ZHMZ
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปราณอสูรหลัวช่า

ชื่อตอน : ปราณอสูรหลัวช่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 113

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 21:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปราณอสูรหลัวช่า
แบบอักษร

  

         ร้อยวิถี พันมรรค  

         แตกต่าง เปลี่ยนผัน 

         มิคาดว่าเกี่ยวข้อง ชิดใกล้ราวจัดวาง 

  

         หญิงสาวนิ่งงันไปพักใหญ่ ...คำตอบที่ได้รับกลับผิดจากการคาดเดาของนางสิ้นเชิง มิรู้ว่าโลกจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ พอนางได้ฟังคำของต้าขุย นางจึงย้อนระลึกไปถึงเรื่องราวเมื่อหนหลัง  

         ‘สัตว์พาหนะของนายท่านคือปักษาขนเทาระดับหวงขั้นกลาง คราศึกสามแคว้นที่ด่านหงกวน นายท่านพลาดท่าแต่เพราะภักดีจึงให้ปักษาขนเทาพาต้าหวางกลับเข้าเมือง แต่ทางแคว้นจ้าวก็ยังโจมตีต่อเนื่องจนต้าหวางถูกเกาทัณฑ์พิษ’ คำของแม่นมซูย้อนกลับคืนมา เรื่องเล่าเมื่อครั้งก่อนกล่าวถึงวีรกรรมที่ด่านหงกวนของบิดาของนาง เป็นเรื่องราวที่ผู้คนต่างรู้ดี ว่าปักษาขนเทาพาต้าหวางหลบหนีมาจากความเป็นความตาย และกลับเข้าถึงวังหลวงได้ทันการณ์ เหลียนต้าหวางจึงมีเวลาเหลือพอให้ขับพิษร้ายออกจากร่าง  

         “เหตุใดเจ้าจึงรู้เล่า ว่าข้าเป็นบุตรสาวของท่านพ่อ”  

         “หกปีก่อน ข้ากำลังบินอยู่ชายป่าอีกฝั่งกลับได้กลิ่นหอมประหลาดลอยลมมา เมื่อบินตามกลิ่นมาถึงก็พบว่าคุณหนูกำลังถูกพลังกระแทกจนตกผา ข้าได้กลิ่นโลหิตของท่านก็คลับคล้ายคลับคลา เพราะภายในตัวข้ายังมีผนึกพันธะของนายท่านอยู่ จนวันที่เกิดเรื่องแล้วท่านบาดเจ็บหนักกลางโถงถ้ำ ยามที่ท่านกระอักเลือดออกมาอย่างหนัก ผนึกพันธะของข้าก็เต้นรัวรับรู้ว่าคุณหนูกับนายท่านคือสายเลือดเดียวกัน”  

         “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้ายังมีเรื่องหนึ่งอยากถาม เจ้าจำตอนที่ข้ากับเจ้าถูกพลังซัดจนตกลงไปในหุบเหวได้หรือไม่ วันนั้นมีผู้ใดลอบโจมตีอยู่เบื้องหลังหรือไร”  

         “พลังนั้นรุนแรงขนาดที่ทำให้ข้าซึ่งมีระดับหวงขั้นสูงสุดพลาดท่า ย่อมไม่ใช่พลังธรรมดา ยามนั้นนอกจากชายชุดดำผู้นั้นก็ไม่มีผู้ใดแล้ว”  

         “ช่างเถอะค่อยหาคำตอบวันหลังก็ได้ แล้วตกลงเจ้าเห็นกระบี่ของข้าหรือไม่” หญิงสาวจำต้องตัดใจ ตอนนี้ปริศนาและความคาใจของน้องทับถมกัน จนอาจกลายเป็นภูเขาย่อม ๆ ลูกหนึ่งไปแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อไม่มีคำตอบ  

         คว๊าก ๆ ขนเทากระพือปีกขึ้นบินสู่ท้องฟ้า และบินลับหายไปไกลลิบตา จนเวลาผ่านพ้นไปเกือบถ้วยชาเจ้าเวหาก็บินย้อนกลับคืน  

         “นั่น” ฝูอวี้ฉยงเห็นได้ชัดเจนว่าที่อยู่ในกรงเล็บของพญานกคือกระบี่เหล็กเย็น นางยกมือข้างขวาขึ้นเคลื่อนฝ่ามือเป็นรูปดรรชนีกระบี่ เจ้าเหล็กเย็นก็สั่นรับจนขนเทาต้องรีบกางกรงเล็บออก กระบี่เหล็กวิ่งฝ่าสายลมเข้ามาหาราวกับมีชีวิต มันหมุนวนรอบกายของนายของมันด้วยความดีใจ  

