วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 9
แบบอักษร

 

นับ 9 

“เฮ้ออ โคตรอิ่ม”

พอเสียบคีย์การ์ดเปิดประตูห้องเข้ามา ผมก็เดินไปทิ้งตัวนั่งยืดแขนยืดขาบนโซฟาทันที กลิ่นสะอาดๆ ในห้องทำให้จมูกยิ่งได้กลิ่นเนื้อย่างเตาถ่านฉุนๆ ลอยมาตามเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองชัดกว่าเดิม รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวนิดหน่อย แต่เพราะยังแน่นท้องเลยไม่มีอารมณ์ลุกไปอาบน้ำ

“เหม็น...”

“ถอดเสื้อนอกออกสิครับ” นับสิบเดินตามหลังมาหยุดตรงหน้า ก้มลงรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตที่ผมสวมอยู่ให้

ผมมองตามมือหนาที่ประกอบไปด้วยนิ้วเรียวยาวเป็นลำเทียนสวยค่อยๆ เคลื่อนลงต่ำ จากนั้นเมื่อย้ายมาดึงสาบเสื้อออกก็ขยับตัวอำนวยความสะดวกอย่างว่าง่าย

ตายังมองมือคู่นั้นที่วางผ้าลงในตะกร้า ถามเสียงเนือยอย่างคนขี้เกียจ “พรุ่งนี้วันเสาร์ มีถ่ายรึเปล่า”

“ไม่มีครับ”

“อ้อ”

พรุ่งนี้ผมมีนัดดื่มกับพวกไอ้ตั้ม จากวันก่อนที่มันไลน์มาถามเรื่องวันสะดวก สุดท้ายก็สรุปเป็นวันเสาร์หลังสามทุ่ม สถานที่คือเลานจ์โรงแรมแห่งหนึ่ง ไอ้ตั้มมันเล่าให้ฟังตอนกินเนื้อย่างไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาว่าเป็นโรงแรมที่ไอ้ต่อทำงานอยู่ เลยจองห้องวีไอพีพร้อมส่วนลดค่าห้องสิบเปอร์เซ็นต์มาได้

ไม่ได้ดื่มนานแล้วด้วย แถมได้เจอเพื่อน ผมเลยรู้สึกตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน วันสองวันมานี้ผมเลยกาวันหยุดเอาไว้เรียบร้อย ส่วนอาทิตย์หน้า... จริงสิ

“สิบๆ”

“ครับ?”

“หาห้องได้ยัง”

“ห้อง?” วงหน้าหล่อเอี้ยวมามองผม คิ้วเข้มขยับขึ้นสูงเหมือนกำลังไม่เข้าใจ “ห้องอะไรครับ”

เป็นคำถามกลับที่เล่นเอาคิ้วผมเป็นโบว์ทันที เดี๋ยวนะ อังคารหน้าก็จะครบเดือนแล้ว ท่าทางงี้อย่าบอกนะว่า... 

“ยังไม่ได้หาเหรอ มันจะครบเดือนแล้วนะ”

“ครบเดือน...” เสียงทุ้มทวนแผ่วๆ จากนั้นเหมือนเจ้าตัวจะนึกได้ สีหน้าถึงได้เปลี่ยนไป

“ลืมเหรอ”

“นั่นสิครับ ผมลืมไปเลย”

ท่าทางนับสิบจะลืมจริงๆ เพราะสังเกตได้จากท่าทีของเขา

“อ้าว แล้วจะหาห้องทันมั้ย”

พอถูกถามแบบนี้นับสิบก็นิ่งไปเล็กน้อย เหมือนกำลังใช้ความคิด ตอนถามอีกฝ่ายยืนอยู่ใกล้ๆ กับประตูส่วนห้องครัว ผมเลยไม่เห็นหน้าไม่รู้ความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่าย ถึงปกติแล้วจะอ่านสีหน้าไม่ออกอยู่แล้วก็เถอะ

“เป็นไรมั้ยเนี่ย” พอร่างสูงยังเงียบผมเลยถามซ้ำอย่างเป็นกังวลแทน

เอาไงดี หรือผมควรจะให้เด็กมันอยู่ต่ออย่างที่ไอ้ตั้มบอกจริงๆ

“ครับ คงต้องหาวิธีอื่น”

“วิธี? อ้อ อืม ยังมีเวลาอีกสองสามวัน”

หูได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาแผ่วๆ เหลือบสายตามองก็เห็นแค่ท้ายทอยและบ่าแข็งแรง หมายเลขสิบแปดยังยืนหันหลังอยู่ ผมมองแล้วพลอยเครียดไปด้วย

ผม... ใจร้ายเกินไปรึเปล่าวะ

“ที่ผมมาอยู่ด้วย คุณจีนลำบากใจรึเปล่าครับ”

“หืม?”

จู่ๆ นับสิบก็หันมามอง ก้าวช้าๆ มาหยุดห่างไปไม่ไกล “ผมได้รบกวนอะไรคุณจีนรึเปล่า”

“เฮ้ย รบกวนอะไร เคยบอกไปแล้วนี่ว่าไม่ได้กวน”

“มีผมอยู่ด้วย คุณจีนรู้สึกยังไงบ้างครับ”

ผมกะพริบตาปริบๆ มองสีหน้านิ่งเรียบแต่เหมือนตั้งใจรอคำตอบของคนถามแบบงุนงง “เดี๋ยวนะ รู้สึกยังไง?”

“ครับ”

“ก็รู้สึก...”

รู้สึกอะไรวะ... ก็รู้สึกว่านับสิบเป็นเด็กดีน่ารัก ตอนแรกลำบากใจ แต่ตอนหลังไม่มีเลยเพราะอีกฝ่ายไม่ได้รบกวนหรือมายุ่งวุ่นวายอย่างที่คิดไว้แต่แรก

“ก็ดี” สุดท้ายผมก็ตอบกลับไปได้แค่นี้

“ก็ดี?”

“อือ”

“แค่นี้เหรอครับ”

“แล้วมันต้องแค่ไหนอ่ะ ดีมากกก นายเป็นเด็กดีมาก ช่วงนี้ฉันไม่ต้องจ้างแม่บ้านเลย ยอดเยี่ยม!”

“...” คนฟังนิ่งไป นิ่งพักใหญ่เลย สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเบาๆ “คุณจีนนี่...”

“...”

“น่ารัก”

“...”

บ้าบออะไรขึ้นมาอีกล่ะ

“โอเคครับ ก็ดีก็ก็ดี” พูดมาถึงตอนนี้ สีหน้าเคร่งเครียดจางๆ ของนับสิบก็หายไป นัยน์ตาคมจ้องมองมาทางผมนิ่ง แต่เรียวปากหยักเข้ารูปน่าอิจฉาขยับน้อยๆ เป็นรอยยิ้ม เปลี่ยนท่าทีรวดเร็วจนผมปรับตัวตามไม่ทัน

แต่ออร่าของนับสิบทำเอาละสายตาลำบากอย่างทุกที สุดท้ายพออีกฝ่ายเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนจะแปลกใจว่าทำไมผมถึงเหม่อจ้องหน้าตัวเองอย่างนั้นนั่นแหละ ถึงได้ลนลานเบี่ยงหนี

“เอ่อ... อืม ก็ดี”

“ครับ ก็ดี ...แต่ถ้ามากกว่านี้ก็คงจะดีกว่านี้นะครับ”

อีกฝ่ายว่ายิ้มๆ แต่เป็นคำพูดที่ชวนงงสิ้นดี คิ้วผมยังคลายออกจากกันไม่ได้ แต่ขี้เกียจจะเอาสมองไปวกวนมึนงงตามคำพูดของหมายเลขสิบแปดแล้ว ถึงได้เปลี่ยนหัวข้อ “แล้วตกลงห้องนายล่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ไม่เป็นไรได้ไง หาไม่ได้แล้วจะนอนที่ไหน”

นับสิบยิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย “เป็นห่วงเหรอครับ”

“เอ้า ก็ใช่ดิ”

“ไม่ต้องห่วง ผมบอกแล้วว่าไม่เป็นไร”

“แน่นะ”

“แน่ครับ”

“โอเค ถ้านายว่าอย่างนั้นก็ตามนั้น” ผมพยักหน้า

เริ่มจะเบาใจขึ้นมาหน่อย ถึงนับสิบจะน่าเป็นห่วง แต่เด็กนี่ก็ไม่ได้มีผมคอยดูแลแค่คนเดียวสักหน่อย ยังมีครอบครัว มีไอ้ตั้ม แล้วก็เจ๊ตามพี่สาวตั้มมันอีก ไม่มีทางหรอกที่จะถูกปล่อยให้ไประเหเร่ร่อนอยู่ข้างนอกคนเดียวน่ะ

ผมเตรียมจะเข้าห้องไปอาบน้ำล้างกลิ่นเนื้อย่างฉุนๆ ออกไป ตอนที่เดินผ่านร่างสูงก็หยุดเล็กน้อย เบี่ยงตัวยื่นหัวเข้าไปใกล้อีกช่วงเพื่อเอ่ย “เหลืออีกไม่กี่วัน ข้าวของก็เก็บเตรียมไว้ก่อนเลยนะ จะได้ไม่ฉุกละหุก”

“ไม่ต้องหรอกครับ”

“อ้าว ไม่ต้องได้ไง ระหว่างนี้เก็บวันละนิดวันละหน่อยก็ยังดี”

“คุณจีนรีบไล่ผมจังเลยนะ”

“เฮ้ย เปล่าไล่นะ” ผมรีบสวน ถึงสีหน้าของนับสิบตอนที่พูดประโยคนี้จะยิ้มน้อยๆ ดูไม่ได้จริงจังก็เถอะ “ฉันพูดเพราะให้เตรียมพร้อมไว้เฉยๆ นายก็ใช่ว่าจะว่างนี่ เดี๋ยวมีถ่ายซีรีส์เดี๋ยวก็ต้องไปมอ”

ร่างสูงตอบรับ ยังคงรอยยิ้มแบบเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง...

