Myriimmy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#คนโง่ของผม :: Episode 4 [UP 100%]

ชื่อตอน : #คนโง่ของผม :: Episode 4 [UP 100%]

คำค้น : คนโง่ของผม นานะคนโง่

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 244

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#คนโง่ของผม :: Episode 4 [UP 100%]
แบบอักษร

 

EPISODE 4 

 

“ค…คงหน้าคล้ายแหละ” หนิงตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เธอคงจะโกรธและเสียหน้าไม่น้อยเชียวล่ะ แต่แล้วไงล่ะ 

“อืม…เราก็ว่าแบบนั้น ว่าแต่หนิงมาทำอะไรกับแฟนเราสองคนที่นี่เหรอ มีธุระอะไรสำคัญจนถึงต้องนัดมากินข้าวด้วยกันที่นี่ ขอเรารู้ได้ไหม?” ฉันรู้ตัวนะ ว่ากำลังทำให้บรรยากาศรอบๆ ตัวนั้นกำลังแย่ลง ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ และกำลังให้ความสนใจกับบทสนทนาของฉันและหนิง 

“เธอครับ ไม่มีอะไรหรอก” แฟนตัวดีของฉันที่นั่งเงียบตลอดมา เป็นฝ่ายเปิดปากพูด เขาดันมือฉันที่เกาะแขนเขาออก แล้วจับไหล่ทั้งสองของฉันให้หันไปเผชิญหน้า 

ส่วนร่างกายฉันถึงแม้ว่าจะหันหน้าไปทางเมฆแล้ว แต่สายตาของฉันกลับไม่โฟกัสอยู่ที่เมฆเลย แต่มันกับไปมองทางฝั่งที่เพื่อนสนิทนั่งอยู่ มองด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม ในขณะที่หนิงนั้นแต่ก้มหน้าอย่างเหนียมอาย 

อายอะไรล่ะ เพื่อนรัก 

“มองหน้าเราเร็ว” ฉันจะไปมองหน้าแฟนที่รักที่สุด แต่กำลังทำให้ฉันเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่าได้ยังไง ถ้าเผลอมองตาเขาแม้แต่ครั้งเดียวคงได้เผลอร้องไห้และใจอ่อนแน่ๆ “มันไม่อะไรเลยนะ ก็…” 

“…” เมฆเงียบไปในตอนที่กำลังพูด ฉันเผลอเหลือสายตาไปมองหน้าเขา ซึ่งมันก็โป๊ะเห็นเขากำลังมองไปทางหนิง 

“ก็แค่ปรึกษากันว่า วันเกิดของเธอจะซื้ออะไรเป็นของขวัญให้เธอดี” ข้อแก้ตัวของแฟนสุดที่รักทำฉันแค่นหัวเราะออกมา วันเกิดฉันงั้นเหรอ? 

ได้เมฆ ถ้าเธอจะเล่นแบบนี้ เราก็จะยอมตามน้ำไปแล้วกัน 

แล้วมาดูกันว่าใครจะเป็นประสาทตายก่อน 

“จริงอะ จริงเหรอหนิง!” ท่าทางของฉันแสดงออกมาเหมือนว่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ฉันหันไปหาหนิงพร้อมถามความจริงจากเธอ และดูเหมือนว่าสองคนนี้จะเข้าขากันเป็นอย่างดี ก็นะ…เข้าออกกันบ่อยไม่ใช่หรือไง 

“อืม จริง มึงทำเสียเรื่องหมดเลย คนจะเซอร์ไพรซ์วันเกิด” เธอว่ามาประดุจว่าฉันผิดเต็มประดา เมื่อฉันละความสนใจจากหนิงไปมองเพื่อนๆ ทีเหลือที่นั่งโต๊ะข้างๆ ก็เห็นว่าพวกเขาทำเหมือนไม่ได้สนใจ แต่ฉันรู้นะว่าแอบเงี่ยหูฟังกันอยู่ แต่ทว่าก็มีคนหนึ่งนะที่ดูเหมือนจะทั้งตั้งใจฟังและตั้งใจมองมาทางนี้ตลอด มุมปากหยักลึกก็เลิกขึ้นอย่างมีเลศนัย 

เหมือนกับว่ารู้อะไรบางอย่าง 

“โห งั้นขอโทษด้วยน้า ใครมันจะไปรู้ล่ะ ก็อยู่ๆ แฟนของเรา ดันมานัดเจอกับเพื่อนสนิทอย่างหนิง ทั้งๆ ที่เราก็ไม่เคยเห็นหนิงกับเมฆคุยกันเลย” เป็นอีกครั้งที่ฉันกอดแขนเมฆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้แค่กอดแขน แต่นิ้วเรียวทั้งห้าของฉันสอดไปตามร่องนิ้วของมือหนา ฉันแหงนคอมองหน้าเมฆ และดูเหมือนว่าเมฆก็มองมาอยู่เหมือนกัน ฉันจึงตอบรับการมองของเขาด้วยการยิ้มตาหยีให้ “เป็นใครก็คงเข้าใจผิด ก็คิดว่าแอบมีซัมติงรับหลังเราเสียอีก” 

คำพูดของฉันทำให้หนิงชะงักไปเลย เมื่อครู่เธอแสดงออกมาว่าเป็นเพื่อนที่ดีให้คำปรึกษาเรื่องของขวัญเกิดฉันกับเมฆ แต่ตอนนี้เธอกลับใช้สายตาที่ขวางผิดปกติมองมาทางฉัน ฉันแอบเห็นด้วยว่าใบหูของหนิงนั้นแดงก่ำ 

