วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 7
แบบอักษร

 

นับ 7 

เวลาจะแต่งนิยายหรือสร้างบทประพันธ์อะไรขึ้นมาสักเรื่อง ข้อมูลที่ใช้ในการเผยแพร่จะต้องถูกต้อง ทั้งเพื่อการเสริมความรู้ให้กับนักอ่าน และความสมจริงหรืออรรถรสต่างๆ

ถึงจะเป็นนิยายรักเน้นการประโลมหัวใจแต่ความสมเหตุสมผลและถูกต้องก็จำเป็นเหมือนกัน ไม่เว้นแม้แต่...

ฉากแบบนั้นแบบนี้แบบโน้น 

ฉากแบบนั้นแบบนี้แบบโน้นคืออะไร? ก็คือเซ็กซ์ระหว่างตัวละครนั่นแหละ หลายอาทิตย์ก่อนที่ผมคุยกับบอกอแล้วแกแนะนำมาว่าอยากให้เขียนบทรักในนิยายเรื่องนี้ไปในทางแซ่บๆ ผมตอบรับแต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากตั้งใจแต่งฉากปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน แต่เวลามันก็ดันเดินเร็วเกินไป ไม่ทันไรฉากนี้ก็มาถึงจนได้

อย่างที่บอกว่าผมไม่ใช่เกย์ ถ้าจะเขียนฉากเซ็กซ์แต่ละครั้งก็ต้องหาข้อมูล เปิดอ่านนิยายของคนอื่นบ้าง น่าหนักใจสุดคือไอ้ความรู้สึกของพระเอกนายเอกนั่นแหละ ระหว่างกระทำมันเป็นยังไง นี่ยากที่สุดแล้ว

“ด้วยจุดจีสปอต”

ปากพึมพำตามตัวอักษรที่ผ่านตา

ตั้งแต่ตีสาม ผมออกมานอกห้องเพื่อเวฟข้าวกิน ยกมานั่งตรงโซฟาพร้อมไอแพดและกระดาษจดข้อมูล รู้ว่านับสิบน่าจะนอนหลับไปแล้วเลยเปิดแค่ไฟส้มดวงเล็กๆ ไว้ จากนั้นสามชั่วโมงอยู่ที่เดิมไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน รู้ตัวอีกทีพอหันไปมองหน้าต่างก็เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ...ตีสามถึงหกโมงเช้า ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่เลย

‘ผู้ชายเองก็ถึงจุดสุดยอดได้โดยไม่ต้องสัมผัสส่วนหน้า ผ่านจุดจีสปอต’ 

“ถ้ากดถูกจุด เขาบอกว่าความรู้สึกมันจะฟินยิ่งกว่าเสร็จแบบธรรมดาร้อยเท่าเลยครับ โห เอาจริงดิ...”

ร้อยเท่า?... โม้ป่ะเนี่ย แบบนั้นผู้ชายทั้งโลกไม่เปลี่ยนมาใช้ช่องทางหลังกันหมดแล้วเหรอ

แม่ง ข้อมูลในเน็ตนี่มันเหมือนดาบสองคมจริงๆ หาง่าย แต่อะไรจริงไม่จริงไม่รู้ ผมวนเวียนเข้าเว็บนั้นออกเว็บนี้ อ่านความเห็นในกระทู้ต่างๆ สุดท้ายไม่ไหว จากคู้เข่าขยับเป็นเอนตัวนอนราบไปตามความยาวของโซฟา เพราะนั่งนานเลยรู้สึกเมื่อย แถมยังเริ่มง่วงแล้วด้วย แต่เพราะยังมีเรื่องค้างคา ในหัวเลยมีคำว่า จุดอีสปอต ถึงจุดสุดยอดอะไรพวกนี้เต็มไปหมด

ไม่ กูจะต้องไม่หมกมุ่น ...ไม่หมกมุ่น 

หลับตานิ่งๆ ไปสักพัก สติก็เริ่มจะจมจ่อมไปทีละน้อย มือปล่อยโทรศัพท์ร่วงหล่น อยู่อย่างนั้นนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ต่อมากลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝัน... เป็นฝันที่ทรมานมากๆ

ฝันว่าผมจมอยู่ในกองกระดาษที่เอาไว้จดข้อมูลประกอบต้นฉบับจนอึดอัดขยับไม่ได้ พอตะเกี่ยตะกายออกมาจากกองภูเขานั่นได้ก็ถูกเอ็นที่มองไม่เห็นบังคับเชิดให้ต้องคว้าหนังสือบอยเลิฟเรื่องต่างๆ ทั้งไทยและเทศมาเปิดหาฉากแบบนั้นแบบนี้แบบโน้นจนมือเป็นระวิง

ตอนที่จะเอาหนังสือพวกนั้นทุบหัว ผิวเนื้อตรงแก้มจู่ๆ กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นจางๆ

“จีน...”

เสียงทุ้มนุ่มของใครสักคนกระซิบเรียกชื่อผม...

ร่างกายที่เหนื่อยล้าเหมือนเป็นต้นไม้ที่ได้รับน้ำสายหนึ่ง

“นอนแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกครับ”

ไม่รู้ทำไม แค่ฟังเสียงพูดก็รู้สึกเหมือนถูกปลอบประโลม จากอาการอึดอัดหายใจไม่ออก ความหนักอึ้งที่ถูกกองภูเขากระดาษรายล้อมรอบๆ เริ่มหายไป

พอหน้าผากและศีรษะถูกลูบเบาๆ ผมก็หลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว สบายจนเผลอส่งเสียงในลำคอ ขยับเบาๆ เหมือนจะให้ความอบอุ่นนั่นลูบต่อไป

“อืม...”

ไออุ่นนั่นเคลื่อนลงมาที่คอ จากนั้นจู่ๆ ก็ผละหายออกไปเฉยๆ จนผมมุ่นคิ้วเข้าหากัน ไอเย็นของแอร์ที่ตกกระทบทำให้ผมรู้สึกทรมานอีกแล้ว แต่เพราะง่วงมากเกินไปเลยรู้สึกแค่ว่าสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น

เปลือกตาตัวเองกะพริบช้าๆ พอเปิดขึ้นแค่หรี่แคบก็มองเห็นวงหน้าของใครบางคนอยู่ใกล้ๆ มัวจนจับไม่ได้ว่าตาหูจมูกปากเป็นยังไง อาจเพราะนอนไปได้แค่ชั่วโมงสองชั่วโมงตาเลยพร่าไปหมด เห็นแค่ว่าใบหน้านั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเริ่มจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นๆ ของลมหายใจ

เป็นความอุ่นแบบเดียวกับที่หายไปก่อนหน้า ผมเลยไม่ได้ขยับหนี ความนุ่มหยุ่นบางอย่างเลยทาบทับลงมาตามกรอบหน้า จากขมับ ไล่ลงไปตามแก้ม ปลายคาง...

