mdred♡

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 :: ยังคิดชื่อตอนไม่ออกค่ะ [100%]

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 :: ยังคิดชื่อตอนไม่ออกค่ะ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 81.2k

ความคิดเห็น : 81

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2558 01:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 :: ยังคิดชื่อตอนไม่ออกค่ะ [100%]
แบบอักษร

18

 

        “ตื่น”

          “ขออีกห้านาที”

          “

 

        นาทีผ่านไป

          “ช้ากว่านี้จะสายนะตี้” ผมค่อยๆโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มด้วยอารมณ์งัวเงียเพราะง่วงนอน เปิดเปลือกตาที่หนักขึ้นก่อนสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของเวลา ผมควาญมือหาโทรศัพท์บนหัวเตียงกดเปิดโทรศัพท์ก่อนมองเวลาบนหน้าจอ

        5.10 นาที

          กูเรียนตั้งแปดโมงมึงปลุกกูมาทำพ่องเหรอเสือ!!!

          “เรียนแปดโมง” ผมบอกเสียงเอื่อยตาแทบจะปิดกลับลงทีเดิม จริงๆอยากพูดประโยคด้านบน ถ้าไม่ติดว่าเสือไม่ให้พูดคำหยาบด้วยแล้ว ผมถอนหายใจเมื่อโดนมือหนาดึงตัวลงจากเตียงแล้วผลักให้เดินไปเข้าห้องน้ำ เสียงทุ้มว่าไปด้วย

          “ต่อไปจะพาออกกำลังกายตอนเช้า” แค่ได้ยินความขี้เกียจก็ประรุมเข้าใส่ “เป็นหวัดบ่อยๆยิ่งต้องออก”

          ผมหมุนตัวกลับไปกอดมันแล้วบ่นเสียงอู้อี้

          “ออกกำลังกายบนเตียงไม่ได้เหรอ”

          “เอาไหมล่ะ”

          “ไม่”

          ผมถอนหายใจอีกรอบ รีบละกอดออกแล้วเดินเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ กลับออกมาพร้อมความสดชื่นเต็มเปี่ยม นี้ไม่ได้ตื่นตีห้ามานานแค่ไหนแล้วนะ (ปกติถ้าเรียนแปดโมงผมจะตื่นหกโมง) ผมถอดแหวนหมั้นเอาไว้บนโต๊ะ(ตอนนอนเสือก็ยังบังคับให้ใส่) เพราะไม่คิดจะเอามันไปด้วย ไปเปลี่ยนชุดสักหน่อยแล้วเดินออกจากห้อง เสือกำลังดูข่าวในทีวีรอพอเขาเห็นผมจึงกดปิดโทรศัพท์แล้วพาเดินไปใส่รองเท้าผ้าใบก่อนลงจากลิฟต์

          ที่ออกกำลังกายคือฟิสเนส นอกจากคอนโดเสือจะมีร้านสะดวกซื้อแล้วก็ยังมีฟิตเนสอีกนะครับ (ผมพึ่งรู้ตอนมันพามานี้แหละ ปกติเข้าแต่ร้านสะดวกซื้อ) ก่อนจะมาบรรลุภายหลังว่านอกจากฟิสเนสแล้วยังมีห้องอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อาทิเช่น ห้องสปาร์ และอื่นๆ ห้องฟิสเนสที่นี้อลังการงานสร้างมาก มีอุปกรณ์กีฬาทุกอย่างเลยแถมใหญ่มากๆเปิดตั้งแต่ตีสี่ถึงสามทุ่ม ที่เขาเปิดเร็วเพราะอยากให้ผู้อาศัยในคอนโดได้ออกกำลังกายแถมคนยังมาเยอะพอสมควรครับ ส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่ผู้ชาย อาหารตาสุดๆล้ำๆกันทั้งนั้น (คำนี้อย่าเอาไปบอกเสือนะ)

ผมมาถึงก็กวาดสายตามองก่อนเดินตรงดิ่งไปยัง TREADMILL ทันที (TREADMILL ลู่วิ่งไฟฟ้า) กดเปิดเครื่องแล้วเอาความเร็วน้อยๆเดินบนเครื่องไปตาจะหลับไปเมื่อความง่วงครอบงำมาอีกครา ส่วนเสือรายนั้นไปยกดัมเบลอยู่อีกฝากของห้องฟิสเนสนู้น

เวลาผ่านไปสี่สิบห้านาที เราก็กลับขึ้นห้องกันครับ เหงื่อผมออกนิดหน่อย ส่วนเสือเหงื่อไหลเต็มตัว

“ไม่ได้วิ่งเร็วใช่ไหม” เขาถามตอนที่เรายังอยู่บนลิฟต์กันสองคน ผมพยักหน้าเบาๆ “คราวหลังเหงื่อไม่ออกจะไม่ให้หยุด”