“พวกแกก็คิดเหมือนเราใช่เปล่า?” ไม่พอเท่านั้น ฉันหันไปขอความเห็นจากเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ พวกเขาพยักหน้าหงึกๆ ตอบมา และฉันเห็นดิมยิ้มกว้างกว่าเดิม เหมือนว่าเหตุการณ์ตรงนี้มันเป็นเรื่องสนุกของเขาอย่างงั้นแหละ “แต่คงไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกเนอะ เพราะหนิงก็เป็นเพื่อนที่เรารักมากที่สุด ถ้าหักหลังกันเราคงเจ็บมากแน่ๆ” 

ไม่รู้ว่าทำไมน้ำเสียงท้ายประโยค ฉันถึงเย็นชาได้ขนาดนี้ 

และเพื่อนสนิทตรงหน้าก็ตอบกลับมาว่า “ใช่ มึงก็เพื่อนรักกูเหมือนกันเว่ย” 

บทสนทนาของพวกเราดูเหมือนว่าจะกินระยะเวลาไปนานพอสมควร เพราะงั้นเมนูอาหารที่หนิงและเมฆสั่งก่อนหน้าก็ถูกนำมาเสิร์ฟโดยพนักงาน เมื่อหวาดไล่สายตามองแต่ละเมนูก็พบว่าเป็นของโปรดเมฆทั้งนั้นเลย 

“ไม่สั่งกันเหรอ” ฉันเห็นเพื่อนนั่งนิ่งตั้งแต่ต้น ไม่ยอมสั่งอาหารกันสักที พอฉันพูดไปแบบนั้นพวกเขาถึงจะเริ่มลงมือสั่งอาหารกัน 

ส่วนโต๊ะของเราก็นั่งเงียบเลย ไม่มีใครเริ่มรับประทานอาหารสักคน แม้แต่หนิงที่เป็นคนสั่งก็ตาม 

“เธอ เราว่ากลับกันเถอะ” เขากระซิบข้างหูฉัน 

“รีบกลับทำไม สั่งของกินมาตั้งเยอะ ทำไมไม่กินให้หมดก่อนล่ะ เสียดายออก ดูสิของโปรดเมฆทั้งนั้นเลย” 

เพราะฉันพูดแบบนั้น เมฆจึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรอีก ส่วนหนิงเธอเริ่มตักอาหารเข้าปากบ้างแล้ว ฉันเล็งเห็นได้ว่าหนิงเงียบไปเลย เธอไม่พูดอะไรอีก จนมื้ออาหารจบลง 

“ทุกคน ไปดูหนังกันเลยนะ เราขอกลับก่อนแล้วกัน พอดีแฟนเรารีบอะ” ในตอนที่เช็คบิลเสร็จและกำลังเดินออกจากร้านนั้น ฉันก็หยุดเดินแล้วหันไปพูดกับเพื่อนที่เดิมตามหลังมา 

จิ๋วเธอเหมือนว่ามีอะไรจะพูดกับฉัน แต่ว่าก็ไม่ได้พูดออกมาสักที ส่วนเป้ฉันเห็นเขาทำหน้าดูไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก ส่วนเบอร์รี่ก็ทำหน้ามึนตามประสา และคนสุดท้ายดิม…เขาทำสีหน้าราบเรียบ 

“โอเค งั้นแยกกันตรงนี้นะ” 

“เดี๋ยวหนิง” เมื่อฉันไม่ได้ดูหนังแล้ว มันก็ย่อมเหลือตั๋วหนังหนึ่งใบ เนื่องจากว่าฉันเสียดายเงิน จึงสละตั๋วนี้ให้หนิงไป “เอาตั๋วไปสิ อีกไม่กี่นาทีหนังก็ฉายแล้ว ไปดูกับพวกเป้นะ” 

“…” 

“ดูให้สนุกล่ะ ดูให้เต็มที่ก่อนที่จะ…ไม่ได้ดู”  กระซิบเสียงแผ่วเบาให้กับเธอที่ข้างๆ หู ก่อนจะผละออกมาแล้วส่งยิ้มพิมพ์ใจให้คนเป็นเพื่อนสนิท 

ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยลาเพื่อนคนอื่นๆ หลังจากนั้นฉันกับเมฆก็เดินจูงมือกันกลับ

ภายในรถ เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ณ ตอนนี้ฉันไม่ได้มีอารมณ์อยากจะพูดคุยกับเขา จึงได้แต่หันมองข้างทางผ่านกระจกที่ติดฟิล์มแน่นหนา ฉันได้นั่งคิดอะไรอยู่เงียบๆ คิดว่าหลังจากนี้จะทำยังไงต่อไป เรื่องวันนี้มันก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่พอสมควร ระหว่างความสัมพันธ์ของฉัน หนิง และเมฆ

เมฆขับรถมามาถึงคอนโดฉันแล้ว ตอนแรกฉันนึกว่าเขาจะจอดแค่หน้าคนโด แต่ความจริงเขากลับเลี้ยงเข้าไปในเขตของคอนโด และเข้าไปจอดรถที่โรงจอดรถ

“แล้วไม่ได้ไปทำงานกับเพื่อนๆ ของเธอแล้วเหรอ” ในตอนที่เมฆจอดรถนิ่งสนิท ฉันคิดขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เขาบอกว่าติดโปรเจกต์ ทำให้ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ แต่ที่เห็นก็คือนัดไปทานข้าวกับเพื่อนหนิงได้ เอ…หรือว่าไม่ได้มีโปรเจกต์อะไรทั้งนั้น  

