แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 36

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 195

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 00:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 36
แบบอักษร

เพียงชั่วลมหายใจที่นายตำรวจสืบสวนผลักประตูเข้าไป เขาก็ยืนนิ่งเมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาซึ่งกำลังนั่งหารือคดีความกับดาบตำรวจสูงอายุ ตวัดสายตามองมาพร้อมกับหยุดการสนทนานั้นโดยพลัน คล้ายจะรอคอยการมาของเขาอยู่นานแล้ว 

“ได้เบาะแสเพิ่มเติมมามั้ย” สารวัตรหวู่ถามอย่างร้อนรน 

“ครับ” ลูกน้องชิดเท้ารายงาน “ผมกับผู้ติดตามไปเข้าเกลียวตามจุดที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ตายอย่างโรงฝิ่นเถื่อน บ่อนหวย บ่อนไพ่ รวมทั้งโรงน้ำชา จนตอนนี้ปะติดปะต่อข้อมูลส่วนตัวของแกได้เกือบหมดแล้ว” 

อาหลกคลี่กระดาษที่จดเองกับมืออ่านต่อหน้าคนทั้งสอง 

“จากคำให้การของเถ้าแก่โรงฝิ่นที่นางหง ฟกเย้ง ชอบไปหมกตัวอยู่เป็นประจำ แกมาจากฝอซาน ทำอาชีพลักลอบค้าของเถื่อนสารพัด รวมไปถึงค้ามนุษย์ ดูเหมือนว่านางคนนี้จะเป็นคนกว้างขวางพอสมควร มีเส้นสายกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคนใดคนหนึ่ง เลยสามารถเดินทางเข้าออกชายแดนจีน-ฮ่องกงได้เป็นว่าเล่น โดยที่หลายๆครั้งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมผ่านด่านตามกฎหมายด้วยครับ” 

“พอได้คำตอบหรือยังว่าของที่แกค้าส่วนมากเป็นอะไร” 

“ผมกำลังจะตอบเดี๋ยวนี้ล่ะครับ สารวัตร” ร้อยตำรวจตรีพลิกกระดาษหน้าหลังแล้วอ่านออกเสียงดังๆ “หลงจู๊โรงน้ำชาที่เคยใช้บริการจากแกให้การว่าแกนิยมกว้านซื้อเด็กยากจนจากแผ่นดินใหญ่มาขายในฮ่องกง ต่อจากนั้นพอจะกลับแผ่นดินใหญ่ ก็จะซื้อข้าวของแพงๆที่หาซื้อไม่ได้ในแผ่นดินใหญ่กลับไปในตลาดมืดขายที่นู่น สร้างรายได้ให้แกเป็นกอบเป็นกำทีเดียวครับ” 

“เด็กยากจนงั้นหรือ” เกาเฉ่งทวนคำ 

“ใช่ครับ เท่าที่ผมสืบมาได้ เด็กๆที่ถูกแกจับมาขายมีทั้งเด็กที่ถูกพ่อแม่ขายโดยความสมัครใจ เด็กที่บ้านแตกสาแหรกขาด แม้กระทั่งเด็กกำพร้าจากสถานสงเคราะห์ก็มี แกทำแบบนี้มายี่สิบปีแล้วเห็นจะได้” 

“ยายแก่นี่มันร้ายกาจนัก” สารวัตรทุบกำปั้นกับมืออีกข้าง “อาหลกตอบได้มั้ยว่าขอบเขตการค้ามนุษย์ของนางหงคนนี้อยู่ที่ไหนบ้าง” 

“เรื่องนี้หน่วยของผมกำลังประสานงานกับเขตอื่นอยู่” สายสืบทอดสายตามองสารวัตร “แต่ทางผมคาดว่าอาจจะครอบคลุมทั่วทั้งฮ่องกงทีเดียวครับ เพราะคนในวงการธุรกิจใต้ดินทั้งหลายรู้จักแกดี ที่แน่ๆทั้งบนฝั่งฮ่องกงและฝั่งเกาลูนก็มีเจ้าของกิจการและเศรษฐีไม่น้อยเลยที่ซื้อเด็กจากแกไปทำงานรับใช้”  

“งานรับใช้รึ”  

