แบบอักษร

ในที่สุดฤดูเหมันต์แรกในตำหนักเหม่ยฮวาที่สนมจ้าวชงอี๋รอคอยก็มาเยือน รอบตำหนักตอนนี้เต็มไปด้วยสีขาวของหิมะและสีชมพูสะพรั่งของดอกเหมยที่เบ่งบานออกช่อสู้ความหนาวเหน็บ มี่ฮวารอคอยฤดูเหมันต์ก็เพราะดอกเหมยรอบ ๆ ตำหนักจะออกดอกให้นางได้ชื่นชมเป็นปีแรก การนั่งจิบชาผลไม้รสชาติต่าง ๆ ชมดอกเหมยไปด้วยถือว่าเป็นความสุขที่สุดในการใช้ชีวิตในวังหลวงแห่งนี้

นางสนมคนอื่น ๆ ตื่นเช้ามายังต้องไปถวายพระพรฮองเฮาแต่สำหรับนางมันคือข้อยกเว้น ด้วยตอนเข้าวังมาช่วงแรกนางใช้ตัวยาบางชนิดทำให้ตัวเองป่วยไข้ ร่างกายอ่อนแอแม้หมอหลวงก็ยังจับพิรุธไม่ได้ ทำให้มีข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วว่านางป่วยหนักถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อมี่ฮวาจึงได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้และฮองเฮาให้ยกเว้นธรรมเนียมต่างๆ ทั้งหมดนี้อาจจะต้องยกความดีความชอบให้กับบิดาของนางเพราะอย่างน้อยผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองในวังหลวงก็ยังเกรงใจอยู่บ้างพระเมตตาเลยเผื่อแผ่มายังนางด้วย

“พระสนมเพคะ ฉลองพระองค์หนา ๆ หน่อยเถอะถ้าจะเสด็จนอกตำหนัก” หมี่เหรินคือนางกำนัลอาวุโสที่ได้รับหน้าที่ดูแลพระสนมชงอี๋จ้าวมี่ฮวากล่าวเตือนขึ้นเมื่อนางกำลังจะก้าวออกไปยังนอกตำหนัก วันนี้หิมะหยุดตกแล้วแต่ทุกพื้นที่ก็ยังคงปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะ แม้จะมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องลงมาแต่อากาศก็ยังคงหนาวเย็นบวกกับสายลมที่พัดมาเป็นช่วง ๆ หอบเอาความหนาวมาเป็นระลอก 

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปเอาเสื้อคลุมมาใส่ให้เราเถอะ”

“เพคะ”

วันนี้เป็นวันแรกที่หิมะหยุดตกในรอบหลายวันที่ผ่านมา บรรดาทหารและข้ารับใช้ของแต่ละตำหนัก ต่างออกมากวาดหิมะเพื่อทำทางเดินให้กับบรรดาเจ้านาย ทั่วพระราชวังจึงคึกคักขึ้นมาทันตาต่างจากเมื่อวานที่ต้องขลุกตัวอยู่ในตำหนักเพราะหิมะตกลงมาอย่างแรง

หยางหมิงฮ่องเต้ใช่เวลาไม่นานในการออกว่าราชการตอนเช้าเดิมตั้งใจจะเสด็จกลับตำหนักเฉียนหนิงแต่ระหว่างนึกขึ้นได้ว่าในวังหลวงมีตำหนักหนึ่งที่ปลูกต้นเหมยซึ่งจะออกดอกงดงามให้ได้เชยชมในฤดูเหมันต์จึงตั้งใจจะเสด็จไปเดินชมความงามที่ปีหนึ่งจะมีให้ชมแค่ฤดูเดียว 

ตลอดสองข้างทางที่เดินผ่านบรรดาพระสนม นางกำนัล ข้าราชบริพารเดินไปมาบ้างชมสวน บ้างตักหิมะ ให้บรรยากาศที่สดชื่นสดใสจนพานทำให้พระองค์อารมณ์ดีตามไปด้วย หลิวกงกงที่เดินตอบคำถามต่าง ๆ ของหยางหมิงมาตลอดทางจำต้องเงยหน้าขึ้นมองว่าเกิดสิ่งใดไยจู่ ๆ ฮ่องเต้จึงได้หยุดเดินแล้วเงียบไปเป็นเวลานาน จนเขามองตามสายพระเนตรของฮ่องเต้จึงได้รับคำตอบว่าสิ่งใดดึงดูดพระองค์

