วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 8
แบบอักษร

นับ 8 

โอเค ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้นับสิบช่วยเรื่องต้นฉบับสองรอบแล้ว...

รอบแรกผมไปช่วยเป็นคู่ซ้อมบทให้อีกฝ่าย (ดัน)มีฉากจูบ แต่กลับได้ความรู้สึกความเข้าใจของฝ่ายที่ถูกจูบกลับไปแก้ต้นฉบับจนบอกอชมมาว่าเขียนดีดูสมจริงขึ้นเยอะ ส่วนรอบสอง นับสิบเสนอตัวเป็นฝ่ายช่วยผมเอง ถึงจะบุ่มบ่ามจนทำให้ผมหงุดหงิดเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นก็ยังได้อารมณ์นึกคิดของนายเอกขณะถูกกดลงบนเตียงกลับไปแก้ได้อีก ...บอกอก็ชมมาอีก

ผมเลย... ออกจะขอบใจนับสิบอยู่ลึกๆ

แน่นอนว่าหลังจากได้อ่านข้อความของพี่บอกอแล้วอารมณ์ก็ดีไปทั้งวัน นั่งดูรายการตลกหัวเราะไม่หยุด ขนาดมุกปกติที่ไม่น่าขำยังหลุดฮาออกมาเลย จนกระทั่งไอ้ตั้มไลน์มาขอช่วย ก็ตอบรับแบบว่องไวว่าง่ายจนมันอึ้ง

ตอนที่หมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยที่มีป้ายปูนสลักพื้นดำอักษรทองคำว่า ‘คณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ’ มือถือที่ตั้งนิ่งไว้ข้างเกียร์ก็สั่นขึ้นมาอีก มือเอื้อมไปกดรับก่อนเอ่ยทันทีโดยไม่ต้องดูจอว่าใครต่อสายเข้ามา

“จะถึงหน้าตึกแล้วเนี่ย”

(ไม่เห็นหน้ามึงอ่ะ)

“ก็กูขับรถอยู่ไง ไมมึงชอบวิดีโอคอลจังวะ”

(อ้าว เหรอ โทษทีๆ กูนึกว่ามึงถึงสักพักแล้วนะเนี่ย)

“กูไม่ได้ขับเร็ว ทำไม? นับสิบเลิกแล้ว?”

(ตามตารางก็น่าจะเลิกเมื่อกี้...) นอกจากเสียงไอ้ตั้มแล้วยังมีเสียงอะไรกุกกักๆ ลอดมาด้วย ดังจนผมกลัวลำโพงมือถือจะพังซะก่อน แต่ก็ทำให้รู้ว่าปลายสายกำลังยุ่งอยู่จริงๆ (กูโทรไปหาละ แต่มันไม่รับ นึกว่าพวกมึงเจอกันเรียบร้อยแล้วซะอีก งั้นเดี๋ยวกูวางก่อนละกัน เดี๋ยวโทรไปหามันให้ใหม่อีกรอบ)

“โอเค... เฮ้ย ไอ้ตั้ม ไม่ต้องแล้ว” ผมเปลี่ยนคำฉับพลันเมื่อสายตาตวัดไปเห็นร่างสูงๆ คุ้นเคยในชุดนักศึกษาเดินโดดเด่นอยู่กลางฝูงชนเข้าซะก่อน “มึงวางสายได้เลย กูเจอเด็กมึงละ”

มือตบไฟเลี้ยวเข้าจอดแนบฟุตปาธข้างๆ ได้ยินเสียงไอ้ตั้มพูดอะไรกลับมาแต่ไม่ทันฟัง ลดกระจกตะโกน

“นับสิบ!”

เหมือนนับสิบจะเพิ่งเลิกคาบสุดท้ายพอดี อีกฝ่ายเดินออกมาจากใต้ตึก คงจะเตรียมลงมารอไอ้ตั้มนั่นแหละ เพราะมันบอกผมเองว่าก่อนหน้านี้นัดกับเด็กตัวเองไว้แล้วว่าจะมารับตอนเย็น เพิ่งจะเปลี่ยนมาเป็นผมแทนไม่กี่นาทีก่อนอีกฝ่ายเลยยังไม่รู้ พอหันมาตามเสียงเรียก จากสีหน้านิ่งเฉยไม่แยแสทุกสิ่งก็เปลี่ยนเป็นแปลกใจ

“คุณจีน...?”

ผมพยักหน้า ถอดแว่นกันแดดออกก่อนโบกมือแล้วเปลี่ยนเป็นกวัก “เลิกแล้วใช่มั้ย”

“ทำไมถึงมาได้ล่ะครับ”

“ไอ้ตั้มมันวานให้มารับแทน มันติดธุระพอดี เดี๋ยวมันตามไปที่กองถ่ายทีหลัง”

นับสิบทำหน้าเข้าใจ

“วันนี้ฉันว่างพอดี เดี๋ยวไปส่งที่กองถ่ายแล้วจะอยู่เป็นเพื่อน วันนี้ฉันเป็นผู้ปกครองให้เอง”

“...”

นับสิบยิ้มน้อยๆ ตอบกลับการยิ้มกว้างพลางตบอกปุๆ อย่างอารมณ์ดีของผม

“โอเค เลิกแล้วก็ไปเหอะ ขึ้น...”

“พี่จีน!”