โหดไปแล้วมั้ง ผมคิดในใจแล้วยู่ปากพลางกอดแขนแกร่งเอาไว้แล้วถูไถตัวเองไปมา

“โหดจัง” ผมว่าพอดีกับที่ลิฟต์มันขึ้นมาถึงชั้นเพ้นเฮาท์ ร่างสูงเดินไปห้องครัวกลับมาพร้อมแก้วนมในมือ ผมรับมาดื่มจนหมดเมื่อมองนาฬิกาพบว่ายังเหลือเวลาอยู่อีกมากโข (เรียนแปดโมงผมตื่นหกโมงแต่อาบน้ำเจ็ดโมง) จึงหันไปพูดกับเสือแบบไม่จริงจังนัก “เหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วโมง” ผมกัดริมฝีปากยั่วขณะกำลังเดินไปกอดอีกฝ่าย “เล่นจ้ำจี้ไหมกัน”

ฉับพลันใบหน้าหล่อเหลาหันมาแสยะยิ้มราวสนใจทันที

“เอาสิ”

เรื่องแบบนี้มันไม่เคยปฏิเสธหรอกครับ!!

 

แต่คิดหรือว่าจะยอมให้ทำ สุดท้ายผมก็ไม่ยอมนั้นแหละ (ยอมแล้วไม่ได้ไปเรียนแน่ๆ) เลยวิ่งเข้าห้องน้ำก่อน วันนี้เลยแต่งตัวเสร็จเร็วกว่าปกติ ผมมองตัวเองในกระจกขณะเอาแหวนห้อยกับสร้อยแล้วสวมเข้าคอให้กับตัวเอง แต่แหวนมันไปเข้าไปอยู่ในเสื้อทำให้มองไม่เห็น จะเห็นแค่เพียงสายสร้อยตรงบริเวณคอ เสร็จแล้วจึงเดินไปเก็บกระเป๋าหนังสือเรียนแล้วเดินออกไปนั่งอ่านชีทรอเสือที่กำลังอาบน้ำอยู่ตรงโซฟานอกห้อง

พอออกกำลังกายแล้วได้มาอ่านหนังสือตอนเช้าๆสมองมันกระปรี้กระเปร่าอ่านอะไรก็เข้าใจไปหมดเลยครับ (รู้อย่างนี้น่าจะทำตั้งนานละ) ผมอ่านชีทบทที่หนึ่งจบเสือก็เดินออกมาจากห้องพอดี เขายังแต่งตัวด้วยคอนเซ็ปต์เดิมคือไม่เรียบร้อย เสื้ออยู่นอกไม่สวมเข้าในกางเกง กระดุมเสื้อยังติดไม่หมดแต่หล่อน่าประหลาด ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงข้างผมแล้วชะเง้อหน้ามามองเนื้อหาที่ผมอ่านก่อนละออกไปใส่นาฬิกา จากนั้นเราก็ไปกินข้าว กินข้าวเสร็จก็ขับรถคันละคันไปมหาลัย เพราะเสือต้องไปซ้อมเต้นรำงานสวมหน้ากากผมเลยต้องเอารถไปเอง เสือซื้อรถให้ก็จริงแต่วันไหนถ้าไม่ติดธุระอะไร เขาก็เป็นคนขับมาส่งผมเหมือนเดิมนะ

วันนี้เป็นวันที่ผมเรียนได้เข้าใจที่สุดเนื่องจากได้อ่านชีทเตรียมมาก่อน เข้าใจชนิดที่ว่ามั่นใจว่าควิซคาบหน้าต้องได้เต็ม แถมวันนี้ผมยังอารมณ์ดีมากๆไม่รู้เพราะเป็นผลพวงมาจากการออกกำลังกายอีกหรือเปล่า

“กินไรมึง” ตอนนี้พักเที่ยงเรากำลังกินข้าวกันเพราะพวกผมมีเรียบตอนบ่ายต่อ “กะเพราดีป่ะ”

“ขอข้าวผัด”

กิ้งว่า “เรื่องมาก” แล้วมึงจะถามกูทำไมครับ

แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังยอมซื้อข้าวผัดมาให้ผมอยู่ดี วันนี้เมฆมานั่งกินด้วยกลุ่มเราเลยพร้อมหน้าพร้อมตากันสุดๆ ก่อนกินข้าวเสร็จผมเล่าเรื่องที่ตกลงหมั้นกับเสือให้ฟัง แต่พอเล่ากิ้งมันก็ยักไหล่บอกว่ารู้แล้วพี่เสือส่งไลน์มาบอก (สนิทกันสุดๆสองคนนี้) จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเรียนต่อจนกระทั่งเลิกเรียนโทรศัพท์ผมถึงดังขึ้น โชว์เบอร์ว่าเป็นเสือ