“ทำตอนไหนก็ได้” คนร่างกำยำที่นั่งอยู่ตำแหน่งคนขับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เดาอารมณ์ไม่ออก ไม่บ่อยนักที่เมฆจะพูดกับฉันแล้วไม่หันมามองหน้ากัน เพราะอาการแบบนี้ที่เมฆแสดงออกมา มันบ่งบอกได้อย่างเดียวเลยก็คือเขานั้นกำลังไม่พอใจฉัน

แล้วเขาไม่พอใจอะไรฉันล่ะ? เขามีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจด้วยหรือไงกัน

“เธอเป็นอะไร” ก็ทำเป็นอินโนเซนต์ไปอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่ความจริงฉันก็รู้อยู่เต็มอกว่าเมฆนั้นเป็นอะไร แต่บางทีการทำตัวใสซื่อเหมือนโง่ ไม่เคยรู้อะไร ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ มันทำให้ฉันได้เห็นความโง่ของคนอื่นที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวยังไงล่ะ “ทำไมเหรอเมฆ...เราไปขัดจังหวะเธอกับหนิงเหรอคะ”

“ไม่เกี่ยวเลยครับ เธออย่าโยงมั่ว เราก็อธิบายให้เธอฟังไปแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือทำไมเธอถึงต้องเปิดตัวเรากับเพื่อนของเธอล่ะ ทั้งๆ ที่เราก็คบกันมาแบบเงียบๆ ตลอด” ครั้งนี้เมฆยอมหันหน้ามองฉัน เราสบตากันท่ามกลางความเงียบสงัด ฉันพยายามค้นหาความขุ่นมัวผ่านดวงตาของเมฆ แต่ทว่าเขากลับเก่งเหลือเกินที่สามารถกลบความรู้สึกส่วนนั้นออกไปได้ภายในพริบตา

“แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ เธอไม่เคยห้ามเรานี่นา แล้วเธอก็เป็นแฟนเรา จะเปิดตัวหรือไม่เปิดตัวก็ค่าเท่าเดิมไม่ใช่หรือไงคะ?” มือฉันเคลื่อนไปสัมผัสที่แก้มสากของเมฆที่มีไรหนวดเริ่มผุดขึ้นมาบ้างแล้ว

“…” ความเงียบของเมฆบวกกับสายตาของเขาที่มองมา มันให้ความรู้สึกเย็นวาบที่ใจกลางอก

“ทำไมเธอต้องทำเหมือนโกรธเราด้วยล่ะ”

“เราไม่ได้โกรธเลย แต่เธอก็รู้ว่าถ้าเรื่องที่เราคบกันแพร่กระจายออกไป เธอเองนั่นแหละที่จะอยู่ไม่สุข” เหตุผลของเขาก็ค่อนข้างฟังขึ้น อยู่ไม่สุขของเมฆนี่มันสามารถตีความได้หลายอย่าง อยู่ไม่สุขอย่างแรกก็คือฉันอาจจะโดนแฟนคลับของเขานินทาว่าร้าย ไม่พ้นทำให้อับอาย ส่วนอย่างที่สองก็คงเป็นการอยู่ไม่สุขเพราะโดนรังควาญ จากใครดีน้า… “เราเป็นห่วงเธอนะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราไม่กลัวหรอก” ฉันเคลื่อนตัวเข้าใปใกล้ๆ เขา ใช้แขนทั้งสองข้างกระหวัดต้นคอหนาเข้าหาตัว จากนั้นก็ซุกใบหน้าลงที่บ่าแกร่ง “เราหวงเธอ ไม่อยากให้ใครมายุ่งกับเธอ…”

“แต่…” เขาดันร่างฉันออกห่าง ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งออกแรงบังคับปลายคางของฉันให้แหงนหน้าขึ้น เพื่อสบตากับเขาได้สะดวก “ที่เธอทำวันนี้…เหมือนกำลังทำให้เพื่อนเธออายเลยนะครับ”

“หึ” เพราะสิ่งที่เมฆพูดมามันช่างเป็นเรื่องน่าขันที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน มันตลกจนฉันเก็บเสียงแค่นหัวเราะของตัวเองไว้ไม่อยู่ “ไม่ยักรู้ว่าเธอเป็นห่วงเพื่อนเราด้วย”

“เราไม่ได้เป็นห่วง” ภายนอกของฉันนั้นดูเหมือนว่ากำลังมีความสุขดี แต่ทว่าลึกๆ แล้วข้างใน ใครจะรู้ว่าฉันกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวด พยายามที่จะก้าวผ่านมันไป อดทนเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ฉันไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะทนได้อีกนานสักแค่ไหน

แสนรักนั้นมากเท่ากับโกรธแค้น ผลของมันก็คือไฟอันร้อนลุ่มที่ไม่มีอะไรมาสามารถดับล้างความร้อนนี้ได้เลย

“แต่ว่ามันทำให้เพื่อนของเธอเข้าใจผิดได้นะ”

“เพื่อนๆ ของเราฉลาดค่ะ พวกเขาจะรู้เองว่าอะไรคือเรื่องจริง ไม่ต้องอธิบายเยอะพวกเขาก็รู้แล้ว เราว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจผิดอะไรหรอก” ใครว่าล่ะ ให้เดา…ฉันว่าพวกเขานั้นคิดไปไกลแล้วแหละ และฉันยินดีเป็นอย่างมากที่จะให้พวกเขาคิดแบบนั้นต่อไป

“แล้ว…”