ดวงตาของผู้บังคับบัญชาเบิกกว้าง พานให้อีกฝ่ายประหลาดใจ  

“อาจจะใช่ครับ สารวัตรข้องใจอะไรรึเปล่าครับ” 

อาหลกละล่ำละลักถาม หากปราศจากซึ่งคำตอบใดๆจากปากสารวัตรหวู่ ผู้ที่สองตาจ้องจับอยู่ที่รูปเคารพเทพเจ้ากวนอูด้วยความลำบากใจ 

 

หยิงโถวซึ่งกำลังมึนเมาด้วยฤทธิ์เหล้าระคนบุหรี่ ออกอาการเอะอะตึงตังแทบจะในวินาทีเดียวกับที่รู้ว่าตนเป็นผู้แพ้ในเกมดวลไพ่ส่วนตัวระหว่างหล่อนกับชู้รัก หล่อนลุกพรวดพลางกวาดไพ่ทั้งกองลงจากโต๊ะ ก่อนกรีดร้องสลับร่ำไห้ดังก้อง 

“หยุดเถอะครับ ผมขอร้อง มันก็แค่เกมเท่านั้น” 

สแตนลีย์ประเล้าประโลม แต่ก็ดูจะไร้ผล เมื่อหล่อนยังไม่มีทีท่าจะหยุดร้อง ซ้ำร้ายกว่านั้นยังพาลจะทำลายข้าวของชิ้นอื่นๆอีก 

“ไม่เอานะครับ หยิงโถว หยุดเถอะ ได้โปรด” 

“คุณไม่ต้องมาห้ามฉัน อย่าห้ามฉัน ได้ยินมั้ย” หล่อนฮึดฮัด 

“คุณเป็นอะไรไป มีอะไรก็บอกผมมาเถอะครับ” 

“ขอโทษค่ะ พักนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี” ภรรยาสมาชิกสภาหมั่นค่อยสงบลง หากยังไม่คลายสะอื้น “ช่งจีกลับมาแล้ว ฉันไม่มีความสุขอีกเลยตั้งแต่เขากลับมา จะหาความสุขใส่ตัวแต่ละครั้งก็ต้องคอยพะวงว่าเขาจะจับได้ทุกที” 

“ผมจะไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอเพียงคุณเชื่อใจผมเท่านั้น” เขาให้สัญญาพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้หล่อนซับน้ำตาที่ไหลท้น 

“คุณจะทำได้จริงหรือคะ” อีกฝ่ายแย้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันเปล่าดูถูกตัวคุณ เพียงแต่ฉันนึกถึงความเป็นจริงก็เท่านั้น...ฉันคาดว่าสมัยเด็กๆคุณคงจะเคยเอามือบังพระอาทิตย์เล่น แล้วนึกทะนงตัวว่าสามารถบังลูกไฟดวงใหญ่กว่าโลกหลายเท่าได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวใช่มั้ยคะ” 

“ผมคิดว่าผมเคยทำ” ชายหนุ่มพยักหน้า 

“สิ่งที่เราทั้งสองทำตลอดหลายปีมานี้ มันมิได้แตกต่างกับการเล่นบังพระอาทิตย์นั้นสักกี่มากน้อย เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราบังได้ก็มีเพียงดวงตาของเราเท่านั้น ขณะที่แสงของมันยังส่องสว่างทาบร่างของเราอยู่เหมือนเดิม” 

คุณนายหมั่นถอนหายใจแรง ประกายตาเข้มขึ้น 

“การที่พวกเราปิดบังความจริงจากช่งจีก็เหมือนกับเราเอามือบังพระอาทิตย์ดวงมหึมานั้น วันนี้พระอาทิตย์อย่างเขาอาจยังไม่รู้ตัว แต่หากวันใดที่เขาระแคะระคายขึ้นมา แสงสว่างของเขาก็จะนำเขามาพบความจริงที่เราซุกซ่อนไว้”  

“คุณมองโลกในแง่ร้ายเกินไป” ชายชู้ตัดพ้อ   

“ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันนึกถึงความเป็นจริงก็เท่านั้น” หยิงโถวขยายความใน “เขาเป็นคนใหญ่คนโต บารมีของเขาคับฟ้า พรรคพวกเพื่อนพ้องกระจายตัวอยู่ทั่วฮ่องกง หลายคนรู้จักฉันโดยที่ฉันไม่รู้จักพวกเขาด้วยซ้ำไป การจะสืบว่าฉันคบหากับคุณนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อยนิด ถ้าเขาคิดจะสืบขึ้นมาจริงๆน่ะนะ” 