“ครับ”

(จะไปไหนหรือเปล่า) ผมร้องอืมเบาๆ (ติดซ้อมจะต้องกลับดึกจะไปไหนไหม)

“ว่าจะไปหาของหวานกินเล่น”

ขี้เกียจกลับคอนโดกลับไปก็ไม่มีอะไรทำ

(ขับรถดีๆ) เสือว่า (อย่ากลับดึกถึงเมื่อไหร่อย่าลืมโทรมาบอกด้วย)

“โอเค”

ผมกดปิดโทรศัพท์แล้วหันไปมองกิ้งที่ยืนอยู่ข้างๆ “ไปเดินเล่นด้วยกันป่ะ”

มันส่ายหน้า “ไม่เอาหรอกย่ะ เดี๋ยวก็ถึงวันงานขอกลับบ้านไปพอกหน้าก่อนดีกว่า”

“แน่ใจ” ผมถามย้ำอีกทีพอได้คำตอบกลับมาเหมือนเดิมเลยพยักหน้าบอกโอเค ผมไปส่งกิ้งที่บ้านก่อน (บอกแล้วมีรถต้องทำหน้าที่เป็นสารถี) ก่อนจะขับวนไปมาจนได้จุดหมายเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมเม้มปากหาที่จอดรถก่อนจะได้จอดตรงบริเวณที่อยู่ไกลออกจากห้างมานิดหน่อย ผมหยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์ก่อนจะเดินลงจากรถยัดกุญแจเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วเดินไปข้ามถนนเพื่อไปยังห้างที่อยู่อีกฝากของถนน

บรื้นนน!!!!!!!!!!

หากเพราะมัวแต่เหม่อเลยไม่ได้สังเกตรถที่ออกมาจากซอย ผมเบิกตากว้างตกใจจนยืนตัวเกร็ง ได้แต่หันหน้าหนีรอรับความเจ็บปวดที่ใกล้จะเข้ามาในไม่ช้า

ทว่า!!!!

พรึบ!!!

“อ๊ะ!!” ในวินาทีที่รถเกือบจะชนอยู่ร่อมร่อ ตัวผมก็โดนดึงให้กลับเข้าฟุธบาทอย่างรุนแรงเป็นผลให้ทั้งตัวล้มกลิ้งลงไปจนได้แผลถลอก “โอ๊ยย” ผมร้องครางเบาๆเมื่อรู้สึกเจ็บไปตามลำตัว

“เป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของอ้อมกอดที่กำลังกอดผมเอาไว้อยู่ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรที่เคยมีเรื่องกับผมเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน

 

สิงห์

 

“ทานยาแก้อักเสบที่หมอให้แล้วอย่าลืมล้างแผลทุกวันด้วยนะครับ”

          “ครับขอบคุณครับ” นั้นไม่ใช่เสียงผม

          “อย่าให้แผลโดนน้ำนะครับ ช่วงแรกๆอาจจะยากหน่อยถ้ายังไงก็ให้คุณที่เป็นแฟนช่วย

          “เขาไม่ใช่แฟนผมนะครับ!!! แต่อันนี้น่ะเสียงผม แต่เหมือนผมจะตวาดแรงเกินไปทำเอาคุณหมอหน้าเจื่อนไปเลย “ขอโทษที่ขึ้นเสียงครับ”

          “อ๋อครับ ถ้างั้นยังไงก็หาคนช่วยก็แล้วกันนะครับ ถ้ามีปัญหาก็มาที่โรงพยาบาลอีกครั้งนะครับ”

          “ครับ ขอบคุณครับ” ผมว่าเสียงเบาแล้วถอนหายใจขณะยืนขึ้นหลังเพราะคุยกับคุณหมอเสร็จแล้ว ทว่าแผลจากรถเฉี่ยว (โดนดึงมาทันแต่ก็ยังมีเฉี่ยว) มันเจ็บจนต้องเบ้หน้า ตอนนี้ทั่วตัวผมเต็มไปด้วยผ้าพันแผล ย้อนไปยังเหตุการณ์ตรงฟุธบาทเมื่อสิงห์เห็นว่าผมบาดเจ็บเขาก็อุ้มผมขึ้นรถมาที่อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาลทันที

          “ธามให้ผมพยุงไหม” มือหนาเข้ามาพยุงผมทันทีที่พูดจบ ผมไม่ได้ว่าอะไรขืนไปบอกว่าไม่ต้องแบบไม่เจียมสังขารถ้าเกิดเดินล้มหัวฟาดแล้วมันจะแย่กว่าเก่า ร่างสูงพาผมมานั่งตรงเก้าอี้ส่วนตัวเขาอีกเดินไปจ่ายตังค์และรับยาในจังหวะนั้นผมก็เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหลังจากที่พึ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกเสือเรื่องเกือบโดนรถชนแถมตอนนี้ก็ทุ่มกว่าๆแล้วด้วย