ผมยังพูดไม่ทันจบ กำลังชี้นิ้วบอกให้นับสิบรีบขึ้นรถเนื่องจากตรงนี้มันเป็นเส้นขาวเหลือง เสียงร่าเริงสดใสของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาซะก่อน

เสียงที่ไม่คุ้นเคยทำให้คิ้วผมขยับเองโดยอัตโนมัติ แต่พอหันไปทางเสียงฝ่าเท้าที่วิ่งตุ้บๆ เข้ามาใกล้ถึงบางอ้อ

“น้องเอ๋ย”

ร่างเล็กๆ บางๆ ของนักแสดงนายเอกนิยายผมที่ไม่ได้เห็นมาสักพักแล้วเดินมาตีไหล่นับสิบเสียงดังตุ้บ ไม่เบาไม่แรงนัก ย่นจมูกว่า “ลงจากตึกมาไม่รอกันเลยนะ รีบไปไหนเนี่ย” จากนั้นถึงหันมาฉีกยิ้มร่าเริงหวานจ๋อยให้ผม เปลี่ยนท่าทีเร็วซะจนยกมือไหว้ตอบรับแทบไม่ทัน “พี่จีนนน สวัสดีครับ ไมมามอผมได้ครับเนี่ย”

“ดีครับ พี่มารับนับสิบไปกองถ่ายน่ะ”

“อ๋อ วันนี้สิบมีถ่ายนี่เนอะ เอ๋ยก็มี”

“อ้าวเหรอ ไปด้วยกันมั้ย เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

น้องเอ๋ยตาโต “ได้เหรอครับ!?”

“ทำไมจะไม่ได้ ไงก็ทางเดียวกันอยู่แล้ว” ผมว่าแบบไม่ซีเรียสอะไรมาก “ถ้าไม่มีธุระอะไรในมอแล้วก็ขึ้นรถเลยนะ จอดตรงนี้นานๆ เดี๋ยวยามเขาจะมาไล่เอา”

“ครับ ขอบคุณนะครับ”

น้องเอ๋ยพอได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มจนตาหยี พานคนมองและโลกสดใสไปหมด ยกมือไหว้ผมอีกหลายๆ รอบแล้วเดินมาขึ้นรถ สอดตัวเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้วยังขยับหัวออกมากวักมือเรียกเพื่อนด้วยท่าทีเหมือนเด็กๆ

“สิบ เร็วๆ สิ พี่จีนรออยู่”

“...”

แต่นับสิบดันยืนนิ่ง...

“สิบ?”

ผมเงยหน้ามองอีกฝ่าย ใบหน้าหล่อๆ ไม่ปรากฏร่องรอยอารมณ์ใดๆ ให้จับสังเกต กระทั่งผมขมวดคิ้วถึงได้ขยับตัว

หมายเลขสิบแปดไม่ได้เดินไปนั่งด้านหลัง แต่เลือกจะอ้อมหน้ารถมาเปิดประตูนั่งประจำที่ข้างๆ คนขับแทนจนน้องเอ๋ยส่งเสียงอ้าวสั้นๆ อย่างแปลกใจ ส่วนผมทำแค่โคลงศีรษะเบาๆ กับการประจบและหัดคิดนู่นคิดนี่อย่างถี่ถ้วนทุกอย่างของนับสิบ เอื้อมมือไปเปลี่ยนเกียร์ขณะเอ่ยสั้นๆ

“ออกรถแล้วนะ”

ผมไปกลับรถตรงลานหน้าตึกที่มีพื้นที่กว้างมากพอ สถานที่ถ่ายทำซีนของวันนี้ก็ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยที่เช่าที่เดียวกับคราวก่อน ตอนที่คุยๆ ไลน์กับไอ้ตั้มก่อนออกมารับนับสิบ มันบอกผมไว้ว่าที่วันนี้มีคิวถ่ายตอนเย็นเพราะเป็นฉากในมหาวิทยาลัยตอนกลางคืนพอดี ...ถ้าผมจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นฉากประชุมเชียร์เลิกสามสี่ทุ่มนั่นแหละ

ตั้งแต่วันถ่ายวันแรกที่แวะไปดูพร้อมไอ้หินวันก่อน ผมก็ไม่ได้ว่างแวะไปอีกเลย ถึงตอนนี้หน้าจะเริ่มหนาขึ้นแล้วจากการที่บากไปให้ทุกคนรู้ว่าคนเขียนคือผู้ชายหลายๆ รอบ แต่เพราะอยู่ในช่วงยุ่งกับต้นฉบับเรื่องปัจจุบัน เลยกลายเป็นมนุษย์ติดห้องไม่ออกไปไหนหากไม่จำเป็นรึอยากเปลี่ยนบรรยากาศ

ถึงจะไม่ได้ไป ความโชคดีที่ผมมีไอ้ตั้ม ผู้จัดการพระเอกเป็นเพื่อน กับนับสิบ พระเอกซีรีส์ที่ย้ายมาขอพักด้วยชั่วคราวอยู่ใกล้ตัว ทำให้ได้รู้ความคืบหน้าเหมือนไปกองถ่ายทุกวันไม่มีผิด

“พี่สาวผมก็รออยู่เหมือนกันครับ บอกว่าอยากเห็น นี่ตอนแรกผมไม่ได้เล่นทวิตฯ นะ มีแต่ไอจี แต่พอคนฟอลเพิ่มขึ้นเลยลองไปดู เห็นในทวิตเตอร์มีแท็กชื่อผมด้วย”

“อ๋อ...”

ผมพยักหน้าตอบรับน้องเอ๋ยที่ชวนคุยจ้อยๆ

ตลอดทางคนที่ผูกขาดการสนทนาก็คือน้องเขา ใช่ว่าจะดูเสียมารยาทหรือพูดมากอะไรนะ เพียงแต่น้องเอ๋ยเป็นคนประเภทร่าเริง พอได้พูดได้เล่าอะไรก็สนุกติดลม

ผมฟังแล้วโต้ตอบกลับแค่พอประมาณ มีถามคำถามบ้างไรบ้าง แต่นับสิบเพื่อนกลุ่มเดียวกันนี่ดิ ...เป่าสาก

หมอนี่เงียบนั่งนิ่งๆ เหมือนเจ้าชายบนบัลลังก์ไม่ลดตัวไปยุ่งกับประชาชนจนผมอยากจะตีหน้าผากงามๆ นั่นสักที บอกให้ช่วยคุยกับเพื่อนบ้าง แบบนี้มันอึดอัดแปลกๆ ซะยิ่งกว่าเวลาบนรถมีแค่ผมกับนับสิบซะอีก

“จะว่าไป เพิ่งเลิกกันใช่มั้ย หิวรึเปล่า”

“ก็...หิวอยู่นะครับ”

“สิบอ่ะ”

“ผมไม่หิวครับ คุณจีนอยากกินอะไรล่ะ”

“...”