         ฝูอวี้ฉยงยื่นมือขวาของตนออกไปจับด้ามกระบี่ ตวัดข้อมือทดสอบกำลัง ปราณยะเยือกรายล้อมคมกระบี่เพียงนางตวัดก็เกิดคลื่นปราณเป็นเส้นตรงทะลวงหินก้อนใหญ่ใกล้เคียง เมื่อรั้งกระบี่กลับคืน ปราณที่คั่งค้างในก้อนหินก้อนนั้นก็แตกกระจายราวพลุไฟ หินก้อนใหญ่จึงกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย  

           

         “ข้าจะจากไปแล้ว เจ้าเล่าจะตามข้าไปด้วยหรือไม่” ฝูอวี้ฉยงเก็บกระบี่เข้าแหวนจัดเก็บ เงยหน้าขึ้นมองขนเทาแล้วถามขึ้น แม้นางจะรู้ว่าปักษาเวทตรงหน้าเคยเป็นสัตว์ใต้พันธะของบิดา แต่นางไม่คิดบังคับใจผู้ใด หากมันไม่ปรารถนาติดตามนาง นางก็ไม่คิดฝืนใจ  

         “ข้าย่อมติดตามท่านไป ไม่ว่าที่ใดข้าก็ย่อมไป” เจ้าตัวดีรีบบอก ทั้งตีปีกสนับสนุนคำของตนให้หนักแน่นน่าเชื่อถือ ชั่วลมหายใจถัดมาปีกกว้างก็กางออกจนสุดความยาว เกิดเป็นเส้นสายสีขาวลอยออกมาจากกลางอกของมัน เส้นเชือกนั้นลอยเข้าหาฝูอวี้ฉยงซึ่งยื่นมือออกไปสัมผัสรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่สัมผัสกันเส้นด้ายสีน้ำเงินจากปลายนิ้วของหญิงสาวก็เกาะเกี่ยวเชือกขาวเป็นเกลียวเดียวกัน  

         แสงสว่างส่องประกายหมุนวนเจิดจ้า เกิดเป็นวงเวทพันธะสัญญาระหว่างนายและบ่าว  

  

         “นับแต่นี้ข้าเรียกขานเจ้าว่าต้าขุย” สุ้มเสียงอ่อนโยนกล่าวคำ ก่อนหน้าเป็นนางฝ่ายเดียวที่เรียกมันด้วยชื่อนี้ แต่มิเคยพูดจาเป็นเรื่องเป็นราว หลังสร้างพันธะรับใช้เสร็จสิ้น นางจึงถือโอกาสบอกมันเลยทีเดียว 

         ซึ่งเจ้าตัวดีก็เหมือนชอบอกชอบใจชื่อเรียกที่คุณหนูมอบให้ เลยตอบแทนกลับมาเป็นเสียงกรีดร้องแหลมคมจนฝูอวี้ฉยงนึกขัน นางโบกมือเบา ๆ ให้มันสงบนิ่ง พลางประทับยันต์แผ่นหนึ่งกลางอากาศ ปลดปล่อยแก่นเทียน ๑ แก่นออกมาจากตันเถียน แล้วประทับลงไปกลางหน้าผากของนกตัวใหญ่  

  

         ร่างสูงที่ปกคลุมด้วยขนสีเทามันวาวสั่นสะท้านอย่างตกตะลึง ด้วยขุมปราณที่พุ่งเข้ามาในกายมีพลังมหาศาลเหลือประมาณ มิคิดว่าการผูกพันธะรับใช้นายคนใหม่ จะได้รับผลตอบแทนในทันทีทันใด  

         มาตรว่ามิรู้ว่าที่คุณหนูประทับเข้ามาในร่างมันคือพลังชนิดใด หากพลังนี้กลับสูงส่งกว่าผลซานจาพันปี ที่ช่วยให้มันเลื่อนระดับจากหวงขั้นกลางสู่หวงขั้นสูงและขั้นสูงสุดตามลำดับ แม้แต่เน่ยตันและเลือดเนื้อของพญาอสรพิษดำยังไม่อาจเทียบ ๑ ใน ๑ หมื่นของพลังที่ได้รับเมื่อครู่เลยด้วยซ้ำ 

