วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 6
แบบอักษร

 

นับ 6 

ผมเผลอกลั้นลมหายใจ

ปากนับสิบทั้งอุ่นทั้งร้อน แถมยังนุ่ม ทีแรกที่แตะลงมา ขนาดผมที่เตรียมใจไว้อยู่แล้วยังสะดุ้งเกร็งกล้ามเนื้อขึ้นมาฉับพลัน ใจหนึ่งอยากเอื้อมมือไปผลักอีกฝ่ายออก แต่อีกใจก็ไม่อยากเห็นสภาพกลับคำของตัวเอง

นับสิบแตะนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนจงใจจะรอให้หายตกใจ ต่อมาถึงค่อยๆ เริ่มขยับ ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งเคลื่อนจากแก้มผมไปยังท้ายทอย ค่อยๆ ขยับสูงขึ้นทีละนิด สุดท้ายแทรกเข้าไปในกลุ่มผมและรั้งศีรษะเพื่อให้หงายเงยปรับองศาในการสัมผัสกันและกันให้ลึกและแนบแน่นมากกว่าเดิม ผมรู้สึกได้ถึงแรงดูดดึงที่ริมฝีปากล่างของตัวเองจนขนลุก เสียววูบวาบแปลกๆ

จูบ... 

ผมไม่ได้จูบนานมากแล้ว นานจนลืมไปเลยว่ามันให้รสสัมผัสยังไง และทุกทีจะเป็นฝ่ายจูบมากกว่า

ในนิยายมักจะบอกว่ามันรู้สึกสมองขาวโพลนไปหมด แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกร้อน ร้อนไปทั้งหนังศีรษะ กระทั่งตอนลิ้นร้อนเปียกชื้นไล้เลียริมฝีปากล่าง จากนั้นสอดแทรกเข้ามา

ผมสะดุ้ง เม้มปากกั้นเอาไว้ไม่ทัน เลยเลือกที่จะกัดฟันเอาไว้แน่นแทน

เดี๋ยวนะ ผมว่ามัน...

รู้สึกแปลกๆ ผมพยายามรั้งกายถอยหนี แต่นับสิบกลับวาดแขนแข็งแรงอีกข้างมารัดรอบเอวไว้ อีกฝ่ายแรงเยอะ แค่ออกแรงดันนิดหน่อยตัวผมก็เข้าไปเบียดชิดอย่างง่ายดาย หน้าอกตัวเองโค้งงอไปด้านหน้า เสียดสีกับแผ่นอกหนาๆ ของนับสิบไปมาจนมันยิ่งรู้สึกแปลกๆ ถึงมือจะพยายามดันออกแต่ก็ไม่สำเร็จ

“อือ... อืม”

หูได้ยินเสียงครวญดังมาจากในลำคอของตัวเองเมื่อฝ่ายตรงข้ามใช้ลิ้นไล่ไปตามไรฟันผมอย่างหน้าไม่อาย เขาเคลื่อนริมฝีปากบดเบียดบ้าง ดูดดึงและขบเบาๆ บ้าง รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ทัน พอวงหน้าเข้มเบี่ยงไปอีกด้านจังหวะหนึ่งเหมือนจะเปิดโอกาสให้หายใจ ผมก็อ้าปากสูดออกซิเจนเข้าปอดอย่างกระหาย

แต่กลายเป็นว่าดันตกหลุมพราง เพราะพอคลายแรงขบฟันออก ลิ้นร้อนก็แทรกผ่านเข้ามาทันที

เขาแตะเข้ากับลิ้นของผมที่ยังแข็งทื่อเหมือนช็อคไปแล้ว จากนั้นหลอกล่อเหมือนตั้งใจจะไล่จับ ใช้ฟันหน้ากัดเบาๆ ก่อนประกบปากซ้ำอีกครั้ง ใช้ลิ้นตัวเองพันเคล้าคลึงกับลิ้นผม คราวนี้เสียงจูบและน้ำลายดังให้ได้ยินชัดเจน มันไหลลงมาตามุมมปากข้างหนึ่งของผม แต่ก็ถูกนับสิบใช้ลิ้นตวัดกลืนเข้าไป

ไม่รู้ผ่านไปกี่นาที ปากอุ่นร้อนนั่นก็ผละห่าง มองเห็นน้ำใสๆ ที่ปะปนกันจนไม่รู้ว่าเป็นของใครเกิดเป็นใยบางๆ

“สิบ...”

ผมหอบแฮ่ก รู้สึกว่างงงวยและมึนเมาประหลาด ตาที่พร่าจางๆ มองตรงไปสบเข้ากับนัยน์ตาคู่คมซึ่งเหมือนกับจะมีพายุลูกย่อมๆ พัดวนด้านใน

ไม่รู้ผมตาฝาดรึเปล่าที่มองเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก ไม่เหมือนรอยยิ้มสุภาพของนับสิบอย่างทุกที

วงหน้าหล่อขยับเข้ามาใกล้หูของผม พึมพำอะไรบางอย่างที่ผมไม่ทันมีสติฟัง

“...”

อะไรนะ...

ผมสับสน สมองยังเรียบเรียงอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องนิ่งไปยังคนตรงหน้า

นับสิบหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “คุณจีน อ่านบทต่อสิครับ”

“...”

“จีน...”

“หือ”

“ตาคุณจีนแล้ว”

เท่านั้นแหละ สมองเหมือนจะระเบิดตู้ม เลือดทั้งหมดสูบฉีดมาแออัดกันอยู่ที่หน้าทันที แก้มผมโคตรร้อน เลยก้มหน้าลนลานเลื่อนบทในมือขึ้นมาไล่สายตาหา

“อะ...เอ่อ พี่ทำอะไรเนี่ย...” เสียงผม... ไม่ได้ฟังแล้วดูทั้งโกรธทั้งตกใจตามในบทเลยสักนิด

“สั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ ว่าไอ้ปากนี่มันจะดื้อด้านได้ถึงไหน”

“...”

ใจผมไม่เหมือนไม่อยู่กับสถานการณ์ในการซ้อมบทละครตรงหน้าเลยสักนิด

ผมเม้มปาก สุดท้ายก็ตัดสินใจเด้งพรวดขึ้นจากโซฟาที่นั่งอยู่จนนับสิบได้แต่มองตามด้วยความงุนงง

“คุณจีน?”

“ฉันง่วงแล้ว!” ผมเอ่ยโพล่ง แต่พอรู้สึกตัวก็ลดเสียงลง “พอแค่นี้ก็แล้วกัน”

“อ้อ ได้สิครับ” นับสิบเมื่อเข้าใจก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มบางๆ “ขอบคุณมากเลยนะครับที่อุตส่าห์ช่วยผมซ้อม”

“อืม...”

“นมร้อนก่อนนอนมั้ย ผมจะไปอุ่นให้”

“ไม่ต้องๆ ฉันจะนอนเลย ฝันดีก็แล้วกัน”

“ฝันดีครับ”

ผมไม่แม้แต่จะหันไปสบตากับร่างสูง พอบอกแบบนั้นปุ๊บก็วางบทลงบนโต๊ะ จ้ำพรวดเข้าห้องแล้วปิดประตูล็อคตามหลังทันที เดินไปทิ้งตัวลงนอนคว่ำแล้วเอาหมอนใบใหญ่มาทับศีรษะอีกที

โอยย หน้าแม่งไม่ยอมหายร้อนเลย...

แต่ว่า... นอนเอาหน้าซุกอยู่ได้ครู่หนึ่ง สมองของผมที่เหมือนถูกช่วงชิงไปแล้วจังหวะหนึ่งก็กลับมาทำงานอีกครั้ง บางอย่างสว่างวาบ มือรีบเขวี้ยงหมอนใบใหญ่ให้ออกไปไกลๆ แล้วเด้งตัวพรวดพราดกระโดดไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่ข้างหน้าต่าง กดปุ่มพาวเวอร์เปิดแมคบุ๊คทันควัน

ถูกจูบ... ฝ่ายที่ถูกจูบถูกรุกเร้าเหมือนผู้หญิงมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมต้องแก้ต้นฉบับที่เขียนไปแล้วทั้งหมดเลย

 

หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เปิดคอมฯ หรือต้นฉบับอีกเลย การพักของผมคือพักจริงๆ นอนดูรายการตลกบ้าง ซีรีส์ฝรั่งที่ค้างอยู่เป็นซีซั่นบ้าง แช่อยู่บนเตียงในห้องทั้งวันทั้งคืน มีออกไปด้านนอกแค่ต้มมาม่าหรือเวฟข้าวกล่องที่ซื้อมาตุนไว้เท่านั้น

และเพราะกลายเป็นมนุษย์ห้องเลยทำให้ผมไม่ได้เจอนับสิบเลย ได้ยินแค่เสียงอีกคนเดินเข้าๆ ออกๆ ห้องน้ำแว่วๆ รวมทั้งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาลอดเข้ามาเป็นบางครั้ง อีกฝ่ายก็เป็นเด็กดีไม่ได้มารบกวนอะไรผมอีก ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว ถ้าเจอหน้าสมองผมมันต้องนึกย้อนกลับไปเมื่อวันนั้นอีกแน่ๆ

หลงใหล อารมณ์ใคร่ 

นี่คือสิ่งที่ผมเห็นจากสายตาเมื่อร่างสูงๆ นั่นถอยห่างไป

นับสิบทำเอาผมขนลุกซู่ หมอนั่นจะแสดงเก่งเกินไปแล้ว เข้าถึงอารมณ์ตัวละครถึงขนาดทำสีหน้าและแววตาได้สมจริงขนาดนี้ เท่าที่รู้มานับสิบยังไม่เคยตอบรับแสดงละครหรือซีรีส์เรื่องไหนเลย มีนิยายผมเป็นเรื่องแรก พนันได้เลยว่าหลังออกอากาศทั่วประเทศต้องโดนทาบทามจนไอ้ตั้มสายไหม้แน่ๆ

ติ๊งหน่อง 

เสียงกริ่งทำให้มือที่กำลังกลัดกระดุมเสื้ออยู่ชะงัก สมองปัดเรื่องเรื่อยเปื่อยทั้งหมดออกไปก่อน หันไปมองนาฬิกาแขวนใกล้ๆ กับโต๊ะคอมฯ ก็เห็นว่าตอนนี้ใกล้จะบ่ายโมงตรงแล้ว

ผมไม่ได้รีบร้อนไปเปิดประตู แต่ใส่เสื้อหวีผมให้เสร็จ คว้ากระเป๋าสตางค์บวกของส่วนตัวติดมือไป

“พี่จีน ทำไรอยู่อ่ะ”

“ใส่เสื้อ”

พอดึงบานประตูเปิดออกก็มองเห็นร่างคุ้นเคยของไอ้หินยืนอยู่ มันยกมือค้างเติ่งตั้งท่าจะจิ้มกดกริ่งรัวๆ อยู่เลย พอเห็นผมถึงหน้าจะยังยุ่งแต่ก็มีความโล่งใจปะปน “เฮ้อ ผมนึกว่าพี่จะหนีไปนอนต่อแล้วซะอีกนะเนี่ย”

“กูบอกแล้วว่าจะไปก็คือไปดิ”

“ไม่รู้ เกิดพี่เบี้ยวทำไง ผมจะยืนร้องไห้โฮหน้าห้องเสียงดังเลยนะ”

“เดี๋ยวกูก็แทงแม่งเลยนี่ จะไปมั้ยตกลง”