 

บอกเลยว่า การนัดไปข้างนอกดึกๆ ดื่นๆ หรือกินข้าวมื้อค่ำสำหรับผมแล้วไม่ได้เป็นอุปสรรค์เลยสักนิด แต่งนิยายอยู่กับห้องทำให้ผมเป็นคนนอนไม่ตรงเวลาอยู่แล้ว ไอ้นอนไม่ตรงเวลาส่วนมากก็นอนเช้าตาสว่างมืดอ่ะแหละ เพราะฉะนั้นเช้าวันเสาร์ทั้งวันผมก็ขลุกอยู่แต่บนเตียงนุ่มๆ ตื่นอีกทีก็ทุ่มกว่าๆ มีแรงมากมายพอให้ออกไปไหนมาไหนหลายชั่วโมง

สิ่งที่ทำอย่างแรกเมื่อลืมตาคือชะโงกหัวมองลอดกรอบประตูไปด้านนอก ด้วยความอยากรู้ว่านับสิบอยู่รึเปล่า แต่พอเห็นว่ามืดสนิท ก็เดาว่าอีกคนคงออกไปเที่ยวเล่น ไม่ก็พักผ่อนอยู่ในห้อง

ผมนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียงอีกพักใหญ่ๆ ...ชีวิตสโลว์ไลฟ์ไม่ต้องรีบ ผ่านไปอีกชั่วโมงถึงได้ค่อยๆ ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว สถานที่นัดเป็นเลานจ์โรงแรมเลยเลือกเสื้อที่ค่อนข้างสุภาพหน่อย เป็นสูทแฟชั่นทับเสื้อเชิร์ตสีสะอาดตา หยิบข้าวของส่วนตัวแล้วเดินไปเลือกรองเท้าสักคู่ลงมาจากชั้น

เห็นรองเท้าคู่หนึ่งของนับสิบหายไปจากที่วาง... อ้อ ออกไปข้างนอกสินะ 

♫~

จังหวะที่กำลังสวมรองเท้า มือถือในกระเป๋ากางเกงก็แผดเสียงดังลั่นจนเจ้าของมันแม่งยังสะดุ้ง พอหยิบขึ้นมาดู คำว่า ‘แม่’ ที่เมมฯ ไว้ก็ทำให้ขยับคิ้วอย่างแปลกใจ

“ครับ”

(ทำไรอยู่หืม) เสียงเป็นเอกลักษณ์ที่ดังลอดมาทำให้ผมอดจะยิ้มเล็กๆ ไม่ได้ หยุดใส่รองเท้าแล้วขยับตัวไปใช้เอวพิงตู้วางแทน (เพิ่งตื่นอีกล่ะสิ)

“ตื่นตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้ว กำลังจะออกไปหาอะไรกินครับ”

(เพิ่งจะออกไปกินข้าว?)

“ครับ กำลังจะเปิดประตูห้องเลยเนี่ย”

(ปรับๆ เวลานอนบ้างก็ดีนะจีน คนเขานอนเราตื่นแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน) รับสายได้ไม่ถึงห้านาทีแม่ก็เริ่มบ่น

“ก็จีนแต่งนิยายนี่”

(ไม่ต้องมาข้ออ้าง แต่งนิยายกลางวันก็ยังได้)

เสียงบ่นแต่แทรกความเป็นห่วงไว้เต็มเปี่ยมของแม่ไม่ได้ทำให้ผมนึกรำคาญเลยสักนิด ได้แต่เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะกลับไปเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายคิดมาก “อ้าววว แม่ไม่เคยเป็นเหรอ ดึกๆ แล้วมันจะดีด สมองแล่น”

(แม่ไม่เคยเป็น)

“แก่แล้วเปล่า”

(เดี๋ยวเหอะ อยู่ใกล้ๆ แม่จะตบให้หัวแด๊นซ์)

วะ ใช้คำวัยรุ่นซะด้วย ตั้งแต่ซื้อไอแพดนี่ไฮเทคขึ้นไม่น้อยเลย

ผมยิ้มกว้าง “แล้วเป็นไงมั่งอ่ะ ตาล่ะครับ ดีขึ้นบ้างรึยัง”

(กลับมาเดินเหินสะดวกแล้ว ตั้งแต่ครั้งก่อนที่จีนมาเฝ้าก็ถามอยู่บ่อยๆ ว่าจะแวะมาอีกมั้ย)

“อ้อ...”

ถึงจะไลน์ไปถามอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้แวะไปหาเลย

ที่จริงแล้ว... ผมก็ไม่ได้สนิทกับญาติๆ เท่าไหร่นัก เมื่อก่อนก็เคยไปเล่นที่บ้านญาติอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้น มีหน้าที่การงานของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งห่างก็ยิ่งเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกที

(เมื่อไหร่จะกลับมาได้ฮึ)

“แม่อย่าพูดเหมือนจีนเป็นพวกไม่กลับบ้านดิ”

(แล้วกลับมั้ยล่ะ)

“กลับบบบ กลับครับกลับ”

(ให้มันจริงเถอะ นี่ตอนแม่ไปแอโรบิกเช้าๆ กับป้าอร ป้าอรก็ถามหาทุกวัน)

“ป้าอร? อ้อ จีนไม่ได้ไปหาป้าอรนานแล้วนี่นา”

(อืม กลับมาบ้างนะ ก่อนกลับก็ไลน์มาบอกแม่หน่อย)

“แม่จะทำกับข้าวรอใช่ป่ะ จีนจะได้รีเควสต์เมนู”

(เปล่า แม่จะฝากจีนไปต่อแถวซื้อเค้กฝอยทองเจ้าประจำกลับมาให้)

“...”

ผมแกล้งเงียบเหมือนงอนใส่ปลายสาย แม่เลยรีบง้อด้วยการบอกว่าจะทำแกงจืดกระเพาะปลาของโปรดให้ เท่านั้นแหละถึงได้หัวเราะก๊ากออกมา แกถามนั่นถามนี่อย่างที่มักทำเป็นประจำอีกนิดหน่อย สุดท้ายก็วางสายไปดูละครภาคค่ำ

ทีแรกยังมึนๆ อึนๆ เพราะเพิ่งตื่นอยู่บ้าง แต่พอได้คุยกับแม่แล้วอารมณ์ก็ดีขึ้นเยอะ ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองกำลังจะออกไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนเก่าสมัยมหา’ลัย บอกแค่ว่ากำลังจะออกไปหาอะไรกินเท่านั้น ถึงจะโตแล้ว อายุก็ตั้งขนาดนี้แล้ว แต่รู้ดีว่าแม่ก็ยังไม่วายเป็นห่วงผมเหมือนที่ผ่านมา ...เดี๋ยวต้องหาวันกลับไปบ้านบ้างแล้วจริงๆ

ก้าวขึ้นรถปุ๊บ พอดีกับที่ไอ้ตั้มโทรมาบอกว่ามันกับคนอื่นๆ ถึงกันหมดแล้ว ดูจากเวลามาถึงก่อนเกือบๆ สามสิบนาทีเลย ท่าทางพวกนั้นตื่นเต้นรีบร้อนกันอยู่เหมือนกัน

จากคอนโดฯ ไปโรงแรมที่ว่าค่อนข้างไกลอยู่ ถึงจะถึงเป็นคนสุดท้ายแต่ก็ทำเวลาได้ดี ยังไม่เลยเวลานัดที่นัดกันไว้

“ไอ้จีนมาแล้วเว้ยๆ”

“ไอ้จีน”

“ไอ้จีนว่ะ”

เปิดประตูปุ๊บ เสียงแรกที่เด่นๆ ดังๆ คือไอ้ตั้ม จากนั้นตามด้วยการทักทายเรียกชื่อผมของคนอื่นๆ