“จะให้กระหม่อมเข้าไปแจ้งพระสนมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะว่าพระองค์เสด็จมา”

“อืม” เดิมทีตั้งใจจะแค่มาชมดอกเหมยฤดูเหมันต์ไม่คิดว่าเพียงย่างก้าวเข้ามาเขตตำหนักเหม่ยฮวาก็ได้พบกับพระสนมผู้เป็นเจ้าของตำหนักกำลังเดินเล่นชื่นชมความงามของดอกเหมยอยู่เช่นเดียวกัน สตรีในชุดชมพูอ่อนผู้มีใบหน้างดงามกับแววตาสดใส เฉลียวฉลาดคู่นั้นดึงดูดสายตาของหยางหมิงได้เป็นอย่างดี จนต้องเดินตามแรงดึงดูดเข้ามาจนถึงตำหนักของนาง

“ฝ่าบาทเสด็จ” มี่ฮวาหันมาตามเสียงของหลิวกงกงก็ได้พบกับพระพักตร์สมบรูณ์แบบที่ยืนอยู่ไม่ไกล นี้คือครั้งแรกที่มี่ฮวามีโอกาสได้พบหน้าฮ่องเต้ระยะใกล้ ๆ ในฐานะฮ่องเต้กับสนม มี่ฮวาตกใจชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตั้งสติได้จึงรีบเดินเข้ามาถวายพระพรหยางหมิงฮ่องเต้

“ไม่คิดว่าอากาศหนาวเย็นเช่นนี้สนมรักจะออกมาเดินเล่น” หยางหมิงทักขึ้นก่อนที่จะเดินเข้าไปหามี่ฮวาใกล้ ๆ แล้วจึงดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น

“อากาศหนาวนักสนมรักลุกขึ้นแล้วตามเราเข้าตำหนักเถอะ” เมื่อทั้งข้าราชบริพารนางกำนัล ขันทีในตำหนักเห็นดังนั้นก็รีบไปจัดการเตรียมต้อนรับทันที แม้ทุกคนในตำหนักจะไม่เคยรับเสด็จฮ่องเต้แต่ทุกคนได้รับการสั่งสอนเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติมาเป็นอย่างดีจนหลิวกงกงที่ตามเสด็จอดจะชื่นชมคนในตำหนักเหม่ยฮวาอยู่ในใจไม่ได้

หยางหมิงเดินนำเข้าตำหนักตรงไปยังห้องด้านขวามือห้องหนึ่งที่เปิดประตูค้างไว้ดูเหมือนเจ้าของตำหนักจะเป็นคนเปิดไว้เอง เมื่อเข้าไปด้านในจึงพบว่าคือห้องที่ใช้เก็บตำราต่างๆ มีที่สำหรับนั่งอ่านตำราหรือเล่นหมากล้อมตั้งอยู่ข้างหน้าต่างวงกลมบานกว้างจากมุมนี้สามารถมองทิวทัศน์ของสวนดอกเหมยได้อย่างชัดเจน

หยางหมิงแอบสังเกตตำหนักเหม่ยฮวาแล้วยกยิ้มอย่างพอใจ ดูจากด้านนอกก็เป็นเพียงตำหนักธรรมดา แต่ด้านในกลับจัดตกแต่งสวยงามแปลกตาให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจสมกับการเป็นตำหนักบุตรีตระกูลขุนศึก ข้าวของเครื่องใช้ก็ถือว่ามีครบตามฐานะ นางเป็นสตรีที่เขาไม่เคยใส่ใจแต่กลับได้รับข้าวของเครื่องใช้มาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องไม่เหมือนสตรีนางอื่นหากไม่เป็นที่โปรดปรานมักจะโดนละเลยกลั่นแกล้งจากนางสนมหรือข้ารับใช้ นับว่านางมีความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองได้ดีทีเดียว

“นี่เป็นชาดอกโมลี่เพคะ”