          ผมถอนหายใจเปิดโทรศัพท์ขึ้นแล้วเบิกตาโพล่ง

        37 สายไม่ได้รับ

        ผมมือสั่นรีบโทรกลับทันที รอไม่ถึงหนึ่งนาทีเสือก็รับ

          (อยู่ไหน!!! ทำไมไม่รับ) เสียงทุ้มตวาดกลับมาเหมือนเขาจะร้อนใจมากที่ผมไม่ได้รับโทรศัพท์ ผมยิ้มเจื่อนเผลอยกโทรศัพท์ออกจากหูนิดหน่อย

          “อยู่โรงพยาบาล”

          (ไปทำอะไร เป็นอะไรตี้) สักพักน้ำเสียงเขาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนลงทำเอาผมแทบอยากจะร้องไห้

          “รถชน”

          (อะไรนะ!!!!) น้ำเสียงตวาดกลับมาจนผมต้องรีบอธิบายเพิ่ม

          “แค่เฉี่ยวได้แผลนิดหน่อย”

          (อยู่ไหนจะไปหา)

          “ไม่ต้องมาจะกลับแล้ว”

          (…)

          “พี่เสือ”

          (แน่ใจ ?)

          “หือ”

          (แน่ใจว่าไม่เป็นไร)

          “อือ ไม่เป็นไรมากหรอกเดี๋ยวก็กลับแล้ว พี่เสือซ้อมเสร็จหรือยัง” ผมถามเขากลับแต่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกให้ไปซ้อมของใครสักคนแทนคำตอบจากปากเขา “ยังซ้อมไม่เสร็จหรือครับ”

          (อืม) เขาครางรับเบาๆ เสือเลิกสี่โมงนี้หนึ่งทุ่มกว่าๆแล้วยังซ้อมไม่เสร็จ ผมไม่น่าให้เขาไปทำเลยจริงๆ

“งั้น เจอกันที่คอนโดนะครับ หวัดดีครับ” ผมว่าจบก็กดตัดสายก่อนเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า เป็นจังหวะเดียวกันที่สิงห์เดินถือถุงยามาพอดี

“กลับกันเถอะ” เสียงทุ้มเหนือหัวว่า ผมพยักหน้าก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งมือหนาเข้ามาพยุงอีกตามเคย เขาพาผมไปขึ้นรถส่วนรถผมนั้นคงจะยังจอดอยู่ที่เดิม พรุ่งนี้ค่อยไปเอาก็แล้วกัน เฟอร์รารี่คันหรูแล่นออกจากโรงพยาบาลบนรถเงียบกริบ มีเพียงเสียงเพลงจากวิทยุดังออกมากให้ได้ยิน ผมหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง จริงๆแล้วเรื่องเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนผมก็ยังไม่ได้เคลียร์กับเขาเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้อารมณ์มันเลยเหมือนจะติดค้างน้ำใจก็ค้างไม่สุดเพราะยังมีเรื่องคาใจกันอยู่

“ธามครับ” เสียงเรียกทำให้ผมสะดุ้งแล้วหันไปมองสิงห์ “ยังโกรธเรื่องเมื่อคราวก่อนอยู่ไหม”

” ผมไม่ตอบ คำถามนี้ไม่ควรถาม ทำขนาดนั้นนี้ไม่โกรธก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว แม้เขาจะเป็นคนทำงานที่เหลือของผมให้ก็เถอะ แต่ยังไงซะก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี

“ผมขอโทษ” เขาว่าต่อในขณะที่ผมยังนั่งเงียบ “ธามหน้าเหมือนคนที่ผมชอบมากเกินไป”

ทว่าถ้อยคำถัดมาทำให้ผมเริ่มสนใจ  

“เหมือนมากแค่ไหน”       

“ก็มาก”   

 

“อย่างกับเป็นคนเดียวกันเลย”

“โห” ผมเผลอร้องออกมาหลังจากเข้าใจเรื่อง แม้จะยังระแวงอยู่นิดหน่อย “คนนั้นต้องหน้าดีมากแน่เลย” ผมว่าขำๆหน้าตาเหมือนผมก็ต้องหน้าตาดีอยู่แล้ว สิงห์ไม่ได้ตอบ

แต่ส่งรอยยิ้มอ่อนมาให้ผมแทน

 