ได้เจอเพื่อนเก่าๆ ผมเองก็อดจะยิ้มกว้างไม่ได้ “ไง”

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เฮ้ย มาๆ นั่งๆ สั่งอะไรแล้วค่อยคุยกัน นี่มึงกินข้าวมารึยัง” คนที่ถามผมด้วยท่าทีใส่ใจเป็นพิเศษคือไอ้ต่อ คนที่ทำงานที่โรงแรมนี้ และขอส่วนลดห้องวีไอพีมาให้

เจ้าตัวใส่สูทเต็มยศ ผมตัดสั้นเป็นระเบียบกว่าตอนเรียนมหา’ลัยเยอะ จำได้ว่าเมื่อก่อนมันเป็นคนเฮฮาไม่เอาการเอางาน ขี้เกียจสุดแล้วในเซค แต่ดูตอนนี้ดิ แต่งตัวภูมิฐานมีอาชีพมั่นคงทำจนน่าอิจฉา ส่วนถัดไปทางซ้ายมือมันคือหวาน ผู้หญิงที่เคยห้าวๆ ใส่พลีทคู่รองเท้าผ้าใบวันนี้กลับสวมเดรส มือทั้งคู่จับกันจนทำให้รู้ว่าที่ไอ้ตั้มบอกว่าพวกมันคบกันเป็นเรื่องจริง

ผมกับตั้มไม่ใช่เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน สามคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกลุ่มไอ้ตั้ม เพื่อนสนิทกลุ่มผมก็มี แต่ด้วยความที่คบได้กับทุกคนในเอก รู้จักใคร ใครชวนไปไหนก็ไป เลยพอจะสนิทกับพวกนี้ผ่านทางไอ้ตั้มเนี่ยแหละ

“ยังเลย เพิ่งตื่นเนี่ย”

“โห ตื่นอะไรป่านนี้ล่ะพ่อคุณ” ตามด้วยไอ้จิม ไอ้นี่หน้าตาไม่เปลี่ยนมากที่สุดละ จะมีก็แต่ขนาดหุ่นและโครงหน้าที่เข้มขึ้นจากการไว้หนวดเครา “ตื่นแล้วแดกเหล้าเลย ได้ใจจริงๆ”

“บ้าดิ เอามาสั่งอย่างอื่นด้วย”

ผมชี้ไปทางเมนูปกดำมะเมื่อมข้างมือไอ้ต่อ เรื่องเครื่องดื่มให้มันจัดการไป ตัวเองจิ้มเมนูสั่งพวกทาปาส[1] คานาเป้[2]มาให้ด้วย เนื่องจากไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์ตอนที่ท้องยังว่างๆ

“ก่อนมึงมาพวกกูคุยกับไอ้ตั้ม มันบอกว่ามึงทำงานเขียนนิยาย สบายเลยดิ”

“ไอ้สบายก็สบายตรงได้อยู่กับบ้าน แต่เวลาเขียนคิดงานก็เครียดอยู่”

“ไอ้ตั้มบอกว่านิยายจีนโคตรดัง ถูกซื้อไปทำเป็นซีรีส์ด้วย” หวานว่าต่อ

“อืม”

“เป็นนิยายเกย์...”

“...แฮ่ม” รีบแทรกเสียงขึ้นมาก่อนเพื่อนจะพูดจบ

สัดตั้ม! ผมหันขวับไปทางไอ้ปากสว่างที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยับเท้ากระทืบใส่มันไปที

กับคนอื่นความอายอาจจะหายไปแล้ว แต่กับพวกเพื่อนๆ ผมยังหน้าบางอยู่หลายส่วน

“เม้าท์เพลิน แหะๆ”

“เพลินพ่อง มีมีดกูจะแทงมึงให้แว่นแตก”

“โหดจังวะ” ไอ้ต่อที่ได้ยินหัวเราะ

“แล้วๆๆ ได้ยินมาว่าน้องสิบเล่นเป็นพระเอกให้ด้วยนี่”

“สิบ...?” ผมเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย “อ้อ ใช่”

“รอดูเลยเนี่ย ออกอากาศตอนแรกเมื่อไหร่มาบอกด้วยนะ”

“ไว้จะไลน์ไปบอกละกัน”

“ดีอ้ะ น้องสิบเล่นซีรีส์เรื่องแรกด้วยนะ เรื่องของจีนพอดีเลย” จากนั้นไอ้หวานก็กลายเป็นพร่ำเพ้อถึงนับสิบเป็นการใหญ่ ผมเลยได้รู้ว่าพวกเพื่อนๆ ก็เคยเจอนับสิบตัวเป็นๆ มาแล้วหลายครั้ง พูดอยู่หลายนาทีจนแฟนอย่างไอ้ต่อถลึงตาหน้าบูด

“จะพูดอะไรถึงไอ้เด็กนั่นเยอะแยะ ไอ้จีนอุตส่าห์มาเจอ พูดถึงไอ้จีนดีกว่า”

“ไอ้ต่อ แกอย่ามาพาลใส่น้องสิบของฉัน!”

“พาลตรงไหน คิดว่าหล่อ... โอ๊ย!”

“...”

จากนั้นมันก็ตบตีกัน...

ผมไม่ได้สนใจประเด็นหัวข้อเรื่องนับสิบที่หวานพูดเท่าไหร่ เรื่องหน้าตาบ้าง การแสดงบ้าง อาจเพราะตอนนี้อาศัยอยู่กับอีกฝ่ายก็ได้ เลยรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นอะไรที่ผมคุ้นเคยดีอยู่แล้ว จะสนใจกับเรื่องชีวิตความเป็นอยู่หลังจบมหา’ลัยของพวกเพื่อนๆ มากกว่า พอแชร์เรื่องเก่าๆ กันบ้างก็หลุดหัวเราะลั่นห้องวีไอพี

“อีกแก้วมา เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง”

“งั้นแก้วหน้ากูเอง! วอดก้ากับอะไรดี เต็มที่หน่อย เผื่อแอลกอฮอล์ทำมึนๆ แล้วจะคิดพล็อตนิยายเกย์ออก”

ผมเกือบพ่นแอลกอฮอล์ ฝืนกลืนลงคอกะทันหันลงไปได้ก็เล่นเอาแสบร้อนไปหมด “เชี่ยจิม ถ้ามึงไม่บอกว่าจะเลี้ยงนะ กูจะแทงมึงเป็นรายต่อไป”

คนจะโดนแทงเกาหัวแกร่กๆ “เอ้า กูไม่ได้เจตนาจะล้อมึงนะเว้ยที่พูดเนี่ย”

“บ้าบอ”

“พูดถึงเรื่องนี้... กูถามได้ป่ะ อย่าโกรธนะเว้ย” ไอ้ต่อมันวางแก้วลงบนโต๊ะ “มึงเปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่เมื่อไหร่วะ สมัยมหา’ลัยไม่เห็นมึงมีแฟนสาวก็จริง แต่มึงก็เคยไปหลีๆ สาวกับพวกกูอยู่ รึว่าหลังจากเรียนจบมึงก็มีแฟนหนุ่ม?”

แฟนหนุ่ม? ผมเบิกตาโต “สัด! กูไม่ได้เป็นเหอะ”

“อ้าว แต่มึงเขียน...”

“เขียนก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมั้ยล่ะเวร ผู้ชายจะเขียนนิยายประเภทนี้ไม่ได้รึไง”

“ไม่ใช่ไม่ได้ แต่กูไม่เคยเห็นนี่หว่า”

“ก็มีกูนี่ไง”

“กับมึงนี่กูยิ่งคาดไม่ถึงเลย” มันทำสีหน้าแปลกใจ ต่อมาเมื่อผมเล่าความเป็นมาให้ฟังสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยุ่ง ในน้ำเสียงมีแววเห็นอกเห็นใจปะปนอยู่ “เขียนแนวไม่ถนัด ต้องทำตามที่คนอื่นบังคับ มึงโอเคเหรอวะ”

“คนอื่นไม่ได้บังคับกู ความอยู่รอดต่างหากที่บังคับ”

“อื้อหืออ มีหลักการ แต่พอเลย พอๆ เรื่องนี้พอดีกว่า เครียดไรก็ดื่มให้สะใจแม่ง พรุ่งนี้วันอาทิตย์ด้วย มาๆๆ”

ว่าแล้วมันก็เลื่อนแก้วที่พนักงานเพิ่งเคาะประตูยกมาเสิร์ฟให้

นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จำนวนแก้วและอาหารกินเล่นที่สั่งก็เริ่มจะเยอะขึ้นๆ ถ้าพนักงานไม่มาเก็บไปบ้างคงล้นโต๊ะ เพราะไม่ได้เจอกันนานหลายปี พอคุยเรื่องนี้จบ ประเด็นสนทนาเรื่องใหม่ก็ถูกจุดขึ้นมาต่ออย่างง่ายดาย คุยไปดื่มไป ผมก็เพลินจนไม่รู้ว่าตัวเองกลืนน้ำเมาเข้าไปกี่แก้วต่อกี่แก้วแล้ว

จากสติแจ่มใสดี หัวก็เริ่มมึน กลายเป็นตอนนี้รู้ตัวแค่รางเลือนว่าไอ้พวกเพื่อนพยายามคะยั้นคะยอให้ยกแก้วต่อไป แต่ผมเลื้อยเอกเขนกไปตามแนวโซฟา

“ไอ้จีน มา”

“เฮ้ย พอได้แล้วมั้ง ปกติมันก็ไม่ได้คอแข็งอะไรอยู่แล้ว เป็นงูแล้วเนี่ย”

“ได้อีกน่า มาๆ”

“พอเลย มันเมาแล้วน่ารำคาญจะตายห่า”

...ไม่รู้เสียงใครเป็นเสียงใคร แต่ได้ยินเสียงงุ้งงิ้งๆ ลอดเข้ามาไม่หยุด เหมือนมีใครบางคนจับมือผมแล้วยัดแก้วเย็นๆ มาให้ แต่สัมผัสได้แค่แว้บเดียวก็ถูกดึงออกไป แต่แล้วก็ยัดเข้ามาใหม่

“มา!”