พอผมว่างั้น ไอ้หินมันก็เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นกระตือรือร้น พยักหน้าเหมือนไก่จิก

วันนี้ไอ้หินเอารถมารับผมถึงที่ แน่นอนว่าก็ยังคงไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายซีรีส์นิยายผมเนี่ยแหละ วันนี้เป็นวันถ่ายวันแรกด้วย มันตื่นเต้นยิ่งกว่าคนแต่งอย่างผมซะอีก หลังจากรู้ว่าเขาถ่ายวันแรกกันวันไหนก็ไลน์มาหา พอผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเมื่อคืนมันก็โทรมาถามเชิงรบเร้าว่าจะไปไหม โน้มน้าวจนผมต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้อ่ะ

ที่จริงเขาเริ่มถ่ายกันไปตั้งแต่เช้าแล้ว แต่โชคไม่เข้าข้างไอ้หินเพราะวันนี้มันมีธุระออกมาคุยงานกับโรงพิมพ์ให้บอกอพอดี มีเวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง เลยตกลงกันว่าจะมาที่กองแค่แป๊บเดียว จากนั้นมันจะพาผมกลับไปส่งแล้วไปทำงานต่อ

โลเคชั่นหลักๆ ของนิยายผมก็ไม่พ้นมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เหมือนว่าทางกองจะไปเช่าตึกมหา’เลยแห่งหนึ่งนอกเมืองเป็นสถานที่ถ่ายทำ ระยะทางเลยห่างจากคอนโดฯ ผมไปค่อนข้างไกล ไกลจนหลับไปตื่นหนึ่ง ได้ยินไอ้หินพูดเป็นเชิงปลุกว่าถึงแล้วถึงได้ปรือตาขึ้นมอง แดดเปรี้ยงในยามบ่ายจัดจ้าจนทำทุกอย่างดูร้อนระอุไปหมด

“เขาถ่ายถึงกี่โมง”

“ในตารางหกพี่ แต่ถ้าหลายเทคก็อาจจะยืดเวลาไปอีก”

“กูอยู่ชั่วโมงเดียวพอนะเว้ย วันนี้กูจะจัดการต้นฉบับต่อแล้ว”

“ครับๆ พี่นี่ยังไง นักแต่งคนอื่นเขามีแต่กระตือรือร้นอยากมาดูตลอดเวลา ส่วนพี่นี่อยากกลับตลอดเวลา” ท้ายประโยคเสียงมันงึมงำนิดหน่อย ผลักประตูกระจกแล้วหลีกทางให้ผมเดินเข้าไปก่อน

พอก้าวเท้าเข้าไปในโรงอาหาร ไอแอร์เย็นฉ่ำก็สาดกระทบมาโดนผิว บรรยากาศในการถ่ายซีรีส์เรื่องหนึ่งก็เหมือนกับพวกหนังที่เกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ที่เคยดูมา มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ผมไม่รู้จักตั้งเต็มไปหมด สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตามากกว่าอะไรเพื่อนคือฉากกลางโรงอาหาร ซึ่งมีทั้งแสงและกล้องพากันหันไปยังจุดนั้นเป็นจุดเดียว

“โห กำลังถ่ายกันอยู่เลยอ่ะ นั่นๆๆๆ นั่นไง! พี่ดูน้องนับสิบดิ!”

ผมกลอกตาใส่ไอ้หินที่เอื้อมมือมาเขย่าแขนจนแทบหลุด “เออ เห็นแล้วน่า”

“โคตรหล่อ! ออร่า! เจ้าชาย! เชี่ยละ ถ่ายรูปไปอวดชาวบ้านดีกว่า มือถือๆๆ”

“เดี๋ยวก็โดนด่าเอาหรอก”

“ถ่ายอวดต่อหน้าไม่ได้ลงโซเชียลหรอกครับ อูยยย หล่ออ แฮ่กก”

“ไอ้หิน ทุเรศ”

“ผมหลงเสน่ห์เบอร์แรงมาก บอกเลย เฮ้ออ...”

ผมเลิกสนใจคนข้างตัวที่กรี๊ดกร๊าดวุ่นวาย มองตรงไปด้านหน้า เห็นนับสิบนั่งเด่นอยู่ในฉาก หุ่นสูงๆ สวมชุดนักศึกษากางเกงยีนส์และเครื่องประดับเท่ๆ เปลี่ยนลุคเดิมเขาไปจนหมด แต่คนหน้าตาดีใส่อะไรก็ดูดี เปลี่ยนจากเจ้าชายมาเป็นพระเอกซีรีส์ ตอนที่จอมอนิเตอร์หน้าผู้กำกับแพนให้เห็นหน้าคมคายชัดขึ้น ผมก็ต้องดึงสายตากลับอย่างร้อนรน

จูบในวันนั้นแทรกเข้ามาในสมอง...

ไม่ ไอ้จีน มึงหยุด! 

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามไม่ให้ฟุ้งซ่าน เลือกจะมองไปรอบๆ เพื่อเบี่ยงความสนใจ ที่กำลังแสดงตอนนี้ไม่ใช่มีแค่นับสิบ ยังมีนักแสดงวัยรุ่นที่คัดมาเป็นเพื่อนของคินทร์อีกสามสี่คน ผมไม่เห็นน้องเอ๋ย เสียดายอยู่นิดหน่อยเหมือนกันที่มาไม่ทันฉากแลกลิ้นดุเดือดกลางโรงอาหารของพระนายที่เจอกันเป็นครั้งแรก

“ไอ้อาร์ต เมื่อวานมึงมัวแต่ไปคั่วสาวไม่มามอ มึงรู้มั้ยว่ามึงพลาดไรไป”

“เออใช่ ไอ้คินทร์กับน้องตัวเล็ก”

“น้องตัวเล็กที่ถูกจูบเอาๆ จูบจนเขาแทบจะวิ่งร้องไห้หนีไปอ้ะ”

หมายเลขสิบแปดส่งเสียงในลำคอ “พวกมึงจะพูดมากทำไม”

“อูย หล่อเว่อร์” ไอ้หินที่ยืนอยู่ข้างๆ พร่ำเพ้อเสียงอ่อนระโหยออกมาอีกครั้ง หันไปมองก็เห็นมันยกมือกุมใจเหมือนโดนโจมตีเข้าอย่างจัง แก้มเกิ้มงี้แดงก่ำ

หน้าผมพิลึก “มึงเป็นเหรอไอ้หิน”

“เปล่า” มันยังประสานมือไว้กลางอกแบบสาวน้อย “แต่ถ้ากับน้องนับสิบจะยอมเป็นก็ได้”

“...”

“คุณจีนนนน สวัสดีค่ะ”

จังหวะที่หรี่ตามองคนข้างตัว เสียงหวานใสของผู้หญิงหนึ่งที่ผมจำได้ว่าเป็นคนคอยช่วยผู้กำกับดังขึ้นจากด้านหลัง เธอก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้ ยกมือที่ทาเล็บสีสดแตะไหล่ผมเบาๆ เป็นเชิงทักทายก่อนผละออกอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีครับ”

“มาด้วยสินะคะวันนี้” เธอยิ้มกริ่ม “เป็นไงบ้างคะ คิดว่าไงบ้าง”

“ก็ดีครับ น้องๆ เขาก็แสดงเก่งกันดี”

“คนอื่นๆ คุณจีนอาจจะเพิ่งเคยเห็น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เด็กๆ ฝีมือดีกันทั้งนั้น หลายๆ คนก็เคยเล่นพวกซีรีส์มหา’ลัยวัยรุ่นกันมาแล้ว ถึงจะมือใหม่แบบน้องเอ๋ยแต่น้องเขาก็แสดงดีมากเลยนะ”

“...อ่า” ผมพยักหน้ายิ้มๆ

“เคมีเข้ากันมากเลยค่ะ ฉากเจอกันแล้วยืนประจันหน้ากันนี่แบบ โอ๊ยย ส่วนสูงห่างกันน่ารักมากกกก เสียดาย...”

“...”

“ฉากจูบน้องนับสิบดันขอใช้มุมกล้อง ถ้ากล้องแพนให้เห็นปากที่ประกบแลกลิ้นกันจริงๆ อาจจะดีกว่านี้”

ปากผมที่ยิ้มอยู่ในตอนแรกหุบลงทันควัน เอี้ยวหน้าหันไปมองคนพูดซึ่งยืนถอนหายใจทำหน้าแสนเสียดายประกอบน้ำเสียง กะพริบตาปริบๆ ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้เลยว่าหน้าตัวเองคงมีเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเร่อแปะอยู่

ขอใช้มุมกล้อง?

อ้าว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เมื่อวันก่อนก็ซ้อมกับผมไปแล้วไม่ใช่เหรอ ไหงจู่ๆ แสดงจริงถึงใช้มุมกล้องล่ะ

ผมหันไปทางจอมอนิเตอร์โดยไม่รู้ตัว มองเห็นนับสิบที่แสดงลักษณะ ท่าทาง สีหน้าและแววตาของคินทร์ออกมาได้สมจริงทุกอย่าง สมจริง... แต่ดันขอใช้มุมกล้องเอากับฉากที่ทำให้สาวๆ กรี๊ดอย่างนี้เนี่ยนะ

หรือว่าน้อยเอ๋ยปากเหม็น?

เอิ่ม ไม่ล่ะ ไม่น่าจะใช่ น้องเขาก็ดูสะอาดสะอ้าน ดูออกว่าเป็นผู้ชายดูแลตัวเองเก่งด้วยซ้ำ

“ผู้กำกับไม่ว่าเหรอครับ” ผมอดถามไม่ได้

“โอ๊ยย จะว่าอะไรล่ะคะ” เธอหัวเราะ “พี่ไม้เขาตามใจน้องนับสิบจะตาย อยากให้น้องสิบเขามาเล่นหนังเรื่องหน้าของตัวเองต่อ ว่าไงว่าตามเอาไงเอากันหมดแหละค่ะจังหวะนี้”

ฟังเธอตอบแล้วผมก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ

“นี่หวังแต่ว่าฉากนั้นจะแซ่บๆ กว่านี้ ตอนแรกฉันก็ไม่คิดอะไรนะคะ แต่พอยิ่งดูยิ่งเห็นน้องเขายืนคู่กันก็รู้สึกว่านี่แหละใช่ ออกอากาศรับรองว่าเปรี้ยงปร้างแน่นอนค่ะ ฮุๆ”

อีกฝ่ายยังชวนคุยอีกหลายประโยค ส่วนมากก็ไม่พ้นกรี๊ดกร๊าดความเข้ากันได้ดีของนับสิบและน้องเอ๋ย กระทั่งมีสตาฟฟ์เดินมาเรียกนั่นแหละถึงจะโบกมือล่าถอยไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ประจวบเหมาะเจาะกับผู้กำกับสั่งคัทพอดี พอทีมงานคนอื่นๆ กรูกันเข้าไปจัดการนักแสดงและอะไรหลายๆ อย่าง ผมก็ถอยหลังหลบฉากออกมาเพื่อไม่ให้ไปเกะกะเข้า

ส่วนไอ้หิน... จากที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนอีกแล้ว

ผมยืนเป็นไอ้เอ๋ออยู่นานหลายนาที แต่สุดท้ายพอคิดจะหาที่นั่งสักที่ สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงโคตรเด่นของพระเอกซีรีส์เดินเข้ามาพอดี นับสิบยังอยู่ในชุดแสดง แต่เครื่องสำอางเหมือนจะล้างเรียบร้อยแล้ว

“คุณจีน”

“...” ผมรู้สึกว่าตัวเองตัวแข็งทื่อ แต่ต่อมาก็พยายามคุมมุมปากให้ยกยิ้มเป็นธรรมชาติ “ไง...”