จดบันทึกพิเศษ :: สิงห์

ร่างสูงก้าวออกจากลิฟต์หลังจากถึงชั้นที่ต้องการก่อนหลังไปมองร่างเล็กอีกคนที่ยังยืนอยู่บนลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นต่อไป

“ขอบคุณนะวันนี้” เสียงหวานว่าด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาพยักหน้า แต่

“ถ้าจะขอบคุณขอเป็นอาหารจะดีกว่า” ใบหน้าหวานขมวดคิ้วก่อนตอบ

“งั้น… พรุ่งนี้ตอนเลิกเจอกันหน้าคณะเราเดี๋ยวพาไปเลี้ยง” มันเป็นประโยคที่ทำให้อีกคนต้องยิ้มกว้างในใจ เพราะอย่างน้อยบรรยากาศอึดอัดเหมือนช่วงแรกๆในรถก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ธามคงเริ่มวางใจเขาอีกระดับหนึ่งหลังจากที่ได้อธิบายเหตุผลไปล่ะนะ สิงห์พยักหน้าตอบรับทันใดนั้นประตูลิฟต์ปิดก็ลง ใบหน้าหล่อเหลาจากที่เคยประดับไปด้วยรอยยิ้มกลับมานิ่งงันตามเดิม

“โอเค” เสียงทุ้มว่าเบาๆก่อนหันหลังกลับ ร่างสูงหยิบคีการ์ดแล้วรูดสแกนเพื่อเปิดประตู เผยห้องหรูหราด้านใน ร่างสูงเดินผ่านห้องครัว ถอดสูทนักศึกษาออกแล้วขว้างทิ้งมือหนารูดเนคไทสีดำออกพร้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนสองเม็ดขณะดึงเสื้อเชิ้ตให้ออกนอกกางเกง ลูกแมวตัวเล็กที่เขาเลี้ยงเอาไว้เดินเข้ามาคลอเคลียร์ทันที ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองเจ้าแมวตัวน้อยก่อนอุ้มมันขึ้นมาลูบหัวเล่นเบาๆ ขณะเดียวกันที่นัยน์ตาสีฟ้าเข้มเหล่มองออกไปด้านนอกอย่างเหนื่อยหน่าย

ทัศนียภาพยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครงดงามไม่แพ้ชาติไหนๆ จริงๆแล้วเขาชอบที่นี้มากกว่าตอนที่อยู่ต่างประเทศกับป้าเสียด้วยซ้ำ

ครืด

โทรศัพท์เครื่องหรูที่อยู่ภายใต้กระเป๋ากางเกงสั่น มือหนาวางเจ้าลูกแมวลงกับพื้นก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย เสียงทุ้มพูดเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปลายสายเป็นคุณป้าของเขา

“สวัสดีครับ”

(อยู่ที่ไทยเป็นยังไงบ้าง) ขายาวเดินมานั่งตรงโซฟาเปิดทีวีดูช่องหนังดังแล้วตอบ

“ก็ดีครับ สบายดี อาหารอร่อยเพื่อนก็ดีด้วย”

(ไม่อยากกลับมาอังกฤษแล้วอย่างนั้นสินะ)

ไม่ ไม่อยากกลับไปอีกแล้ว

ได้แค่คิดเพราะร่างสูงเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนี้ตั้งแต่ต้น

(แล้วที่ไทยได้เข้าผับอะไรแบบนี้หรือเปล่า)

“เข้าครับ” มันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาของวัยรุ่นที่จะเข้าผับสังสรรค์กับเพื่อน

(อย่าเข้าบ่อยนักล่ะแกพึ่งอายุสิบแปด จริงๆแล้วฉันกะว่าถ้ายังไม่ถึงยี่สิบจะยังไม่ให้แกกลับไทยด้วยซ้ำ)

ติ๊ด!!!

นิ้วเรียวกดตัดสายขณะหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบ เปลวควันสีทะมึนลอยขึ้นสู่อากาศ แอร์เย็นเฉียบกลับความเงียบยิ่งเป็นตัวเสริมให้ภายในห้องสงบขึ้นไปอีก ใบหน้าหล่อเหลากระทุ้งแก้มมือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งกดส่งข้อความบอกขอโทษที่เสียมารยาทไปเมื่อครู่โดยอ้างว่าแบตหมด

จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนนิสัยเสียแค่ประโยคเมื่อกี้มันทำให้อารมณ์คุกกรุ่นพุงขึ้นอีกครา