สแตนลีย์เงียบงันไปคล้ายกับใช้สติครุ่นคิด ก่อนพึมพำขึ้นอย่างมีพิรุธ “ถ้าหากว่า หมั่น ช่งจี เป็นพระอาทิตย์อย่างคุณเปรียบ คุณจะว่าอย่างไรล่ะ ถ้าผมจะเป็นวีรบุรุษเห่าไหง่ในเทพปกรณัมจีนที่ยิงธนูดับพระอาทิตย์บ้าง” 

“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคะ”  

ภรรยาสาวของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ทวนคำถามเพราะฟังไม่ถนัด แต่ไวเกินที่ชู้รักจะได้บอกย้ำอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะเสียอย่างนั้น 

“ไว้ผมจะบอกคุณอีกที” เขาตัดบทและเดินกระแทกส้นออกไป 

 

สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ ออกจะหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าเสียงปลายสายเป็นของใคร แต่เขาก็ยังเย็นใจพอที่จะอดทนฟังคู่สนทนาชี้แจงอย่างกระอึกกระอักได้  

“ว่ามา” ชายหนุ่มสั่งห้วนๆ 

“นาทีนี้คุณสแตนลีย์ระมัดระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะครับ พวกสายสืบมันได้เบาะแสของยายเฒ่านั่นเยอะขึ้นทุกทีๆ สารวัตรแกให้น้ำหนักกับคดีนี้มากด้วย ล่าสุดเหมือนผู้กำกับโรงพักกลางว้านไจ๋จะทราบเรื่องนี้จากสารวัตรหวู่แล้ว ผมกลัวว่าแกจะสืบสาวมาถึงตัวคุณและลูกน้องของคุณได้” 

“เป็นความผิดของไอ้พวกน่าโง่นั่น อุตส่าห์ใช้ให้พวกมันหามศพไปทิ้งลงทะเล ดันเซ่อซ่าไปทิ้งลงในกองขยะในท้องที่ของไอ้สารวัตรตงฉิน” ผู้ครองธุรกิจมืดระเบิดเสียง มือกำหูโทรศัพท์แน่นราวจงใจจะบีบให้แหลกเป็นชิ้นๆ 

“คุณสแตนลีย์มีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ” คนโทรมาซักอย่างอับจนปัญญาจะคิดหาทางแก้ 

“สารวัตรคนนี้ปล่อยไว้นานๆก็รังแต่จะสร้างภัย ในฐานะที่เป็นตำรวจเหมือนกัน คุณคิดว่าจุดจบแบบไหนที่เหมาะกับเหล่าตำรวจซื่อตรงที่สุด” 

“คุณคงไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าแกใช่มั้ยครับ” ปลายสายทำเสียงตกใจ 

“ถ้าผมตอบว่ามี คุณจะทำไมผม” น้ำเสียงของชายตาน้ำข้าวเรียบเฉยประหนึ่งเห็นการฆ่าตัดตอนเป็นเรื่องสามัญธรรมดา 

“เอ่อ...ประทานโทษที่ต้องแย้งครับ ผมคิดว่ามันไม่เหมาะ เพราะสารวัตรหวู่คนนี้เป็นคนมีฝีมือมาก แกเป็นถึงมือปราบดีเด่นประจำรุ่น ผมสังเกตว่าแกระวังตัวอยู่ทุกฝีก้าว มีไหวพริบ ทั้งยังไม่หลงกลอะไรใครง่ายๆ ดังนั้นเรื่องลอบกัดคงจะเป็นไปได้ยาก และผมมองว่าถึงคุณจะฆ่าสารวัตรได้ แต่ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายกว่านั้น เพราะเขตของคุณจะถูกเพ่งเล็งโดยเบื้องบนเอาได้ครับ” 

“แล้วคุณจะให้ผมทำตัวเป็นละองละมั่ง คอยหลบซ่อนตัวจากเสือสิงห์นักล่าไปอีกนานเท่าไหร่” สแตนลีย์ขู่คำราม 