ผมไม่ปฏิเสธ รีบยกแก้วขึ้นแนบริมฝีปากทันที ดื่มไปได้แค่นิดหน่อยก็ถูกดึงออกไปจากมืออีกรอบ

“ไอ้ห่านต่อ! แล้วใครจะไปส่งมันละทีนี้ จะให้เปิดห้องนอนนี่ราคาก็ถูกๆ ซะที่ไหน”

“มึงก็ไปส่งไง”

“เชี่ย วันนี้กูไม่ได้เอารถมา มึงก็รู้”

“เอารถไอ้จีนไปก่อนดิวะ”

“แบบนั้นก็ได้อยู่ แต่พรุ่งนี้กูมีงานด่วนต้องบินไปดูเด็กถ่ายแบบที่เกาะช้างนู่น ไม่มีเวลาเอามาคืนมันอีก”

ได้ยินเสียงพูดเป็นเชิงลำบากใจนิดๆ มาจากข้างตัว ผมก็เอ่ยอย่างอดไม่ได้ “ไรวะไอ้ตั้ม กูรบกวนมึงมากเลยว่างั้น”

ทีแรกคิดว่าเสียงตัวเองจะขุ่นเคือง แต่กลับเป็นลากยานเล็กน้อยเหมือนคนไม่มีแรง มองเห็นหน้ามันแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะเปลือกตาหนักอึ้ง “แค่คอนโดฯ กูเองงง ทีมึงเอาคนมาทิ้งไว้กูยังไม่ว่าอะไรเลย”

“เฮ้ย ไม่ได้รบกวนๆ มึงไม่เคยรบกวนกูเลย แต่กูไม่เอารถมาไง”

“หือ” คิ้วผมคลายออกเล็กน้อย “มึงขายรถแล้วเหรอ”

“เอิ่ม เปล่า กูไม่ได้ขาย กูให้เลขาฯ เจ๊ที่บริษัทยืมไปทำธุระเฉยๆ”

“เสียดาย มึงบอกรถนั้นใช้เงินที่เก็บตั้งนานซื้อ ทำไมขายล่ะ”

“กูไม่ได้ขายยยย”

ผมขยับตัวไปทางมัน แต่ไม่อยากรีดแรงออกมาใช้ เลยยึดแขนมันไว้แล้วเบียดทิ้งน้ำหนักไปทั้งหมดซะเลย พอได้จับเนื้อตัวร้อนๆ ที่แนบกับผิวหนังผมที่ต้องนี้ก็ร้อนๆ จนแทบไหม้

“โอ๊ย ฮ่าๆ ไอ้จีน กูจั๊กจี้ นั่งดีๆ ก่อนสัด”

“ไอ้ตั้ม เด็กดี... เด็กดี กูรักมึง”

“...”

“ทำไมเงียบ... มึงไม่รักกูรึไง”

“ไม่ๆ รักสิ กูรักมึงๆ” มันว่ากลับ มือยกขึ้นมาตบหัวผมแปะๆ การตอบโต้น่าพอใจนั่นทำให้ผมหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างอารมณ์ดี ยิ่งได้ยินเสียงไอ้จิมมันหัวเราะแทรกมาด้วยก็ยิ่งขำ ...ว่าแต่ขำอะไรวะ?

“ไอ้จีนแม่งยังเมาได้ปัญญาอ่อนเหมือนเดิม เดี๋ยวโมโห เดี๋ยวหัวเราะ เพราะงี้ป่ะวะมันถึงเป็นนักเขียนได้”

“กูว่ารีบพามันกลับเหอะ”

“เออ ไอ้จีน กลับบ้านเหอะป่ะ” เป็นไอ้ตั้มที่หันมาเรียกผม

“หือ กลับ? อืม กลับก็ได้”

“มึงกลับกับคนอื่นก่อนนะ แล้วค่อยกลับมาเอารถ เคมั้ย? เดี๋ยวให้ไอ้ต่อบอกยามเขาไว้ให้”

“ได้ๆ มาดื่ม!”

“ไม่ๆ ไอ้จีน ไม่ดื่มแล้ว เอาแก้วมานี่!” ใครสักคนที่พูดขยับตัววุ่นวายจากนั้นดึงของในมือผมออกไป ไหล่ผมถูกกดไม่เบาไม่แรงนักให้พิงนิ่งอยู่กับเก้าอี้ “เดี๋ยวให้ไอ้จิมไปส่ง กูบอกที่อยู่บ้านให้มันแล้ว พอถึงแล้วเอาคีย์การ์ดให้มันด้วย”

“ไอ้จิม? ใครจิม? จิมไม่มีคีย์การ์ดกูสักหน่อย...” ผมส่ายหน้าช้าๆ “แต่หมายเลขสิบแปดมี”

“หมายเลขสิบแปด ใครวะ”

“ไม่รู้ รุ่นน้องที่สำนักพิมพ์มันมั้ง”

“ไม่เอาจิม กูจะโทรให้หมายเลขสิบแปดมารับ” ว่าแล้วผมก็ดึงมือของคนที่จับไหล่ตัวเองไว้แน่นออก จากนั้นเอื้อมมือที่ป้อแป้ไม่มีกระดูกไปทางโต๊ะ คว้าหยิบมือถือขึ้นมาสแกนนิ้วด้วยความเคยชิน

หนังตาหนักๆ ทำให้มองจอไม่ค่อยชัด แต่ก็เข้าประวัติการโทรกดเลือกหมายเลขล่าสุดได้สำเร็จ

“หมายเลขสิบแปด อ้าว ยังไม่รับ”

“ไอ้จีน มึงไหวนะ”

ผมไม่สนใจเสียงบ่นและสายตาของเพื่อนที่มองมา หูได้ยินเสียงตู๊ดตู๊ดอีกไม่กี่จังหวะก็เป็นเสียงกดตอบรับ เสียงนุ่มทุ้มเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกชื่อผมเป็นอย่างแรกทำให้ปากยิ้มกว้างทันที

(คุณจีน)

“สิบ”

(ว่ายังไงครับ ตอนนี้อยู่...)

“มารับหน่อย”

(...) พอผมว่างั้น ปลายสายก็เงียบไปครู่หนึ่งเหมือนจะแปลกใจ (อยู่กับใครครับตอนนี้ ที่ไหน)

“อยู่กับเนี่ย... อืม ใครนะ”

(นี่เมาเหรอครับ)

“เมา? เปล่า ไม่ได้เมา”

(เมาสินะ ตกลงอยู่ไหนครับ)

“อยู่โรงแรม...”

(โรงแรม? อยู่โรงแรม? ...กับใคร)

“ก็ไอ้ตั้มไง”

(พี่ตั้ม?) เสียงหล่อๆ ของนับสิบพึมพำตอบกลับมา (อ้อ แล้วจะกลับรึยังครับ)

“อืม”

(เดี๋ยวผมไลน์ถามโรงแรมกับพี่ตั้มเอง คุณจีนก็ไม่ต้องดื่มแล้วนะ เข้าใจมั้ย)

“อืมม” ผมลากเสียงตอบ พอได้ยินเสียงว่าตักเตือนแกมเป็นห่วงของหมายเลขสิบแปดแล้วก็รับคำอย่างว่าง่าย ใจจริงรู้สึกอยากจะคุยอีกหน่อย แต่พอหันไปทางด้านข้างแล้วเห็นไอ้ตั้มทำหน้างงๆ แต่โคตรตลกก็หัวเราะออกมา ลดมือถือลงเองโดยอัตโนมัติ เลยไม่รู้ว่าสายวางไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“หน้าอุบาทว์”

“หมายเลขสิบแปดนี่... เด็กกูหรอกเหรอ”

“อะไร หมายเลขสิบแปดก็หมายเลขสิบแปดดิ”

“...”