         “เจ้าเข้าไปในแหวนของข้าแล้วเก็บตัวชักนำพลังดูก่อน หากมีการตัดผ่านจะได้ไม่ต้องกังวลเหตุการณ์ภายนอก”  

         “แหวนอันใดหรือคุณหนู มีแหวนที่สามารถใส่สิ่งมีชีวิตได้ด้วยหรือ” ขนเทาถามความอย่างตื่นเต้น มันรับใช้นายท่านคนเก่ามาหลายปี กลับไม่เคยได้ยินว่าอุปกรณ์จัดเก็บสามารถใส่สิ่งมีชีวิตเข้าไปได้ด้วย ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ยินจากปากของนายหญิงคนใหม่ 

         “ได้สิ” นางว่า พลางก้าวเข้าไปในแหวนหยกขาว ...เมื่อนั้นเจ้าขนเทาถึงกับตาเบิกโพลง ใจเต้นระรัวด้วยอัศจรรย์ที่บังเกิด อยู่ ๆ นายหญิงของมันก็หายไปต่อหน้าต่อตา หากเสี้ยวลมหายใจถัดมามันเองก็ถูกดูดเข้ามาในมิติลึกล้ำ ซึ่งคุณหนูของมันยืนรออยู่ก่อนแล้ว  

         “เจ้าฝึกฝนอยู่ภายใน หากมีสิ่งใดผิดปกติก็ให้เรียกข้า” หญิงสาวเอ่ยคำ มือวาดขึ้นเบา ๆ ก็บังเกิดลูกแก้วกลมใสขนาดใหญ่รัศมีสามจั้งครอบคลุมร่างของต้าขุยไว้ เมื่อรามือลงแนบลำตัวเจ้าตัวก็นิ่งงันไป ด้วยเพราะจับสังเกตได้ว่านางทำบางสิ่งออกไปโดยไม่รู้ตัว  

         เมื่อครั้งแรกที่ก้าวสู่โลกแห่งการฝึกตนก็แล้ว ครั้งที่สร้างกรงน้ำแข็งกักขังมังกรดำ หรือครั้งที่เคลื่อนกายตัดผ่านพื้นที่จากยานมีอา ๖ ไปยังดาวหิน ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นในพริบตา และเกิดขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว คลับคล้ายเป็นสัญชาตญาณบางอย่างที่ใช้ออกเองโดยไม่ต้องผ่านความนึกคิด  

         หญิงสาวเลยเริ่มกังวลว่า ความลับและปริศนาที่ทับถมกันจนเป็นภูเขาลูกย่อม บางทีอาจมีความลับที่ใหญ่กว่าภูเขาลูกนี้ซ่อนอยู่ในตัวนางก็เป็นได้ !!!  

          

          เมื่อไม่มีต้าขุยนำทาง ฝูอวี้ฉยงเลยต้องใช้ความพยายามของตนเอง ด้วยหิมะตกต่อเนื่องแม้ตกโปรยปราย แต่ทุกสิ่งรอบกายกลับขาวโพลนราวกระดาษ หญิงสาวจึงเลือกวิธีเดินทางกลางอากาศ เรือนร่างอรชรโผขึ้นสู่ท้องฟ้าราวปักษาแล่นลม ด้วยระดับฝีมือเช่นนางไม่จำเป็นต้องเว้นช่วงแตะพื้นเพื่อรวมพลังใหม่ แต่สามารถเดินทางบนท้องฟ้าได้ตามใจปรารถนา  

         แม้ฝูอวี้ฉยงผู้นี้จะชาญฉลาดและมากความรู้ แต่นางก็ต้องยอมรับกับตนเองว่านางไม่รู้เส้นทาง ได้แต่มุ่งหน้าไปตามทิศทางที่คาดเดาไว้ อย่างน้อยที่สุดที่นางต้องทำตอนนี้คือหาแหล่งชุมชน หรือไม่ก็จุดพักม้าเพื่อสอบถามเส้นทาง หากโชคดีเจอจุดพักม้าก็คงต้องพึ่งพาร้านเช่าม้าเดินทางลงใต้เพื่อกลับต้าฉิน  

  