สาบานซิว่านับสิบไม่ใช่พยาธิในท้องผม...

เล่นเอาทำสีหน้าไม่ถูกนิดหน่อยตอนที่คนข้างตัวหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่แทบจะสังเกตไม่ได้ แต่น้องเอ๋ยเองก็ตอบรับว่าหิว ผมเลยตีรถเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันระหว่างทางที่มีร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ จอดตรงซองหน้าร้านแล้วหยิบแบงค์สีเทาออกมาจากกระเป๋าสตางค์ เอี้ยวหันไปยื่นส่งให้เด็กๆ

“เอาไปซื้อของกินรองท้องก่อน ไอ้ตั้มบอกว่าห้าโมงจะเริ่ม ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะเลย”

น้องรีบโบกมือ “เอ้ย ไม่เป็นไรครับ ผมมีๆๆ ให้พี่จีนมาส่งก็มากพอแล้ว”

“เอาไปเหอะ”

น้องเอ๋ยยังปฏิเสธอีกหลายคำ แต่พอผมยัดเยียดให้อย่างไม่ยอมแพ้ถึงได้รับไปพร้อมสีหน้าแหยๆ ท่าทีเกรงอกเกรงใจ ยกมือไหว้ไม่หยุด จนผมพูดขำๆ ว่าให้รีบลงไปซื้อนั่นแหละถึงได้ยอมเปิดประตู

ส่วนอีกราย...

“แน่ใจนะว่าไม่หิว”

“ครับ คุณจีนล่ะ... ตกลงอยากกินอะไร”

มุมปากผมกระตุก แต่ต่อมาก็ว่าเสียงเบา “กาแฟมาแก้วละกัน ขอหวานๆ หน่อยนะ”

ได้ยินเสียงหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอเหมือนรู้ทันจากอีกคน “เอาโดนัทด้วยไหมครับ ผมจะเดินไปซื้อร้านตรงโน้นให้”

“อืม ก็ได้ เอาไอ้แบบที่โรยน้ำตาลอ่ะ ไม่เอาพวกมีคัสตาร์ดนะ ฉัน...”

“ไม่ชอบ ผมรู้ครับ”

ฟังแล้วผมก็ชะงักไปนิดหน่อย แต่เพราะชินกับการประจบประแจงแล้วถึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย หยิบแบงค์อีกใบออกมาด้วยท่าทางโคตรป๋า “อ่ะ นายซื้อของที่อยากกินด้วยก็ได้นะ กี่บาทก็ได้ ไม่ต้องซีเรียส ฉันใจดี หึๆ”

ตาคมขยับมองธนบัตรในมือผม “ใจดีน่ะผมไม่ว่าหรอกครับ แต่ต่อไปอนุญาตให้ใจดีกับผมแค่คนเดียวก็พอ”

“หะ...”

“สิบนาทีครับ” เรียวปากหยักยกยิ้ม จากนั้นหมุนตัวเปิดประตูรถก้าวลงไป

พอปิดลงเบาๆ ก็เหลือแค่ผมคนเดียวรออยู่ในรถ เสียงแอร์ระดับสามเป่าเบาๆ อวลกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เสียบอยู่ใกล้ๆ สายตาผมมองลอดกระจกตามร่างสูงสมส่วนที่เดินห่างออกไปยังร้านโดนัทชื่อดังที่อยู่ไม่ไกล พอเห็นว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ระหว่างรอก็หยิบมือถือขึ้นมาไลน์หายืนยันกับไอ้ตั้มพลางๆ ว่าตอนนี้พานับสิบขึ้นรถมาเรียบร้อยแล้ว

ไม่นานนักน้องเอ๋ยก็เป็นฝ่ายกลับมาที่รถก่อน น้องเขาคืนเงินผมด้วยท่าทีที่ยังโคตรเกรงอกเกรงใจ แถมใช้ไปแค่นิดเดียวเองด้วยซ้ำ ในถุงที่หิ้วมีแค่น้ำเปล่าขวดเล็กและแซนวิชชิ้นเดียว

“อิ่มเหรอนั่น”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวค่อยไปกินมื้อใหญ่ที่กองเลย ขอบคุณพี่จีนมากเลยนะครับ ใจดีมากเลยอ่า”

“...” ผมยิ้มบางๆ แต่ในใจอ่ะเหรอ หน้าบานมาก

“แล้วนี่สิบล่ะครับ ผมนึกว่าจะตามเข้าเซเว่นไป ไม่เห็นเจอเลย”

“อ้อ ลงไปซื้อของน่ะ เดี๋ยวก็คงมา สิบนาที”

“อ๋อ” น้องเอ๋ยพยักหน้า อ้าปากเคี้ยวแซนวิชหงับๆ จนแก้มอูมเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ กลืนลงไปคำหนึ่ง “พี่จีน... รู้จักกับพี่ตั้มผู้จัดการของนับสิบเหรอครับ ผมได้ยินมา”

“อืม เพื่อนสมัยมหา’ลัย ตอนพี่เจอครั้งแรกนี่โคตรตกใจเลย”

“เพราะงี้ถึงได้สนิทกับสิบด้วยใช่มั้ยครับ สิบดูจะชอบอยู่กับพี่จีนด้วย ดีจังเลย”

“...”

ดี? ดียังไงวะ? ผมสตั๊นท์ไปนิดหนึ่ง วินาทีนั้นสมองก็หมุนเพื่อทำการกรองคำพูด ทีแรกยังไม่เข้าใจ แต่พอคิดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจะเดาอะไรได้ เปลือกตาผมขยายกว้างขึ้นกว่าเดิมทีละนิดๆ

สำหรับผม ถ้าจะบอกว่าดีคงเพราะผมเป็นคนแต่ง นับสิบเป็นคนแสดง เรามีความสัมพันธ์กันจากเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว แต่จากคำพูดของน้องเอ๋ย...