 

“แล้วก็เลยต้องเขียน...”

“อืม”

“กูเครียดมาก”

“อืมๆๆ”

“ฮ่าๆ”

“เครียดเหี้ยอะไรหัวเราะวะ สามนาทีสี่อารมณ์ฉิบหาย” ไอ้ตั้มที่ถูกผมนั่งเบียดคุยด้วยเอ่ยพึมพำพลางเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำเปล่าที่หวานมันรินวางไว้ตั้งนานแล้วมาจ่อตรงหน้าให้ “แดกน้ำหน่อย แดกเข้าไปเยอะๆ”

ผมหันหน้าหนี “พอแล้ว เดี๋ยวกูปวดฉี่”

“ปวดฉี่สิดี จะได้ขับแอลกอฮอล์ออกไปบ้าง มึงนี่ยังไง... เมาเป็นคนบ้าอยู่คนเดียว เห็นแก่ดื่มฟรีให้พวกนี้มันมอมเอาแล้วมาลำบากกูเนี่ย” ไอ้ตั้มยังคงบ่น พยายามจะยัดเยียดให้ดื่มน้ำจนผมต้องมุดหัวหันหนี “โอ๊ย หกๆ เดี๋ยวน้ำหกไอ้ฉิบหาย โอย ไอ้จิมไปคุยโทรศัพท์ห่าไรนานนักวะ ไอ้ตัวดีขามอมชาวบ้านแม่งกูมีธุระชิ่งกลับไปก่อนแล้วอีก เห็บหมา”

“ใครเห็บหมา”

“ไม่ใช่มึงละกัน ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น เอ้า น้ำ”

“ไม่”

“ไอ้จีน ถ้ามึงแดกมึงจะกลายเป็นเห็บเทวดา แต่ถ้าไม่มึงจะกลายเป็นเห็บหมาเหมือนไอ้ต่อนะ”

ได้ยินไอ้ตั้มพูดแล้วผมก็ขำออกมาอีก สีหน้าของมันตอนนี้บูดบึ้ง แบบบึ้งมากจนริมฝีปากบนจะแตะจมูกอยู่แล้ว ดูๆ ไปแล้วตลกจนหันไปมองกี่ทีก็ต้องหัวเราะ แถมเอาแต่พูดเห็บๆ หมัดๆ อะไรนี่อยู่ได้

“แล้วก็นั่งให้ดีๆ มึงไม่มีกระดูกรึไง เลิกเลื้อยมาซุกหลังกูได้แล้ว” คนพูดขยับตัว เอี้ยวมารวบเอวผมด้วยแขนข้างหนึ่งแล้วดันให้ขึ้นมานั่งตัวตรงๆ แขนของมันทำให้ผมมุ่นคิ้วเข้าหากันแน่น เพราะแรงที่กดทาบตรงหน้าท้องมันทำให้พานรู้สึกเหมือนของที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้จะทะลักกลับออกมาหมด

“อยากอ้วก”

“เฮ้ย อย่านะสัด ไปห้องน้ำ...”

“พี่ตั้ม”

ไอ้ตั้มยังโวยวายไม่ทันจบประโยค เสียงเปิดประตูห้องวีไอพีเบาๆ พร้อมเสียงเอ่ยเรียกก็แทรกขึ้นมาก่อน ผมไม่ได้หันไปมองเพราะว่ารู้สึกป้อแป้จนขยับตัวแต่ละทีลำบากไปหมด แอร์ในห้องก็หนาวจนอยากนั่งเบียดเพื่อนมากกว่า

ไอ้ตั้มยังรัดผมอยู่ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกมืออุ่นๆ ของใครบางคนรวบไป แรงกดทับที่ท้องหายไปทันที กลายเป็นแขนหนาพยุงเอาไว้หลวมๆ แต่แข็งแรงมากพอที่จะจับผมไม่ให้เลื้อย ความอบอุ่นมากกว่าเดิมที่ผิวเนื้อสัมผัสได้ทำให้อาการมวนท้องอยากอาเจียนในตอนแรกหายเป็นปลิดทิ้ง

พอหันไปมองก็เห็นปลายคางได้รูป ไล่สายตาสูงขึ้นอีกก็จำได้แม่นว่าเป็นใบหน้าหล่อๆ ของเด็กไอ้ตั้มนี่เอง

“หมายเลขสิบแปด... มาได้ไง”

สีหน้าของนับสิบในทีแรกเหมือนสลักออกมาจากก้อนน้ำแข็ง แผ่ไอเย็นๆ จนรู้สึกหนาว แต่เมื่อตาคมเคลื่อนมาสบ สีหน้าจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอ่อนใจ “คุณจีนโทรให้ผมมารับเองไม่ใช่เหรอครับ”

“อ้าวเหรอ”

“...”

“อ้อ จริงด้วย”

“แล้วทำไมเมาแบบนี้ครับ”

“ไม่รู้ ไอ้ตั้ม...” ผมตั้งใจจะบอกว่าไอ้ตั้มชวนมาหาเพื่อนๆ แต่พอหันไปมองเจ้าของชื่อแล้วเห็นมันเปลี่ยนจากหน้างอๆ เป็นอึ้งตะลึงเหมือนกับเจอผีตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็ตลกกว่าเดิม ประโยคหยุดไว้แค่นั้นกลายเป็นเสียงขำ

“พี่ตั้มให้ดื่ม?”

ไอ้ตั้มตาถลน “เฮ้ย! ไม่ใช่แล้ว เพื่อนกู ไม่ใช่กู”

“ดื่มมากขนาดนี้ก็น่าจะพอกันตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“เอ่อ... จะพูดงั้นก็ไม่ถูก ก็นานๆ นัดออกมาเจอกันมันก็ต้องเพลินบ้าง” ไอ้ตั้มเปลี่ยนสีหน้า เคลื่อนหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “แต่เอาเหอะ ไอ้จีนมันโทรให้มึงมารับแล้ว มึงก็พามันกลับไปพักผ่อนเหอะ มึงอยู่คอนโดฯ เดียวกัน สะดวกกว่าให้กูรึเพื่อนกูไปส่งด้วย จีนมันเมาแล้วก็เป็นงี้แหละ พูดมากหน่อย เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวไม่พอใจ มึงก็ทนๆ หน่อยก็แล้วกัน ถ้ารำคาญพอถึงห้องก็โยนมันลงเตียงทั้งอย่างนั้นเลย...”

“...”

“ทำไมมองกูแบบนั้น”

นับสิบยิ้มมุมปากเล็กๆ แต่ตาและส่วนอื่นกลับไม่ได้มีแววยิ้มด้วย “ที่พูดมากนี่น่าจะเป็นพี่มากกว่านะ”

“หะ”

“ผมเอารถมา รถจีนฝากพี่เอากลับไปคืนที่คอนโดฯ ให้ด้วยก็แล้วกัน”

“เฮ้ย พรุ่งนี้กูมีออกต่างจังหวัด”

“ก่อนหน้านั้นก็ได้ ฝากกุญแจไว้ที่เคาน์เตอร์ เดี๋ยวผมค่อยลงไปเอา”

“มึงนี่มันเด็กเหี้ยจริงๆ เออๆ พรุ่งนี้ให้เคาน์เตอร์แล้วจะไลน์บอก แล้วนี่...”

“...”

ผมมองไอ้ตั้มกับนับสิบที่ยืนคุยกันสลับไปสลับมา ตัวเอนพิงหน้าอกของคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังไปเองโดยธรรมชาติ แต่พอจะขยับ ร่างสูงก็ใช้มือซ้ายอีกข้างเอื้อมมาจับมือผมเอาไว้เพื่อเตือนให้อยู่นิ่งๆ เหมือนคิดว่าผมจะดันตัวออก

“ไม่มีไร มึงพาไอ้จีนกลับไปเหอะ กลับดีๆ ละกัน”

“ครับ”

ต่อมานับสิบก็หนีบผมออกจากเลาจน์โรงแรมขึ้นลิฟต์ลงไปยังชั้นล่าง ทุลักทุเลนิดหน่อยเพราะผมเองก็ไม่ได้มีสติแจ่มใสร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ฤทธิ์เครื่องดื่มมึนเมาทำให้คนมึนเมาได้จริงๆ นอกจากตัวเองจะยิ้มบ้าบอแล้วยังหัวเราะเบาๆ ไม่หยุด กับเรื่องที่ไม่น่าขำยังขำออกมา อย่างตอนนี้ที่คิดภาพว่าหมายเลขสิบแปดกำลังหิ้วผมเหมือนแบกของสักอย่าง

ตอนนี้พวกเราออกมาจากประตูอีกด้านซึ่งเชื่อมระหว่างล็อบบีโรงแรมและลานจอดรถแล้ว บริเวณนี้ไม่มีใครอยู่เลย มีแค่เสียงผมกับนับสิบและเสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนเท่านั้น

“คุณจีน ถ้ายังมัวแต่หัวเราะแบบนี้ผมจะอุ้มนะครับ”

“หือ?”