ไลน์ ไลน์ ไลน์! 

“...!” ผมสะดุ้งโหยง

เสียงข้อความเข้าไอ้แอพฯ สีเขียวพร้อมแรงสั่นสะเทือนรัวๆ จากมือถือทำให้ผมรู้สึกตัว คิ้วขยับมาชนกันทันใด ต้องเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสูงในห้องนั่งเล่นของตัวเอง พอเบี่ยงไปด้านข้างก็เห็นมือถือที่ตั้งนิ่งอยู่บนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาเขย่ากระทบกระจกเสียงดังสนั่น

ใครวะ กำลังหลับสบายเลยเนี่ย 

ผมเอื้อมมือไปคว้า จังหวะที่ดันกายขึ้นจากโซฟา ผ้านวมผิวนุ่มลื่นที่คลุมอยู่บนตัวก็เลื่อนลงไปกองกับพื้น เล่นเอาผมหยุดนิ่งไปจังหวะหนึ่ง ตากะพริบปริบๆ มองมันด้วยสีหน้าโง่ๆ

เดี๋ยวนะ ของใคร? 

ผมดึงมันกลับขึ้นมาบนโซฟา ขยำๆ อย่างแปลกใจ สุดท้ายก็ทำอะไรตลกๆ ด้วยการก้มลงไปดม ได้กลิ่นหอมสะอาดเย็นๆ คุ้นเคยแบบที่มักจะได้กลิ่นเวลาเดินเฉียดกรายเข้าใกล้นับสิบในระยะประชิด

ของนับสิบงั้นสินะ? ...แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ในห้องตอนนี้ก็พักกันอยู่สองคน ถ้าผมไม่ละเมอเอามาห่มเองก็ต้องเป็นหมอนั่นนั่นแหละ คงจะหยิบมาให้ก่อนไปมหา’ลัยแน่ๆ และไม่รู้ว่าผมขี้เซาหรือว่าเด็กนั่นทำอะไรเบาโคตรเบา ผมถึงไม่ได้ยินและไม่รู้ตัวเลยสักนิด รู้แค่ว่าหลับสบายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ไลน์ ไลน์! 

มือถือสั่นประท้วงผมอีกครั้ง คราวนี้ผมเลิกสนใจเรื่องอื่นแล้วหยิบมันขึ้นมาปลดล็อค

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : ไอ้จีน

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : วันก่อนกูคุยกับพวกไอ้จิมไอ้ต่อว่าเจอมึง

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : มันเลยอยากเจอบ้าง ให้กูมานัดมึงไปดื่ม

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : (ส่งสติกเกอร์)

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : แต่ว่าหลายๆ คนแม่งมีงาน กลัวว่าจะว่างไม่ตรงกัน บอกวันว่างมาเพื่อน

ที่แท้ก็ผู้จัดการส่วนตัวของนับสิบนี่เอง ผมอดจะส่งเสียงจิ๊จ๊ะใส่มือถือไม่ได้ที่โดนปลุกขึ้นมาเพราะเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร เซ็งตัวเองที่หลับไปโดยลืมปิดเสียง แต่นิ้วก็พิมพ์ตอบกลับ

Gene : ถ้าใกล้ๆ นี่ก็ว่างเสาร์กับจันทร์หน้า

คำว่าอ่านแล้วขึ้นหลังข้อความผมอย่างรวดเร็ว เพราะงั้นเลยไม่ได้กดออกจากจอแชท รอมันตอบกลับมาแล้วคุยกันให้เสร็จทีเดียวจะได้ไปทำธุระส่วนตัว แต่ก็ต้องหน้ายุ่งขึ้นมาอีกรอบเพราะมันเสือกวิดีโอคอลมาเลย

“ทำไมมึงชอบคอลจังวะ กูเพิ่งตื่นเนี่ย”

ไอ้เชี่ยตั้มขำ (ก็กูขี้เกียจพิมพ์นี่หว่า จะอายอะไรกับแค่หน้าอึนๆ ตอนตื่นนอน กูไม่ใช่แฟนมึงสักหน่อย)

“อายพ่อง กูยังไม่ได้แปรงฟัน ไม่อยากเปิดปากเถอะ”

(น่า คุยแป๊บเดียว ตกลงมึงว่างเสาร์กับจันทร์นะ กูจะได้บอกไอ้พวกนั้น แล้วค่อยนัดกันอีกที)

“เออ”

(ไอ้หวานก็มานะ เออมึงรู้ยัง ไอ้หวานอ่ะ...)

“อือ?”

(มันคบกับไอ้ต่อแล้วนะเว้ย หมั้นกันตั้งแต่หลายเดือนก่อน หาฤกษ์เตรียมแต่งแล้วด้วย)

คิ้วผมขยับเปลี่ยนตำแหน่งทันควัน “ถามจริง? เมื่อก่อนมันทะเลาะตบตีกันทุกวัน ไหงมาเป็นแฟนกันได้เนี่ย”

(คู่รักคู่กัดไงสัด ไม่เคยได้ยินเหรอ ไม่ใช่แค่คู่นี้นะ ยังไม่ได้บอกใช่ป่ะ ไอ้จิมก็มีแฟนแล้วนะเว้ย เหมือนจะมีแค่กูกับมึงนี่แหละมั้ง) ไอ้ตั้มพูดพลางยกแก้วสตาร์บัคมาดูดอึกหนึ่ง (อายุแม่งก็ยี่สิบหกละ นานกว่านี้จะไม่มีใครเอาแล้วเนี่ย)

“งั้นมึงก็แนะนำให้กูดิ กูไม่เรื่องมากหรอก”

(โอ๊ย ตัวกูเองก็ยังเอาไม่รอดเล้ยย ทำแต่งานๆๆ เมื่อวานให้น้องในบริษัทยืมรถต้องขับมอ’ไซค์ตากแดดตอนเที่ยงจนรู้สึกจะเป็นไข้แดดแล้วเนี่ย) มันทำเป็นนวดหัวตา ต่อมาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้กล้องมากกว่าเดิม (มึงก็อยู่แต่ในห้องระวังจะป่วยนะเว้ย นั่งพิมพ์นิยายทั้งวัน ระวังจะปวดหลังตอนแก่ ไปเจาะเลือดตรวจสุขภาพบ้าง)