“อีกสักพักน่ะครับ ให้เวลาผมสักนิด” ตำรวจวัยใกล้เกษียณพูดชิงเอาตัวรอด “ตราบเท่าที่สารวัตรแกยังไม่รู้จักคุณ ไม่รู้เกี่ยวกับธุรกิจลับของคุณ ยังสาวเรื่องมาไม่ถึงตัวคุณ คุณก็ไม่ต้องกังวลไป ยังไงทางนี้ผมก็ออกรับแทนคุณอยู่แล้ว” 

“ก็ได้” ชายชาวอังกฤษกัดฟันพูด “ผมจะให้โอกาสคุณอีกสักครั้ง” 

วางหูโทรศัพท์เรียบร้อย สแตนลีย์ก็ต้องผงะไปชั่วครู่ เมื่อเหลียวหลังไปพบร่างในเสื้อคลุมนอนผ้าซาตินยืนดูเขาอยู่ 

“นั่นคุณคุยกับใครอยู่น่ะคะ” หยิงโถวทำหน้าข้องใจ 

“สายของผมในโรงพักโทรมาเตือนเรื่องสารวัตร ตอนนี้แกรู้แล้วว่ายายคนนั้นเป็นใครมาจากไหน รู้แม้กระทั่งว่ามันขายหมุ่ยไจ๋ เขาเลยบอกให้ผมระวัง” 

“ตายจริง พวกมันสืบคดีกันไวมาก” หล่อนยกมือทาบอก “ฉันชักสงสัยแล้วว่าสารวัตรคนนี้มีชื่อแซ่ว่าอะไร เห็นคุณระแวงมันนักหนา ตั้งแต่ฉันรู้จักคุณมา ยังไม่เคยเห็นคุณหวาดกลัวใครมากเท่าอีตาสารวัตรคนนี้เลย” 

“พูดไปคุณก็คงไม่รู้จัก” เขาว่า “หวู่ เกาเฉ่ง คุณเคยได้ยินมั้ย” 

“หวู่ เกาเฉ่ง” หัวคิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากัน “ไม่ใช่แค่เคยได้ยิน แต่ยังรู้จักคนชื่อแซ่นี้ดีเลยล่ะค่ะ” 

 

งานวันเกิดของคุณท่านจัดขึ้นอย่างเอิกเกริกเหมือนที่เคยปฏิบัติสืบมาทุกปี ขนาดงานใหญ่โตเสียจนเจ้าของวันเกิดต้องควักกระเป๋าระดมจ้างคนงานเฉพาะกิจมาช่วยจัดเตรียมสถานที่และคอยบริการผู้ร่วมงาน ถนนหน้าบ้านทั้งสายถูกปิดเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มเพื่อตั้งโต๊ะกินเลี้ยง ขณะที่แขกเหรื่อซึ่งประกอบด้วยญาติมิตร คนรู้จัก คนคลับคล้ายคลับคลา ตลอดจนคนแปลกหน้าสิ้นเชิง ทยอยเข้ามาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย 

ตารางเวลางานปีนี้ก็เหมือนกับปีที่แล้วๆมา เริ่มแรกด้วยการเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเช้า ครั้นล่วงเข้าช่วงบ่าย ก็ถึงเวลาที่บรรดาชาวบ้านร้านถิ่นรอคอยมาทั้งปี เนื่องด้วยเจ้าภาพทำทานโดยการแจกข้าวสารอาหารแห้ง ทุกๆครั้งที่เวลานี้มาถึง ผู้คนจะมืดฟ้ามัวดินมารับทาน จนต้องต่อแถวยาวเข้ารับสิ่งของกันยาวนับลี้ จากนั้นจึงเป็นเวลาของโรงพยาบาล โรงเรียน รวมทั้งสมาคมและมูลนิธิเพื่อการกุศลทั้งหลายที่จะส่งตัวแทนมารับทุนอุดหนุนที่ว่ากันว่าปีหนึ่งๆท่านสมาชิกสภาเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อจุนเจือหน่วยงานเหล่านี้ หลังจากนั้นพอถึงช่วงหัวค่ำ บริเวณบ้านก็จะเนืองแน่นไปด้วยแขกที่ได้รับเชิญให้ร่วมกินเลี้ยงกับเจ้าภาพ มีมหรสพเชิดสิงโตและรำอวยพรวันเกิดมาแสดงให้รับชมสดๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันเริงรื่น อื้ออึงด้วยเสียงพูดคุย อาหารหรูเลิศส่งกลิ่นหอมฉุย ตลอดจนถึงสุรามงคลที่รินไหลดังสายน้ำ ล้วนแต่ปรุงแต่งสรรพสำเนียงและสีสันของวันเกิดผู้ทรงอิทธิพลได้ดียิ่ง 