         แผนการคร่าว ๆ จึงเกิดขึ้น อย่างแรกสุดที่ต้องทำคือกลับจวนหนานกง อย่างถัดมาคอยติดตามแก้แค้นให้แม่นมซู ลำพังตัวนางเองไม่กระไรนักกับความแค้น เพราะผ่านพ้นประสบการณ์นับหมื่นปี ความคิดความอ่านของนางก็เติบโตขึ้น  

         แม้แต่เมื่อหกปีก่อนตอนที่นางคิดว่าตัวเองต้องตาย ตอนนั้นใจของนางกลับไร้ความแค้น มิยึดติดสิ่งใดให้เป็นบ่วง ความแค้นสำหรับตนเองจึงเป็นเรื่องเบาบางดุจขนห่าน 

         หากความรู้สึกผิดที่ตนเป็นสาเหตุให้แม่นมซูต้องจบชีวิตลง ทำให้นางต้องติดตามคนที่ร่วมมือในแผนการชั่วช้านี้มาลงทัณฑ์ทั้งหมด ...นางมิคิดสังหารพวกมัน แต่จะข่มขวัญให้พวกมันอยู่ด้วยความทุกข์ทรมานทุกลมหายใจที่เหลืออยู่ นี่จึงนับว่าเป็นการแก้แค้นที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าการสังหาร 

         เพราะสังหารแค่ตวัดฝ่ามือก็ปลิดปลงชีวาให้ดับสูญ แต่ข่มขวัญคุกคามจิตใจกลับเป็นไฟดวงน้อยที่ค่อย ๆ แผดเผาชีวิตและจิตวิญญาณของพวกมัน ให้สูญเสียตัวตนไปอย่างช้า ๆ เต็มไปความทุกข์ทรมาน 

  

         ขณะที่ฝูอวี้ฉยงเดินทางอยู่บนฟ้าเกือบ ๑ เค่อ ก็เริ่มรู้ว่าตนเองหลงทางเพราะในรัศมีร้อยลี้เบื้องล่าง มิอาจมองเห็นบ้านเรือนผู้คนแม้เพียงหลังเดียว นางจึงหยุดลอยอยู่กลางฟ้าเพื่อคิดหาหนทาง ..แต่ขณะนั้นเองก็มีเสียงอาวุธฟาดฟันประหัตประหารมาจากที่ไกล ๆ ร่างกายของนางเลื่อนเข้าใกล้ แม้มิคิดสอดมือแต่อย่างน้อยก็เป็นคนกลุ่มแรกที่นางพบตั้งแต่ขึ้นมาจากหุบเหว หากภาพที่เห็นกลับทำให้ใจของนางเกิดความสับสน 

         ผู้คนเกือบห้าสิบคนเบื้องล่างหยิบอาวุธมาโจมตีใส่กัน ทั้งที่พวกเขาทุกคนสวมอาภรณ์สีขาวฟ้าเหมือนกัน มองปราดเดียวก็รู้ ว่ามันเป็นชุดมาตรฐานของสำนักฝึกตนสักแห่ง  

         ริ้วแสงและปราณที่ถาโถมใส่กัน เกิดประกายวูบวาบบอกระดับชัดว่าคนเหล่านี้ล้วนอยู่ในเขตแดนปฐพีขั้นกลาง ไปจนถึงนภาขั้นกลาง เพียงเท่านี้ก็พอให้นางแปลกใจอยู่มากแล้ว ต่อให้ขุนเขาวาตะเป็นเทือกเขาโบราณเต็มไปด้วยปราณธาตุ  

         แต่กลางฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมเส้นทางเช่นนี้ กลับมีคนสำนักเดียวกันยกอาวุธมาฆ่าฟันกันเอง หากนั่นกลับยังไม่ทำให้นางสนใจได้เท่ากับ เด็กหญิงเด็กชายคู่หนึ่งที่กำลังถูกทำร้าย น้องชายถูกพลังซัดเข้าใส่จากชายร่างสูงดูภูมิฐาน ระดับของชายผู้นี้คือนภาขั้นกลางแต่พลังที่แสดงออกมากลับราวกับนภาขั้นสูง 

         “อาวุโสหลิว ท่านบ้าไปแล้วหรือไร เหตุใดทำร้ายเสี่ยวเหมิงเช่นนี้” เด็กหญิงที่คล้ายจะโตกว่าและน่าจะเป็นพี่สาวของเด็กชายที่ถูกทำร้ายจนกระอักเลือด รีบกล่าวด้วยเสียงแผดแหลม  