นับสิบยิ้มบางๆ “ผมนึกว่าจะไม่มาซะอีกครับ วันนี้”

“น้องที่สำนักพิมพ์มันอยากมาดูน่ะ”

คนฟังทำหน้าเข้าใจ “ช่วงนี้คุณจีนอยู่แต่ในห้อง ผมไม่ได้เจอหน้าตั้งหลายวัน”

“ก็... เวลาฉันพักก็เป็นเงี้ยแหละ นอนดูหนังอย่างเดียวเลย”

คิ้วเข้มของคนฟังขยับสูงขึ้นนิดหน่อย ต่อมาก็คลายสีหน้าลง ท่าทางเหมือนโล่งใจ “งั้นเหรอครับ ผมนึกว่าคุณจีนรำคาญที่ผมมาอยู่ร่วมห้องด้วยซะอีก”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ผมชะงัก

รำคาญ? 

“บ้าละ!” ผมสวนเสียงสูงกลับไปทันควัน “ฉันจะรำคาญไปทำไม นายก็ไม่ได้กวนอะไรนี่”

“...”

“นายทำอะไรเบาจะตาย ฉันไม่ได้ยินด้วยซ้ำ จานที่ฉันตั้งทิ้งไว้นายก็ช่วยล้างให้ด้วย”

พอเห็นนับสิบยังนิ่ง ผมก็เอ่ยต่อออกมายาวเหยียด ออกจะร้อนรนนิดหน่อยด้วยซ้ำ เพราะแค่คิดว่าคนนี้กำลังคิดมากกับการที่ผมขลุกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปพบเพราะรำคาญก็รู้สึกผิดขึ้นมา

“ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรำคาญอะไรเลย ฉันรับปากไอ้ตั้มไว้แล้วว่าจะดูแล ดูแลก็คือดู... เดี๋ยวนะ” คิ้วผมเปลี่ยนเป็นขยับชนกันเล็กน้อย “ยิ้มอะไร?”

พูดปลอบใจเด็กมันอยู่ดีๆ ร่างสูงตรงหน้าก็ขยับมุมปากยกขึ้นสูง

“เปล่าครับ แค่คิดว่า...”

“ว่า?”

“คุณจีนนี่ใจดีจริงๆ นั่นแหละ” ตาคมของนับสิบกวาดมองไปทั่วใบหน้าผม เลื่อนต่ำลงไปที่ลำคอ จากนั้นไล่ผ่านริมฝีปาก จมูก และกลับมาสบตาด้วยใหม่ “ใจดีแบบนี้ต้องระวังตัวเองหน่อยนะครับ”

ประโยคหลังของนับสิบทำให้ผมสตั๊นท์ไป แต่ต่อมาก็หัวเราะขำๆ “ฉันไม่ได้ใจดีกับคนอื่นพร่ำเพรื่อซะหน่อย ที่ช่วยก็เพราะนายเป็นเด็กของไอ้ตั้มมันก็แค่นั้น”

...ถึงตอนแรกจะโคตรต่อต้านที่ไอ้เพื่อนเวรมันเอาเด็กหน้าหล่อในสังกัดมาโยนทิ้งไว้ให้ก็เถอะ แม้บางครั้งจะประจบหนักไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แถมยังเป็นเด็กง่ายๆ อะไรก็ได้ดูจะเชื่อฟังดีด้วย

“ครับ” นับสิบหัวเราะในลำคอเบาๆ “ขอบคุณนะครับ”

“อือ”

ผมรู้สึกว่าความเข้าหน้าไม่ติดหลังจูบในตอนแรกเริ่มหายไป เริ่มหายใจหายคอคล่องขึ้น “แล้วไม่ไปเข้าฉากต่อเหรอ”

“วันนี้ผมเรียบร้อยแล้ว”

“หือ” ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ฉันนึกว่าจะถ่ายทั้งวันซะอีก แล้วไอ้ตั้มล่ะ”

“กลับไปนานแล้วครับ”

“อ้าว”

“พี่ตั้มมีธุระต่อ กลับไปที่บริษัทตั้งแต่ตอนสิบเอ็ดโมง”

“...”

ธุระอะไรของมันเนี่ย ทิ้งเด็กตัวเองไว้ในกองคนเดียวอย่างนี้เนี่ยนะ นับสิบก็ดาราโนเนมซะที่ไหน เกิดกลับบ้านเองทำอะไรเองแล้วโดนคนอื่นฉุดเข้าพงหญ้าไปจะทำไง “แล้วนายจะกลับยังไงล่ะ”

“ก็...” นัยน์ตาคู่นั้นหลุบต่ำลงเล็กน้อย ต่อมาก็เอ่ยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ “งั้นผมกลับกับคุณจีนได้รึเปล่าครับ”

“หือ ฉันไม่ได้เอารถมา...” ตอนที่จะบอกว่าเดี๋ยวไปบอกรุ่นน้องให้ สีหน้าเพ้อฝันของไอ้หินก็ลอยเข้ามา “เอาสิ เดี๋ยวนายกลับพร้อมกับฉันก็แล้วกัน กินไรยังล่ะ”

“ยังเลยครับ มีแค่แซนวิชตอนสิบโมง”

พอได้ยินแบบนั้น คิ้วผมก็ขยับชนกันยุ่งอีกรอบทันที “แล้วทำไมไม่กิน ไอ้ตั้มรึกองถ่ายไม่ได้ให้ข้าวกล่องอะไรเลยรึไง ถ่ายหนังก็ต้องใช้พลังงานนะ” ผมอดจะว่าไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนว่าต้องดูแลอีกฝ่ายให้มากกว่านี้แว้บเข้ามาในสมอง มือยกขึ้นโบกไวๆ “งั้นรีบไปเปลี่ยนเสื้อเลย เดี๋ยวฉันไปคุยกับผู้กำกับแล้วก็ตามตัวไอ้หินแป๊บ เจอกันข้างนอกนะ”

นับสิบพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นเดินแยกออกไป ส่วนผมก็เดินไปทักทายผู้กำกับอย่างที่บอก

คุณไม้ผู้กำกับแกนั่งหน้าเคร่งเครียดดูฟิล์มเทคที่ได้มาจากการถ่ายวันนี้ทั้งหมด เอ่ยพูดติบ้างชมบ้างกับลูกน้องคนอื่นๆ แต่พอเห็นผมสีหน้าจริงจังก็คลายลง ปากขยับเป็นรอยยิ้มกว้างแทบจะถึงหู ยกมือตบไหล่ผมปั้กๆ เช่นเคย จากนั้นรั้งให้เข้ามาดูซีนที่ถ่ายเอาไว้อย่างกระตือรือร้น

ผู้กำกับตั้งใจพราวทูพรีเซ้นต์เต็มที่ พูดยาวเหยียดไม่หยุด แต่ก่อนจะยาวกว่านี้ผมก็รีบเบรก ประจวบเหมาะเจาะกับเห็นไอ้หินผ่านเข้ามาในครรลองสายตาพอดี เลยรีบไหว้ขอโทษบอกลาทุกคนแล้วจ้ำไปดึงแขนมันไว้

“ไอ้หิน! มึงหายไปไหนมาเนี่ย ชอบทิ้งกูประจำ” รั้งตัวมันได้ก็หน้ายุ่งว่าไปที แต่มันกลับทำสีหน้างุนงง ในมือยังถือมือถือเปิดแอพฯ กล้องเอาไว้อยู่เลย

“อ้าว ก็ไปถ่ายรูปไง โอ๊ย เบาๆ สิครับพี่”

“กลับได้แล้ว”

“เดี๋ยวๆๆๆ รีบไปไหนอ่า ยังไม่ทันถึงครบชั่วโมงเลย”

“ไม่ต้องแล้ว เด็กนั่นกระเพาะทะลุตายก่อนพอดี”

“หะ? เด็กไหน... กรี๊ดด นับสิบ!”

“...”

เด็กนี่แหละ...

พอผลักประตูโรงอาหารออกมาด้านนอก ไอ้หินที่ถูกผมลากดึงมาอย่างไม่เต็มใจยังพูดไม่ทันจบก็เปลี่ยนทีท่าฉับพลัน สายตาตวัดไปเห็นร่างสูงสมส่วนของนับสิบยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็แต๋วแตกทันที จากถูกผมลาก เปลี่ยนเป็นถลาเข้าไปหา

“น้องนับสิบ หมดคิวถ่ายแล้วเหรอครับ”

นับสิบยิ้มพอเป็นมารยาท ไม่ได้มีปฏิกิริยาตกใจกับการที่จู่ๆ ไอ้หินก็ยื่นหน้าเข้าไปซะชิด “ครับ”

“วันนี้เท่มากเลยนะ ไม่ดิ เท่มหาเท่ อ้อ จริงด้วย คราวก่อนที่เจอกันก็ไม่มีเวลา วันนี้ช่วยเซ็นให้พี่หน่อยได้มั้ย”

“ได้ครับ”

“ไม่มีกระดาษแฮะ งั้นเซ็นบนหน้าอกพี่ก็แล้วกัน”

“ไอ้หิน!” ผมเรียกมันเสียงขุ่น เอื้อมมือไปดึงคอเสื้อมันให้ถอยห่างออกมาก่อนที่มันจะทันปลดกระดุมเม็ดบนลง

เจ้าของชื่อหันมาทำสีหน้าเหมือนถูกขัดอกขัดใจ ค้อนใส่อย่างกับผู้หญิง ปัดมือผมออกแล้วขยับเข้าไปตู้ตี้จู้จี้นับสิบใหม่อีกรอบ เห็นแล้วอดจะถอนหายใจใส่แรงๆ ไม่ได้

“จะคุยก็ค่อยไปคุยกันในรถ กว่าจะถึงในตัวเมืองใช้เวลาตั้งเกือบชั่วโมง ตอนนั้นมึงอยากคุยไรก็คุยไปเหอะ”

“คุยในรถอะไร ถ้าต้องกลับ... เดี๋ยวนะ” สมองมันทำงานแล้ว หันมาเบิกตากว้างใส่ผม “น้องนับสิบจะไปด้วยกันเหรอ”

“เออ”

สิ้นเสียงของผมเท่านั้นแหละ ไอ้หินแม่งกุลีกุจอควักกุญแจออกมาทันที ผายมือให้นับสิบที่ยังยืนสงบนิ่งเหมือนเจ้าชายอยู่ไปยังลานจอดรถ ส่วนผมน่ะเหรอ... เดินตามหลังทั้งคู่เหมือนเป็นคนไม่สำคัญยังไงอย่างนั้น

เห็นไอ้หินบริการเปิดประตูผายมือเชื้อเชิญให้นับสิบเหมือนเป็นคนใช้เขา ด้วยความหมั่นไส้ผมเลยแทรกตัวขึ้นประตูฝั่งทางนั้นด้วย เบียดนับสิบให้ขยับไปด้านใน เลือกจะนั่งด้านหลังแล้วปล่อยให้ไอ้หินที่ต้องขับเป็นสารถีนั่งด้านหน้าไปคนเดียว

พอออกรถปุ๊บ ไอ้สารถีมันก็เริ่มทันที ถามนู่นถามนี่นับสิบไม่มีหยุด

“อ๋อ แปลว่ากลับมาปุ๊บก็มีคนติดต่อให้มาทำงานด้านนี้ใช่มั้ย อืมๆ แล้วนี่ทำไมน้องสิบถึงมาสนิทกับพี่จีนได้ล่ะ หรือว่าตั้งแต่โปรดิวเซอร์ขอให้พี่จีนมาช่วยเรื่องคาแร็กเตอร์ตัวละครก็คุยกันมาตลอด”

“เปล่าหรอกครับ...”