แม้ต้องกรำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน ทว่าเหล่ฟั้นก็ไม่ลืมเจียดเวลาส่วนหนึ่งไปกับการแอบมองไหว่เชิงด้วยความชื่นชมยินดีอยู่ไกลๆ วันนี้คุณชายน้อยของเธอแต่งกายภูมิฐานยิ่งกว่าวันตรุษสารทใดที่เคยเห็นมา ผมหวีเรียบแปล้พร้อมทั้งใส่น้ำมันจัดทรง สวมทักซิโดผูกหูกระต่ายแลดูเรียบร้อย มันอาจเป็นอุปาทานของเธอเพียงคนเดียว แต่เธอก็มั่นใจว่าผู้อื่นร้อยทั้งร้อยก็คงรู้สึกแบบเดียวกันว่าเขาช่างหล่อเหลาเอาการ ด้วยรูปร่างที่สมส่วนอย่างคนเล่นกีฬามามาก เครื่องแต่งตัวที่วิเศษเลิศเลอ โดยเฉพาะทักซิโดสีดำซึ่งช่วยขับผิวพรรณของเขาให้ผ่องนวล และยังไม่รวมถึงรูปโฉมของเจ้าตัวที่เข้าขั้นรูปหล่อชนิดหาตัวจำได้ยาก 

และเธอก็ต้องสัมผัสกับความรู้สึกหึงหวงที่ก่อตัวขึ้นในอก ทันทีที่พบว่าเขาตกเป็นเป้าสายตาของสาวน้อยสาวใหญ่ทุกรายที่พบเห็น ทุกคนมิอาจยั้งปากไม่ให้ชมรูปลักษณ์ของเขาได้ แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้สร้างความวิตกจริตแก่เด็กสาวเท่าการที่บรรดาแขกผู้มีเกียรติหลายคนแนะนำบุตรสาวรุ่นเดียวกันให้เขารู้จัก 

“นี่อาเหม่ยลูกสาวผม แกกำลังจะไปเรียนการบัญชีที่ลิเวอร์พูลปีหน้า” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รายหนึ่งเอ่ยปากแนะนำ 

“ทั้งเก่งทั้งสวยแบบนี้ ผมนี่อยากได้ลูกสาวท่านมาเป็นสะใภ้เลยจริงๆ” คุณท่านเอออวยก่อนสะกิดไหล่บุตรชาย “ทำความรู้จักกันไว้สิ อาเชิง”          

เด็กหนุ่มสาวทั้งสองเอ่ยคำทักทายกันอย่างสงวนมารยาท ต่างฝ่ายต่างแฝงความรู้สึกเขินอายของตัวเองอยู่ในที ภาพเหล่านี้ติดค้างอยู่ในใจของเหล่ฟั้น แม้เมื่อเธอผินหน้าหลบมาแล้ว เธอก็ยังรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างในหัวอกของทาสรับใช้อย่างเธอถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักหน่วง ไม่อาจเลิกคิดถึงมันได้ 

“ยัยหนู” เสียงแหบทุ้มของใครคนหนึ่งแว่วมา ก่อนที่ร่างสูงของชายคนนั้นจะก้าวมายืนเสมอกับเธอ “คุณนายอยู่ไหน รู้รึเปล่า” 

“ลุงหว่อง” เหล่ฟั้นงุนงง “ชั้นบนค่ะ ลุงถามทำไม” 

 “มีเรื่องจะต้องคุยกันนิดหน่อย” สารถีประจำบ้านตอบด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน พลันออกเดินไปยังบันไดเร็วรี่    

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น