         หากชายผู้นั้นกลับไม่ตอบคำ ท่าทีก็เชื่องช้า เหม่อลอยเหมือนขาดสติ โดยเฉพาะนัยน์ตาเรียวเล็กที่ถูกปกคลุมด้วยไอม่านสีดำสนิทคล้ายว่าเขาถูกบางอย่างควบคุมไว้ เด็กหญิงพยายามขัดขวางจึงถูกเขาซัดฝ่ามือจนร่างกระดอนไปอีกฟาก  

  

          ขณะเดียวกันการฆ่าฟันในบริเวณใกล้เคียงก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง ฝูอวี้ฉยงมองตามไปก็เห็นพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหิมะถูกแต้มแต่งด้วยหยาดโลหิต เป็นสีสันตัดกัน แม้งดงามแต่กลับน่าสยดสยองยามพบเห็น 

  

         กรี๊ด !!!  

         เสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงคนเดิมดังลั่นป่า กลางหลังของนางมีรอยดาบที่ฟันลงไปอย่างหนักหน่วง โลหิตไหลพุ่งออกจากบาดแผล ขณะที่ด้านหน้าของนางกลับเป็นร่างของน้องชายที่นางกอดเอาไว้ ก่อนหน้านี้นางก็ถูกบุรุษผู้นั้นซัดไปหนึ่งฝ่ามือจนบาดเจ็บหนัก มิคาดว่ายังเอาตัวมารับขวางคมศัสตราให้เด็กชายที่เยาว์ววัยกว่า 

         เพียงครู่ร่างของฝูอวี้ฉยงก็ปรากฏอยู่บนพื้นเบื้องล่าง ด้วยภาพของเด็กหญิงพาให้นางนึกย้อนไปถึงตอนที่จิงเว่ยใช้ร่างปกป้องนางจากหมาป่าขนเงิน แม้ว่าตอนนั้นจิงเว่ยจะบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งแรกอยู่แล้ว แต่กลับเลือกใช้ชีวิตของตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้นางซึ่งเป็นนายต้องบาดเจ็บ  

  

         ภาพของเด็กหญิงที่ปกป้องเด็กชายตัวเล็กไว้จึงสะกิดแผลในใจหญิงสาว นางไม่สนว่าจะสอดมือยุ่งเกี่ยวเรื่องของชาวบ้านหรือไม่แล้ว ตอนนี้รอบกายของเด็กหญิงมีพลังปราณเข้มแข็งคุ้มกันอยู่ ขณะที่นอกปราการชายที่ฟันดาบใส่กลางหลังของเด็กหญิงตัวน้อย ก็ฟาดดาบใส่ปราการอย่างบ้าคลั่ง  

         ฝูอวี้ฉยงผินกายกลับ ย่อร่างลงแล้วหยิบโอสถฟื้นฟูออกมาจากแหวน หนึ่งเม็ดป้อนให้เด็กหญิงที่บาดเจ็บหนัก ส่วนอีกเม็ดก็ป้อนให้เด็กชายซึ่งบาดเจ็บไม่แพ้กัน 

         “ท่านเป็นใคร” เด็กผู้หญิงที่ยังพอมีสติเหลืออยู่เอ่ยถาม ดวงตาก็จ้องมองกลับมาที่คนป้อนยาให้อย่างสงสัย  

         “วางใจเถอะ ข้ามิทำอันตรายพวกเจ้าหรอก” ฝูอวี้ฉยงตอบกลับด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน ยามเมื่อนางยืดกายกลับขึ้นยืน ก็พบว่าเวลานี้ศึกด้านนอกทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หากเมื่อสังเกตด้วยจิตอันตั้งมั่นกลับพบว่ากลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย มีบางคนไร้ลมหายใจเสียแล้ว แต่ทว่ากลับยังหยัดยืนฟาดฟันอาวุธได้ต่อคล้ายมีพลังลึกลับควบคุมเบื้องหลัง 

         นางสะบัดฝ่ามือ ซัดพลังปราณส่งออกเป็นรัศมีกว้างครอบคลุมพื้นที่ จนสามารถหยุดยั้งสถานการณ์ได้ชั่วคราว 

         “พลังอันใดกัน ?” หญิงสาวพึมพำกับตนเองอย่างไม่เข้าใจ ชั่วเสี้ยวลมหายใจถัดมาก็มีเสียงหนึ่งตอบขึ้นว่า 