แน่ๆ ผมว่าอย่างนี้ใช่แน่ๆ

ถึงจะไม่เคยมีแฟนไม่เคยมีความรัก แต่ผมก็อ่านนิยายรักมาเยอะอยู่นะ

“เอ่อ... นับสิบเองก็สนิทกับน้องเอ๋ยนี่”

“ก็เป็นเพื่อนกันนี่ครับ” ตอนพูดประโยคนี้สีหน้าน้องเขาเงื่องหงอยไปหน่อยหนึ่ง

“...”

ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ต้องบอกว่าตอบไม่ถูกน่าจะเข้าทีกว่า ตอนนี้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าน้องเอ๋ยแม่งแอบชอบนับสิบแน่นอน นอกเหนือจากความรู้สึกอึ้งแล้ว มันมีความแปลกใจปะปนอยู่หน่อยๆ

นับสิบมีเสน่ห์ใครๆ ก็รู้สึกชอบ ดูอย่างไอ้หินเป็นต้น ผมไม่รู้สึกเหลือเชื่ออะไร แต่แค่ทึ่งนิดหน่อยตรงที่ว่า ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน เรียนคณะเดียวกัน เป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่น้องเอ๋ยดันชอบนับสิบ และดูเหมือนจะเป็นชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียวด้วย มัน...อย่างกับนิยายรัก ที่เขาว่านิยายบางส่วนมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง ผมเพิ่งประสบพบกับตาตัวเองก็คราวนี้เนี่ยแหละ

เข้าใจแล้วก็ชักจะรู้สึกว่าบรรยากาศมันเริ่มพิลึกๆ ขึ้นมา ผมเลยได้แต่เคาะปลายนิ้วลงกับพวงมาลัยเบาๆ กระทั่งประตูที่นั่งด้านข้างตัวเองถูกดึงเปิดออกเบาๆ ยังสะดุ้ง

“ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

นับสิบกลับมาพร้อมถุงโดนัทและแก้วกาแฟจากเซเว่น กลิ่นหอมของมันฟุ้งกระจายอยู่บนรถ

“กว่าจะกลับมานะ รอตั้งนาน”

“หืม นานเหรอครับ ยังไม่ถึงสิบนาทีเลย”

“กาแฟล่ะ” ผมพึมพำ มือหนาเลยยื่นแก้วกระดาษเคลือบมันส่งให้

“ผมผสมมาให้แล้ว ระวังร้อนนะครับ”

“อืม...”

ทีแรกผมกะว่าจะนั่งแทะโดนัทตอนนี้เลย กินให้เสร็จแล้วค่อยขับรถต่อ แต่ตอนนี้ผมว่ารีบพาไปส่งก่อนจะยิ่งพิลึกไปมากกว่านี้ดีกว่า เพราะงั้นเลยทำแค่ซดกาแฟอึกหนึ่ง วางไว้แล้วหันมาเปลี่ยนเกียร์เดินทางต่อทันที

ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางอยู่แล้ว พ้นแยกไฟแดงนี้ไปก็จะเลี้ยวเข้ามหาวิทยาลัยที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ ตั้งแต่ออกจากปั๊มน้ำมันมาคราวนี้ในรถเงียบเชียบมาก ผมแอบเหลือบมองนับสิบก็เห็นว่าเจ้าตัวนั่งนิ่งเหมือนขามา ส่วนน้องเอ๋ยจากกระจกหน้าก็เห็นว่าอีกฝ่ายมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังเหม่อคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว

...เวลานายเอกเศร้าจากการรักใครแล้วเขาไม่รักตอบ อารมณ์ในนิยายน่าจะประมาณนี้สินะ

“...”

ผมเริ่มคิดเรื่อยเปื่อย ขยับสายตามองเลขวินาทีที่จะติดไฟแดงก็เอื้อมมือไปหยิบกาแฟมาจิบอีกอึกใหญ่ๆ ถึงจะยังอึดอัดอยู่ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เปิดห่อเอาโดนัทออกมากินแก้อึดอัดแม่งเลย

“คุณจีน”

“หือ?”

“เลอะหมดแล้วครับ เดี๋ยวก็เหนียว”

“...!”

ตัวผมแข็งทื่อ จู่ๆ นับสิบเอื้อมมือมาใช้นิ้วปาดเกล็ดน้ำตาลที่ติดอยู่ตรงมุมปากผมให้

“ดีนะเขาให้ทิชชู่เปียกมาด้วย”

“...!!”

จากนั้นตามด้วยการฉีกซองทิชชู่เปียกก่อนจะยกขึ้นมาทำความสะอาดปากผมซ้ำ ช้าๆ เบาๆ พับเปลี่ยนทบแล้วดึงมือผมที่เลอะไม่ต่างกันไปเช็ดให้ต่ออีก

ผมกรามค้าง หยุดเคี้ยวฉับพลัน ทำ...เชี่ยอะไรเนี่ย 

พอรู้สึกตัวก็รีบดันมืออีกฝ่ายออก แต่นับสิบกลับใช้มือหนาและใหญ่กว่ากุมมือผมแน่นกว่าเดิม

“ไอ้สิบ...”

“ครับ?” นับสิบไม่ได้มองหน้าผม แต่สังเกตเห็นหัวคิ้วที่ขยับเข้าหากันเล็กน้อยเหมือนจะติติงที่ผมอยู่ไม่นิ่ง

เหมือนอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรมาก เจตนาแค่อยากช่วย แต่ดันทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก จังหวะหนึ่งที่ชำเลืองสายตาไปทางร่างเล็กของน้องเอ๋ยซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะหลังก็... ใช่เลย น้องเขากำลังทำตาโตจ้องมาที่มือของพวกเราไม่วาง

ปี๊น! ปี๊น! 