คำพูดยืดยาวของมันเล่นเอาหน้าผมเปลี่ยนสี “มึงจะมาพูดให้กูกลัวทำไมเนี่ย”

(พูดให้กลัวเหี้ยอะไร เขาเรียกว่าเตือนไว้ก่อน เอ้อ แล้วนี่ไอ้สิบมันออกไปเรียนรึยัง)

“ไปแล้ว”

(เออ เย็นนี้มันไม่มีคิวถ่าย แต่พรุ่งนี้แม่งมีแต่เช้าเลย ถ้าเห็นคืนนี้มันนอนดึกก็ฝากเตือนหน่อยล่ะ)

“อือ” ผมรับปากอย่างว่าง่าย อาจเพราะรู้สึกว่านับสิบเป็นเด็กดี ก่อนไปเรียนยังอุตส่าห์ห่มผ้าให้ผม ก็เลยอยากจะช่วยไอ้ตั้มดูแลตักเตือนเด็กมันบ้าง “แล้วนี่มึงมีตารางเรียนของเด็กมึงป่ะ”

(ตารางเรียน? ของไอ้สิบอ่ะนะ)

“อือฮึ”

(มี เอาไปทำไมวะ)

“เดี๋ยวเย็นนี้กูจะออกไปรับ แล้วจะแวะไปหาอะไรกินต่อเลย”

(วะ) ทีแรกมันทำหน้าอึ้ง ต่อมาก็ยักคิ้วหลิ่วตา (เพื่อนกูเดี๋ยวนี้ริเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกับเขาแล้วเหมือนกันเหรอ เด็กกูมันมีบุญจริงๆ วุ้ย คิดไม่ผิดเลยที่ฝากนับสิบไว้กับมึง)

“...” ผมไม่ตอบอะไรนอกจากแสดงสีหน้าเซ็งๆ

ไม่ใช่ไรหรอก ก็เคยคุยกับนับสิบเอาไว้แล้วว่าว่างๆ จะออกไปรับไปส่งเพราะอีกฝ่ายไม่มีรถ แต่ตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ทำตามปากว่าเลยสักรอบ วันนี้นึกอยากกินข้าวนอกบ้านขึ้นมาพอดี เลยกะจะรับนับสิบแล้วออกไปหาอะไรกินด้วยกันเลย

(เออๆ เดี๋ยวกูส่งไปให้ละกัน)

ผมคุยกับไอ้ตั้มอีกราวๆ เกือบยี่สิบนาทีเห็นจะได้ สุดท้ายเหมือนว่ามันต้องไปทำงานต่อแล้วเลยยอมวางสายสักที ยังดีที่ไม่ลืมส่งตารางเรียนของนับสิบมาให้ ส่วนผมดันลืมขอช่องทางติดต่อนับสิบไว้ เลยพิมพ์ขอขอเบอร์และคอนแทคไลน์ของนับสิบไปทีหลัง เล่นเอาไอ้ตั้มแปลกใจเพราะพวกเราอยู่ห้องเดียวกันแต่ไม่มีช่องทางติดต่อกันและกันเลย

พอเรียบร้อยก็ล็อคจอโยนมือถือไปไว้โซฟาอีกด้าน ลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น วันนี้นับสิบเลิกสี่โมงครึ่ง ยังมีเวลาอีกสามชั่วโมงในการจัดการต้นฉบับ

ชีวิตผมวนเวียนอยู่แค่นี้แหละ... ไงล่ะ จืดชืดซะจนไม่แปลกใจที่จะไม่มีแฟน

เพราะว่านอนเต็มอิ่มและหลับสนิทแบบหาได้ยาก เลยค่อนข้างจะอารมณ์ดี ผมเดินเช็ดผมที่เปียกหมาดเข้าไปในห้องครัว แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นฝาชีที่วางอยู่กลางโต๊ะ

“ข้าวผัด? ไข่เจียวด้วย”

พอเปิดก็เห็นข้าวจานหนึ่งพูนๆ วางอยู่ ...ไม่ต้องเสียเวลาเดาเลย นับสิบแน่ๆ

ไม่มีโน้ตอะไรแปะอยู่เลย แต่การใช้แร๊ปซีนไว้อย่างดีก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายซื้อมาใส่จานทิ้งไว้ให้ ผมห่อปากมองอย่างอึ้งๆ ยิ่งรู้สึกว่าวันนี้จะต้องไปรับแล้วพาไปกินข้าวด้วยกันให้ได้

ผมเอามันเข้าไมโครเวฟ นั่งกินที่ห้องครัวนั่นแหละ เรียบร้อยปุ๊บนั่งให้ย่อยครู่หนึ่งก็ไปหิ้วแม็คบุ๊คออกมาที่โซฟาด้านนอก ตามด้วยเปิดตู้รื้อหาหนังสือนิยายและการ์ตูนบอยเลิฟทั้งหมดทั้งที่ได้จากบอกอทั้งซื้อเองมาตั้งกองสูงเป็นตึก แน่นอนว่าเลือกเอาหนังสือแปลของจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่นที่มีบทรักแซ่บๆ โดยเฉพาะ

นั่งลงตรงโซฟาตำแหน่งเดิม เพราะเห็นว่ามีผ้านวมของนับสิบอยู่แล้วก็โกยมากอดไว้ เปิดหน้าเวิร์ดแล้วเลื่อนลงมายังหน้าล่าสุดที่พิมพ์ค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวานซืน

จมูกสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตาจ้องจอขณะรวบรวมสมาธิ...

 

ผ่านไปหลายชั่วโมง ผมก็พับจอโน้ตบุ๊คของตัวเองลงหลังจากมันดับสนิท ลุกขึ้นจากโซฟา เหยียดแขนชูสูงบิดเอวอย่างปวดเมื่อย ส่งเสียงแผ่วๆ ออกมาอย่างอดไม่ได้ พอเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นขึ้น ก็เลือกเอาเสื้อคลุมไหมพรมตัวที่เหมาะกับอากาศร้อนมาสวม หยิบกระเป๋าสตางค์ มือถือ และกุญแจรถติดออกมา

ส่งยิ้มให้พี่ยามประจำคอนโดฯ อย่างทุกทีก่อนเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ ผมยังไม่ได้เปลี่ยนเกียร์ถอยหลัง ทำแค่คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเอามือถือขึ้นมากดหาเบอร์นับสิบที่เพิ่งเมมฯ ไว้

จากตารางเรียนที่ได้จากไอ้ตั้ม วันนี้นับสิบเลิกสี่โมงครึ่ง ผมพิมพ์ต้นฉบับเสร็จเมื่อตอนสี่โมงกว่า เพราะเขียนแค่ฉากเดียวล้วนเลยเสร็จไวกว่าปกตินิดหน่อย ทำนั่นนี่ตอนนี้ก็ตรงกับเวลาเลิกของหมายเลขสิบแปดพอดี

ผมไม่อยากไปเก้อ เกิดฝั่งนั้นไม่ว่างหรือมีนัดกับเพื่อนอยู่ก่อนแล้วจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

(ครับ)

รอสายอยู่พักหนึ่ง จากสัญญาณก็ตัดเข้าสู่เสียงทุ้มนุ่มเป็นเอกลักษณ์ ได้ยินแค่คำสั้นๆ ก็รู้เลยว่าเป็นเจ้าตัว แต่ฟังดูแปลกใหม่อยู่บ้างเมื่อน้ำเสียงมีความราบเรียบและเย็นชาหน่อยๆ แทรกอยู่

“ฉันเอง จีน”

(...)