“ผู้จัดการส่วนตัวของนับสิบเป็นเพื่อนเก่ากู” ผมเลือกจะแทรกขึ้นมาหลังจากฟังทั้งคู่คุยกันอยู่สักพัก

ไอ้หินมันเบิกตากว้าง “เพื่อนเก่าพี่!?”

“เออ แล้วตอนนี้สิบก็พักอยู่ที่คอนโดฯ กูด้วย”

“พักอยู่คอนโดฯ พี่ด้วย!”

ผมยิ้ม อดจะอารมณ์ดีไม่ได้เมื่อเห็นหน้าเหลอหลาตกใจแกมอิจฉาของรุ่นน้องซึ่งสะท้อนกระจกหน้ามา “หูมึงหนวก?”

“พี่อย่าเพิ่งกวนตีนผมดิ ตอบก่อน ไหงน้องสิบไปพักกับพี่ได้อ่ะ แล้วไมพี่ไม่บอกผมเลย นี่ที่น้องสิบกลับด้วยก็เพราะจะกลับห้องไปพร้อมกันใช่มั้ย” มันซักซะยาวเหยียด

ผมว่าผมเริ่มจะคิดละว่าไอ้หินมันมีโอกาสเปลี่ยนรสนิยมทางเพศขึ้นมาจริงๆ หลังจากโดนออร่าชั้นสูงของนับสิบตกใส่ เห็นมันจู่ๆ ก็เครซี่นับสิบขึ้นมาอย่างนี้ผมก็แอบจะหงุดหงิดเล็กๆ ไม่ได้ ตั้งแต่มีนับสิบมันก็เอาแต่นับสิบๆๆ จนลืมผมไปเลย

“เพื่อนกูมันฝากให้ดูแล”

“อย่างพี่ดูแลคนอื่นได้ด้วยเหรอ”

“แล้วทำไมจะดูไม่ได้”

“ก็ขนาดตัวเอง...”

ผมหรี่ตา “อะไร กูทำไม พูดให้ดีๆ นะ”

“เปล่าๆๆๆ” มันรีบรัวคำ จากนั้นเหมือนจะง้อ “น่ะ แก้มพองอีกละ”

“สัด...”

ผมพึมพำด่าแล้วได้แต่เม้มปาก เคืองจนต้องขยับเข่ากระแทกเบาะนั่งให้มันสะเทือนคนคุมพวงมาลัยด้านหน้า หูได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังมาจากร่างสูงสุดที่รักของไอ้หินด้วย เลยรู้สึกยิ่งเคืองเข้าไปใหญ่

พ่นลมหายใจแรงๆ ไปทีให้รู้ว่าหงุดหงิด ตัดสินใจเลิกยุ่งกับทั้งคู่ ควักมือถือขึ้นมาสแกนนิ้วเข้าเล่นนั่นเล่นนี่ตามประสาตัวเองไป ผมเช็คข้อความในไลน์และเมล์เรื่องงานก่อนเป็นอันดับแรกอย่างที่มักทำประจำ จากนั้นจึงค่อยๆ เข้าแอพฯ โซเชียลมีเดียอื่นๆ ไล่ไปเรื่อยๆ เริ่มจากเฟซบุ๊กก่อน แล้วค่อยไปทวิตเตอร์

ส่วนมากผมเล่นไอจีหรือพวกแอพฯ ที่เอาไว้ลงรูปซะมากกว่า เฟซน่ะเอาไว้ตามข่าวเหตุการณ์ให้ทันชาวบ้านเขา ส่วนทวิตฯ เอาไว้เช็คข้อมูลและผลตอบรับจากนักอ่านของนิยายตัวเอง

ผมเข้าไปส่องแท็กทวิต #วิศวะผัวโหด

ถึงนิยายจะจบไปนาน หนังสือวางแผงสักพักแล้ว และตัวซีรีส์ก็ใช้ชื่ออื่น แต่แท็กยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เนืองๆ ถึงก่อนประกาศทำซีรีส์จะเงียบเหงาอยู่สักหน่อย แต่พออัพชื่อนักแสดงลงก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง อย่างวันนี้...

 

เกรดกำหนดปากแม่ @Pink_0215 4ชั่วโมง

มาถึงมอตอนเช้าแล้วพบว่าเขาไม่ให้ไปที่ตึก 4 เรียนคาบแรกเสร็จเพิ่งรู้ว่ากองถ่าย #วิศวะผัวโหด มาถ่ายที่นี่จ้า #BadEngineerTheseries

(รูป)

3 ตอบกลับ 665 รีทวีต 102 ถูกใจ

 

ชย ลูกแม่ (^・ェ・^) @siritaLL 2ชั่วโมง

ทันเห็น ทันเห็น โอ๊ย น่ารักมากกกก นับสิบคือฮอตมากกก กับคนนี้ ตามไอจีแล้วเหมือนจะเป็นเพื่อนนับสิบด้วย แสดงเป็นน้ำชา น่ารักเว่อออ คือลุคน้องมากกก ให้มากก #วิศวะผัวโหด #BadEngineerTheseries

(รูป) (รูป)

16 ตอบกลับ 702 รีทวีต 431 ถูกใจ

 

ผมกดดูรูป นอกจากรูปนับสิบที่เต็มแท็กทวิตฯ นิยายผมแล้ว ยังมีภาพบรรยากาศกองถ่ายด้วย

เห็นเป็นภาพทั้งคู่เดินไปโรงอาหารพร้อมกัน ข้างๆ เป็นทีมงานห้อยป้ายสตาฟฟ์เดินประกบพลางพูดแนะนำอะไรไปด้วย น่าจะกำลังบรีฟก่อนจะเริ่มเข้าฉากแรกกันละมั้ง

ภาพพวกนี้ช่วยโปรโมตนิยายผมได้เป็นอย่างดี เพราะดูเหมือนบรรดาแฟนนิยายทั้งหลายจะพออกพอใจกับนักแสดงที่คัดเลือกมาได้ ความดังของนับสิบน่ะผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว ส่วนน้องเอ๋ยหลังๆ มานี้ภาพก็เริ่มจะถูกแชร์ออกไปในวงกว้างมากขึ้น บางแอคฯ เอาภาพน้องมาจากไอจีแล้วมาขึ้นแนะนำกันเยอะแยะไปหมด

ผมไล่ดูต่อไปอีกเรื่อยๆ กดรีเฟช รีเฟชแล้วก็ยังมีทวีตใหม่เด้งขึ้นมาอีก ผมเลือกไล่รีทวีตของคนเขียนได้ถูกใจ จะว่าไปแล้วทางกองเขาช่วยโปรโมทซีรีส์ได้ดีเลยนะ ขนาดแค่ถ่าย...

เชี่ย! 

“แค่ก!”

“คุณจีน?”

ผมเสือกสำลักน้ำลาย

“ไม่สบายเหรอครับ”

“ปะ...เปล่าๆ”

ไอแค่ทีเดียวสั้นๆ แต่ดันมีมือหนาเอื้อมมาลูบหลังลูบหน้าอกให้ ร่างสูงที่นั่งคุยกับไอ้หินอยู่ข้างๆ ขยับเข้ามาเบียดซะใกล้ ยื่นหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเข้ามาซะแทบชิด

คิ้วผมขยับเข้าหากันทันใด มืออีกข้างดันให้อีกฝ่ายถอยไป

“ถอยๆ อะไรของนายเนี่ย”

“ไหวมั้ยครับ”

“ฉันแค่สำลักเฉยๆ เถอะ สบายดี” พอดีขึ้นผมก็กลืนน้ำลายด้วยความทรมาน โบกมือปัดๆ ไล่ๆ ใส่เด็กข้างตัวแล้วหันมือถือมาเพ่งที่หน้าจอใหม่ เพ่งจนตาแทบจะถลนเข้าไปในนั้น

เหตุผลที่ผมสำลัก... ใครมันดันอัพรูปนับสิบยืนคุยกับผมลงทวิตเตอร์วะ!? แถมให้กูเป็นคนขับรถอีก? 

 

จะชิปไปจนวันตายย @wantwantmoment 15 นาที

นับสิบหมดคิวแล้ว TT มีคนมารับกลับบ้านแน้ว ฮืออ เสียใจ #วิศวะผัวโหด

(รูป) (รูป) (รูป) (รูป)

 

รูปปาเข้าไปตั้งสี่รูป ดูจากมุมภาพแล้วเป็นการแอบทีมงานเข้ามาถ่ายถึงด้านหน้าโรงอาหาร เป็นเพราะตอนนั้นผมกับนับสิบยืนคุยกันอยู่ไม่ไกลจากประตูเท่าไหร่นัก เวลาใครผลักเข้าก็ใช้ช่วงจังหวะนั้นกดชัตเตอร์

ในภาพนับสิบยืนหันข้าง เห็นเป็นรูปร่างสูงโปร่งหุ่นนายแบบ อีกฝ่ายกำลังยิ้มน้อยๆ แบบที่ผมมักชอบเห็นเจ้าตัวทำบ่อยๆ เพียงแต่ว่า... สายตาของนับสิบที่จ้องไปทางผมในรูปมันดูไม่ได้สอดคล้องกับรอยยิ้มแบบนี้ของเจ้าตัวเท่าไหร่เลย แต่ก็เถอะ เพราะผมไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเท่าไหร่ สนแค่ที่ตัวเองไปแปะติดเป็นของแถมอยู่ในภาพต่างหาก

ยังดีที่ไม่ใช่ภาพหน้าผมตรงๆ ชัดๆ คนถ่ายก็จงใจจะเน้นถ่ายแต่นับสิบนั่นแหละ แต่ผมก็ไม่อยากให้มีภาพตัวเองไปแปะเด่นหราอยู่ในอินเตอร์เน็ตนี่หว่า ...ถึงจะในฐานะคนขับรถก็เหอะ

ว่าแล้วก็อดจะเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยหางตาไม่ได้

“...”

แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายก็ดันมองผมอยู่ก่อนแล้ว พอสบตากันเลยเลิกคิ้วนิดหน่อยเป็นเชิงแปลกใจส่งมาให้

“มองอะไร”

“มองคุณจีนที่กำลังมองผมไงครับ”

“ฉันมองถึงได้รู้ว่านายมอง มองทำไม”

นับสิบนิ่งไปนิดกับการรวนของผม ต่อมาก็หัวเราะในลำคอเบาๆ “เพราะผมอยากมอง”

“...”

“แค่มอง... คุณจีนคงไม่ว่าใช่มั้ยครับ” สายตาคู่คมของนับสิบมีประกายแปลกๆ ที่ผมจับมันได้ แต่เพียงแค่ชั่วครู่เดียวก็หายไปไม่มีเหลือจนคิดว่าตัวเองแค่ตาฝาด

“ว่า!”