“เราจะเลิกพูดถึงเรื่องนี้ได้หรือยังอะ” ปากฉันยู่ขึ้นเหมือนเด็กที่กำลังงอน ฉันพยายามเลี่ยงโดยการเปลี่ยนบทสนทนาซะ ฉันไม่อยากคุยเรื่องนี้อีกแล้ว

เมฆไม่โต้ตอบ เพียงแต่หลุบสายตาต่ำมองมายังริมฝีปากภายใต้ลิปสติกสีพีชของฉัน ลมหายใจอุ่นร้อนเมฆเป่ารดเหนือปาก และไม่กี่วินาทีต่อมาเมฆก็ประทับความอ่อนนุ่มลงมา เขาบดเบียดริมฝีปากลงมาซ้ำๆ ย้ำๆ ตอกตรึงร่างกายของฉันด้วยมือหนาที่กำลังรั้งร่างกายของฉันให้แนบชิดไปกับเขา

มันไม่ใช่จูบที่ลึกซึ้ง หรือเป็นจูบที่ร้อนแรงอะไร แต่ก็ทำให้ลมหายใจของฉันนั้นขาดห้วงจนเผลอสำลักอากาศ จนเมฆต้องเป็นฝ่ายผละออกไป

น้ำตาฉันปริ่มโดยที่ไม่รู้ตัว มันมีหลากหลายความรู้สึกปะปนกันอยู่ และเมฆก็เป็นคนปาดหยดน้ำใสออกไปจากเบ้าตา

ก่อนที่เมฆจะจูบลงมาอีก โดยที่เขาจะรู้ไหมว่า จูบของเขาไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเลย… 

  

ดึกแล้วฉันยังไม่ได้นอนเพราะว่านอนไม่หลับ ส่วนเมฆเขากลับไปแล้ว หลังจากที่อยู่เล่นกับฉันที่ห้องหลายชั่วโมง โดยที่เขาไม่ได้ค้างที่นี่อย่างที่ฉันคิด เขาบอกว่าจะกลับไปทำโปรเจกต์ต่อ 

นอนพลิกตัวไปมาอยู่นาน พยายามข่มตาทั้งสองข้างให้หลับใหลสู่ห้วงนิทรา แต่ก็ไม่สามารถทำได้อยู่ดี จึงฆ่าเวลาระหว่างนี้ด้วยการหยิบโทรศัพท์มือถือ (เครื่องเก่า) ที่ชาร์จอยู่ตรงหัวเตียงขึ้นมาเล่น 

ฉันเปิดเข้าแอปประจำซึ่งก็ไม่พ้นไอจีนั่นแหละ ดูสตอรี่คนอื่นเรื่อยเปื่อย มาสะดุดกับสตอรี่ของเมฆ ที่ลงเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โดยปรากฏเป็นร่างกำยำของเมฆที่กำลังนอนคว่ำตัวลงบนหน้าตักของใครสักคน ซึ่งมันไม่ใช่ลักษณะหน้าตักของผู้ชาย 

มือฉันเผลอกำโทรศัพท์แน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงจนปวดหน่วง น้ำตาเม็ดแล้วเม็ดเล่าไหลลงมาไม่ขาดสาย ฉันเจ็บจนต้องกัดหมอนที่กำลังหนุนอยู่ตอนนี้เพื่อระบายความรู้สึก มันไม่ได้เจ็บใจอย่างเดียวหรอก แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่าความโกรธแค้น เพราะฉันจำได้ว่าต้นขาที่มีรอยสักเป็นรูปยิ้มเล็กนั่นเป็นของใคร 

ก็ของหนิงไง 

ฉันจำใจกดบันทึกภาพหน้าจอ เพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องถูกลบไม่ช้าก็เร็ว ก่อนที่จะปิดเครื่องไป ฉันรู้ตัวเองว่าหลังจากนี้ก็คงนอนไม่หลับ ความจริงพรุ่งนี้เช้าไม่มีเรียน แต่ว่าก็ถูกอาจารย์สมศรีที่ชอบยกคลาสบ่อยๆ ขอสอนในคาบเช้าของวันพรุ่งนี้แทน 

ฉันจะไม่ทำตัวเป็นผู้แฟนขี้หึง คอยจับผิดเมฆ จะไม่เอารูปที่แคปได้ไปให้เมฆดูแล้วถามว่ามันคืออะไร ฉันจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน… 

เราก็มาคอยดูกันว่า หลังจากนี้เรื่องจะเป็นยังไงต่อ 

กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ล่อไปตีสองครึ่ง ฉันหลับไปทั้งน้ำตา ตื่นมาก็ตาบวมเปล่ง ซึ่งฉันไม่รู้วิธีกลบอาการตาบวมหรอก เพราะฉะนั้นฉันจุงได้แต่โปะคอนซีลเลอร์กลบรอยแดงช้ำใต้ตาจากการร้องไห้ ส่วนอาการบวมฉันก็บดบังมันด้วยแว่นกันแดด 

เมฆไม่ได้มารับฉัน เพราะเขาไม่รู้ว่าฉันเรียนเช้า ฉันไม่ได้บอกเขา ซึ่งมันโชคร้ายมากๆ ที่ช็อปเปอร์คันโตของฉันอยู่ๆ ก็สตาร์ทไม่ติด ทำให้ฉันต้องพึ่งรถโดยสารสารธารณะอย่างช่วยไม่ได้ 

ในตอนที่กำลังมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์นั้น ก็มีเด็กวัยรุ่นผู้ชายในชุดนักเรียนของโรงเรียนนานาชาติใกล้เคียงนั้นเดินผ่านไปกันเป็นกลุ่ม แต่ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ พวกเขาถึงเดินกลับมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน 