         “ปราณหลัวช่า[๑]”        

 

  

         ที่ปลายแขนข้างขวาของฝูอวี้ฉยงมีแสงสีขาวส่องขึ้นกลางอากาศ เป็นลักษณะกรวยสี่เหลี่ยมปากบาน ปลายแคบ ใจกลางกรวยนั้นปรากฎเป็นเส้นแสงรูปร่างคล้ายลูกแมวตัวหนึ่ง หะแรกหญิงสาวย่อมแปลกใจว่ามันคืออะไร แต่พอมองดี ๆ ก็ขึ้นนึกได้ว่าตรงข้อมือด้านขวา เป็นอีกจุดที่นางผ่าตัดฝังชิปเข้าไป เจ้าแมวโปร่งแสงร่างอ้วนท้วนคงไม่แคล้วเป็นสิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง  

         นางเองก็ลืมเสียสนิท ตั้งแต่ได้รับมาก็แทบจะลืมไปจากความทรงจำด้วยซ้ำ ด้วยเข้าใจว่ามันมีหลักการทำงานแบบเดียวกับชิปพลังงานชิ้นเดิม ซึ่งฝังในสมองของตนตั้งแต่แรก มิคาดว่ามันจะสามารถแสดงรูปร่างออกมาได้เช่นนี้ด้วย 

         “ยินดีที่ได้พบ มิสฝู โปรดกำหนดชื่อเรียก โปรดกำหนดชื่อเรียก” แมวอ้วนส่งเสียงทักทาย เป็นเสียงของเด็กหญิงวัยสักสิบขวบ แม้เป็นเสียงสังเคราะห์และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเจ้าของ แต่เสียงกลับชัดเจนไร้ความแตกพร่าและฟังดูเป็นธรรมชาติมาก  

         “ชื่อหรือ ? เสี่ยวถงแล้วกัน แล้วเรียกข้าว่าคุณหนู อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นผีโจว” ด้วยเห็นมันรูปร่างอ้วนท้วน ก็พานจะนึกถึงหมูในตำราภาพสัตว์เวท ซึ่งมีสัตว์โบราณชนิดหนึ่งเป็นหมู สามารถฟักไข่มุกออกมาได้ คนเรียกขานว่าจูถุน หรือหมูไข่มุก หากมันมีเสียงร้องประจำตัวว่าถงถง จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าถงถงโดยปริยาย  

         “รับคำสั่ง เสี่ยวถงรายงานตัว” เจ้าแมวอ้วนรับคำ ก็ระบุชื่อของมันเอง พร้อมรับคำสั่งใหม่เข้าระบบปรับแต่งข้อมูล  

         “ปราณหลัวช่าที่เจ้าว่าคือสิ่งใด”  

         “ปราณหลัวช่าย่อมหมายถึงพลังงานชั่วร้ายของพวกอสูร ซึ่งถูกขับออกจากหลิงโจวไปเมื่อแสนกว่าปีก่อน เมื่อตอนสร้างกำแพงเหล่าเฮยกั้นแดน” แม้ฐานข้อมูลของเสี่ยวถง จะเริ่มต้นตั้งแต่พันปีก่อนย้อนขึ้นไปจนถึงตอนที่ติดตั้งแท่นพลังงานแท่นแรก หลังนางเซียนขนนกข้ามมิติไปเมื่อช่วงปลายยุคหลิงโจว แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็เพียงพอจะตอบคำถามที่ฝูอวี้ฉยงสงสัย  

         “หรือว่าเหตุที่คนของ ๔ เผ่าโบราณซึ่งข้ามมาผีโจวเมื่อพันปีก่อน ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเองจะเกี่ยวข้องกับปราณหลัวช่านี้” เพราะเหตุการณ์พันปีก่อนทำให้ ๔ เผ่าสะบั้นไมตรี แท่นพลังงานก็ถูกทำลายจากพลังลึกลับ เป็นเหตุให้ข้อมูลพันปีให้หลังไม่ได้ถูกเก็บรวบรวมไว้  

         “ขอตรวจสอบข้อมูล ๆ” เจ้าตัวอ้วนกลิ้งตีลังกา หมุนวนเป็นจังหวะต่อเนื่องจนหญิงสาวนึกเวียนหัว ยังดีที่มันหมุนเพียงสิบลมหายใจก็หยุดแล้วตอบคำถามของนาง 