“ไม่อยากให้ผมอุ้มใช่มั้ย เพราะงั้นก็เดินดีๆ อีกนิดเดียวจะถึงรถแล้ว”

“อุ้มก็ได้”

“...”

“ฉันขี้เกียจเดินพอดีเลย...”

“...”

“จะได้... อะ” ประโยคที่จะเอ่ยถูกเปลี่ยนเป็นเสียงขลุกขลักในลำคอเบาๆ เมื่อจู่ๆ ร่างสูงที่เดินพยุงผมมาตั้งแต่ชั้นบนก็หยุดเดินกะทันหัน หมุนตัวเข้าหาก่อนจะอุ้มผมขึ้นด้วยแขนทั้งสองข้างของตัวเองจริงๆ

ไม่รู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปหรือแอลกอฮอล์ทำให้สมองช้า กว่าจะรู้สึกว่าตัวเองลอยอยู่เหนือพื้นนับสิบก็ก้าวฉับๆ ต่อไปข้างหน้าได้หลายก้าวแล้ว ไวกว่าเดินพยุงกันทุลักทุเลตอนแรกเยอะ

เปลือกตาผมกว้างขึ้น เงยหน้าจ้องไปยังอีกคน

“...”

“...”

“มองผมทำไม คุณจีนบอกให้อุ้มเองไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่ ฉันกำลังคิดว่านายอุ้มไหวด้วย”

“ไม่ไหวหรอกครับ”

“...”

คราวนี้ความงุนงงปรากฏบนหน้าผม แต่ทำให้นับสิบยิ้มออกมาทันที “เพราะงั้นถ้าไม่อยากหล่นลงไปก้นกระแทกพื้นก็กอดคอผมไว้แน่นๆ ก็แล้วกัน”

สมองมึนๆ คิดภาพตอนที่ตัวเองก้นสัมผัสพื้นแข็งๆ ออกปุ๊บ เท่านั้นแหละแขนทั้งสองข้างก็รีบเอื้อมไปกอดรอดคอของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นอย่างที่ว่าทันควัน

นับสิบยังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพียงแต่ช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เป็นเพราะต้องเกาะอีกฝ่ายไว้กันหล่น ปลายจมูกผมก็แทบชนกรามของนับสิบอยู่แล้ว ตามองโครงเสี้ยวหน้าด้านข้างไม่วาง ถึงหมายเลขสิบแปดจะสูงกว่าผมสิบกว่าเซ็นฯ แต่พวกเราก็ผู้ชายเหมือนกัน การแบกผมได้ก็ทำให้นึกชื่นชมอยู่ในใจไม่หยุด

อาจเพราะผมจ้องแบบเปิดเผยนานไป นับสิบเลยก้มลงมาสบตาด้วย ส่งรอยยิ้มมีเสน่ห์มาให้

“เดี๋ยวเลี้ยงเหล้าขอบคุณ”

พอผมเอ่ยอย่างนี้ เท่านั้นแหละสีหน้าอีกฝ่ายก็เปลี่ยนเป็นดุ “พอแล้วครับ ดื่มอะไรบ่อยๆ”

ผมยังไม่ทันตอบ ร่างสูงก็หยุดเดิน เขาปล่อยผมให้เท้าแตะพื้นช้าๆ พอต้องทรงตัวเองทั้งที่เรี่ยวแรงไม่ค่อยมีหน้าผมก็ยุ่งเล็กน้อย มือเลื่อนไปจับยึดแขนข้างหนึ่งของนับสิบไว้ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ว่าอะไร ใช้มืออีกข้างล้วงหยิบกุญแจจากในกระเป๋ากางเกงออกมาปลดล็อคก่อนเปิดประตูรถให้ผมเข้าไป

กลิ่นหอมสะอาดของน้ำหอมเครื่องปรับอากาศจางๆ ปะปนกับกลิ่นเบาะหนังแท้ลอยเข้าจมูก พอหลังสัมผัสที่นั่งผมก็ทิ้งกายผ่อนอาการเกร็ง ตาที่ลืมได้ไม่เต็มดวงกวาดมองไปรอบๆ รถราคาแพงที่วาววับไปทุกส่วน

“รถนายเหรอ” พอนับสิบมาประจำหลังพวงมาลัยผมก็ถามเสียงงึมงำ “นายไม่มีรถนี่”

“เมาแล้วยังความจำดีอีกนะครับ”

“แน่นอน”

ได้ยินคนชม ถึงสมองจะไตร่ตรองไม่ค่อยได้แต่ปากก็ยังฉีกยิ้ม พอขยับวงหน้าหันไปทางด้านข้างก็เห็นนับสิบกำลังยิ้มมุมปากน้อยๆ เช่นกัน อีกฝ่ายไม่ได้มองมา แต่กำลังเปลี่ยนเกียร์เพื่อเคลื่อนรถออกจากจุดที่จอดอยู่

ถึงจะหยุดดื่มต่อไปสักพักแล้ว แต่บางจังหวะก็ยังรู้สึกหนักๆ มึนๆ หัวอยู่บ้าง เบาะที่ผมนั่งอยู่ถูกปรับให้เอนลงกว่าเดิมค่อนข้างมากจากฝีมือของเจ้าของรถ ตามองเห็นเสาไฟสาธารณะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปทีละต้น สุดท้ายเห็นว่ามันไม่มีอะไรน่าสนใจเลยหันไปทางอื่นแทน

ตรงคอนโซลรถด้านหน้ามีตุ๊กตาหมีพลาสติกตัวเล็กบุกำมะหยีสีครีมตัวหนึ่งติดอยู่ ของประดับที่ตัดกับบรรยากาศรถทำให้ผมคิดว่ามันดูน่ารักดีจนอดจะเอื้อมมือไปจับๆ แตะๆ ไม่ได้

“จีน อย่าซน”

คิ้วผมขมวดเข้าหากันนิดหน่อย รู้สึกไม่พอใจเล็กๆ ที่ถูกห้าม “ทำไม”

“ไม่ทำไมหรอกครับ เมาอยู่ก็นั่งนิ่งๆ”

“หวงเหรอ? แฟนให้มา?”

“ที่ไหนล่ะครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มคราวนี้มีแววหน่ายใจปะปนเล็กน้อย “เพราะคุณจีนซน ผมถึงพูดต่างหาก”

ผมไม่ได้สนใจที่ตัวเองโดนต่อว่าด้วยคำที่ใช้ว่าเด็กๆ แต่พลิกตัวหันไปด้านข้าง ขยับเอาศอกไปเท้าที่วางแขนเพื่อเอนตัวไปใกล้กว่าเดิม แบบนี้จะได้มองคู่สนทนาให้ชัดๆ ด้วย

“แล้วแฟนนายให้ไรมามั่ง ฉันจะเอาไปเป็นข้อมูลต้นฉบับ”

“คุณจีนอยู่กับผมมาจะครบเดือน ยังดูไม่ออกอีกเหรอครับว่าผมมีแฟนหรือไม่มี”

“ต้องมีอยู่แล้ว”

“...”

ผมมองเห็นคิ้วเข้มที่เลิกขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เลยยิ้มกว้างแล้วเอ่ยอธิบาย แม้เสียงจะอ้อแอ้แต่ก็อารมณ์ดี “ก็นายหน้าตาดี คนหน้าตาดีส่วนมากมีแฟนแล้วทั้งนั้น ไอ้หินก็ชอบนาย ถ้ารู้ว่าแฟนนายเป็นใครต้องอกหักแน่”

“เหรอครับ แล้วคุณจีนล่ะ”

“หือ?”

“ชอบผมรึ...”

“ชอบ” ผมรีบพูด สวนขึ้นไปก่อนจะฟังคำถามจบซะอีก

“...”

“เห็นนายครั้งแรกฉันยังใจเต้นเลย”

นับสิบเงียบไปอีกครั้ง พอเหลือบสายตาไปมองก็เห็นว่าใบหน้าหล่อๆ ที่ผมเห็นครั้งแรกยังใจเต้นมีรอยยิ้มบางๆ ฉายชัดอยู่ นับสิบก็ยิ้มให้ผมหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ถึงให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปชัดเจน ทำให้ผมที่อารมณ์ดีครึกครื้นอยู่แล้วยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก มองใบหน้านั้นไม่หันไปทางอื่น

ผมไม่สามารถควบคุมการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของตัวเองได้ เลือดที่สูบฉีดแรงและหัวใจที่เต้นรัวเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อยู่แล้วยิ่งหนักหนาขึ้นมากกว่าเดิม

“นายเป็นเด็กดี ครั้งก่อนก็ยังช่วยฉันเรื่องต้นฉบับด้วย”

“...”