พึ่งอายุสิบแปด

สิงห์เกลียดคำนี้ แต่ก่อนนั้นเพราะอายุยังไม่สิบแปดคุณป้าที่เลี้ยงดูเขาเลยไม่ยอมปล่อยตัวให้กลับเมืองไทย จะไปไหนต้องรายงานตลอด ยกเว้นกรณีไปแคลิฟอร์เนียเมื่อคราวนั้นเพราะคุณป้ามีงานที่ต้องทำเลยอ้างเหตุผลว่าจะไปอยู่กับพี่ที่ประจวบเหมาะบินมาจัดการเอกสารในช่วงนั้นพอดี เลยปลอมเป็นรอยด์โดยมีพ่อคอยช่วยกันรอยด์ตัวจริงให้ออกห่างจากธาม ถึงแม้รอยด์จะเปรียบเสมือนเป็นมือขวาของเสือแต่คงไม่กล้าที่ขัดคำสั่งผู้เป็นพ่อของเสือแน่นอน ก็บอกแล้วในเมื่อพี่ชายมีแม่คอยเข้าข้าง สิงห์ก็มีพ่อคอยเข้าข้าง

มีช่วงหนึ่งเขาแอบหนีบินกลับประเทศไทย แต่อยู่ได้ไม่นานก็โดนพวกลูกน้องของคุณป้าพาตัวกลับอังกฤษอีกครั้ง

แต่เพราะอายุพึ่งสิบแปดนี้ไงเลยโดนหมามันคาบไปแดก

ร่างสูงนอนลงบนโซฟา มือหนาก่ายหน้าผากขณะกำลังดูดควันพิษเข้าปอด นัยน์ตาคมปิดลงก่อนถอนหายใจนึกถึงประโยคที่พึ่งพูดเมื่อไม่นานมานี้

 

ธามหน้าเหมือนคนที่ผมชอบมากเกินไป

อย่างกับเป็นคนเดียวกันเลย

 

พลางนึกถึงใบหน้าหวานไปพร้อมๆกัน ก่อนเปลือกตาสีไข่คู่นั้นจะเปิดขึ้น

“หมามันชอบแย่ง”

“งั้นนายก็เป็นหมาตัวที่ว่าสินะ” เสียงหวานทำให้เปลือกตาเปิดขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาคมชะเง้อหน้ามองสาวเจ้าร่างเพรียวตรงปลายเท้า ใบหน้าสวยหวานราวเทพีวีนัส นัยน์ตากลมโตโฉบเฉี่ยวในชุดเดรสสีแดงสั้นเผยขาเรียวสวย ร่างบางเดินมานั่งตรงโซฟาใบหน้าสวยยิ้มแสยะ “ว่าไงล่ะสิงห์”

“ลินิน” ใบหน้าหล่อเหลาทำหน้าเอือมระอา “เธอเข้ามาได้ยังไง”

“ก็นายให้คีการ์ดฉันเอาไว้นี้” เสียงหวานว่าขณะหยิบคีการ์ดออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วโชว์ให้อีกฝ่ายดู “แค่คิดถึงหรอกน่า ถึงมาหา”

“หึ!” เสียงทุ้มกลั้นหัวเราะ “ใจจริงอยากมาหาเจ้าของเก่าของห้องนี้ล่ะสิ”

“ถ้าจะว่ากันตามตรงก็…  ใช่

นัยน์ตากลมโตหรี่ลงแล้วว่าต่อ “แต่สิทธิ์ที่จะมาหาน่ะมันไม่เหลืออยู่แล้ว”

“อะไรตั้งใจจะเป็นนางเอกหรือไง บุคลิกเธอมันไม่เข้าเลยนะ” มือบางแย่งบุหรี่ออกจากปากของอีกฝ่ายแล้วเอามาคาบเสียเองก่อนพ่นควันสีดำออก “คนอย่างเธอสูบบุหรี่ด้วยเหรอไง”

“จริงๆก็ไม่เคยสูบแต่เสือเคยให้ลองครั้งหนึ่ง”

“แล้วไง”

“นี้ครั้งที่สอง”

“โห” ใบหน้าหล่อเหลาทำหน้าเศร้า “ฉันเป็นได้แต่ที่สองตลอด”

“ก็นายเกิดหลังเขานี้”

“แต่มีอยู่เรื่องแรกนะที่ฉันเป็นที่หนึ่ง” สิงห์เอ่ยก่อนยิ้มแสยะ ร่างสูงลุกขึ้นจากนอนมาอยู่ในท่านั่งมือหนาโอบเอวบางให้แนบชิดแล้วไซร้ใบหน้าเข้ากับซอกคอขาว “เวอร์จิ้นของเธอฉันได้ก่อน”

เพี๊ยะ!!!!