“เลิกเรียนรึยัง?”

(...)

“นับสิบ?” ผมเรียกเมื่อจู่ๆ ฝ่ายนั้นก็เงียบไปซะเฉยๆ ขยับมือมาดูจอก็เห็นสายยังอยู่ “ได้ยินมั้ยเนี่ย?”

(ครับ ได้ยิน...)

“ทำไมถามแล้วไม่ตอบ ยุ่งอยู่เหรอ”

(เปล่าหรอกครับ ผมแค่... อึ้งนิดหน่อยที่คุณจีนโทรมา)

“อึ้งที่ฉันโทร? อึ้งทำไม”

เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังมาตามปลายสาย (ก็ไม่คิดว่าคุณจีนจะโทรหานี่ครับ)

“อ้าว ก็ฉันจะไปรับนายก็เลยโทรถามก่อน เอาเบอร์มาจากไอ้ตั้มมัน” ผมอธิบาย “ไปหาไรกินกัน”

(วันนี้เหรอครับ?)

“อือ ฉันเพิ่งพิมพ์งานเสร็จ ไม่ว่างเหรอ”

(ว่างสิครับ) นับสิบตอบกลับมาว่องไวเหมือนจะแสดงความกระตือรือร้นให้เห็น รู้ว่าอีกคนอยากจะไปด้วยกันผมก็อดยิ้มอย่างพออกพอใจอยู่เงียบๆ คนเดียวไม่ได้

ผมว่าผมชักจะเข้าใจความรู้สึกพวกอาจารย์หรือหัวหน้างานที่รู้ว่าตัวเองโดนประจบแล้วยังรู้สึกชอบและปล่อยให้อีกฝ่ายประจบต่อไปแล้วแฮะ...

“งั้นเดี๋ยวฉันไปรับ รอที่หน้าตึกเรียนคราวก่อนที่ฉันเคยไปส่งก็ได้”

(คุณจีนไม่ต้องขับเข้ามาด้านในก็ได้ เดี๋ยวผมเดินไปรอหน้ามอ จะได้กลับรถไม่ลำบาก)

ผมเลิกคิ้ว “เอางั้นเหรอ เดินไปหน้ามอเลยนะ ไหวมั้ย”

จำได้รางๆ ว่ามหาวิทยาลัยของนับสิบใช่ว่าจะเล็กๆ แบบเดินไม่กี่สิบก้าวก็ทั่วถึงสักหน่อย ขนาดระหว่างตึกหนึ่งไปอีกตึกยังค่อนข้างไกล ตอนนั้นเห็นพวกเด็กๆ ต่อแถวรอมินิบัสรับส่งของมหา’ลัยกันยาวเหยียด

(คุณจีนก็ยังมาไม่ถึงนี่ครับ ผมเดินพลางๆ น่าจะถึงพอดีกัน)

“งั้นก็โอเค ฉันจะรีบไป ถึงแล้วจะโทรหาอีกทีละกัน”

ได้ยินเสียงตอบรับอย่างเด็กดีพึงกระทำผมก็วางสาย หย่อนมือถือลงในช่องใส่แก้วข้างเกียร์ จากนั้นถึงจะเริ่มถอยหลังขับออกจากคอนโดฯ ของตัวเอง

ยังดีที่ระยะทางระหว่างที่พักกับมหา’ลัยของนับสิบไม่ได้ไกลกันมากนัก ผมไม่ได้ขับแบบกินลมชมวิวเหมือนปกติ แต่เร่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าเด็กไอ้ตั้มจะเดินไปหน้ามอเอง ถึงฝ่ายนั้นจะบอกว่าทันพอดีกันก็เถอะ แต่ผมคิดว่าอย่างนับสิบไม่น่าจะไหว ไปให้เร็วขึ้นกว่าเดิมจะได้เข้าไปรับในมอท่าทางจะดีกว่า

ตอนจอดติดสี่แยกไฟแดงก่อนเลี้ยวเข้ามหา’ลัย ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาโทรหาอีกรอบ แต่แล้วก็หลุดหน้าเหลอหลาเมื่อนับสิบบอกว่ายืนอยู่ใกล้ประตูใหญ่ด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว

เหาะมาอ่อถามจริง...

ผมตบไฟเลี้ยวเข้าจอดใกล้ๆ กับร่างสูงเด่นโคตรเด่น พอกดปลดล็อคปุ๊บ ไม่ต้องให้บอกนับสิบก็เปิดประตูก้าวขึ้นมานั่งทันที อีกฝ่ายวางแฟ้มและหนังสือเรียนไว้ใกล้ที่วางเท้า จากนั้นหันมายิ้มน้อยๆ

“อืม...”

นับสิบไม่ได้พูดอะไร แต่ผมรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายทักทายเลยส่งเสียงรับในลำคอ แอบสะบัดศีรษะเบาๆ เมื่อในหัวมันดันคิดภาพว่าอีกฝ่ายยกมือขึ้นไหว้เหมือนไหว้ผู้ปกครองเวลามารับที่หน้าโรงเรียนตอนเย็น

ไม่ๆ มึงไม่ใช่เสี่ยไอ้จีน อย่าลืม... เลอะเทอะฉิบหาย

“คุณจีนมาถึงไวกว่าที่ผมคิดอีกนะครับเนี่ย”

“กลัวนายเดินเหนื่อย ก็เลยเร่ง”

หัวคิ้วนับสิบขยับเข้าหากันนิดหน่อย แต่นิดมากจนแทบสังเกตไม่เห็น “คราวหลังไม่ต้องนะครับ อันตราย”

“อะไร ฉันก็ไม่ได้ปาดซ้ายปาดขวาคนอื่นสักหน่อย”

“ครับๆ แล้วคุณจีนอยากกินอะไรครับ”

“นายหิวยัง”

“ก็นิดหน่อย ถ้าอยากกินตอนนี้ก็ได้ ผมตามใจคุณจีน”

“อ้อ...” ผมครางรับคำอีกฝ่ายเบาๆ ในลำคอ ระหว่างนั้นก็เหยียบคันเร่งพาตัวเองและคนข้างๆ ออกนอกเขตมหาวิทยาลัยที่พลุกพล่าน “งั้นอยากกินอะไรล่ะ ต้มเล้งมั้ย ขับไปเยาวราชเลย”

พอผมว่าอย่างนั้น นับสิบก็หัวเราะออกมา...