มี่ฮวานั่งลงที่ม้านั่งตัวยาวริมหน้าต่างตามคำเชื้อเชิญของอีกฝ่ายอย่างมิอาจขัดได้

“อืมชาดี ชาดี สนมรักช่างเลือกชาได้ดีนัก” รสชาติของชาที่ได้รับแปลกใหม่สำหรับหยางหมิงด้วยรสชาติฝาดเล็กน้อยของใบชา รสหวานละมุนของน้ำผึ้งป่าและที่โดดเด่นคือกลิ่นหอมของดอกโมลี่ ให้รสชาติกลมกล่อมแตกต่างจากชาที่เคยดื่ม แม้ฮ่องเต้อย่างเขาที่ดืมชาดีมาทั้งอาณาจักรยังต้องยอมรับชาชนิดนี้ของนางรสชาติดีไม่เป็นสองที่เดียว

“ขอบพระทัยเพคะ” สนมรักอะไรของท่านกันละ เข้ามาอยู่ที่นี่ปีหนึ่งเพิ่งเจอกันครั้งแรกแล้วจะเป็นสนมรักอะไรของท่านได้อย่างไรกัน 

“แล้วต้นแบะตงที่เจ้าเก็บกลับมาวันนั้นเล่า” มี่ฮวามองหน้าฮ่องเต้เล็กน้อยก่อนแกล้งหลบสายตา

ทราบตั้งแต่แรกแล้วสินะว่าเป็นหม่อมฉัน 

“หม่อมฉันสมควรตายเพคะ ที่ล่วงเกินพระองค์”

“ลุกขึ้นมาเถอะ ไม่ต้องคุกเข่า สนมรักไม่รู้ว่าเป็นเราแล้วจะผิดได้อย่างไร”

“ขอบพระทัยเพคะ”

“วันนี้เรามีโอกาสได้จิบชากับสาวงามถือว่าวันดี ถ้าเจ้าจะเล่นเครื่องดนตรีให้เราฟังคงดีไม่น้อย”

“ขอพระราชทานอภัย ต้องทำให้ผิดหวังแล้ว หม่อมฉันนั้นไร้ความสามารถนัก” ที่ตอบไปหาใช่การปิดบังหรือซ่อนเร้นฝีมืออย่างที่สาวงามคนอื่นทำแต่มันคือเรื่องจริงในโลกนี้สองสิ่งที่นางไร้ความสามารถที่สุดคือดนตรีและโคลงกลอนไม่ว่าจะเป็นนางในอดีตหรือนางในตอนนี้ สิ่งอื่นนั้นนางล้วนแตกฉานไม่ว่าจะเป็นตำราแพทย์ วาดภาพ ร่ายรำ ทำอาหาร หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามตอนนางอยู่จวนแม่ทัพนางก็อ่านจนแตกฉาน

“มิเป็นไร มิเป็นไร ถ้าอย่างนั้นเจ้าเล่นหมากล้อมเป็นหรือไม่”

“พอได้เพคะ”

ตำหนักในแห่งนี้คนที่มีฝีมือพอจะสู้พระองค์ได้เห็นก็คงมีแต่เสียนเฟยเท่านั้น วันนี้หยางหมิงจึงมีดำริจะดูความสามารถของลูกหลานตระกูลแม่ทัพเสียหน่อย ว่ากันว่าการวางหมากก็เหมือนการวางแผนการรบ ถ้าสตรีผู้นี้ได้เชื้อความสามารถจากบิดามาบ้างฝีมือการวางหมากคงมิเลวนัก คงพอให้สำราญได้บ้าง

การเดินหมากเป็นเหตุผลที่หยางหมิงฮ่องเต้ชอบที่จะไปหาเสียนเฟยเพราะมีแต่นางที่ทำให้หยางหมิงรู้สึกว่ามีคู่แข่ง ไม่ใช้เล่นกี่ครั้งเขาก็ชนะทุกครั้งเหมือนคนอื่น ๆ อย่าว่าแต่สนมเลยแม้แต่พวกขุนนางฝีมือก็ไม่เฉียดใกล้เขาแม้แต่น้อย

ความคิดเห็น