ผมสวนกลับไปแค่นี้ จากนั้นเบี่ยงตัวหันออกไปทางหน้าต่าง ไม่พูดอะไรแทรกใครอีกเลยตลอดทาง

==================== 

มาแล้วววว เพิ่งเคลียร์งานเสร็จจ 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

 

นับ 6 

ผมเผลอกลั้นลมหายใจ

ปากนับสิบทั้งอุ่นทั้งร้อน แถมยังนุ่ม ทีแรกที่แตะลงมา ขนาดผมที่เตรียมใจไว้อยู่แล้วยังสะดุ้งเกร็งกล้ามเนื้อขึ้นมาฉับพลัน ใจหนึ่งอยากเอื้อมมือไปผลักอีกฝ่ายออก แต่อีกใจก็ไม่อยากเห็นสภาพกลับคำของตัวเอง

นับสิบแตะนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนจงใจจะรอให้หายตกใจ ต่อมาถึงค่อยๆ เริ่มขยับ ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งเคลื่อนจากแก้มผมไปยังท้ายทอย ค่อยๆ ขยับสูงขึ้นทีละนิด สุดท้ายแทรกเข้าไปในกลุ่มผมและรั้งศีรษะเพื่อให้หงายเงยปรับองศาในการสัมผัสกันและกันให้ลึกและแนบแน่นมากกว่าเดิม ผมรู้สึกได้ถึงแรงดูดดึงที่ริมฝีปากล่างของตัวเองจนขนลุก เสียววูบวาบแปลกๆ

จูบ... 

ผมไม่ได้จูบนานมากแล้ว นานจนลืมไปเลยว่ามันให้รสสัมผัสยังไง และทุกทีจะเป็นฝ่ายจูบมากกว่า

ในนิยายมักจะบอกว่ามันรู้สึกสมองขาวโพลนไปหมด แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกร้อน ร้อนไปทั้งหนังศีรษะ กระทั่งตอนลิ้นร้อนเปียกชื้นไล้เลียริมฝีปากล่าง จากนั้นสอดแทรกเข้ามา

ผมสะดุ้ง เม้มปากกั้นเอาไว้ไม่ทัน เลยเลือกที่จะกัดฟันเอาไว้แน่นแทน

เดี๋ยวนะ ผมว่ามัน...

รู้สึกแปลกๆ ผมพยายามรั้งกายถอยหนี แต่นับสิบกลับวาดแขนแข็งแรงอีกข้างมารัดรอบเอวไว้ อีกฝ่ายแรงเยอะ แค่ออกแรงดันนิดหน่อยตัวผมก็เข้าไปเบียดชิดอย่างง่ายดาย หน้าอกตัวเองโค้งงอไปด้านหน้า เสียดสีกับแผ่นอกหนาๆ ของนับสิบไปมาจนมันยิ่งรู้สึกแปลกๆ ถึงมือจะพยายามดันออกแต่ก็ไม่สำเร็จ

“อือ... อืม”

หูได้ยินเสียงครวญดังมาจากในลำคอของตัวเองเมื่อฝ่ายตรงข้ามใช้ลิ้นไล่ไปตามไรฟันผมอย่างหน้าไม่อาย เขาเคลื่อนริมฝีปากบดเบียดบ้าง ดูดดึงและขบเบาๆ บ้าง รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ทัน พอวงหน้าเข้มเบี่ยงไปอีกด้านจังหวะหนึ่งเหมือนจะเปิดโอกาสให้หายใจ ผมก็อ้าปากสูดออกซิเจนเข้าปอดอย่างกระหาย

แต่กลายเป็นว่าดันตกหลุมพราง เพราะพอคลายแรงขบฟันออก ลิ้นร้อนก็แทรกผ่านเข้ามาทันที

เขาแตะเข้ากับลิ้นของผมที่ยังแข็งทื่อเหมือนช็อคไปแล้ว จากนั้นหลอกล่อเหมือนตั้งใจจะไล่จับ ใช้ฟันหน้ากัดเบาๆ ก่อนประกบปากซ้ำอีกครั้ง ใช้ลิ้นตัวเองพันเคล้าคลึงกับลิ้นผม คราวนี้เสียงจูบและน้ำลายดังให้ได้ยินชัดเจน มันไหลลงมาตามุมมปากข้างหนึ่งของผม แต่ก็ถูกนับสิบใช้ลิ้นตวัดกลืนเข้าไป

ไม่รู้ผ่านไปกี่นาที ปากอุ่นร้อนนั่นก็ผละห่าง มองเห็นน้ำใสๆ ที่ปะปนกันจนไม่รู้ว่าเป็นของใครเกิดเป็นใยบางๆ

“สิบ...”

ผมหอบแฮ่ก รู้สึกว่างงงวยและมึนเมาประหลาด ตาที่พร่าจางๆ มองตรงไปสบเข้ากับนัยน์ตาคู่คมซึ่งเหมือนกับจะมีพายุลูกย่อมๆ พัดวนด้านใน

ไม่รู้ผมตาฝาดรึเปล่าที่มองเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก ไม่เหมือนรอยยิ้มสุภาพของนับสิบอย่างทุกที

วงหน้าหล่อขยับเข้ามาใกล้หูของผม พึมพำอะไรบางอย่างที่ผมไม่ทันมีสติฟัง

“...”

อะไรนะ...

ผมสับสน สมองยังเรียบเรียงอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องนิ่งไปยังคนตรงหน้า

นับสิบหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “คุณจีน อ่านบทต่อสิครับ”

“...”

“จีน...”

“หือ”

“ตาคุณจีนแล้ว”

เท่านั้นแหละ สมองเหมือนจะระเบิดตู้ม เลือดทั้งหมดสูบฉีดมาแออัดกันอยู่ที่หน้าทันที แก้มผมโคตรร้อน เลยก้มหน้าลนลานเลื่อนบทในมือขึ้นมาไล่สายตาหา

“อะ...เอ่อ พี่ทำอะไรเนี่ย...” เสียงผม... ไม่ได้ฟังแล้วดูทั้งโกรธทั้งตกใจตามในบทเลยสักนิด

“สั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ ว่าไอ้ปากนี่มันจะดื้อด้านได้ถึงไหน”

“...”

ใจผมไม่เหมือนไม่อยู่กับสถานการณ์ในการซ้อมบทละครตรงหน้าเลยสักนิด

ผมเม้มปาก สุดท้ายก็ตัดสินใจเด้งพรวดขึ้นจากโซฟาที่นั่งอยู่จนนับสิบได้แต่มองตามด้วยความงุนงง

“คุณจีน?”

“ฉันง่วงแล้ว!” ผมเอ่ยโพล่ง แต่พอรู้สึกตัวก็ลดเสียงลง “พอแค่นี้ก็แล้วกัน”

“อ้อ ได้สิครับ” นับสิบเมื่อเข้าใจก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มบางๆ “ขอบคุณมากเลยนะครับที่อุตส่าห์ช่วยผมซ้อม”

“อืม...”

“นมร้อนก่อนนอนมั้ย ผมจะไปอุ่นให้”

“ไม่ต้องๆ ฉันจะนอนเลย ฝันดีก็แล้วกัน”

“ฝันดีครับ”

ผมไม่แม้แต่จะหันไปสบตากับร่างสูง พอบอกแบบนั้นปุ๊บก็วางบทลงบนโต๊ะ จ้ำพรวดเข้าห้องแล้วปิดประตูล็อคตามหลังทันที เดินไปทิ้งตัวลงนอนคว่ำแล้วเอาหมอนใบใหญ่มาทับศีรษะอีกที

โอยย หน้าแม่งไม่ยอมหายร้อนเลย...

แต่ว่า... นอนเอาหน้าซุกอยู่ได้ครู่หนึ่ง สมองของผมที่เหมือนถูกช่วงชิงไปแล้วจังหวะหนึ่งก็กลับมาทำงานอีกครั้ง บางอย่างสว่างวาบ มือรีบเขวี้ยงหมอนใบใหญ่ให้ออกไปไกลๆ แล้วเด้งตัวพรวดพราดกระโดดไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่ข้างหน้าต่าง กดปุ่มพาวเวอร์เปิดแมคบุ๊คทันควัน

ถูกจูบ... ฝ่ายที่ถูกจูบถูกรุกเร้าเหมือนผู้หญิงมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมต้องแก้ต้นฉบับที่เขียนไปแล้วทั้งหมดเลย

 

หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เปิดคอมฯ หรือต้นฉบับอีกเลย การพักของผมคือพักจริงๆ นอนดูรายการตลกบ้าง ซีรีส์ฝรั่งที่ค้างอยู่เป็นซีซั่นบ้าง แช่อยู่บนเตียงในห้องทั้งวันทั้งคืน มีออกไปด้านนอกแค่ต้มมาม่าหรือเวฟข้าวกล่องที่ซื้อมาตุนไว้เท่านั้น

และเพราะกลายเป็นมนุษย์ห้องเลยทำให้ผมไม่ได้เจอนับสิบเลย ได้ยินแค่เสียงอีกคนเดินเข้าๆ ออกๆ ห้องน้ำแว่วๆ รวมทั้งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาลอดเข้ามาเป็นบางครั้ง อีกฝ่ายก็เป็นเด็กดีไม่ได้มารบกวนอะไรผมอีก ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว ถ้าเจอหน้าสมองผมมันต้องนึกย้อนกลับไปเมื่อวันนั้นอีกแน่ๆ

หลงใหล อารมณ์ใคร่ 

นี่คือสิ่งที่ผมเห็นจากสายตาเมื่อร่างสูงๆ นั่นถอยห่างไป

นับสิบทำเอาผมขนลุกซู่ หมอนั่นจะแสดงเก่งเกินไปแล้ว เข้าถึงอารมณ์ตัวละครถึงขนาดทำสีหน้าและแววตาได้สมจริงขนาดนี้ เท่าที่รู้มานับสิบยังไม่เคยตอบรับแสดงละครหรือซีรีส์เรื่องไหนเลย มีนิยายผมเป็นเรื่องแรก พนันได้เลยว่าหลังออกอากาศทั่วประเทศต้องโดนทาบทามจนไอ้ตั้มสายไหม้แน่ๆ

ติ๊งหน่อง 

เสียงกริ่งทำให้มือที่กำลังกลัดกระดุมเสื้ออยู่ชะงัก สมองปัดเรื่องเรื่อยเปื่อยทั้งหมดออกไปก่อน หันไปมองนาฬิกาแขวนใกล้ๆ กับโต๊ะคอมฯ ก็เห็นว่าตอนนี้ใกล้จะบ่ายโมงตรงแล้ว

ผมไม่ได้รีบร้อนไปเปิดประตู แต่ใส่เสื้อหวีผมให้เสร็จ คว้ากระเป๋าสตางค์บวกของส่วนตัวติดมือไป

“พี่จีน ทำไรอยู่อ่ะ”

“ใส่เสื้อ”

พอดึงบานประตูเปิดออกก็มองเห็นร่างคุ้นเคยของไอ้หินยืนอยู่ มันยกมือค้างเติ่งตั้งท่าจะจิ้มกดกริ่งรัวๆ อยู่เลย พอเห็นผมถึงหน้าจะยังยุ่งแต่ก็มีความโล่งใจปะปน “เฮ้อ ผมนึกว่าพี่จะหนีไปนอนต่อแล้วซะอีกนะเนี่ย”

“กูบอกแล้วว่าจะไปก็คือไปดิ”

“ไม่รู้ เกิดพี่เบี้ยวทำไง ผมจะยืนร้องไห้โฮหน้าห้องเสียงดังเลยนะ”

“เดี๋ยวกูก็แทงแม่งเลยนี่ จะไปมั้ยตกลง”