ไม่ได้เป็นเสียงหัวเราะฮาก๊าก แต่เป็นการหัวเราะพอประมาณที่ฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่าคนคนนี้ไม่ว่าทำอะไรก็มีเสน่ห์ดูสูงส่งเหมือนเจ้าชายไปหมดซะทุกอย่าง

แต่ผมไม่หลงเหมือนไอ้หินหรอก เลยใช้โอกาสตอนชะลอรถหันไปมอง “ขำอะไรไม่ทราบ”

“เปล่าครับ คุณจีนน่ารัก ผมเลยเผลอไป”

“หะ...”

เชี่ยย! 

เท้าผมที่เหยียบเบรกแบบชะลอๆ อยู่ดีๆ เกือบจะส่งแรงพรวดไปจนรถกระตุก ดีที่ออมแรงเอาไว้ทัน ต้องเก็บหน้าเหวอๆ กลับมาทำสมาธิกับการขับรถต่อ...อันตรายๆๆ

“อันตรายนะครับ ระวังหน่อย”

ยังมีหน้ามาทำทีท่าเหมือนดุกูอีก!

“นายนั่นแหละ เพี้ยนอะไรเนี่ย จะประจบก็ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ ขนลุก”

“ประจบ?” ผมไม่ได้หันไปมอง แต่เห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้ารางๆ จากหางตา คิ้วเข้มข้างหนึ่งขยับสูงขึ้น “ใครบอกว่าผมประจบ ผมไม่เคยประจบคุณจีน”

“ไม่เคยประจบ? แล้วไอ้ที่พูดนี่ไม่เรียกประจบแล้วจะให้เรียกว่ายังไง”

พอถูกถามแบบนี้ นับสิบก็นิ่งไปนิดหน่อย ต่อมาก็ยิ้มบางๆ เอ่ย “เรียกว่าคำชมไงครับ”

“...”

พอเหอะ... ไอ้เด็กนี่ไม่มีเซ้นส์ในการชมคนอื่นเล้ย

ไม่นานนักผมก็ขับมาจนถึงที่หมาย เพราะยังไม่ค่ำมาก ความคึกคักเลยยังไม่มากเท่าไหร่นัก เห็นร้านอาหารแต่ละร้านเริ่มขนย้ายอุปกรณ์มาตั้ง ผมเลยขับผ่านแล้วเลี้ยวเข้าเช่าที่จอดรถ ถึงจะเร็วไปหน่อย แต่ร้านที่กินประจำป่านนี้เขาก็เอาโต๊ะเหล็กออกมากางแล้ว เลยกะว่าจะนั่งรอจนกว่าเถ้าแก่จะเตรียมวัตถุดิบเสร็จ

นับสิบเป็นเด็กดีว่าง่ายไม่เรื่องมากอะไร ผมนั่งรอเขาก็นั่งรอ เมียเถ้าแก่และลูกน้องสาวๆ ในร้านยังกรี๊ดกร๊าดเดินมาขอถ่ายรูปจนเฮียแกตวาดด่าให้ไปทำงานต่อเลยด้วยซ้ำ

ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง พอกินมื้อเย็นเสร็จ ผมก็ใจป้ำพานับสิบไปกินเต้าฮวยเป็นของหวานต่อ แวะซื้อปาท่องโก๋กับสังขยาสองถุงใหญ่ด้วย เพราะงั้นพอกลับมาถึงห้องก็อิ่มตื้อพุงกาง แทบจะกลิ้งแทนเดิน

ผมทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ส่วนนับสิบซึ่งเดินตามมาใช้ตาคมๆ กวาดมองไปตามโต๊ะที่แค่วันเดียวสภาพก็เปลี่ยนเป็นเละเทะ “คุณจีนนอนอยู่ตรงนี้ตลอดทั้งวันเลยเหรอครับ”

“หือ? อ้อ ช่าย วันนี้หลับลึกด้วย” น้ำเสียงผมติดจะยานค้างแบบคนขี้เกียจ แต่ก็แฝงความพอใจลึกๆ แต่พอนึกขึ้นมาได้ก็ชี้ผ้านวมผืนนุ่มที่ยังตั้งกองอยู่บนโซฟา “ไอ้นี่... นายเอามาห่มให้ฉันสินะเมื่อเช้า”

ร่างสูงมองของในมือผมด้วยสีหน้านิ่งๆ ก่อนพยักหน้า

“ขอบใจนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมได้ของตอบแทนมาแล้ว”

“หือ?” ผมหันไปมองคนพูดอย่างแปลกใจ แต่ว่านอกจากรอยยิ้มเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะเห็นอีกฝ่ายทำเป็นประจำก็ไม่เห็นหรือได้ยินอะไรเพิ่มเติมอีกเนื่องจากอีกฝ่ายหมุนตัวไปทางประตูห้องนอนของตัวเองแล้ว

นับสิบอาจจะไปอาบน้ำหรือทำธุระส่วนตัว เพราะพอเลิกปุ๊บก็ถูกผมพาไปเบียดเสียดผู้คนตะลุยแดกที่เยาวราชเลย อ้อ อีกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเอาผ้านวมกลับคืนไปด้วย ผมเลยดึงมันมาตั้งเป็นที่รองแขนระหว่างศอกและตักของตัวเอง

ผมนั่งนิ่งเอื่อยเฉื่อยคิดอะไรกับตัวเองอยู่สักพัก สุดท้ายตัดสินใจเปิดโน้ตบุ๊คอีกครั้ง ถึงก่อนออกไปรับนับสิบจะเคลียร์ฉากล่าสุดจบตามเป้าที่ตั้งไว้สำหรับวันนี้แล้ว แต่อาจเพราะยังกังวลเกี่ยวกับมัน ใจลึกๆ เลยวนเวียนคิดปล่อยวางไม่ค่อยได้

ส่วนนี้คือนิสัยยอดแย่ของผมเลยแหละ...