“ที่นายบอกว่าต้องลองก่อนถึงจะรู้ ฉันเข้าใจแล้วว่ามันจริง เพราะไม่งั้นบอกอคงไม่บอกว่าฉันเขียนดีสมจริงขึ้นเยอะ”

“...”

“เด็กดีมาก”

ผมชมไม่หยุด มองเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของอีกฝ่ายแล้วหัวเราะออกมาเหมือนคนปัญญาอ่อน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยพูดอะไรต่อ หูก็ดันได้ยินเสียงเหมือนหลุดขำออกมาเบาๆ

นับสิบที่ทำหน้าแปลกประหลาดเมื่อสักครู่กำลังหัวเราะแทนผม...

“ตลกอะไร”

“ตลกจีน”

ปากผมอ้าค้างเมื่อได้รับคำตอบแบบตรงๆ ขวานผ่าซากจากคนที่ตัวเองมองเป็นเด็กดีมาตลอด และอาจเพราะสมองที่กำลังมึนเมา รอยยิ้มเลยหายไปทันควัน อารมณ์ดีๆ ตอนแรกสลับวืบเป็นหงุดหงิด พออารมณ์ดีก็หัวเราะออกมาง่ายเหลือเกิน แต่พอหงุดหงิดก็รู้สึกชวนให้ขุ่นเคืองแบบที่สั่งการอะไรตัวเองไม่ได้เลยสักอย่าง

ขาขยับไปมาอย่างใส่อารมณ์ “ฉันมีอะไรให้ตลก”

“...”

ไม่รู้ว่าตาฝาดรึเปล่าถึงเห็นว่ารอยยิ้มตรงมุมปากเด็กนี่ยกสูงกว่าเดิมเมื่อผมยิ่งงุ่นง่านใจ

“แม่ง ห้ามตลก”

“มันห้ามได้ด้วยเหรอครับ”

นับสิบที่ผมรู้จักมาตลอดเป็นแบบนี้รึเปล่า... ตอนนี้ไม่รู้ทำไมผมถึงคิดไม่ออก ได้แต่จ้องมองใบหน้าหล่อๆ ประดับรอยยิ้มซึ่งไม่แม้แต่จะหันมองมาสบตาด้วย

“ฉันจะไปรู้เหรอ แต่ห้ามตลกก็คือห้าม” เสียงผมห้วนจัด “ทำไม หรือคิดว่าฉันไม่มีปัญญาแต่งจนต้องพึ่งนายตลอด”

“หืม ผมดูเป็นคนแบบนั้นเหรอครับ”

“...”

พอผมไม่ตอบ นับสิบก็เปลี่ยนรอยยิ้มดูแล้วกวนตีนนั่นเป็นรอยยิ้มบางเบาน้อยๆ ที่คุ้นเคยดี “เพราะผมรู้ว่าจีนไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ ถ้าช่วยจีนได้ อยากให้ผมช่วยเมื่อไหร่ก็เรียก”

“...”

อะไร ปลอบใจกันอยู่รึไง...

ฟังมาถึงตรงนี้ผมก็ขยับตัวเบี่ยงหน้าไปอีกทาง รู้สึกมึนหัววูบเล็กน้อยจากการเปลี่ยนท่ากระทันหัน แต่ต่อมาก็พิงตัวไปตามแนวเว้าโค้งของเบาะรถคันหรู ปิดเปลือกตาลงแล้วไม่ได้ตอบอะไรอีกฝ่ายกลับไปอีกแม้สักประโยคเดียว

แต่ถ้านับสิบหันมามองสักนิด จะมองเห็นหัวคิ้วผมที่ยังชนกันอยู่ และถ้าอ่านใจผมได้... ก็จะรู้ว่าหลังจากนี้ควรหนีไปให้ไกลๆ เท่าที่ตัวเองควรจะทำได้

 

ผมคิดเอาเองว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์มันเจือจางลงไปมากแล้ว ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่สามารถควบคุมสีหน้าและมุมปากของตัวเองได้เลย พอในใจคิดอะไรอยู่ สีหน้ามันก็เอาแต่จะฟ้องทุกอย่าง

เพราะงั้นเลยเลือกก้มหน้า... แต่พอก้มหน้าก็ดันมึนหัวชวนคลื่นเหียนไปหมดอีก นับสิบพยุงผมลงจากรถก็กระง่อนกระแง่น จังหวะหนึ่งเกือบเอาหน้าเสยฟาดเข้ากับขอบประตู

“ระวังหน่อย”

“อุ้มหน่อย”

“...”

“ฉันไม่อยากเดินแล้ว อุ้มเหมือนตอนนั้นก็แล้วกัน”

ไม่รู้หรอกว่าน้ำเสียงตัวเองเอ่ยออกไปไหนเชิงไหน แต่ฝ่ามือหนาร้อนๆ ของนับสิบก็ยอมเคลื่อนจากเอวของผมที่คอยพยุงกันหล่นเป็นรวบข้อพับผมเพื่ออุ้มขึ้นมาเหมือนก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็วและว่าง่าย พอเป็นไปตามสิ่งที่ผมหวังไว้ แขนทั้งสองข้างก็ขยับไปโอบรอบคอร่างสูงไว้แน่นทันทีโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายบอก

ผมปล่อยให้นับสิบทรมานจากการออกแรงแบกผู้ชายตัวเท่าควายขึ้นตึกไปคนเดียว ช่วยแค่ตอนเอาบัตรแตะเพื่อปลดล็อคประตูเท่านั้น ยังดีที่ว่าตอนนี้ดึกแล้ว ไฟที่เปิดตั้งแต่ตรงล็อบบีด้านล่างเลยเป็นแค่ไฟส้มดวงสลัว บรรยากาศเงียบเชียบเข้าทีเพราะไม่มีลูกบ้านคนอื่นๆ เดินสวนออกมาเห็นเลยสักราย

กระทั่งขึ้นมาจนถึงห้อง นับสิบใช้เท้าดันประตูให้ปิดลง จากนั้นขยับตัว...

“เดี๋ยวก่อน”

“...”

“ไปที่ห้องนอนเลย”

“...” ผมรับรู้ได้ถึงอาการแปลกใจที่ลอยมาจางๆ เลยคลายแขนออกจากไหล่อีกฝ่ายเพื่อหันไปมองหน้า

“ไม่ได้ยินเหรอ”

“ได้ยินครับ แต่คุณจีนไม่ชอบให้คนอื่นเข้าห้องนี่”

“ฉันอนุญาตนายไง”

ได้รับคำยืนยันด้วยเสียงอ้อแอ้แบบนี้หมายเลขสิบแปดเลยไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ พาไปเกยส่งที่ห้องโดยไม่บ่นอะไรสักคำ ส่วนผมก็มองทุกการกระทำตั้งแต่เปิดประตูจนกระทั่งก้าวเข้ามาด้านใน

“ปิดประตูด้วย”

“...”

นับสิบยิ้ม ไม่ตอบอะไรนอกจากใช้ไหล่ดันปิดตามคำสั่ง

อีกฝ่ายแบกผมมาจนถึงปลายเตียง ขยับตัวเพื่อปล่อยผมลง แน่นอนว่าคราวนี้ผมยอมให้ความร่วมมืออย่างว่าง่าย จังหวะหนึ่งที่หลังสัมผัสกับความนุ่มสบายก็ปล่อยตัวปล่อยใจจนเกือบจะหลับไปซะเดี๋ยวนั้น ผ้าซาตินเรียบเลื่อนเย็นๆ ทำให้ต้องผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แต่พอนึกอะไรได้ก็ลืมตาโพลง เด้งตัวขึ้นจากเตียง

เร็วจนหน้ามืด...

“คุณจีน หัดระวังหน่อยสิครับ” นับสิบขยับมาดึงแขนผมเอาไว้ได้ทัน

ผมยืนโงนเงนอยู่ไม่กี่วินาที พอมั่นคงแล้วก็ปัดมือคนตรงหน้าออก ไตร่ตรองช่วงเวลานี้เอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อสบโอกาสก็เงยหน้าสบตากับร่างสูงๆ อย่างไม่คิดจะซ่อนรอยยิ้มหรือสีหน้าอีก ใช้จังหวะที่นับสิบเหม่อจ้องสีหน้าผมดึงอีกฝ่ายให้เข้ามาหา หมุนตัวแล้วเค้นแรงสุดแรงผลักร่างนั้นให้หงายหลังล้มลงไปบนเตียงกว้าง

เหล้าดูดแรงไปแต่ให้ความกล้ามา ตอนทำอย่างนั้นผมเกือบเอาหน้าผากไปเสยปลายคางนับสิบเข้าแล้ว อุบัติเหตุพาให้เกือบเจ็บตัวเยอะจนน่าหวาดเสียว ยังดีที่ยันฝ่ามือกับเตียงนุ่มข้างใบหูอีกฝ่ายเอาไว้ทัน

“...”