เหมือนเสียงปลุกสติ รถคันด้านหลังที่จอดรอสัญญาณไฟอยู่บีบแตรสองทีเน้นๆ เล่นเอาสะดุ้งโหยง เพิ่งเห็นว่าไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ บรรดารถที่เคยอยู่ด้านหน้าก็เห็นแค่ท้ายไกลลิบๆ เลยรีบดึงมือกลับมาอย่างแรง

“ถือเลย!” ปากว่าเสียงห้วน ยัดโดนัทที่ยังกินไม่หมดส่งไปให้คนข้างตัวอย่างนึกเคือง ซึ่งอีกฝ่ายก็เอื้อมมารับเอาไว้อย่างว่าง่าย จัดแจงเก็บลงถุงให้เรียบร้อยอีกด้วย

โอ๊ย ไอ้เด็กขี้ประจบ มึงประจบผิดเวลาแล้วเนี่ย!

 

บรรยากาศกองถ่ายวันนี้เทียบกับวันแรกแล้วคึกคักแตกต่างกันเลย มองเห็นเด็กๆ มหา’ลัยที่มามุงดูอยู่รอบๆ เพิ่มจำนวนขึ้นมากพอสมควร ถึงจะไม่ได้ล้นหลามแบบสตาฟฟ์เอาไม่อยู่อย่างเวลาเจอดารานักร้องดังๆ แต่ก็มีบางส่วนส่งเสียงพูดคุยบ้างถ่ายรูปบ้างจนทีมงานต้องเพิ่มขอบเขตกั้นพื้นที่ให้กว้างออกไปมากกว่าเดิม

เดาว่าน่าจะเพราะข้อมูลเริ่มกระจายมากกว่าเดิมว่าซีรีส์เรื่องนี้ใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำนั่นแหละ เชื่อเลยตอนนี้ในทวิตฯ คงเต็มไปด้วยรูปภาพและเสียงหวีดของบรรดาแฟนคลับแน่ๆ

“คุณจีนยังไม่กลับใช่มั้ยครับ”

“หืม ไม่รู้ แล้วแต่อารมณ์ มีไรเปล่า”

หลังจากเลี้ยวรถเข้ามาหาที่จอดอยู่ใกล้ๆ กับกองถ่าย ผมก็โบกมือบอกให้เด็กๆ ลงไปกันก่อน ส่วนตัวเอง... กูขอแดกกาแฟกับโดนัทนี่ให้หมดก่อน หิวมาตั้งนานแล้ว กินไม่สะดวกแถมยังมาเจอเหตุการณ์ของน้องเอ๋ยอีก

“คุณจีนบอกว่าวันนี้จะอยู่เป็นผู้ปกครองผม” หมายเลขสิบแปดทวนคำพูดของผมขึ้นมาด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่ทำให้ผมต้องกลอกตาไปมา ถ้าค้อนเหมือนผู้หญิงได้คงทำใส่ไปละ

“ทำอย่างกับยังเป็นเด็ก...”

“จะรอใช่มั้ยครับ”

“เออๆ รอๆ ไปๆ ไปแต่งตัวแต่งหน้าได้ละ น้องเอ๋ยลงไปนานละเนี่ย”

พอผมโบกมือว่าปัดๆ อีกฝ่ายถึงได้ยกมุมปากเป็นรอยยิ้ม ยอมปิดประตูแล้วล่าถอยไป ผมมองตามก็เห็นทีมงานเดินมาเรียกแล้วพาไปยังส่วนที่เป็นห้องเปลี่ยนเสื้ออีกทาง

ผมยังนั่งอยู่ในรถ เปิดห่อโดนัทกัดส่วนที่เหลือกินต่อ ยกกาแฟที่เย็นชืดไปแล้วขึ้นซดอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน กระทั่งผ่านไปหลายนาทีถึงได้ดับเครื่องยนต์แล้วก้าวออกไปด้านนอก สตาฟฟ์หลายคนหันมามอง แต่ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งมาสนใจอะไรนัก ปล่อยให้เดินเข้าไปอย่างว่าง่าย ผมเลยได้โอกาสเดินมาหยุดยืนดูอยู่ตรงจุดที่ไม่ห่างจากมอนิเตอร์มากนัก

เห็นผู้กำกับนั่งหน้ามองจออยู่ตรงนั้น มีการหยิบโทรโข่งขึ้นมาตะโกนบอกทีมงานเป็นพักๆ “เฮ้ย! ไมค์บูม[1]อ่ะไมค์บูม! ยกให้มันแข็งแรงหน่อยไอ้ทิตย์ กระดีดกระเด้งจนจะเข้าซีนด้วยอยู่แล้ว เอาใหม่... อ้าว คุณจีน”

“...สวัสดีครับ”

จังหวะที่หันมาป๊ะเข้ากับผมพอดี แกก็รีบปรับสีหน้าดุๆ ทิ้งไป ส่งสัญญาณมือบอกให้ทุกคนรอครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นเดินตรงมาหาผม ใช้แขนหนาๆ หนักๆ โอบไหล่อย่างสนิทสนม...

“มาด้วยสินะวันนี้ มาๆ มาดูตรงนี้ดีกว่า เฮ้ย ใครก็ได้ เอาเก้าอี้ให้คุณจีนสิวะ”

“เอิ่ม ไม่เป็นไรครับๆ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้”

“เหอะน่า มาๆ ผมอยากให้คุณจีนเห็นฝีมือการกำกับของผมนานละ นั่งด้วยกันนี่ดีกว่า”

และแล้วผมก็จำต้องนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กที่ทีมงานไปเอามาให้ข้างๆ กับผู้กำกับ แกดูจะกระตือรือร้นมีไฟขึ้นเยอะเมื่อมีคนอื่นๆ นอกจากทีมงานในกองของตัวเองมาดูด้วย แน่นอนว่ามุมเดียวกับผู้กำกับนี้มองเห็นจอมอนิเตอร์ชัดแจ๋ว

จอฉายภาพที่กล้องกำลังจับ ไม่ใช่แค่กล้องตัวเดียว ยังมีกล้องตัวใหญ่บนรางดอลลี่[2]อีกตัว แต่เหมือนว่าตอนนี้ยังไม่ได้ใช้ พื้นหลังที่ปรากฏคือบริเวณหน้าตึก เป็นฉากประชุมเชียร์ของคณะนายเอก อย่างหนึ่งคือการล่าลายเซ็นต์บรรดารุ่นพี่ ซึ่งน้ำชาถูกให้ทำตามคำสั่งด้วยการไปขอกอดคินทร์ที่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้พอดิบพอดี

จำได้ว่าตอนที่ผมเขียนฉากนี้ ตัวเองต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมอะไรแบบนี้พอสมควรเลย เพราะว่ามหา’ลัยที่ผมเรียนเป็นเอกชนซึ่งไม่มีการรับน้องใดๆ ทั้งสิ้น

“พร้อมๆ เริ่ม!”