พอผมว่างั้น ไอ้หินมันก็เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นกระตือรือร้น พยักหน้าเหมือนไก่จิก

วันนี้ไอ้หินเอารถมารับผมถึงที่ แน่นอนว่าก็ยังคงไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายซีรีส์นิยายผมเนี่ยแหละ วันนี้เป็นวันถ่ายวันแรกด้วย มันตื่นเต้นยิ่งกว่าคนแต่งอย่างผมซะอีก หลังจากรู้ว่าเขาถ่ายวันแรกกันวันไหนก็ไลน์มาหา พอผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเมื่อคืนมันก็โทรมาถามเชิงรบเร้าว่าจะไปไหม โน้มน้าวจนผมต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้อ่ะ

ที่จริงเขาเริ่มถ่ายกันไปตั้งแต่เช้าแล้ว แต่โชคไม่เข้าข้างไอ้หินเพราะวันนี้มันมีธุระออกมาคุยงานกับโรงพิมพ์ให้บอกอพอดี มีเวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง เลยตกลงกันว่าจะมาที่กองแค่แป๊บเดียว จากนั้นมันจะพาผมกลับไปส่งแล้วไปทำงานต่อ

โลเคชั่นหลักๆ ของนิยายผมก็ไม่พ้นมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เหมือนว่าทางกองจะไปเช่าตึกมหา’เลยแห่งหนึ่งนอกเมืองเป็นสถานที่ถ่ายทำ ระยะทางเลยห่างจากคอนโดฯ ผมไปค่อนข้างไกล ไกลจนหลับไปตื่นหนึ่ง ได้ยินไอ้หินพูดเป็นเชิงปลุกว่าถึงแล้วถึงได้ปรือตาขึ้นมอง แดดเปรี้ยงในยามบ่ายจัดจ้าจนทำทุกอย่างดูร้อนระอุไปหมด

“เขาถ่ายถึงกี่โมง”

“ในตารางหกพี่ แต่ถ้าหลายเทคก็อาจจะยืดเวลาไปอีก”

“กูอยู่ชั่วโมงเดียวพอนะเว้ย วันนี้กูจะจัดการต้นฉบับต่อแล้ว”

“ครับๆ พี่นี่ยังไง นักแต่งคนอื่นเขามีแต่กระตือรือร้นอยากมาดูตลอดเวลา ส่วนพี่นี่อยากกลับตลอดเวลา” ท้ายประโยคเสียงมันงึมงำนิดหน่อย ผลักประตูกระจกแล้วหลีกทางให้ผมเดินเข้าไปก่อน

พอก้าวเท้าเข้าไปในโรงอาหาร ไอแอร์เย็นฉ่ำก็สาดกระทบมาโดนผิว บรรยากาศในการถ่ายซีรีส์เรื่องหนึ่งก็เหมือนกับพวกหนังที่เกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ที่เคยดูมา มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ผมไม่รู้จักตั้งเต็มไปหมด สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตามากกว่าอะไรเพื่อนคือฉากกลางโรงอาหาร ซึ่งมีทั้งแสงและกล้องพากันหันไปยังจุดนั้นเป็นจุดเดียว

“โห กำลังถ่ายกันอยู่เลยอ่ะ นั่นๆๆๆ นั่นไง! พี่ดูน้องนับสิบดิ!”

ผมกลอกตาใส่ไอ้หินที่เอื้อมมือมาเขย่าแขนจนแทบหลุด “เออ เห็นแล้วน่า”

“โคตรหล่อ! ออร่า! เจ้าชาย! เชี่ยละ ถ่ายรูปไปอวดชาวบ้านดีกว่า มือถือๆๆ”

“เดี๋ยวก็โดนด่าเอาหรอก”

“ถ่ายอวดต่อหน้าไม่ได้ลงโซเชียลหรอกครับ อูยยย หล่ออ แฮ่กก”

“ไอ้หิน ทุเรศ”

“ผมหลงเสน่ห์เบอร์แรงมาก บอกเลย เฮ้ออ...”

ผมเลิกสนใจคนข้างตัวที่กรี๊ดกร๊าดวุ่นวาย มองตรงไปด้านหน้า เห็นนับสิบนั่งเด่นอยู่ในฉาก หุ่นสูงๆ สวมชุดนักศึกษากางเกงยีนส์และเครื่องประดับเท่ๆ เปลี่ยนลุคเดิมเขาไปจนหมด แต่คนหน้าตาดีใส่อะไรก็ดูดี เปลี่ยนจากเจ้าชายมาเป็นพระเอกซีรีส์ ตอนที่จอมอนิเตอร์หน้าผู้กำกับแพนให้เห็นหน้าคมคายชัดขึ้น ผมก็ต้องดึงสายตากลับอย่างร้อนรน

จูบในวันนั้นแทรกเข้ามาในสมอง...

ไม่ ไอ้จีน มึงหยุด! 

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามไม่ให้ฟุ้งซ่าน เลือกจะมองไปรอบๆ เพื่อเบี่ยงความสนใจ ที่กำลังแสดงตอนนี้ไม่ใช่มีแค่นับสิบ ยังมีนักแสดงวัยรุ่นที่คัดมาเป็นเพื่อนของคินทร์อีกสามสี่คน ผมไม่เห็นน้องเอ๋ย เสียดายอยู่นิดหน่อยเหมือนกันที่มาไม่ทันฉากแลกลิ้นดุเดือดกลางโรงอาหารของพระนายที่เจอกันเป็นครั้งแรก

“ไอ้อาร์ต เมื่อวานมึงมัวแต่ไปคั่วสาวไม่มามอ มึงรู้มั้ยว่ามึงพลาดไรไป”

“เออใช่ ไอ้คินทร์กับน้องตัวเล็ก”

“น้องตัวเล็กที่ถูกจูบเอาๆ จูบจนเขาแทบจะวิ่งร้องไห้หนีไปอ้ะ”

หมายเลขสิบแปดส่งเสียงในลำคอ “พวกมึงจะพูดมากทำไม”

“อูย หล่อเว่อร์” ไอ้หินที่ยืนอยู่ข้างๆ พร่ำเพ้อเสียงอ่อนระโหยออกมาอีกครั้ง หันไปมองก็เห็นมันยกมือกุมใจเหมือนโดนโจมตีเข้าอย่างจัง แก้มเกิ้มงี้แดงก่ำ

หน้าผมพิลึก “มึงเป็นเหรอไอ้หิน”

“เปล่า” มันยังประสานมือไว้กลางอกแบบสาวน้อย “แต่ถ้ากับน้องนับสิบจะยอมเป็นก็ได้”

“...”

“คุณจีนนนน สวัสดีค่ะ”

จังหวะที่หรี่ตามองคนข้างตัว เสียงหวานใสของผู้หญิงหนึ่งที่ผมจำได้ว่าเป็นคนคอยช่วยผู้กำกับดังขึ้นจากด้านหลัง เธอก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้ ยกมือที่ทาเล็บสีสดแตะไหล่ผมเบาๆ เป็นเชิงทักทายก่อนผละออกอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีครับ”

“มาด้วยสินะคะวันนี้” เธอยิ้มกริ่ม “เป็นไงบ้างคะ คิดว่าไงบ้าง”

“ก็ดีครับ น้องๆ เขาก็แสดงเก่งกันดี”

“คนอื่นๆ คุณจีนอาจจะเพิ่งเคยเห็น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เด็กๆ ฝีมือดีกันทั้งนั้น หลายๆ คนก็เคยเล่นพวกซีรีส์มหา’ลัยวัยรุ่นกันมาแล้ว ถึงจะมือใหม่แบบน้องเอ๋ยแต่น้องเขาก็แสดงดีมากเลยนะ”

“...อ่า” ผมพยักหน้ายิ้มๆ

“เคมีเข้ากันมากเลยค่ะ ฉากเจอกันแล้วยืนประจันหน้ากันนี่แบบ โอ๊ยย ส่วนสูงห่างกันน่ารักมากกกก เสียดาย...”

“...”

“ฉากจูบน้องนับสิบดันขอใช้มุมกล้อง ถ้ากล้องแพนให้เห็นปากที่ประกบแลกลิ้นกันจริงๆ อาจจะดีกว่านี้”

ปากผมที่ยิ้มอยู่ในตอนแรกหุบลงทันควัน เอี้ยวหน้าหันไปมองคนพูดซึ่งยืนถอนหายใจทำหน้าแสนเสียดายประกอบน้ำเสียง กะพริบตาปริบๆ ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้เลยว่าหน้าตัวเองคงมีเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเร่อแปะอยู่

ขอใช้มุมกล้อง?

อ้าว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เมื่อวันก่อนก็ซ้อมกับผมไปแล้วไม่ใช่เหรอ ไหงจู่ๆ แสดงจริงถึงใช้มุมกล้องล่ะ

ผมหันไปทางจอมอนิเตอร์โดยไม่รู้ตัว มองเห็นนับสิบที่แสดงลักษณะ ท่าทาง สีหน้าและแววตาของคินทร์ออกมาได้สมจริงทุกอย่าง สมจริง... แต่ดันขอใช้มุมกล้องเอากับฉากที่ทำให้สาวๆ กรี๊ดอย่างนี้เนี่ยนะ

หรือว่าน้อยเอ๋ยปากเหม็น?

เอิ่ม ไม่ล่ะ ไม่น่าจะใช่ น้องเขาก็ดูสะอาดสะอ้าน ดูออกว่าเป็นผู้ชายดูแลตัวเองเก่งด้วยซ้ำ

“ผู้กำกับไม่ว่าเหรอครับ” ผมอดถามไม่ได้

“โอ๊ยย จะว่าอะไรล่ะคะ” เธอหัวเราะ “พี่ไม้เขาตามใจน้องนับสิบจะตาย อยากให้น้องสิบเขามาเล่นหนังเรื่องหน้าของตัวเองต่อ ว่าไงว่าตามเอาไงเอากันหมดแหละค่ะจังหวะนี้”

ฟังเธอตอบแล้วผมก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ

“นี่หวังแต่ว่าฉากนั้นจะแซ่บๆ กว่านี้ ตอนแรกฉันก็ไม่คิดอะไรนะคะ แต่พอยิ่งดูยิ่งเห็นน้องเขายืนคู่กันก็รู้สึกว่านี่แหละใช่ ออกอากาศรับรองว่าเปรี้ยงปร้างแน่นอนค่ะ ฮุๆ”

อีกฝ่ายยังชวนคุยอีกหลายประโยค ส่วนมากก็ไม่พ้นกรี๊ดกร๊าดความเข้ากันได้ดีของนับสิบและน้องเอ๋ย กระทั่งมีสตาฟฟ์เดินมาเรียกนั่นแหละถึงจะโบกมือล่าถอยไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ประจวบเหมาะเจาะกับผู้กำกับสั่งคัทพอดี พอทีมงานคนอื่นๆ กรูกันเข้าไปจัดการนักแสดงและอะไรหลายๆ อย่าง ผมก็ถอยหลังหลบฉากออกมาเพื่อไม่ให้ไปเกะกะเข้า

ส่วนไอ้หิน... จากที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนอีกแล้ว

ผมยืนเป็นไอ้เอ๋ออยู่นานหลายนาที แต่สุดท้ายพอคิดจะหาที่นั่งสักที่ สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงโคตรเด่นของพระเอกซีรีส์เดินเข้ามาพอดี นับสิบยังอยู่ในชุดแสดง แต่เครื่องสำอางเหมือนจะล้างเรียบร้อยแล้ว

“คุณจีน”

“...” ผมรู้สึกว่าตัวเองตัวแข็งทื่อ แต่ต่อมาก็พยายามคุมมุมปากให้ยกยิ้มเป็นธรรมชาติ “ไง...”