มือหนาบางฟาดลงบนใบหน้าหล่อเหลาแรงจนสะบัด ร่างสูงหัวเราะหึก่อนเลียเลือดตรงมุมปากเล็กน้อย “อะไรรับไม่ได้เหรอไง วันนั้นเธอเองก็เต็มใจนี้”

“ในวันเกิดครบสิบเก้าของเสือซะด้วย เป็นของขวัญที่เซอร์ไพรส์สุดๆ”

“ช่วยไม่ได้นี้” เสียงหวานพูดขึ้น ใบหน้าสวยไม่ออกอาการสะอกสะท้านเลยแม้แต่นิดเดียว “ใครให้นายกับฉันเมาในวันนั้นด้วยละ”

“จะบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือไง”

“ก็ไม่เชิง” นิ้วเรียวลากไปตามอกกว้างราวเย้าหยอก “ถึงฉันจะเมาแต่วันนั้นก็ยังมีสติพอ แต่เพราะเมานี้แหละทำให้ไม่คิดหน้าคิดหลัง ช่วงนั้นฉันยิ่งทะเลาะกับเสือเรื่องผู้หญิงอยู่ด้วยก็เลย

“ประชด”

“ถูกต้อง” ปากหวานยิ้มแสยะ “แล้วไปลงกับนายที่กำลังเมาอยู่พอดี”

“ยัยนางมารร้าย” เสียงทุ้มกดต่ำราวอยากแดกดันแต่กลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบาๆ ร่างเล็กผลักอีกคนลงบนโซฟาแล้วขึ้นคร่อม ดวงตากลมโตจ้องใบหน้าหล่อเหลาของคนที่อยู่เบื้องล่างขณะนิ้วเรียวกำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายออก

“ฉันเป็นเป็นนางมารร้ายแต่เป็นนางมารร้ายแค่ในชีวิตนายนะ คงไม่เข้าไปยุ่งกับเสือแล้วล่ะ”

“ร้ายให้สุดไม่ได้หรือไง”

“ไม่หรอก” ลินินกรีดเล็บที่บ่าแกร่ง “เพราะฉันรู้ดีว่านายกำลังอยากตีท้ายครัวพี่ชายอีกรอบ”

“ตีท้ายครัวเหรอ ใครกันแน่ รอบแรกอาจจะใช่แต่รอบสองนี้ถ้าจะไม่” มือหนาจับเข้าที่เอวบางแล้วลูบไล้ต้นขาอ่อนที่กำลังถูไถตัวราวอยากยั่วยวนเขาเบาๆ “แต่ยังไงซะสถานะทางธุรกิจของเธอกับเสือก็ยังคงเดิม”

“คงเดิมงั้นเหรอ โถ่… นายนี้ตกข่าวซะแล้ววันหลังเข้าเฟสบุ๊คตามข่าวพี่ชายหน่อยก็ดี”

“สถานะทางธุรกิจกับคำว่าคู่หมั้นน่ะดูเหมือนว่า

“ไม่บอกดีกว่า ไปตามเอาเองก็แล้วกันแต่บอกเอาไว้ก่อนว่าแหวนหมั้นของฉันกับเสือน่ะ เขาไม่ใส่ตั้งแต่วันที่เรามีอะไรกันแล้ว ไม่นานก็ต้องถอนหมั้นอยู่ดีนั้นแหละ”

“และนายก็เหมือนกัน”

“นายคือตัวร้ายในชีวิตของเสือส่วนฉันก็คือนางมารร้ายในชีวิตของนาย”

“ก็เข้ากันดีนี้”

“ยัยหมา”

“หืม” ใบหน้าหวานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หมางั้นเหรอ อ๋อใช่สิ นายเกลียดหมาแต่ชอบแมวนี่ อย่างนี้นี่เองถึงเรียกฉันว่าหมาสินะ”

“แต่อย่าลืมนะว่าเกลียดยังไงมักจะได้อย่างนั้นน่ะ”

“เหรอ” เสียงทุ้มลากยาว นัยน์ตาคมไม่เผยอย่างอารมณ์ใดๆทั้งสิ้นนอกจากความนิ่งงัน ในวินาทีนั้นริมฝีปากบางยิ้มร้าย “ไหนพิสูจน์สิ”

ลินินหัวเราะหึในใจก่อนทาบริมฝีปากอวบอิ่มลงแนบกับของอีกฝ่ายที่อยู่เบื้องล่าง เปลี่ยนห้องที่เย็นเฉียบกลายเป็นร้อนระอุภายในวินาทีเดียว

จบบันทึกพิเศษ :: สิงห์

 

          “

          “

        “เหมือนมัมมี่เลยเมีย”

          “พี่เสือ!!!” ผมตะโกนอย่างงอนๆภายหลังที่เขาเอ่ยประโยคนั้นออกมาหลังจากที่เราพึ่งได้เจอกัน ร่างสูงหัวเราะเล็กน้อยก่อนดึงตัวผมเข้าไปกอดแล้วทำสีหน้าจริงจัง นัยน์ตาคมพลิกตัวผมไปมาเหมือนสำรวจแผลตามตัว ไม่มัมมี่ได้ไงล่ะครับก็โดนผ้าพันแผลพันซะขนาดนี้