         “ยืนยันข้อมูล เป็นพลังงานชนิดเดียวกัน”  

         “แล้วกำจัดได้หรือไม่ แม้ข้าพยายามถ่วงเวลาไว้ แต่เหมือนพลังพวกนี้จะมีอานุภาพรุนแรงไม่น้อย แม้แต่ตอนนี้พวกมันก็พยายามจะทลายปราการหยุดเวลาที่ข้าสร้างขึ้น” 

         “โปรดเรียกขนนกเหล็กออกมา” เสี่ยวถงตอบคำถาม ขณะที่หญิงสาวกำลังสงสัยว่าสิ่งที่เจ้าแมวอ้วนกล่าวถึงหมายถึงสิ่งใด นางครอบครองขนนกเหล็กอะไรนี่ตั้งแต่เมื่อใดกัน 

         “ขนนกเหล็กคือสิ่งใด”  

         มิทันที่จะได้คำตอบกลับคืนมา ป้ายสนิมเขียวยาว ๑ ฉื่อ ก็ลอยออกมาจากแหวนหยกเขียว ดวงตากลมเบิกกว้างมองป้ายที มองแมวที ยิ่งเห็นแมวน้อยพยักหน้ายืนยันยิ่งนึกแปลกใจ ป้ายโลหะเก่าเก็บกลับมีนามเรียกขานอย่างไพเราะว่าขนนกเหล็กเชียวรึ  

         “ขนนกเหล็ก เป็นเทพศัสตราประจำกายของนางเซียนขนนกชุดเขียว คือเทพศัสตราอันดับหนึ่งในทำเนียบผีโจว” แมวน้อยร่ายข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาให้เจ้านายรับทราบ แต่ผู้เป็นนายกลับจิตล่องลอยตั้งแต่คำแรกที่ได้รู้ว่ามันคือ เทพศัสตรา มิหนำซ้ำยังเป็นอาวุธประจำกายของหนึ่งในประมุขทำเนียบเทวะ  

  

         ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อชิ้นนี้ดูจะสั่นประสาทนางได้ดีกว่าที่ประเมินไว้เสียอีก 

  

         “ขนนกเหล็กมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรง แต่กลับมีคุณสมบัติวิเศษคือดูดกลืนพลังอสูรหลัวช่าออกมาจากร่างสถิตได้โดยไม่ทำอันตรายใดแก่ร่างสถิต เมื่อดูดออกมาแล้วจะสามารถทำลายไอชั่วร้ายได้หมดจด”  

         “ปราณหลัวช่าร้ายกาจถึงขนาดต้องใช้เทพศัสตราเลยรึ”  

         “คุณหนู ท่านควรทราบว่าเหตุที่หลิงโจวต้องแยกหวงไห่เป็นสิบสมุทร ก็เพราะจอมอสูรหลัวช่าผู้นี้”  

  

  

********** 

  

** ขอบคุณทุกความเห็นและกำลังใจ เรื่องราวเผยเบาะแสออกมาเรื่อย ๆ ภัยร้ายปรากฏขึ้น เป็นภัยคุกคามที่แม้แต่ดาวหินในโลกอนาคตยังเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่นส่วน สิ่งที่รอเสี่ยวฉยงอยู่ยังมีอีกมาก ขอบคุณทุกกำลังใจที่เอาใจช่วยเสี่ยวฉยง  

  

** ฝาก E book ด้วยนะ ใน Meb วันนี้ลดเป็นวันสุดท้าย ขอบคุณจ้ะ 

   

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjU2MTQwNiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6Ijk4OTE2Ijt9 

 ZHMX

 

 

[๑] หลัวช่า คือ รากษส หรืออมนุษย์ชนิดหนึ่ง ชั่วร้าย ชอบกินคน รากษสที่คนไทยน่าจะรู้จักดีคือ ทศกัณฐ์ เป็นราชาแห่งรากษส มิใช่ยักษ์ดังที่เข้าใจกัน อีกตนหนึ่งก็คือ นางผีเสื้อสมุทร ในพระอภัยมณี ซึ่งเป็นรากษส เช่นกัน ส่วนทางฝั่งจีนที่น่าจะคุ้นหูกันคือ องค์หญิงพัดเหล็ก ในไซอิ๋ว เป็นนางรากษส  ทั้งผีเสื้อสมุทรและองค์หญิงพัดเหล็กต่างมีความสามารถแปลงกายให้งดงามได้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}