นับสิบยิ้มบางๆ “ผมนึกว่าจะไม่มาซะอีกครับ วันนี้”

“น้องที่สำนักพิมพ์มันอยากมาดูน่ะ”

คนฟังทำหน้าเข้าใจ “ช่วงนี้คุณจีนอยู่แต่ในห้อง ผมไม่ได้เจอหน้าตั้งหลายวัน”

“ก็... เวลาฉันพักก็เป็นเงี้ยแหละ นอนดูหนังอย่างเดียวเลย”

คิ้วเข้มของคนฟังขยับสูงขึ้นนิดหน่อย ต่อมาก็คลายสีหน้าลง ท่าทางเหมือนโล่งใจ “งั้นเหรอครับ ผมนึกว่าคุณจีนรำคาญที่ผมมาอยู่ร่วมห้องด้วยซะอีก”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ผมชะงัก

รำคาญ? 

“บ้าละ!” ผมสวนเสียงสูงกลับไปทันควัน “ฉันจะรำคาญไปทำไม นายก็ไม่ได้กวนอะไรนี่”

“...”

“นายทำอะไรเบาจะตาย ฉันไม่ได้ยินด้วยซ้ำ จานที่ฉันตั้งทิ้งไว้นายก็ช่วยล้างให้ด้วย”

พอเห็นนับสิบยังนิ่ง ผมก็เอ่ยต่อออกมายาวเหยียด ออกจะร้อนรนนิดหน่อยด้วยซ้ำ เพราะแค่คิดว่าคนนี้กำลังคิดมากกับการที่ผมขลุกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปพบเพราะรำคาญก็รู้สึกผิดขึ้นมา

“ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรำคาญอะไรเลย ฉันรับปากไอ้ตั้มไว้แล้วว่าจะดูแล ดูแลก็คือดู... เดี๋ยวนะ” คิ้วผมเปลี่ยนเป็นขยับชนกันเล็กน้อย “ยิ้มอะไร?”

พูดปลอบใจเด็กมันอยู่ดีๆ ร่างสูงตรงหน้าก็ขยับมุมปากยกขึ้นสูง

“เปล่าครับ แค่คิดว่า...”

“ว่า?”

“คุณจีนนี่ใจดีจริงๆ นั่นแหละ” ตาคมของนับสิบกวาดมองไปทั่วใบหน้าผม เลื่อนต่ำลงไปที่ลำคอ จากนั้นไล่ผ่านริมฝีปาก จมูก และกลับมาสบตาด้วยใหม่ “ใจดีแบบนี้ต้องระวังตัวเองหน่อยนะครับ”

ประโยคหลังของนับสิบทำให้ผมสตั๊นท์ไป แต่ต่อมาก็หัวเราะขำๆ “ฉันไม่ได้ใจดีกับคนอื่นพร่ำเพรื่อซะหน่อย ที่ช่วยก็เพราะนายเป็นเด็กของไอ้ตั้มมันก็แค่นั้น”

...ถึงตอนแรกจะโคตรต่อต้านที่ไอ้เพื่อนเวรมันเอาเด็กหน้าหล่อในสังกัดมาโยนทิ้งไว้ให้ก็เถอะ แม้บางครั้งจะประจบหนักไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แถมยังเป็นเด็กง่ายๆ อะไรก็ได้ดูจะเชื่อฟังดีด้วย

“ครับ” นับสิบหัวเราะในลำคอเบาๆ “ขอบคุณนะครับ”

“อือ”

ผมรู้สึกว่าความเข้าหน้าไม่ติดหลังจูบในตอนแรกเริ่มหายไป เริ่มหายใจหายคอคล่องขึ้น “แล้วไม่ไปเข้าฉากต่อเหรอ”

“วันนี้ผมเรียบร้อยแล้ว”

“หือ” ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ฉันนึกว่าจะถ่ายทั้งวันซะอีก แล้วไอ้ตั้มล่ะ”

“กลับไปนานแล้วครับ”

“อ้าว”

“พี่ตั้มมีธุระต่อ กลับไปที่บริษัทตั้งแต่ตอนสิบเอ็ดโมง”

“...”

ธุระอะไรของมันเนี่ย ทิ้งเด็กตัวเองไว้ในกองคนเดียวอย่างนี้เนี่ยนะ นับสิบก็ดาราโนเนมซะที่ไหน เกิดกลับบ้านเองทำอะไรเองแล้วโดนคนอื่นฉุดเข้าพงหญ้าไปจะทำไง “แล้วนายจะกลับยังไงล่ะ”

“ก็...” นัยน์ตาคู่นั้นหลุบต่ำลงเล็กน้อย ต่อมาก็เอ่ยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ “งั้นผมกลับกับคุณจีนได้รึเปล่าครับ”

“หือ ฉันไม่ได้เอารถมา...” ตอนที่จะบอกว่าเดี๋ยวไปบอกรุ่นน้องให้ สีหน้าเพ้อฝันของไอ้หินก็ลอยเข้ามา “เอาสิ เดี๋ยวนายกลับพร้อมกับฉันก็แล้วกัน กินไรยังล่ะ”

“ยังเลยครับ มีแค่แซนวิชตอนสิบโมง”

พอได้ยินแบบนั้น คิ้วผมก็ขยับชนกันยุ่งอีกรอบทันที “แล้วทำไมไม่กิน ไอ้ตั้มรึกองถ่ายไม่ได้ให้ข้าวกล่องอะไรเลยรึไง ถ่ายหนังก็ต้องใช้พลังงานนะ” ผมอดจะว่าไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนว่าต้องดูแลอีกฝ่ายให้มากกว่านี้แว้บเข้ามาในสมอง มือยกขึ้นโบกไวๆ “งั้นรีบไปเปลี่ยนเสื้อเลย เดี๋ยวฉันไปคุยกับผู้กำกับแล้วก็ตามตัวไอ้หินแป๊บ เจอกันข้างนอกนะ”

นับสิบพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นเดินแยกออกไป ส่วนผมก็เดินไปทักทายผู้กำกับอย่างที่บอก

คุณไม้ผู้กำกับแกนั่งหน้าเคร่งเครียดดูฟิล์มเทคที่ได้มาจากการถ่ายวันนี้ทั้งหมด เอ่ยพูดติบ้างชมบ้างกับลูกน้องคนอื่นๆ แต่พอเห็นผมสีหน้าจริงจังก็คลายลง ปากขยับเป็นรอยยิ้มกว้างแทบจะถึงหู ยกมือตบไหล่ผมปั้กๆ เช่นเคย จากนั้นรั้งให้เข้ามาดูซีนที่ถ่ายเอาไว้อย่างกระตือรือร้น

ผู้กำกับตั้งใจพราวทูพรีเซ้นต์เต็มที่ พูดยาวเหยียดไม่หยุด แต่ก่อนจะยาวกว่านี้ผมก็รีบเบรก ประจวบเหมาะเจาะกับเห็นไอ้หินผ่านเข้ามาในครรลองสายตาพอดี เลยรีบไหว้ขอโทษบอกลาทุกคนแล้วจ้ำไปดึงแขนมันไว้

“ไอ้หิน! มึงหายไปไหนมาเนี่ย ชอบทิ้งกูประจำ” รั้งตัวมันได้ก็หน้ายุ่งว่าไปที แต่มันกลับทำสีหน้างุนงง ในมือยังถือมือถือเปิดแอพฯ กล้องเอาไว้อยู่เลย

“อ้าว ก็ไปถ่ายรูปไง โอ๊ย เบาๆ สิครับพี่”

“กลับได้แล้ว”

“เดี๋ยวๆๆๆ รีบไปไหนอ่า ยังไม่ทันถึงครบชั่วโมงเลย”

“ไม่ต้องแล้ว เด็กนั่นกระเพาะทะลุตายก่อนพอดี”

“หะ? เด็กไหน... กรี๊ดด นับสิบ!”

“...”

เด็กนี่แหละ...

พอผลักประตูโรงอาหารออกมาด้านนอก ไอ้หินที่ถูกผมลากดึงมาอย่างไม่เต็มใจยังพูดไม่ทันจบก็เปลี่ยนทีท่าฉับพลัน สายตาตวัดไปเห็นร่างสูงสมส่วนของนับสิบยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็แต๋วแตกทันที จากถูกผมลาก เปลี่ยนเป็นถลาเข้าไปหา

“น้องนับสิบ หมดคิวถ่ายแล้วเหรอครับ”

นับสิบยิ้มพอเป็นมารยาท ไม่ได้มีปฏิกิริยาตกใจกับการที่จู่ๆ ไอ้หินก็ยื่นหน้าเข้าไปซะชิด “ครับ”

“วันนี้เท่มากเลยนะ ไม่ดิ เท่มหาเท่ อ้อ จริงด้วย คราวก่อนที่เจอกันก็ไม่มีเวลา วันนี้ช่วยเซ็นให้พี่หน่อยได้มั้ย”

“ได้ครับ”

“ไม่มีกระดาษแฮะ งั้นเซ็นบนหน้าอกพี่ก็แล้วกัน”

“ไอ้หิน!” ผมเรียกมันเสียงขุ่น เอื้อมมือไปดึงคอเสื้อมันให้ถอยห่างออกมาก่อนที่มันจะทันปลดกระดุมเม็ดบนลง

เจ้าของชื่อหันมาทำสีหน้าเหมือนถูกขัดอกขัดใจ ค้อนใส่อย่างกับผู้หญิง ปัดมือผมออกแล้วขยับเข้าไปตู้ตี้จู้จี้นับสิบใหม่อีกรอบ เห็นแล้วอดจะถอนหายใจใส่แรงๆ ไม่ได้

“จะคุยก็ค่อยไปคุยกันในรถ กว่าจะถึงในตัวเมืองใช้เวลาตั้งเกือบชั่วโมง ตอนนั้นมึงอยากคุยไรก็คุยไปเหอะ”

“คุยในรถอะไร ถ้าต้องกลับ... เดี๋ยวนะ” สมองมันทำงานแล้ว หันมาเบิกตากว้างใส่ผม “น้องนับสิบจะไปด้วยกันเหรอ”

“เออ”

สิ้นเสียงของผมเท่านั้นแหละ ไอ้หินแม่งกุลีกุจอควักกุญแจออกมาทันที ผายมือให้นับสิบที่ยังยืนสงบนิ่งเหมือนเจ้าชายอยู่ไปยังลานจอดรถ ส่วนผมน่ะเหรอ... เดินตามหลังทั้งคู่เหมือนเป็นคนไม่สำคัญยังไงอย่างนั้น

เห็นไอ้หินบริการเปิดประตูผายมือเชื้อเชิญให้นับสิบเหมือนเป็นคนใช้เขา ด้วยความหมั่นไส้ผมเลยแทรกตัวขึ้นประตูฝั่งทางนั้นด้วย เบียดนับสิบให้ขยับไปด้านใน เลือกจะนั่งด้านหลังแล้วปล่อยให้ไอ้หินที่ต้องขับเป็นสารถีนั่งด้านหน้าไปคนเดียว

พอออกรถปุ๊บ ไอ้สารถีมันก็เริ่มทันที ถามนู่นถามนี่นับสิบไม่มีหยุด

“อ๋อ แปลว่ากลับมาปุ๊บก็มีคนติดต่อให้มาทำงานด้านนี้ใช่มั้ย อืมๆ แล้วนี่ทำไมน้องสิบถึงมาสนิทกับพี่จีนได้ล่ะ หรือว่าตั้งแต่โปรดิวเซอร์ขอให้พี่จีนมาช่วยเรื่องคาแร็กเตอร์ตัวละครก็คุยกันมาตลอด”

“เปล่าหรอกครับ...”