          “เป็นไรมากไหม”

          ผมตอบขณะที่เสืออุ้มผมมานั่งบนโซฟา “ก็ไม่เป็นไรมากอ่ะ… แค่เกือบตาย” นิ้วเรียวแตะริมฝีปากผมแล้วทำเสียงชู่เหมือนไม่อยากให้พูดทันทีที่ผมเอ่ยประโยคนั้นจบ ใบหน้าหล่อเหลาก้มซุกไซร้ลงบนซอกคอระหง “จริงๆนะ เกือบตายเลยแหละ รถชนแน่ๆถ้าไม่ได้สิงห์ดึงตัวธามเข้าไปอ่ะ”

        กึก!

        เสือเงยหน้าขึ้นมาทันทีที่ผมพูดจบ เขาถาม “มันช่วยเหรอ ?”

          “อืม” ผมครางรับในลำคอ เสือแน่นิ่งไปก่อนจะละออกจากตัวผมอย่างผิดสังเกต “เป็นไร” ผมว่าขณะยื่นมือไปลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาเบาๆ มือหนาเลยถือจังหวะนั้นจับมือผมเอาไว้แล้วถูไถใบหน้าเข้ากับฝ่ามือเล็ก

          “เปล่า แค่คิดว่าตอนนั้นกูได้ช่วยมึงน่าจะดีกว่า”

          “ไม่เป็นไร” ผมว่าอย่างไม่ถือ ยืดตัวขึ้นจูบหนาผากกว้างของอีกฝ่าย “ไม่เครียดเนาะ”

          “

          “” เสือยังนั่งนิ่งไม่ตอบในขณะที่ผมเม้มปากไม่รู้จะว่ายังไงดี คือคนที่ควรได้รับการปลอบมันควรจะเป็นผมมากกว่านะ นี้เกือบโดนรถชนแล้วแหงตัวเองได้มาทำหน้าที่เป็นคนปลอบแทนล่ะเนี่ย

          “เมีย” เขาพูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน ก่อนรวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นๆอีกครั้ง “กลัวไหม”

          “

          ผมซุกหน้าเข้าอกมันรู้สึกตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกทั้งมวลทั้งหวาดกลัว ตกใจหลากหลายปะปนกันที่พึ่งสงบปะทุขึ้นมาเหมือนภูเขาไฟอีกครั้ง ผมกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่พอเสือพูดคำหนึ่งออกมาน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลราวเขื่อนแตก

          “กลัวก็ร้องไห้ออกมา”

          “

        “คนเก่งของกู”

 

          นัยน์ตาคมเหล่มองใบหน้าหวานเปื้อนน้ำตาที่พึ่งหลับไปเมื่อครู่

          เพราะร้องไห้นาน สงสัยจะเหนื่อยจนหลับไปแล้ว มือหนาค่อยๆหยิบลำแขนเรียวที่ถูกผ้าพันแผล พันเอาไว้ก่อนประทับริมฝีปากจูบลงบนนั้นซ้ำๆหลายๆที ราวอยากให้มันมลายหายไป

          “ฮือฮึก” เสียงสะอื้อดังขึ้นในขณะที่เจ้าตัวนั้นยังหลับอยู่ราวเป็นฝันร้าย มือหนารีบดันใบหน้าหวานเข้าใกล้ตัวเองมากกว่าเดิม ขณะลำแขนแกร่งยังโอบเอวบางราวเป็นเกราะป้องกันให้ไม่ห่าง

          “ชู่ ไม่ร้องคนเก่ง ฝันดีครับ”

 

          แม้แต่ฝัน… ก็อย่าบังอาจมาทำให้ตี้ของเขาร้องไห้

 

 

 

 

 

100%

 

คือปมมันมาเยอะดีเนาะ 5555555555

แต่เคลียร์ไปแล้วนะเรื่องหนึ่ง ตอนที่ลินินกับสิงห์มีอะไรกัน 

สองคนนี้ก็ดูเหมือนมีซัมติงกันอีก

อ่านดีๆนะ บางคำที่สองคนนี้พูดกันมันซ่อนความหมายเอาไว้มากเลย

ส่วนพี่เสือตอนนี้รู้สึกว่าพี่แกฮาอ่ะ 55555

เมียถูกรถเฉี่ยวคำแรกที่ทักคือ เหมือนมัมมี่เลยเมีย

555555555

 

ปล. ช่วงนี้อัพบ่อย หายไปสามวันนักอ่านไม่ชิน 

สงสัยต้องนานๆอัพ ให้ชิน (โดนทุกคนตบ)

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น