“ฉากเชียร์สอง ซีนหนึ่ง คัทหนึ่ง เทคสาม!”

สิ้นเสียงตีสเลท กล้องถูกแพนไปยังหน้าเนียนใสที่แต่งมาอย่างดีของน้องเอ๋ย อีกฝ่ายก็แสดงได้ไม่เลว ทำสีหน้าแหยๆ แก้มแดงก่ำเหมือนคนลำบากใจจนจวนเจียนจะร้องไห้จริงๆ

“น้ำชาคะ อย่าร้องค่ะลูก อยากได้ลายเซ็นต์พี่ต้องทำตามนะคะ” ตามด้วยบทพูดของกะเทยรุ่นพี่

“จะให้... ชาทำอะไรครับ”

“อืมม นั่นสิ เอาอะไรดีน้า ขอพี่ตะวันแต่งงานดีมั้ย”

“ง่า ไม่เอา”

“หรือว่าจะเอาเป็น...” จังหวะที่น้องกะเทยนักแสดงกำลังทำหน้าร้ายๆ ขู่นายเอกผมเล่น สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงๆ หล่อๆ เดินเข้ามาในฉากก่อนพอดี

คราวนี้กล้องฉายไปทางนับสิบที่เดินเข้ามาพร้อมเพื่อนๆ ในกลุ่ม การแสดงของหมายเลขสิบแปดดีมากกก ไม่ได้ดูเท่เกินไปหรือว่าเก๊กมากเกินไป เป็นผู้ชายที่ดูแบดบอยโดยธรรมชาติ หมอนั่นทำให้ผมขยับสายตามองตามแบบแทบจะละไม่ได้ รู้สึกลุ้นและตื่นเต้นตามไปด้วย

“อ๊ายย คินทร์! พี่รู้แล้วค่ะน้องชา ไปขอกอดคินทร์แรงๆ สักทีให้พี่ดูหน่อยสิคะ!”

“เอ๊ะ...”

“เดี๋ยวพี่จะบรรจงเซ็นต์ให้สวยที่สุดในชีวิตเลยค่ะ กอดแรงๆ แล้วอย่าเพิ่งล้างมือนะคะ ขอพี่จับต่อ ไปค่ะไป!”

น้องเอ๋ยแสดงไปตามบท ถูกรุ่นพี่รบเร้า แม้สีหน้าจะใกล้ร้องอยู่รอมร่อ ตอนจังหวะที่หันไปเห็นหน้านับสิบแล้วเปลี่ยนอารมณ์เป็นตกใจนี่ใช้ได้เลย พอเดินก้าวเล็กๆ เข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าพระเอกซีรีส์ผมปุ๊บ ก็เอ่ยเสียงตะกุกตะกักได้น่ารักน่าทะนุถนอมเหมือนน้ำชาตัวจริงฉีกออกมาจากในหนังสือ

“พะ...พี่คินทร์”

“...”

“คือว่า... ผม... กอด...”

น้ำชาพูดโคตรติดอ่าง... ผมที่ดูผ่านจอมอนิเตอร์ถึงกับตัวเกร็งลุ้นตามไปด้วย

จังหวะนั้นน้องเอ๋ยโผเข้าไปกอดเอวสอบของนับสิบอย่างแรง แต่เพราะอีกฝ่ายตัวเล็ก เลยไม่ทำให้อีกคนสะดุ้งสะเทือน กล้องซูมเข้าไปที่แก้มแดงก่ำของน้องเขา แก้มแดงอย่างเป็นธรรมชาติ จนผมแอบคิดเลอะเทอะก้าวก่ายคนอื่นว่าเจ้าตัวอาจจะเขินจากการได้ใกล้ชิดกับเพื่อนที่แอบชอบอยู่จริงๆ

“ผม...”

“คัท!!!”

ผมสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ ผู้กำกับที่นั่งอยู่ข้างๆ ดันยกโทรโข่งขึ้นมาตะโกนจนหูแม่งแทบแตก

ทุกอย่างหยุดชะงักทันควัน บรรดาทีมงานและผู้ช่วยหน้าที่ต่างๆ หลายคนหันมามองผู้มีอำนาจมากสุดในกองตอนนี้ที่มีสีหน้านิ่วคิ้วขมวด บางคนย่นหัวคิ้วอย่างแปลกใจ บางคนก็สีหน้าหวาดๆ กลัวจะโดนวีน

“ไม่ได้ๆ มันยังดูมีความจงใจอยู่นิดหน่อย เอ๋ยลดอารมณ์ลงอีกนิด ส่วนนับสิบ ยังมีจังหวะหนึ่งเกร็งตอนถูกกอดอยู่นะ เข้าใจว่ามันยากนิดหน่อยที่ต้องมาแสดงหนังชายรักชาย แต่เกือบดีแล้วล่ะ เอาใหม่ๆ”

โอ้โห... เชื่อมั้ยว่าที่เล่นมาเมื่อครู่นี้ผมจับจุดที่ผิดพลาดแบบที่ผู้กำกับเอ่ยไม่ได้เลยสักอย่าง และเชื่อว่าทีมงานบางส่วนเองก็คิดเหมือนกัน ตอนแรกถึงได้มีสีหน้างุนงงกันเป็นทิวแถว