“ผู้จัดการส่วนตัวของนับสิบเป็นเพื่อนเก่ากู” ผมเลือกจะแทรกขึ้นมาหลังจากฟังทั้งคู่คุยกันอยู่สักพัก

ไอ้หินมันเบิกตากว้าง “เพื่อนเก่าพี่!?”

“เออ แล้วตอนนี้สิบก็พักอยู่ที่คอนโดฯ กูด้วย”

“พักอยู่คอนโดฯ พี่ด้วย!”

ผมยิ้ม อดจะอารมณ์ดีไม่ได้เมื่อเห็นหน้าเหลอหลาตกใจแกมอิจฉาของรุ่นน้องซึ่งสะท้อนกระจกหน้ามา “หูมึงหนวก?”

“พี่อย่าเพิ่งกวนตีนผมดิ ตอบก่อน ไหงน้องสิบไปพักกับพี่ได้อ่ะ แล้วไมพี่ไม่บอกผมเลย นี่ที่น้องสิบกลับด้วยก็เพราะจะกลับห้องไปพร้อมกันใช่มั้ย” มันซักซะยาวเหยียด

ผมว่าผมเริ่มจะคิดละว่าไอ้หินมันมีโอกาสเปลี่ยนรสนิยมทางเพศขึ้นมาจริงๆ หลังจากโดนออร่าชั้นสูงของนับสิบตกใส่ เห็นมันจู่ๆ ก็เครซี่นับสิบขึ้นมาอย่างนี้ผมก็แอบจะหงุดหงิดเล็กๆ ไม่ได้ ตั้งแต่มีนับสิบมันก็เอาแต่นับสิบๆๆ จนลืมผมไปเลย

“เพื่อนกูมันฝากให้ดูแล”

“อย่างพี่ดูแลคนอื่นได้ด้วยเหรอ”

“แล้วทำไมจะดูไม่ได้”

“ก็ขนาดตัวเอง...”

ผมหรี่ตา “อะไร กูทำไม พูดให้ดีๆ นะ”

“เปล่าๆๆๆ” มันรีบรัวคำ จากนั้นเหมือนจะง้อ “น่ะ แก้มพองอีกละ”

“สัด...”

ผมพึมพำด่าแล้วได้แต่เม้มปาก เคืองจนต้องขยับเข่ากระแทกเบาะนั่งให้มันสะเทือนคนคุมพวงมาลัยด้านหน้า หูได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังมาจากร่างสูงสุดที่รักของไอ้หินด้วย เลยรู้สึกยิ่งเคืองเข้าไปใหญ่

พ่นลมหายใจแรงๆ ไปทีให้รู้ว่าหงุดหงิด ตัดสินใจเลิกยุ่งกับทั้งคู่ ควักมือถือขึ้นมาสแกนนิ้วเข้าเล่นนั่นเล่นนี่ตามประสาตัวเองไป ผมเช็คข้อความในไลน์และเมล์เรื่องงานก่อนเป็นอันดับแรกอย่างที่มักทำประจำ จากนั้นจึงค่อยๆ เข้าแอพฯ โซเชียลมีเดียอื่นๆ ไล่ไปเรื่อยๆ เริ่มจากเฟซบุ๊กก่อน แล้วค่อยไปทวิตเตอร์

ส่วนมากผมเล่นไอจีหรือพวกแอพฯ ที่เอาไว้ลงรูปซะมากกว่า เฟซน่ะเอาไว้ตามข่าวเหตุการณ์ให้ทันชาวบ้านเขา ส่วนทวิตฯ เอาไว้เช็คข้อมูลและผลตอบรับจากนักอ่านของนิยายตัวเอง

ผมเข้าไปส่องแท็กทวิต #วิศวะผัวโหด

ถึงนิยายจะจบไปนาน หนังสือวางแผงสักพักแล้ว และตัวซีรีส์ก็ใช้ชื่ออื่น แต่แท็กยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เนืองๆ ถึงก่อนประกาศทำซีรีส์จะเงียบเหงาอยู่สักหน่อย แต่พออัพชื่อนักแสดงลงก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง อย่างวันนี้...

 

เกรดกำหนดปากแม่ @Pink_0215 4ชั่วโมง

มาถึงมอตอนเช้าแล้วพบว่าเขาไม่ให้ไปที่ตึก 4 เรียนคาบแรกเสร็จเพิ่งรู้ว่ากองถ่าย #วิศวะผัวโหด มาถ่ายที่นี่จ้า #BadEngineerTheseries

(รูป)

3 ตอบกลับ 665 รีทวีต 102 ถูกใจ

 

ชย ลูกแม่ (^・ェ・^) @siritaLL 2ชั่วโมง

ทันเห็น ทันเห็น โอ๊ย น่ารักมากกกก นับสิบคือฮอตมากกก กับคนนี้ ตามไอจีแล้วเหมือนจะเป็นเพื่อนนับสิบด้วย แสดงเป็นน้ำชา น่ารักเว่อออ คือลุคน้องมากกก ให้มากก #วิศวะผัวโหด #BadEngineerTheseries

(รูป) (รูป)

16 ตอบกลับ 702 รีทวีต 431 ถูกใจ

 

ผมกดดูรูป นอกจากรูปนับสิบที่เต็มแท็กทวิตฯ นิยายผมแล้ว ยังมีภาพบรรยากาศกองถ่ายด้วย

เห็นเป็นภาพทั้งคู่เดินไปโรงอาหารพร้อมกัน ข้างๆ เป็นทีมงานห้อยป้ายสตาฟฟ์เดินประกบพลางพูดแนะนำอะไรไปด้วย น่าจะกำลังบรีฟก่อนจะเริ่มเข้าฉากแรกกันละมั้ง

ภาพพวกนี้ช่วยโปรโมตนิยายผมได้เป็นอย่างดี เพราะดูเหมือนบรรดาแฟนนิยายทั้งหลายจะพออกพอใจกับนักแสดงที่คัดเลือกมาได้ ความดังของนับสิบน่ะผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว ส่วนน้องเอ๋ยหลังๆ มานี้ภาพก็เริ่มจะถูกแชร์ออกไปในวงกว้างมากขึ้น บางแอคฯ เอาภาพน้องมาจากไอจีแล้วมาขึ้นแนะนำกันเยอะแยะไปหมด

ผมไล่ดูต่อไปอีกเรื่อยๆ กดรีเฟช รีเฟชแล้วก็ยังมีทวีตใหม่เด้งขึ้นมาอีก ผมเลือกไล่รีทวีตของคนเขียนได้ถูกใจ จะว่าไปแล้วทางกองเขาช่วยโปรโมทซีรีส์ได้ดีเลยนะ ขนาดแค่ถ่าย...

เชี่ย! 

“แค่ก!”

“คุณจีน?”

ผมเสือกสำลักน้ำลาย

“ไม่สบายเหรอครับ”

“ปะ...เปล่าๆ”

ไอแค่ทีเดียวสั้นๆ แต่ดันมีมือหนาเอื้อมมาลูบหลังลูบหน้าอกให้ ร่างสูงที่นั่งคุยกับไอ้หินอยู่ข้างๆ ขยับเข้ามาเบียดซะใกล้ ยื่นหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเข้ามาซะแทบชิด

คิ้วผมขยับเข้าหากันทันใด มืออีกข้างดันให้อีกฝ่ายถอยไป

“ถอยๆ อะไรของนายเนี่ย”

“ไหวมั้ยครับ”

“ฉันแค่สำลักเฉยๆ เถอะ สบายดี” พอดีขึ้นผมก็กลืนน้ำลายด้วยความทรมาน โบกมือปัดๆ ไล่ๆ ใส่เด็กข้างตัวแล้วหันมือถือมาเพ่งที่หน้าจอใหม่ เพ่งจนตาแทบจะถลนเข้าไปในนั้น

เหตุผลที่ผมสำลัก... ใครมันดันอัพรูปนับสิบยืนคุยกับผมลงทวิตเตอร์วะ!? แถมให้กูเป็นคนขับรถอีก? 

 

จะชิปไปจนวันตายย @wantwantmoment 15 นาที

นับสิบหมดคิวแล้ว TT มีคนมารับกลับบ้านแน้ว ฮืออ เสียใจ #วิศวะผัวโหด

(รูป) (รูป) (รูป) (รูป)

 

รูปปาเข้าไปตั้งสี่รูป ดูจากมุมภาพแล้วเป็นการแอบทีมงานเข้ามาถ่ายถึงด้านหน้าโรงอาหาร เป็นเพราะตอนนั้นผมกับนับสิบยืนคุยกันอยู่ไม่ไกลจากประตูเท่าไหร่นัก เวลาใครผลักเข้าก็ใช้ช่วงจังหวะนั้นกดชัตเตอร์

ในภาพนับสิบยืนหันข้าง เห็นเป็นรูปร่างสูงโปร่งหุ่นนายแบบ อีกฝ่ายกำลังยิ้มน้อยๆ แบบที่ผมมักชอบเห็นเจ้าตัวทำบ่อยๆ เพียงแต่ว่า... สายตาของนับสิบที่จ้องไปทางผมในรูปมันดูไม่ได้สอดคล้องกับรอยยิ้มแบบนี้ของเจ้าตัวเท่าไหร่เลย แต่ก็เถอะ เพราะผมไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเท่าไหร่ สนแค่ที่ตัวเองไปแปะติดเป็นของแถมอยู่ในภาพต่างหาก

ยังดีที่ไม่ใช่ภาพหน้าผมตรงๆ ชัดๆ คนถ่ายก็จงใจจะเน้นถ่ายแต่นับสิบนั่นแหละ แต่ผมก็ไม่อยากให้มีภาพตัวเองไปแปะเด่นหราอยู่ในอินเตอร์เน็ตนี่หว่า ...ถึงจะในฐานะคนขับรถก็เหอะ

ว่าแล้วก็อดจะเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยหางตาไม่ได้

“...”

แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายก็ดันมองผมอยู่ก่อนแล้ว พอสบตากันเลยเลิกคิ้วนิดหน่อยเป็นเชิงแปลกใจส่งมาให้

“มองอะไร”

“มองคุณจีนที่กำลังมองผมไงครับ”

“ฉันมองถึงได้รู้ว่านายมอง มองทำไม”

นับสิบนิ่งไปนิดกับการรวนของผม ต่อมาก็หัวเราะในลำคอเบาๆ “เพราะผมอยากมอง”

“...”

“แค่มอง... คุณจีนคงไม่ว่าใช่มั้ยครับ” สายตาคู่คมของนับสิบมีประกายแปลกๆ ที่ผมจับมันได้ แต่เพียงแค่ชั่วครู่เดียวก็หายไปไม่มีเหลือจนคิดว่าตัวเองแค่ตาฝาด

“ว่า!”

ผมสวนกลับไปแค่นี้ จากนั้นเบี่ยงตัวหันออกไปทางหน้าต่าง ไม่พูดอะไรแทรกใครอีกเลยตลอดทาง

==================== 

มาแล้วววว เพิ่งเคลียร์งานเสร็จจ 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น