เรื่องฉากแบบนั้นแบบนี้แบบโน้นที่บอกอต้องการให้ออกมาแซ่บๆ ผมค้นข้อมูลในเน็ตเยอะแยะก็จริง แต่ตอนลงมือเขียนผมกลับไม่ได้เอามันมาใช้ประโยชน์เท่าไหร่ เลือกจะอ่านจากของต่างประเทศหลายๆ งานให้เข้าใจความชอบของนักอ่านมากขึ้นมากกว่า ...เพราะยังไงผมก็ต้องเขียนแบบที่มันเป็นที่นิยมไว้ก่อนอยู่ดี

และตัวอย่างบทรักแซ่บๆ รึแปลกใหม่ก็ต้องนึกถึงงานของประเทศนี้เลย... ญี่ปุ่น

มีทั้ง SM เซ็กซ์ทอย GV แม้กระทั่งหนังสือรวมภาพการวาดทวงท่าร่วมรักของผู้ชายกับผู้ชาย ...ซึ่งผมเลือกจะเอาอย่างสุดท้ายมาเป็นแบบในการเขียนฉากเรทฉากแรกของนิยายเรื่องนี้ มันเป็นงานที่ดูเวอร์ไม่สมจริงอยู่บ้าง แต่บางครั้งคนเราก็อ่านนิยายเพื่อตอบสนองความต้องการที่บางทีไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ”

นั่งจมจ่อมจ้องจออยู่เกือบสี่สิบนาที ก็ต้องมารู้สึกตัวเมื่อเสียงคุ้นเคยดังขึ้นใกล้ๆ หันไปก็เห็นร่างสูงสมส่วนของนับสิบในเสื้อยืดและกางเกงขายาวชุดนอนแบบง่ายๆ

“หือ หน้าไง”

“แบบที่ทำอยู่นี่แหละครับ”

“...”

ผมชะงักไปนิดตอนที่มือหนาโน้มลงมาใช้ปลายนิ้วโป้งคลึงตรงหัวคิ้วให้เบาๆ ไออุ่นจางๆ อุ่นจนลืมตัวถอยห่าง

“เครียดต้นฉบับเหรอครับ”

“ก็... ก็นิดหน่อย”

นับสิบขยับมานั่งตรงโซฟาที่ว่างอยู่ข้างๆ แต่เพราะจอแม็คบุ๊คยังเปิดอ้าซ่า พออีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ แบบนี้แล้วก็เห็นเนื้อหาที่ผมกำลังรีไรท์อยู่ทั้งหมด

ผมยังไม่ทันจะหันจอหนี เด็กนี่ก็ว่า “ฉากเซ็กซ์?”

อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ดันทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนจนแทบไหม้โคนผม มือข้างหนึ่งขยับไปดันไหล่ของอีกฝ่ายให้ถอยห่างออกไป “เฮ้ย นี่! มันเสียมารยาทไม่ใช่ไง”

“...ขอโทษครับ”

หมายเลขสิบแปดชะงักไปนิดหน่อย แต่สีหน้าแปลกใจที่เหมือนจะอ่านได้ว่ายังไม่ชินอีกเหรอทำให้ผมยิ่งอาย

ผู้ชายแท้ๆ มาเขียนนิยายชายรักชาย ให้ตายก็ชินไม่ได้หรอกเว้ย!

“ฉันรู้สึกว่าบทนี้มันยังไม่ดีพอ ...ก็เลยติดๆ นิดหน่อย”

“ยังไม่ดีพอ?”

“อืม ก่อนหน้านี้บอกอบอกมาว่าอยากได้แบบที่มันแบบ... หวือหวาไม่เหมือนกับทุกที ฉันเลยลองหาข้อมูลมาเขียนดู แต่ไม่รู้ว่ามันจะทำได้จริงมั้ย เข้าใจป่ะ ฉันเองก็ไม่ใช่แบบนั้นด้วย ฮ่าๆ” ท้ายประโยคผมใส่เสียงหัวเราะที่โคตรจะฝืดเฝื่อนติดเข้าไปด้วย ตอนที่อธิบาย นับสิบก็มีทีท่าเหมือนตั้งใจฟัง

ท่าทางนั้นทำเอาผมรู้สึกประทับใจขึ้นมา

“งั้นให้ผมช่วยมั้ยครับ”

“ให้นายช่วย? ช่วยยังไง เขียนแทนฉันเหรอ”

วงหน้าคมส่ายไปมาเบาๆ “คุณจีนบอกว่าไม่รู้ว่าจะทำได้จริงๆ มั้ย งั้นทำไมเราไม่ลองมาทำดูล่ะครับ”

“หะ!?”

ทำอะไรวะ? เซ็กซ์? 

หน้าผมเปลี่ยนไปมารวดเร็วซะยิ่งกว่าป้ายไฟอักษรวิ่งตรงสี่แยก ลูกตาหันไปถลึงมองคนพูดอย่างตกใจ แต่นับสิบกลับมีสีหน้าท่าทางเหมือนเจ้าชายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“เดี๋ยวนะ... ลองทำเนี่ย ทำอะไร?”

คนฟังมองหน้าผม จากนั้นเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ “คุณจีนคิดไปถึงไหนครับเนี่ย ผมหมายถึงลองโพซิชั่นกับบทว่าคุณพอใจมั้ย จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดไงครับว่าใช้ได้จริงรึเปล่า”

“...”

“วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“มันก็... อาจใช่มั้ง”

“คุณจีนเคยช่วยผมซ้อมบท ให้ผมได้ช่วยคุณจีนบ้างก็แล้วกันครับ”

“อืม...” ผมครางรับคำอีกฝ่ายในลำคอ ยังไม่ได้ตอบตกลง

จริงอยู่ว่าผมกังวลว่าทวงท่าที่ดูแบบมาจากในหนังสือรวมภาพวาดชายชาย ปากกาดินสอน่ะจับวาดเขียนได้ ส่วนความเป็นจริงใช้ได้มั้ยไม่รู้ หากให้นับสิบมาช่วยก็อาจจะทำให้รู้ว่าได้รึไม่ได้ แต่มันจำเป็นต้องลงทุนทดสอบขนาดนั้นเลยเหรอ

ผมกำลังคิดหนัก คิดไปจนถึงคราวที่แล้วที่ช่วยนับสิบซ้อมบท ถึงจะต้องจูบกันแต่ก็ทำให้ผมได้ประโยชน์อยู่บ้างนั่นคือการกลับไปแก้ต้นฉบับให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ตาชั่งฝั่ง ‘ให้นับสิบช่วย’ เลยถูกถ่วงลงอย่างหนัก

“ถ้าคุณจีนโอเคกับฉากนี้ เขียนฉากต่อไปได้ต้นฉบับก็ยิ่งจบไวขึ้นด้วยใช่มั้ยครับ?”