“ฮ่าๆ มองผมแบบนั้นหมายความว่ายังไงคุณจีน”

เพราะผมหันไปมองคุณไม้ด้วยสายตาชื่นชมโดยไม่รู้ตัว เจ้าตัวเลยเหมือนจะรู้สึกและอ่านความคิดได้ หันมาเลิกคิ้วยิ้มกว้างหนวดกระดิก อกงี้ยืดสูงขึ้นอีกเท่าตัว

เห็นท่าทางตั้งหน้าตั้งตารอคำวิจารณ์จากผมแบบนั้นแล้ว ผมเลยพูดชมให้ไปประโยคหนึ่ง แต่แน่นอนว่าที่ผมพูดไปผมก็คิดแบบนั้นอยู่จริงๆ “สุดยอดเลยครับ มืออาชีพมาก”

เท่านั้นแหละ เสียงหัวเราะพออกพอใจก็ดังลั่น “ของมันแน่อยู่แล้ว! บอกแล้วว่าผมจะทำให้คุณจีนไม่รู้สึกเสียใจเสียดายเลยที่ได้ผมคนนี้มาช่วยกำกับซีรีส์ให้”

มือหนาๆ หนักๆ ถูกยกขึ้นมาตบลงบนไหล่ผมเสียงดังปั้ก...

ผู้กำกับกระตือรือร้นซะยิ่งกว่าเดิม หยิบโทรโข่งขึ้นมาตะโกนให้ทุกคนเริ่มถ่ายต่อไป

“ฉากเชียร์สอง ซีนหนึ่ง คัทหนึ่ง เทคสี่!”

 

จากแดดอ่อนๆ ยามเย็นสี่ห้าโมงกลายเป็นท้องฟ้าครึ้มที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะมืดสนิท จากการถ่ายซีนทั้งหมดที่กำหนดไว้ตามตารางจนครบก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมง และนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมอยู่ดูการถ่ายทำตั้งแต่เริ่มจนถึงเลิกกองแบบนี้

เห็นบรรดาทีมงานช่วยกันอย่างขยันขันแข็งก็รู้สึกขอบคุณไม่น้อยเหมือนกัน ผู้กำกับเองก็ด้วย ถึงแกจะเป็นคนร่าเริงเฟรนด์ลี่เข้าถึงง่ายเกินไปอยู่บ้าง แต่ฝีมือการควบคุมและกำหนดอะไรต่างๆ นับว่าสุดยอดจริงๆ ตอนที่นั่งดูอยู่หลังจอมอนิเตอร์ไปนานๆ เข้า ผมเองก็เริ่มจะเพลินเหมือนกันที่ได้เห็นนักแสดงเล่นเป็นบทนั้นบทนี้ เลยนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนเป็นชั่วโมงๆ

เมื่อก่อนเคยดูแล้วเขินแทน แต่ตอนนี้กลับสนุกจนละสายตาไม่ได้

“ไอ้ตั้ม”

เจ้าของชื่อที่นั่งจิ้มโทรศัพท์อยู่เงยหน้าขึ้นมอง “อ้าว ไอ้จีน”

พอเลิกกองปุ๊บ ผมก็ขอแยกตัวออกมาหาถามหาเพื่อน ก่อนหน้านี้เห็นมันมาถึงตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้เข้าไปหา มีคนบอกว่ามันอยู่ในห้องที่จัดเป็นส่วนเปลี่ยนเสื้อผ้าของนักแสดงกับนับสิบ เลยกะจะมาชวนมันไปกินมื้อเย็นด้วยกัน

“มาแปลก วันนี้อยู่ถึงเลิกกองเลยนะมึง”

“เออ สนุกดี”

“เพราะเด็กกูเล่นเก่งป่ะ”

ผมชะงัก “...ก็เก่งทุกคนนั่นแหละ”

“แหม จะชมเป็นพิเศษให้ชื่นใจหน่อยก็ไม่ได้”

ตาผมมองคนตรงหน้าที่แสดงสีหน้าเหมือนจะงอนแทนเด็กมันแบบไม่จริงจังนัก จากนั้นจึงไล่ไปรอบๆ พอไม่เห็นร่างคุ้นเคยของใครบางคนก็เอ่ยถาม “แล้วเด็กมึงล่ะ”

“เปลี่ยนเสื้ออยู่ด้านหลังนู่น”

มันชี้ไปตรงมุมห้องอีกทาง ห้องนี้เป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อยู่ชั้นสองในตึกซึ่งทางกองถ่ายขอเช่ามหา’ลัยไว้ เนื่องจากเป็นห้องเรียน โต๊ะกับเก้าอี้บางส่วนยังวางอยู่ตำแหน่งเดิม มีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ยกไปกองพิงไว้ตรงมุมผนังเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับวางของ มุมฝั่งหนึ่งมีม่านสีทึบถูกกางไว้สำหรับให้นักแสดงเปลี่ยนเสื้อโดยเฉพาะ

“ก่อนหน้านี้ก็ถามหามึงอยู่ ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งติดมึงนะไอ้สิบเนี่ย”

“ติดกูเหี้ยไรล่ะ”

คนฟังหัวเราะหึๆ เมื่อเห็นสีหน้าพิลึกๆ ของผม “เห็นพวกมึงเข้ากันได้กูก็ดีใจเว้ย เด็กกูใช่ว่าจะสนิทกับคนอื่นง่ายๆ ที่ไหน จะว่าไป... ให้มันเช่าอยู่เป็นรูมเมทมึงตลอดไปเลยได้ป่ะ”

“ตลก” ผมสวนทันที “หนึ่งเดือน มึงพูดเองนะ อย่าลืม ตอนนี้เหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวแล้ว”

“โห ไอ้สิบมันก็ใช่ว่าจะทำความเดือดร้อนให้มึงซะที่ไหน ช่วยน้องมันหน่อยไม่ได้เหรอ”

“...” คำพูดของไอ้ตั้มทำให้ผมเงียบไปพักหนึ่ง สุดท้ายก็ตวัดสายตาไปอีกทาง กว่าจะเอ่ยออกมาได้อีกรอบก็หนักลิ้นลำบากใจอยู่เหมือนกัน “กูไม่ชิน... ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย”

จริงอยู่ที่นับสิบไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้ผมเลย เป็นผู้อาศัยที่น่ารักมากๆ ด้วยซ้ำ แต่เพราะผมอยู่คนเดียวมานานแล้ว ถึงจะเริ่มชินที่มีอีกคนอยู่ แต่ก็ยังชินกับการที่ได้อยู่คนเดียวอย่างก่อนหน้านี้มากกว่า

“นานๆ ไปเดี๋ยวมึงก็ชินเองนั่นแหละ”

“กูแต่ง...”