“พี่คนสวยครับ ไม่ทราบว่าผมขอไลน์พี่ได้เปล่า” หนึ่งในกลุ่มของน้องผู้ชาย หน้าตารูปร่างขาวตี๋ สูงโปร่ง ท่าทางขี้หลีไม่น้อย เป็นผู้กล้าในการขอไลน์ 

“เอาไปทำอะไรคะ” ยิ้มบางๆ ให้กับน้อง ฉันใช้ตาบวมๆ ของตัวเองภายใต้แว่นกันแดด สำรวจใบหน้าของน้องแต่ละคน 

“เอาไปปริ้นท์แปะผนังมั้งครับพี่” น้องผู้ชายที่ยืนข้างหลังสุด ท่าทางกวนประสาทก็ปล่อยมุกที่ไม่ชวนตลกใดๆ ทั้งสิ้นออกมา ผลของคำพูดของน้องคือ เพื่อนที่อยู่ข้างๆ กันโบกเข้าให้ที่ศรีษะจนเสียงดังลั่น 

“มึงเงียบปาก” น้องผู้ชายกลุ่มนี้ให้ทายจากรูปลักษณ์ภายนอกน่าจะเรียนอยู่ขั้นม.4 

“เอาเป็นว่าเอาไอจีพี่ไปแล้วกันเนอะ” ฉันไม่มีนโยบายแจกไลน์พร่ำเพื่อกับคนที่ไม่ได้รู้จักหรือสนิทกันมากพอ เพราะฉะนั้นไอจีจึงเป็นไอดีหลักที่ฉันสามารถให้กับคนที่มาขอได้ 

“พี่มีแฟนแล้วเหรอครับ” 

ใช่ค่ะ… 

“ไม่มีหรอกค่ะ แฟนพี่เขาตายไปแล้ว” พวกน้องเงียบไปเลย “แล้วจะเอาไอจีพี่หรือเปล่าล่ะ” 

“เอาครับๆ” น้องคนหน้าตี๋ตามฉบับลูกของคนมีอันจะกิน ส่งมือถือยี่ห้อดังรุ่นร่าสุดมาให้ ต่อมาจึงเป็นหน้าที่ฉันที่จะต้องกรอกไอดีไอจีของตัวเองลงไป 

แต่ทว่าในตอนที่กำลังจะกดตัวอักษรนั้นก็ถูกใครสักคนฉวยโทรศัพท์นั้นไปก่อน 

“เอาไอจีพี่แทนไหมครับน้อง” เมฆโผล่มาได้ยังไงก็ไม่รู้ เขามาทางไหนฉันไม่ทราบแน่ชัด แต่ตอนนี้เขากำลังทำหน้ายักษ์ใส่พวกน้องๆ อยู่ 

“พี่เป็นใครอะ” 

“เป็นใครดีล่ะ บอกน้องเขาไปสิเธอ” เมฆโยนมาให้ฉันเฉยเลย แต่ว่าฉันไม่ตอบหรอกว่าความจริงเราเป็นอะไรกัน เพราะเมื่อกี้ฉันยังบอกน้องเขาไปอยู่เลยว่าแฟนตายไปแล้ว 

“เอาเป็นว่าน้องรีบไปเรียนเถอะค่ะ เดี๋ยวสายนะ” ฉันพยายามที่จะไล่น้องไปให้พ้นทาง เพราะไม่อยากดูเมฆทะเลาะกับเด็ก จากการสังเกตท่าทางของน้องกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว คงจะกวนอวัยวะเบื้องล่างไม่น้อยเชียวล่ะ 

“ก็ได้ครับ” เมฆส่งคืนโทรศัพท์ให้น้องหน้าตี๋ไป แต่ก่อนน้องเขาจะไปก็ไม่วายทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ฉัน “คงไม่ใช่แฟนพี่สาวหรอกใช่ไหม ก็แฟนของพี่เขาตายไปแล้ว” 

ถ้าน้องไม่สงบปากน้องอาจจะเป็นรายต่อไปที่ตายก็ได้นะคะ พี่ว่า… 

 

“ที่ไอ้เด็กนั่นพูดหมายความว่าไงครับ” เมฆคาดคั้นฉันในตอนที่เราอยู่บนรถของเมฆ เขากำลังขับไปส่งฉันที่มหา’ลัย 

ไม่รู้สิ…มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ฉันไม่แม้แต่จะอยากปริปากพูดกับเขา เพราะงั้นทุกประโยคที่หลุดออกจากปากฉันหลังจากนี้ล้วนแล้วแต่กล้ำกลืนฝืนทนทั้งสิ้น 

“ไม่รู้ค่ะ” ฉันดันแว่นกันแดดขึ้นเนื่องจากว่าดั้งฉันไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ แว่นเลยตกดั้งไหลลงมาอยู่ตลอด 

“แล้วใส่แว่นกันแดดทำไมครับ” เขาช่วงถามเสียจริง ขับรถไปเฉยๆ ไม่เป็นหรือยังไงกัน อยู่ๆ ความหงุดหงิดก็ก่อกวนหัวใจฉันเป็นอย่างมาก ถ้าไม่พยายามสงบสติอารมณ์ด้วยการหาใจเข้าลึกๆ ก็คงมิวายเผลอตะคอกใส่เมฆเป็นแน่ 

“เราแสบตา เมื่อวานจ้องโน๊ตบุ๊คนานไปหน่อยค่ะ” ฉันว่าข้ออ้างนี้ก็พอฟังขึ้นอยู่นะ เพราะเมฆก็ดูเหมือนว่าจะเชื่อสนิทใจ จะให้เขารู้ไม่ได้ว่าฉันแอบนอนร้องไห้จนตาบวม เพราะเรื่องเลวๆ ของเขาเอง 