“...” ผมพยักหน้าตาม

“เพราะงั้น... ไม่ต้องเกรงใจผม”

“โอเค เอางั้นก็ได้” ต่อมาผมก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นอย่างหนักแน่น เอื้อมมือไปตบบ่าร่างสูงข้างๆ “รบกวนหน่อยแล้วกัน”

นับสิบไม่ได้พูดอะไร นอกจากรอยยิ้มบางเบาที่ถูกจุดขึ้นตรงมุมปาก จากนั้นผมยังไม่ทันได้รวบรวมสติหรือกำลังใจ นับสิบที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็โน้มเข้ามาใกล้ กดผมให้นอนราบไปกับโซฟาทันที

เปลือกตาผมเบิกกว้าง มือยกขึ้นไปกั้นเอาไว้โดยอัตโนมัติตามคำสั่งของร่างกาย แต่ยังไม่ทันจะได้ผลักไหล่หนาแข็งแรงให้ออกไป นับสิบก็รวบมือทั้งสองข้างของผมเข้าด้วยกันด้วยมือเขาแค่มือเดียว ยกขึ้นไปกดแน่นไว้เหนือศีรษะ ก้าวแทรกเอาเอวสอบมาหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างขาผม ไออุ่นของผิวเนื้อที่สัมผัสได้อยู่ห่างไปไม่กี่คืบ

“เฮ้ย! ทำอะ...!”

“แบบนี้รึเปล่าครับ”

เสียงที่เตรียมดุโวยวายของผมถูกกลืนกลับเข้าลำคอกะทันหันเมื่อเสียงนุ่มทุ้มสวนขึ้นมา สมองผมถูกปั่นวนเป็นลูกข่างไปวูบหนึ่ง แต่พอสติกลับมาใหม่อีกรอบก็ดิ้นจะดึงมือออก

“ไอ้สิบ! ปล่อยเลย เล่นอะไรเนี่ย”

นับสิบทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย “เล่น? เล่นอะไรครับ ผมกำลังช่วยคุณจีนอย่างที่ว่า”

“ช่วยเหี้ยไรล่ะ” ผมถลึงตาดุ คำหยาบออกมาเองโดยไม่ทันได้กลั่นกรอง

ทีแรกที่ตอบตกลงเพราะคิดว่าผมเป็นฝ่ายแต่ง มีต้นฉบับอยู่ในมือเลยต้องเป็นผู้ชักนำจัดการ ส่วนนับสิบก็ให้ความร่วมมือไป หากผมไม่เอ่ยอะไรก็ควรจะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ใช่...

ผมพยายามบิดสะโพกให้ถอยห่างจากเอวของนับสิบ แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งขยับก็รู้สึกว่ามันกลับยิ่งแนบสนิทกันมากกว่าเดิม เสียดสีกันจนรู้สึกแปลกๆ แม้เราทั้งคู่จะสวมกางเกงกางกั้นเอาไว้อีกชั้นก็ตามแต่

ผิวเนื้อผมรู้สึกร้อนขึ้นมา จากมุมนี้ผมมองเห็นหุ่น ใบหน้า และแววตาทั้งหมดของคนที่คร่อมอยู่ด้านบน นอกนั้นยังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนถูกขึงเปิดเปลือยเนื้อตัวทุกส่วนของร่างกาย ไม่สามารถปัดป้องใดๆ มือทั้งสองก็ถูกรัดไขว้เอาไว้แน่น สองมือผมไม่สามารถสู้ฝ่ามือเดียวของอีกคนได้เลย

“อายเหรอครับ”

“...”

วงหน้าหล่อโน้มเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม ห่างกันไม่ถึงคืบจนผมไม่กล้าจะหายใจแรงด้วยซ้ำ แต่ระยะขนาดนี้ทำให้ผมมองเห็นเรียวปากหยักที่ยกขึ้นข้างหนึ่งเป็นรอยยิ้มเล็กๆ และประกายบางอย่างในดวงตา

มัน... ให้ความรู้สึกอธิบายไม่ถูก

“คุณจีนอาย... ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเขียนแบบนี้เองเนี่ยนะครับ?”

“ไอ้สิบ!”

คำพูดนั่นทำเอารู้สึกว่าเลือดสูบฉีดมากกว่าเดิม

เออใช่! ผมเป็นคนเขียนเองนั่นแหละ ฉากที่พระเอกรวบมือทั้งสองข้างของนายเอกขึ้นไปไว้เหนือศีรษะแล้วสอดกายเข้ามา สถานการณ์ตอนนี้เหมือนในนิยายผมไม่มีผิดเพี้ยน

อย่างกับผมกลายเป็นคนที่โดนกดแล้วรุกเร้าเป็นฝ่ายรับอยู่จริงๆ ตอนที่ดีดดิ้นหวังจะให้อีกฝ่ายปล่อย ชายเสื้อยืดสีเลือดหมูที่สวมวันนี้ก็ขยับเลิกขึ้น นับสิบวางฝ่ามืออีกข้างทาบทับตรงนั้น เย็นจนผมขนลุกซู่

เชี่ย... กูไม่เอาแล้ว!

“ปล่อย! ไอ้สิบ! ฉันโอเคแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว!”

คิ้วเข้มเลิกขึ้น “ยังไม่ได้ลองฉากที่ยกขาจากทางด้านหลังเลย โอเคแล้วเหรอ”

“...”

นี่ฉวยโอกาสอ่านฉากแบบนั้นแบบนี้แบบโน้นของกูหมดแล้วสินะ ไอ้เด็กเวรเอ๊ย!

“บอกแล้วว่าไม่ต้องเกรงใจผม ผมอยากช่วยคุณจีน”

“ไม่ได้เกรงใจเว้ย! แต่มันพิลึกเกินไป ถ้าไม่ถอยกูถีบนะ”

ท้ายประโยคผมขู่ ไม่ใช่แค่คำพูดเพราะขาที่ถูกรั้งให้อ้าออกรัดรอบเอวของนับสิบเองก็ขยับด้วย แต่ไม่รู้เป็นเพราะว่าไอ้สปริงของโซฟาเฮงซวยนี่มันทำงานดีเกินไปรึว่ายังไง พอขยับอย่างแรงมันก็ยิ่งทำให้ส่วนล่างของผมชนเข้ากับส่วนล่างของนับสิบ แรงกว่าการเบียดเสียดกันตอนแรกเพราะมันขยับเป็นจังหวะน่าหวาดเสียว

เพราะขยับมากเกินไปสะโพกผมเลยยิ่งยกขึ้น ตอนนี้เลยกลายเป็นตั้งแต่เอวลงไปยกสูงเหมือนอวดเย้ยเนื้อตัว

“...”