“...”

ตาผมสบเข้ากับตาคู่คมๆ ของคนใต้ร่าง

วินาทีนั้นเสียงเข็มนาฬิกาเรือนกลมที่แขวนอยู่เหนือทีวีกลับดังเป็นพิเศษ ผมมองเห็นคนตรงหน้าชะงักไปด้วยความตกใจ เลยอดจะนึกเยาะเย้ยขบขันอยู่ในใจไม่ได้ที่เจ้าชายอย่างหมอนี่ก็มีช่วงเวลาหลุดมาดแบบนี้ด้วย แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากล้อเลียน ปฏิกิริยาพวกนั้นก็หายวับไปหมดแล้ว เหลือแค่คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างแปลกใจ

“จะทำอะไรครับเนี่ย”

ผมยังยิ้มมุมปาก รู้สึกเป็นต่ออยู่หน่อยๆ เลยขยับไปนั่งทับเอวหนาไว้ “ดูก็น่าจะรู้แล้วนี่”

“ผมไม่รู้หรอกครับ” นับสิบยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้า “เลิกเล่นแล้วไปอาบน้ำดีกว่า ไม่ง่วงเหรอ”

“ฉันไม่ได้เล่น”

ผมกัดฟันกรอดๆ เมื่อเห็นสีหน้าไม่เชื่อแต่ดูแล้วไม่รู้ทำไมโคตรยียวนกวนของอีกฝ่าย ขยับมือไปขยำเสื้อที่นับสิบสวมแล้วกระชากเข้ามาใกล้ “ฉันจะเอานาย!”

“...”

คราวนี้นับสิบตัวแข็งค้าง

“นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าช่วยได้นายก็จะช่วย”

“ครับ ผมบอก...”

“ใช่ไง ก็นี่ไง ฉัน-จะ-เอา-นาย” ประโยคหลังผมเน้นช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ

ตอนที่นับสิบอุ้มพาผมเข้ามา เขามือไม่ว่างเปิดไฟ ส่วนผมก็ไม่ได้เอื้อมมือไปช่วยเปิด ทั้งห้องเลยมืดสลัว ยังดีที่ม่านหน้าต่างตรงโต๊ะคอมฯ ตัวประจำที่ผมใช้นั่งทำงานเปิดอยู่ เลยมีแสงไฟจากริมถนนและแสงของตึกอื่นๆ สาดเข้ามาจางๆ หน้าต่างหันทิศมาทางนี้พอดี กรอบของมันพาดทาบทับเป็นเส้นทอดยาวอยู่ตามเนื้อตัวคนใต้ร่าง

ภาพพร่าเบลอจากสายตาผมตอนนี้ยิ่งทำให้นับสิบดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิม

จังหวะนั้นผมมองเห็นริมฝีปากหยักขยับอ้าเหมือนจะเอ่ยอะไรสักอย่าง ตัวเองรู้ดีว่ามันจะเป็นคำขัดหูขัดใจประเภทไหน เลยก้มลงไปกระแทกริมฝีปากปิดกลั้นเสียงนุ่มทุ้มนั่นเอาไว้ซะก่อน

ชนแล้วแตะค้างไว้ครู่หนึ่ง

พอดึงกายกลับมาก็มองเห็นหัวคิ้วเข้มของนับสิบขยับชนกันยุ่ง สีหน้าแบบนี้ทำให้ผมคันในใจแปลกๆ ทั้งยังหงุดหงิดมากๆ เลยตัดสินใจก้มหน้าลงไปอีกรอบ

ทำไมต้องทำหน้ายุ่งแบบนั้น ท่าทีแบบนี้คืออะไร? ไม่พอใจ? 

ริมฝีปากผมแนบสนิทกับริมฝีปากของนับสิบอีกครั้ง แต่เพราะไม่ได้กระแทกแบบก่อนหน้า มันเลยให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การสัมผัสแผ่วเบามันกลับทำให้รู้สึกยุบยิบเหมือนมีแมลงปีกสีสวยหรือพู่กันขนนุ่มลูบไล้ ทั้งที่เบาไม่รู้จะเบายังไง แต่ดันกระแทกเข้าไปในใจจนต้องหยุดนิ่ง สมองส่วนหนึ่งซับซ้อนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ภายในเวลาสั้นๆ

สมองยังไม่เข้าใจ แต่ร่างกายดันขยับ ผมเสียดสีและเม้มริมฝีปากของนับสิบด้วยปากของตัวเอง ดูดดึงริมฝีปากล่างเท่าที่ตัวเองจะมีประสบการณ์ในการจูบใครสักคนมาก่อน จำได้ว่าคราวก่อนนับสิบเคยกัดด้วย เลยลงแรงฟันแล้วตามด้วยตวัดปลายลิ้นก่อนผละห่างออกมา

“ทำหน้าแบบนั้นทำไม”

หมอนี่แม่งขมวดคิ้วอีกแล้ว สีหน้ายุ่งกว่าเดิมซะอีก “คำพูดขี้ยั่วแบบนี้ ไปเอามาจากนิยายเล่มไหนครับ”

“ทำไม แค่เอา... อื้ม!”

ผมตั้งใจจะเอ่ยเสียงห้วนต่อว่าสักทีอย่างทนไม่ไหว แต่จังหวะที่อ้าปาก มือหนาแข็งแรงข้างหนึ่งก็ยกขึ้นมาคว้าท้ายทอยผมให้โน้มลงไปหา ขณะที่เจ้าตัวเองก็หยัดกายเข้ามาใกล้

นับสิบทาบปากตัวเองเข้ากับปากของผม ทันทีที่ริมฝีปากแตะกันเป็นรอบที่สาม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว พอนับสิบเป็นคนเริ่ม กล้ามเนื้อก็พานชะงักเกร็งเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต ลิ้นร้อนชื้นทำให้ลิ้นผมชาดิกได้ทั้งๆ ไม่ได้เคลือบยาอะไร ตอนที่ถูกไล่คลุกเคล้าพัวพันก็ได้แต่ส่งเสียงโง่ๆ ออกมาอย่างเดียว

ลิ้นของคนตรงหน้ากวาดไปทั่วโพรงปาก ขนทุกเส้นพากันลุกตั้งชันโดยไม่รู้ตัว พอวกกลับมาดุนดันลิ้นผมใหม่อีกครั้ง ความรู้สึกวูบวาบก็แล่นจากท้องน้อยขึ้นสูงไปจนถึงสมอง

“อืม...”

เป็นแบบนั้นอยู่นานหลายนาที กระทั่ง...

นับสิบเบี่ยงวงหน้าไปด้านข้าง ริมฝีปากเปียกชื้นขยับไล่ไปตามแก้ม พอมาถึงหูผมก็เผลอย่นคอห่อไหลเข้ากหากัน ตาเปลี่ยนเป็นเบิกโพลงเมื่อติ่งหูถูกดูดและขบเบาๆ พอเคลื่อนไปที่ใบหู ปลายลิ้นก็สอดเข้ามา

“จีน...”

“อือ?”

“ตอบได้มั้ยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

เสียงแหบพร่าจางๆ ทำให้ผมจั๊กจี้

“อืม...”

“ถ้าเริ่มแล้วกลายเป็นยังไงต่อผมไม่รู้ด้วยนะครับ”

“...”

“ว่าไง เปลี่ยนใจไปอาบน้ำมั้ย”

ระหว่างที่เสียงนุ่มแต่สั่นนิดๆ เหมือนคนกำลังสะกดกลั้นเอ่ยสำทับมาอีกหลายประโยค ริมฝีปากก็ยังเคลื่อนต่ำลงเรื่อยๆ ลงมาจนถึงคอและไหล่ของผม มือไม่ได้ยกห้าม ได้แต่กุมขยำแน่นอยู่กับเสื้อที่อีกคนสวม

สมองส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุดต่อต้านดิ้นรนอย่างแรง ทั้งที่คิคว่าตัวเองสับสนอยู่ ปากมันกลับตอบออกไปอย่างแน่วแน่แต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง

“ไม่”

“...”

“ฉันบอกแล้ว... ฉันจะเอานาย”

นับสิบไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ศีรษะที่ซุกอยู่ตรงลำคอของผมก็ทำให้พลาดมองไม่เห็นสีหน้าใดๆ ของอีกฝ่าย...

 

[1] Tapas ของว่างชิ้นเล็กๆ พอดีคำ

[2] Canape อาหารชิ้นเล็กๆ ส่วนมากจะเป็นบิสกิต ขนมปังหรือแคร็กเกอร์โปะหน้าด้วยเนื้อสัตว์ ทาเนย ฯลฯ

======================= 

** ใกล้ปีใหม่แล้ว ใครไปเที่ยวก็เดินทางปลอดภัยนะคะ 

Happy new year ค่ะ 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น