ยังอธิบายเหตุผลของตัวเองไม่ทันจบประโยค เสียงรูดม่านที่ดังแทรกก็ทำให้ผมกับไอ้ตั้มเปลี่ยนจุดสนใจทันที

นับสิบล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยแล้ว อยู่ในสภาพนับสิบอย่างที่ผมเห็นเป็นประจำจนคุ้นเคย สวมบทบาทเป็นพระเอกนิยายอยู่นานหลายชั่วโมง เวลานี้มองเห็นหัวคิ้วเข้มที่ชนกันเล็กน้อยของอีกฝ่ายด้วย จะเหนื่อยหรือว่าง่วงอยากนอนพักก็ไม่รู้ แต่เป็นแบบนั้นแล้วก็อดจะรู้สึกเห็นใจไม่ได้

เรียนก็ต้องเรียน แล้วยังมาทำงานอีก...

“สิบ” ผมกวักมือ

เจ้าตัวเดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย ถึงจะย่างก้าวฝีเท้าด้วยท่าทีสุขุมสูงส่งเหมือนเจ้าชายเช่นเคย แต่ก็ช้ากว่าเดิมจนผมโคลงศีรษะ หมายเลขสิบแปดไม่เหมาะกับการมาฝืนมาทรมานตัวเองอย่างนี้เลย

ไหวมั้ยเนี่ย ไม่ใช่ว่าจะป่วยจะไม่สบายหรอกนะ ...ผมไม่อยากพยาบาลคนไข้นะเว้ย

“เหนื่อยเหรอ”

“...”

ผมยกมือขึ้นแตะหน้าผากวัดอุณหภูมิ แต่อาจกะทันหันไปหน่อย เลยทำให้อีกฝ่ายตกใจ ร่างสูงสมส่วนชะงักเล็กน้อย

“โทษที ฉันนึกว่านายไม่ได้พักจนไม่สบายแล้ว” อธิบายแล้วขยับจะดึงมือกลับมา แต่ไม่ทันไรข้อมือก็ถูกมือหนายกขึ้นมากำรอบเอาไว้ก่อน คราวนี้เลยเป็นผมแทนที่เป็นฝ่ายชะงัก

“ไม่รู้เหมือนกันครับ คุณจีนลองดู”

นับสิบดึงมือผมไปแปะไว้ที่แก้มตัวเอง คราวนี้ผมเลยไล่มือไปตามกรอบหน้าเข้ารูปของอีกฝ่ายจนถ้วนทั่ว เลยมาวัดอุณหภูมิที่คอให้แน่ใจด้วย “อืม ก็ไม่ได้มีไข้นะ กลับไปก็นอนพักนานๆ หน่อยแล้วกัน พรุ่งนี้วันเสาร์พอดี”

“ครับ”

“หิวมั้ย”

“นิดหน่อย”

“งั้นไปกินข้าวกัน อยากกินไร”

“คุณจีนอยากกินอะไรล่ะครับ ผมตามใจคุณจีน”

“ไม่ต้องตามใจฉันละวันนี้ ตามใจนายเนี่ยแหละ คิดเร็ว”

พอผมว่างั้น นับสิบก็นิ่งไป สุดท้ายก็เอ่ยชื่อร้านร้านหนึ่งขึ้นมาเหมือนเป็นเชิงแนะนำมากกว่า ผมอยากจะปลอบใจหมายเลขสิบแปดที่เหนื่อยในวันนี้อยู่แล้ว เลยพยักหน้าตามอย่างว่าง่าย แต่พอหันไปทางไอ้ตั้มเพื่อจะบอกให้มันเก็บข้าวเก็บของรีบไปก่อนจะยิ่งค่ำมากกว่านี้ คิ้วก็ขยับขึ้นสูง

“ทำหน้าโง่อะไรของมึง”

“...”

หน้ามันเหลอหลา มองผมด้วยท่าทีเอ๋อๆ แล้วเคลื่อนสายตาไปจ้องเด็กของตัวเองต่อแทบไม่กะพริบ

“มันเป็นไร” พออีกฝ่ายไม่ตอบผมก็หันไปถามนับสิบ

“ไม่รู้สิครับ”

“ไอ้ตั้ม หยุดทำหน้าซื่อบื้อได้ละ กูหิวแล้ว”

“เอิ่ม...” คราวนี้มันรู้สึกตัวเมื่อผมยกมือทำท่าขู่จะจิ้มตาเข้าให้ ปากที่อ้าค้างอยู่หุบเข้าหากัน จากนั้นอ้าใหม่ อ้าๆ หุบๆ อยู่พักหนึ่งกว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ “มึงว่าใครหน้าซื่อบื้อ กูแค่...”

“แค่?”

“แค่...” สีหน้ามันยังดูพิกล แต่ต่อมาก็สะบัดหัว “ช่างเหอะ ป่ะ กินข้าวๆ”

[1] ไมค์บูม อุปกรณ์สำหรับอัดเสียงเจาะจง เช่น การอัดเสียงพูดแบบตัดเสียงลมรบกวนออก

[2] รางดอลลี่ เมื่อวางกล้องแล้วเคลื่อนจะได้ภาพที่นิ่งมากๆ

===============================

<3

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น