ขณะที่กระวนกระวาย นับสิบซึ่งเบียดชิดผมอยู่ก็เหมือนจะนิ่งไป นิ่งจนผมต้องดิ้นประท้วงอีกรอบ

“นับสิบ”

“จีน... อยู่นิ่งๆ”

ผมถลึงตา “นายก็ถอยไปดิ”

นับสิบมองหน้าผม แต่แขนที่ขยับมาเท้าคร่อมอยู่ข้างหูเกร็งจนเห็นเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ หูได้ยินแม้กระทั่งเสียงขบกรามเบาๆ ลอยเข้ามา

“ถ้ายังไม่อยู่เฉยๆ ...ผมไม่รู้ด้วยนะครับ”

“...!?”

ประโยคดังกล่าวทำให้ผมไม่กล้าขยับขึ้นมาจริงๆ อยู่นิ่งเหมือนหุ่นตามที่อีกฝ่ายบอก นานเกือบนาที... ก่อนที่จะทนไม่ไหวขยับตัวหรือด่าทอคนที่โน้มกายคร่อมอยู่ด้านบนอีกรอบ นับสิบก็ค่อยๆ คลายฝ่ามือออกจากข้อมือผม

เขารั้งกายกลับไป เปลี่ยนเป็นนั่ง ส่วนผมก็รีบตะเกี่ยตะกายถอยออกมาให้ไกลมากที่สุด แทบจะหงายหลังตกโซฟา

หัวใจใต้อกซ้ายเต้นถี่ยิบ...

พอเท้าเหยียบลงบนพื้นห้องได้อย่างมั่นคง แม้หน้าจะยุ่งเหยิงและรู้สึกเสียมาด มือก็ยกมือขึ้นเสยผมทีหนึ่ง พยายามควบคุมลมหายใจและสติให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งที่ไม่ส่องกระจกก็รู้เลยว่าหน้าตัวเองยังแดงสลับซีดอยู่แน่ๆ

“ฟังนะ อย่าทำงี้อีกนะรู้มั้ย ถึงบอกว่าช่วยก็เถอะ แต่ฉันยังไม่ได้...”

“...”

เสียงดุที่ตั้งใจจะตั้งเตือนเด็กมันของผมค่อยๆ แผ่วลงๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบสักที พอมองไปแล้วก็เห็นท่าทีนิ่งเงียบเคร่งเครียดเล็กน้อยของนับสิบ

อะไร... รู้สึกผิดอยู่รึไง

ในตอนที่มองสำรวจอีกฝ่ายอย่างสับสน จู่ๆ นับสิบก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ วงหน้าหล่อเหลาสมเป็นนักแสดงเอี้ยวหันมามอง นัยน์ตาคมปลาบอ่อนแสงลง แต่กะทันหันจนผมสะดุ้งน้อยๆ

“คุณจีนไม่พอใจเหรอครับ”

“...”

“ผม... แค่ตั้งใจจะช่วยเฉยๆ” น้ำเสียงอีกฝ่ายแผ่วเบาจนทำใจขึงสีหน้าต่อไม่ได้

“...”

“ถ้าทำให้ไม่พอใจผมก็ขอโทษด้วยครับ”

“...”

อะไรวะ มันเล่นเอากูพูดไม่ออกเลยเนี่ย...

ปากผมอ้าๆ หุบๆ เหมือนหาหลักแหล่งลงไม่ได้อยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็เลือกจะยกมือขึ้นมาโบกปัดๆ พูดกับตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่มาก็หลายปีแล้ว หัดทำใจร่มๆ และกว้างๆ มากวุฒิภาวะให้เยอะกว่านี้ดีกว่า ไม่รู้ว่านับสิบกระตือรือร้นจะช่วยเหลือเกินไปหรือว่าซื่อบื้อกันแน่ที่ทำให้มันวุ่นวายแบบนี้

“เอาเหอะ... ช่างมันเหอะ”

ถึงจะไม่รู้ว่าตกลงท่าที่เขียนไปทั้งหมดในนิยายใช้ได้จริงมั้ยก็ไม่เป็นไร พยายามคิดในแง่ดีว่าขอให้มันแซ่บๆ แบบที่บอกอต้องการก็พอแล้ว อีกอย่าง...

บางทีตอนนี้ผมอาจจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ของนายเอกเวลาโดนกดลงกับเตียงหรือโซฟาแล้วก็ได้

“ถ้างั้นผม...”

“ฉันไปอาบน้ำนอนละ ฝันดี” ผมแทรกขึ้นมาก่อนที่นับสิบจะทันพูดจนจบประโยค ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะพูดอะไรต่อ แต่ผมเอื้อมมือไปพับจอโน้ตบุ๊คลงจนเกิดเสียงตีกันดังปึบ รวบกระดาษมากองไว้ด้านบนก่อนยกทั้งแม็คบุ๊คทั้งข้าวของของตัวเองพุ่งตรงไปทางประตูห้อง

เปิดปุ๊บแทรกตัวเข้าไปแล้วปิดตามหลังปั๊บ ทิ้งให้นับสิบนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมกับกองหนังสือชายรักชายคนเดียว

========================= 

Merry Christmas ค่าา 

อย่างที่เราแจ้งในทวิตไว้นะคะว่าเดินทางกลับบ้าน เลยทำให้ไม่มีโอกาสอัพ ระหว่างนั้นก็ถือว่าได้พักไปด้วยในตัว แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจแก้ต้นฉบับส่วนเนื้อหาหลังๆ ที่ยังติดอยู่ได้ และอีกส่วนคือ 

เรื่องชื่อเรื่องนิยายของคุณจีนค่ะ เนื่องจากมีนักอ่านแนะนำมาว่าชื่อในการออกอากาศฉายเป็นซีรี่ส์น่าจะเป็นชื่อที่ซอฟต์ๆ ลงมาหน่อย เพื่อให้สมจริงมากยิ่งขึ้น เราพิจารณาแล้วก็เห็นด้วย เลยจะเพิ่มส่วนที่ผู้กำกับคุยกับคุณจีนว่าจะขอเปลี่ยนชื่อลงไปเล็กน้อยนะคะ 

** ไม่ต้องย้อนกลับไปอ่านก็ได้ แต่แจ้งให้ทราบไว้ตรงนี้จะได้ไม่สับสนค่ะ TT 

(ขอบคุณคุณ ksnkets ด้วยค่ะ) 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น