หลังจากนั้นเมฆก็เงียบไป ฉันก็เงียบ เงียบไปทั้งคัน ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์และเครื่องปรับอากาศเท่านั้น อาจมีเสียงจากด้านนอกรถเข้ามาบ้าง 

“เธอเป็นอะไรครับ เงียบแปลกๆ” 

“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แค่รู้สึกง่วงๆ” ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกเมฆ แค่ไม่อยากคุยกับเธอในตอนนี้ก็เท่านั้น ขอตั้งหลักก่อนได้ไหม แล้วจะกลับไปเป็นแบบเดิม เป็นคนโง่ให้เธอเหมือนเดิม “แล้วเธอทำไมถึงผ่านมาแถวนี้” 

ฉันสงสัยมาตั้งแต่ที่เจอหน้าเขาที่ป้ายรถเมล์แล้ว ว่าทำไมเขาถึงผ่านมาทางนี้ได้… 

อ๋อ นึกออกแล้ว 

“หอเพื่อนเราอยู่แถวนี้ครับ เลยเป็นทางผ่าน เห็นเธอคุยกับผู้ชายคนอื่นที่ป้ายรถเมล์พอดี” ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า ไอ้คำว่า ‘ผู้ชายคนอื่น’ ของเมฆ เขาแอบเน้นน้ำเสียงให้เข้มข้นกว่าเดิม 

แล้วอีกอย่าง ที่เขาบอกว่าหอเพื่อนของเขาอยู่แถวนี้ มันก็มีความเป็นไปได้ และฉันอาจจะเชื่อเขาแบบโง่ๆ ถ้าหากว่าไม่ไปเห็นสตอรี่เมื่อวานเสียก่อน 

ก็หอของหนิงน่ะ อยู่แถวนี้ด้วยเหมือนกัน ไม่ไกลจากคอนโดฉันสักเท่าไหร่หรอก… 

“แล้วงานไปถึงไหนคะ” ฉันจะทำให้เมฆคิดว่าฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรกับสตอรี่เมื่อคืน ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเท่าไหร่ เพราะเมฆไม่ปริปากพูดถึงมัน ก็แน่สิ คนมีความผิด ไม่ใช่…ความเลวติดตัว จะเอาออกมาพูดทำไม 

“เกือบเสร็จแล้วครับ” คำว่าเกือบเสร็จของเมฆตีความได้กี่อย่างกันแน่นะ? 

  

ฉันนับถือความใจกล้าของหนิงที่ยังสามารถทำตัวแบบเดิมได้อย่างไม่สนใจอะไร ราวกับว่าเรื่องเมื่อวานเป็นแค่ความฝัน ราวกับว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด โอเค…ฉันก็ไม่ได้อะไรหรอก ถ้าเพื่อนสะดวกแบบนี้ ก็จงทำต่อไปเถอะ เจริญๆ นะคะ 

แต่ว่ามันก็ไม่ได้เหมือนเดิมไปซะทีเดียวหรอก เพื่อนๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานก็เป็นคนฉลาดดีมาก ฉันชอบมากเลยล่ะ พวกเขามองหนิงแปลกๆ โดยเฉาะจิ๋วที่เหมือนว่าจะมีเรื่องพูดกับฉันตั้งแต่เมื่อวาน พอมาวันนี้สายตาของเธอมันฟ้องอย่างชัดเจนว่ามีเรื่องอัดอั้นในใจอยากพูดออกมา 

แต่ที่พิเศษไปกว่านั้น คนในคณะที่ผ่านไปผ่านมาต่างก็ให้ความสนใจมากยังโต๊ะเราเป็นตาเดียว ฉันได้ยินเสียงซุบซิบจากพวกผู้หญิงด้วยนะ ประมาณว่า ‘เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด’ ‘ผัวเพื่อนก็เหมือนผัวเรา’ อะไรทำนองนี้ 

ฉันถึงบอกไงว่านับถือใจหนิงที่ทนได้ถึงตอนนี้ เธอยังคงปั้นหน้ายิ้มเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น 

ฉันลืมเล่าไปว่าเมื่อวาน ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เราไปเข้าไปใช้บริการนั้น มันไม่ได้มีแค่พวกเราที่เป็นนักศึกษาหรอกนะ แต่ไม่ไกลจากโต๊ะก็มี ‘แยม’ ฉายาแยมรู้จักรวาลรู้ เธอเรียนนิเทศฯ ไม่แน่ใจว่าเอกอะไร แต่ว่าแยมค่อนข้างเลื่องชื่อเรื่องปากพ่อย หากเธอได้ล่วงรู้ความลับของใครแล้ว คนอื่นๆ ก็คงไม่วายรู้เรื่องไปกับเธอด้วย 

แล้วคิดดูสิ ฉันกับหนิงเราเป็นเพื่อนกัน อันนี้ใครๆ ก็รู้ แต่ที่ไม่รู้กันส่วนใหญ่ก็คือฉันคบกับเมฆ คบมากนานแล้วด้วย คบมาก่อนที่จะมารู้จักหนิงด้วยซ้ำไป ยิ่งเมฆเป็นคนดัง อะไรๆ ก็คงแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ในสังคมของพวกผู้หญิงที่คลั่งผู้ชายหล่อ ฉันน่ะ เตรียมตัวรับมือกับสิ่งพวกนี้ไว้หมดแล้ว ฉันต้องเข้มแข็งให้มากๆ เพื่อที่จะได้สามารถผ่านจุดนี้ไปให้ได้ 

แต่มันก็มีข้อเสียนะ หลังจากนี้คงมีการขุดคุ้ยประวัติของฉันแน่ๆ ฉันไม่อยากให้คนพวกนั้นมาขุดประวัติครอบครัวของฉัน ไม่อยากให้ไปกระทบกับพ่อแม่ และน้องสาวของฉัน สาบานเลยว่าถ้าเมื่อไหร่มันทำให้ครอบฉันเดือดร้อน ฉันจะไม่อยู่เฉยๆ แน่ 

“อ้าว จะไปไหนล่ะหนิง” หนิงลุกออกจากที่นั่ง เธอเหมือนว่ากำลังไปไหนสักที่ ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่เธอก็เริ่มเรียนแล้ว สเต็ปเดิมของเพื่อนคนนี้เลยนะ 

“ไปหาไอ้อิ่มหน่อยน่ะ” เธอไม่อยู่รอให้ซักถามอะไรอีก ก็เดินออกไปเลย พอตัวปัญหาเดินออกไป ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้พวกเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันพุ่งเป้ามาที่ฉันแทน 

“มึงโอเคใช่ไหมวะ” เป้เปิดประเด็นเป็นคนถาม 

“โอเคอะไร ก็ต้องโอเคสิ” ไม่รู้ว่าความอินโนเซนท์ของฉันจะไปกระแทกใจใครเขาเข้าหรือเปล่านะ เพราะฉันเห็นจิ๋วแอบมองบนด้วยอะ 

“คืออย่าว่าอย่างงู้นอย่างงี้เลยนะแม่พระ แฟนมึงอะ…ไม่เคยรู้กิตติศัพท์มันบ้างเหรอไง” รู้สิ รู้ทุกอย่าง การที่ต้องมารับรู้เรื่องทุกอย่างแต่ต้องเก็บไว้โดยที่ไม่ได้พูดหรือทำอะไร มันทรมานมากนะ 

“ใช่ แล้วมึงทนคบมาทำไมตั้งสองปีวะ” เบอร์รี่เสริททัพ ส่วนสมองฉันก็คิดตามที่เขาพูด นั่นสอ ทำไมฉันถึงมาได้จนถึงตอนนี้กันนะ 

“ไม่รู้สิ เพราะรักแหละมั้ง” ตลอดระยะเวลาที่คบกับเมฆ ถ้าไม่นับเรื่องเลวๆ ของเขา…พูดได้เต็มปากเลยว่า เมฆทำให้ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับเขา จะเรียกว่าฉันหลงผู้ชายจนโงหัวไม่ขึ้นก็ได้ แต่ฉันเป็นคนถ้ารักหรือยึดติดอะไรมากๆ แล้ว มันยากเหลือเกิน…ยากที่ถอดใจจากมันได้ 

“กูไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ ว่ามึงคบกับมันอะ ขอแนะนำว่าอย่าคบต่อ” ฉันมองหน้าเพื่อนแต่ละคน ทุกคนล้วนแล้วแต่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำของเป้ทั้งนั้น 

แต่ว่านะ…เลิกตอนนี้มันก็ไม่มันน่ะสิ

ฉันไม่ได้ตอบอะไรไปอีก นอกจากนั่งทำหน้าซึมเศร้าจนเพื่อนต้องปลอบยกใหญ่ ถ้าร้องไห้ได้ก็คงร้องออกไปแล้ว ในระหว่างนั้นก็มีบุคคลมาใหม่มาร่วมแจมกับโต๊ะของพวกเราด้วย

“ไหวไหมเนี่ยนานะ” บุคคลที่ว่านั่นก็คือแยม คนที่ฉันเล่าให้ฟังนั่นแหละ ฉันแปลกใจมาก ทำไมแยมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เพราะเธอไม่ได้เรียนที่นี่นี่นา “ไม่ต้องทำหน้าสงสัยขนาดก็ได้ คือพอดีว่าฉันมีเรียนที่ตึกนี้น่ะ”

คือบางทีก็จะมีเด็กคณะอื่นมาเรียนที่ตึกคณะฉันเหมือนกัน เพราะบางวิชามันก็ต้องมีเรียนรวม

“เอ่อ…เธอมีไรกับเราหรือเปล่า” เปิดประเด็นถามด้วยหัวใจที่ตื่นเต้น ไม่จำเป็นต้องใช้แรงให้เหนื่อยและเสียเวลา เพียงแค่ใช้ตรงนี้…ฉันหมายถึงสมองน่ะ

“ฉันไม่อยากให้เธอทนคบต่อไปนะ เพราะแฟนเธอน่ะ ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว แล้วก็ไม่ได้แอบแซ่บกับเพื่อนเธอคนเดียวด้วย” คนขี้เมาท์อย่างแยมทำท่าทางเป็นประซิบ ช่างเป็นการกระซิบที่ดังที่สุดในใจฉันเลย…

“…” ทุกคนนั้นนั่งเงียบเพื่อฟังแยมพูดต่อ

“เธอคบกับเมฆมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ” แยมถามด้วยสีหน้าที่ใคร่รู้เต็มที่ หากเป็นเมื่อหลายวันก่อนถ้ามีใครมาถามระยะเวลาที่ฉันนั้นคบกับแฟน ฉันก็คงตอบได้คำเดียวว่า ‘ความลับ’ เรื่องทุกเรื่องของเมฆล้วนเป็นความลับจากทุกคน

แต่วันนี้มันไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้วล่ะ “ก็…เกือบสองปี”

“เชี่ย…นี่ก็หมายความว่าคบก่อนที่จะเข้ามาเรียนที่นี่อีกเหรอ”

“ช…ใช่”

ฉันกับเมฆเราคบกันในช่วงที่กำลังสอบเข้ามหา’ลัย ความจริงแล้วฉันรู้จักเมฆมาสามปีแล้ว เราไม่ได้เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่มันเหมือนเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นที่ฉันได้มาเจอกับเมฆ จนรักเขาในที่สุด

“ถ้าฉันเล่าอะไรไป เธอจะไม่เสียใจใช่ปะ” ฉันเคยอยู่ในจุดที่เสียใจมากกว่านี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรฉันก็คิดว่า ฉันสามารถทนรับรู้มันได้…

ฉะนั้นฉันจึงพยักหน้าตอบเธอ ฉันยอมให้แยมเล่าเรื่องของเมฆให้ฉันและเพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยการฟัง เป็นการแฉเขาอีกทางหนึ่งหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ “เธอคงจะเชื่อใจเมฆมากสินะ ถึงดูไม่ค่อยทุกข์ร้อนอะไรเลยหรือไม่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าแฟนเธอน่ะ โคตรจะ…สำส่อน”

สำส่อน…

“ในคณะของฉันเมฆคบหลายคนมาก ได้แล้วทิ้งไปเรื่อยๆ ฉันได้ข่าวมาว่าเมฆคบๆ กับผู้หญิงหลายคณะ วิศวฯ เอย ถาปัตย์เอย โบราณคดีเอย บัญชีเอย แล้วก็บริหารเนี่ยแหละ”

5 คณะ…

“แต่เธอก็รู้ใช่ปะ ว่าเมฆมันค่อนข้างดังเพราะหน้าตามันหล่ออะ พวกผู้หญิงมันไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก บางคนก็ส่ายหางวิ่งเข้าหาเมฆเพื่ออยากจะได้เงินของเมฆ บางคนก็อยากได้แฟนหล่อ อยากดังก็มี แต่คือเมฆมันคบใครแล้วมันยอมเปิดตัวสักคน ที่ฉันรู้มานะ ถ้าผู้หญิงคนไหนของเมฆทำตัวล้ำเส้นเกินไปจะโดนบอกเลิกแล้วเขี่ยทิ้งทันทีอะ”

“โคตรเหี้ย” ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งฉันก็ได้คิดแต่คิดในใจเท่านั้น

“ไอ้ดิม มึงจะไปไหนวะ” คนที่ทำท่าลุกขึ้นเหมือนจะเดินไปไหนนั่นคือดิม เมื่อเขาฟังแยมเล่าจบสีหน้าเขาก็ออกจะไปทางแนวตึงเครียด หรือว่าฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้ เพราะดิมเขาก็ทำหน้าทำตาแบบนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว

“มึงดูเวลา จะเข้าเรียนแล้ว”

“ร้อยวันพันปีไม่เห็นมึงกระตือลืนล้นไอ้เวร”

“เออๆ ฉันก็จะไปแล้วเหมือนกัน แต่ว่านะ…เธออยากแก้แค้นเพื่อนกับแฟนเธอปะล่ะ” การพูดของแยมครั้งนี้เป็นการกระซิบที่ฉันมั่นใจว่าฉันนั้นได้ยินกับเธอแค่สองคน และเป็นการพูดที่ฉันรอคอยจากเธอ ชั่ววูบหนึ่งมุมปากฉันยกยิ้ม

“เรา…เราว่าอย่าเลย” คนประเภทแบบแยมน่ะ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเป็นเรื่องถนัดของเธอ แยมเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย อัธยาศัยดี จึงไม่แปลกเท่าไหร่ที่เธอจะมีเพื่อนเยอะ ซึ่งการมีเพื่อนเยอะก็เหมือนการมีหูมีตาไปรอบทิศนั่นแหละ

“เอาเหอะ นานะก็แค่นั่งเฉยๆ ก็พอ รอดูก็แล้วกัน” แยมถือวิสาสะเอาแขนมาพาดบ่าฉันราวกับว่าเราสนิทกันมากอย่างนั้นแหละ แต่ว่านะ…มันก็น่าสงสัยเหมือนกัน ทำไมแยมต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนเรื่องของฉันด้วย ทั้งๆ ที่ฉันก็พูดปฏิเสธไปแล้ว แต่เธอก็ยังดึงดันที่จะทำมัน

มีไม่กี่ประเด็นหรอกที่เป็นเหตุผล ข้อแรก…เธอคงบาดหมางกับหนิงโดยตรง หรืออาจจะแค่หมั่นไส้ ชังน้ำหน้าเธอ ส่วนข้อสอง…แยมอาจจะเป็นคนเคยๆ ของเมเมฆมาก่อน

“กระซิบไรกันวะ” สบตากับแยมได้ไม่นาน ก็เป็นบลูที่เหมือนจะมาขัดจังหวะฉันและแยม นั่นจึงทำให้แยมผละออกไปทันที

เธอยิ้มกว้างให้ฉันและเพื่อนๆ ก่อนที่จะเอ่ยลาเพื่อแยกไปตามทางของตัวเองเอง

ส่วนฉันก็ได้แต่ยิ้มในใจ ภายใต้สีหน้าที่กำลังแสดงออกไปว่าเศร้าสร้อย

ก็คงต้องรอดูต่อไปว่า คนอย่างแยมที่ฉันไม่สามารถรู้จุดประสงค์ที่แน่ชัดของเธอ จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}