วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 5
แบบอักษร

 

นับ 5 

ผมไม่เคยเดาตัวเองผิดหรอก จากการสู้ตายปั่นต้นฉบับเมื่อคืนผมก็ตื่นมาอีกทีตอนเที่ยง เดินหาววอดๆ ออกมานอกห้องก็ไม่เจอใครทั้งนั้น นับสิบคงไปแก้งานฟิตติ้งที่เมื่อวานไอ้ตั้มมันบอกผมในไลน์แล้วนั่นแหละ

ผมเดินเข้าครัวไปต้มกาแฟหว๊านหวานมากิน จังหวะนั้นมือถือที่หิ้วติดมาด้วยตลอดเวลาเหมือนอวัยวะชิ้นที่สามสิบสามก็ส่งเสียงแจ้งเตือนรัวๆ จอขึ้นไลน์ไอ้ตั้มว่ามันส่งรูปมาให้

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : (ส่งรูปภาพ)

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : (ส่งรูปภาพ)

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : พระเอกมึง หล่อมั้ย

พอกดเข้าไปดูก็เห็นว่ามันส่งรูปนับสิบยืนอยู่กับทีมงานอีกคนที่น่าจะเป็นสไตล์ลิสในลุคเสื้อไปรเวทที่โคตรจะแบด ทั้งผมทั้งเครื่องประดับเหมือนเห็นคินทร์จากในนิยายหลุดออกมายืนตัวเป็นๆ ส่วนอีกภาพนับสิบสวมชุดนักศึกษาธรรมดา แต่ต่างจากนับสิบปกติเพราะทรงผมที่หล่อเท่และกางเกงยีนส์แทนกางเกงสแล็ค

Gene : ก็ดี นับว่าเด็กมึงไม่ทำให้กูผิดหวัง

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : ตื่นแล้วอ่อ? เห็นไอ้สิบบอกว่ามึงน่าจะนอนยาว

ผมยังไม่ทันจะพิมพ์ตอบข้อความ ไอ้ตั้มมันก็เสือกโทรไลน์เข้ามา ไม่ใช่โทรธรรมดานะ มันวิดีโอคอลเลย

“เออ”

ผมกดรับ เดินไปนั่งพิงโซฟา เน็ตฯ ตอนนี้ค่อนข้างสเถียร ผมเลยมองเห็นภาพขยับไปขยับมาชัดเจน

ไอ้ตั้มมันฉีกยิ้ม ถือมือถือหมุนกล้องไปรอบๆ (กูให้มึงดูชุด นี่ชุดของไอ้สิบ เอ๊ย พระเอกมึง เป็นไง ชอบป่ะ)

“มึงเห็นกูเป็นพวกตามแฟชั่นเหรอ”

(ฮ่าๆๆ งั้นเชื่อมือได้ มึงไม่ต้องห่วงไอ้จีน ถึงชุดมึงจะไม่เท่ ถ้าให้ไอ้สิบเด็กกูใส่รับรองหายห่วง)

“แหวะ” ผมแบะปาก จิบกาแฟไปอีกอึก

(รึไม่จริง มึงเห็นรูปที่กูส่งไปให้แล้วนี่ เท่จนสาวๆ ต้องหลงรัก)

“มึงจะอวยอะไรนัก”

(เอ้า เด็กในสังกัดตัวเองก็ต้องอวยหน่อยสิวะ)

“...”

รำคาญญญ

(เออ แล้วนี่วันที่เปิดกล้อง...)

(พี่ตั้ม)

(หะ อะไร?)

ผมมองเห็นหน้าซูมโคตรจะโคลสอัพของไอ้ตั้มหันไปอีกด้าน มีเสียงแว่วๆ คุ้นเคยเรียกมันก่อนที่มันจะหันไปตอบ ดูจะวุ่นวายเพราะมันเผลอลดมือถือลง ผมเลยได้เห็นเหนียงและคางมันแทน

(คุยกับใคร)

(ไอ้จีน)

(จีนตื่นแล้วเหรอ)

และแล้วผมก็รู้ว่าเสียงทุ้มนั่นเป็นของนับสิบเมื่อไอ้ตั้มมันเดินไปใกล้จนได้ยินชัดกว่าเดิม แต่ก็ยังมีตะกุกตะกักฟังไม่ชัดอยู่บ้าง ผมตั้งใจจะบอกมันว่าวางเหอะ แต่เหมือนปลายสายจะไม่ได้สนใจหันมามอง กล้องหมุนไปนั่นทีมานี่ทีจนมึนหัว

(เออ ก็มันตอบไลน์กลับมากูเลยวิดีโอคอลเลย)

(วิดีโอ?)

(เฮ้ย กูเพิ่งคุยเอง มึงก็ไปลองเสื้อให้เสร็จ...)

ผมคร้านจะฟังแล้ว เลยตั้งมือถือไว้ก่อนลุกขึ้นไปรื้อหาอะไรในตู้มากิน เจอขนมปังแถวที่ยังไม่หมดแต่ใกล้หมดอายุเลยหยิบมาทั้งถุงเลย ไม่ปิ้งไม่ทาแย้มอะไรทั้งนั้นเพราะขี้เกียจ ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอีกรอบ พอหยิบมือถือขึ้นมาดูก็ตกใจเบาๆ เพราะเห็นว่าที่จอไม่ใช่ไอ้ตั้มแล้ว แต่กลายเป็นหน้าหล่อๆ พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ของเด็กมัน

“เอ่อ...” ผมยังกัดหนมปังไว้เต็มปาก

(คุณจีน ตื่นนานรึยังครับ)

“เอ้อ” ผมรีบเคี้ยวกลืนก่อนตอบ “เมื่อกี้นี้เอง”

(กินขนมปังเป็นข้าวเช้าเหรอ) นับสิบขมวดคิ้วนิดหน่อย มองของในมือผม (ขนมปังเปล่า?)

“อือ หาอะไรเจอก็กิน”

ผมว่า เอื้อมมืออีกข้างไปหยิบกาแฟขึ้นมาจิบ ถึงจะเป็นกาแฟซองแต่กลิ่นก็หอม บวกกับเลือกใส่น้ำตาลเพิ่มได้ตามใจทำให้ปลายลิ้นที่รับรสหวานอดจะขยับมาเลียริมฝีปากอย่างเสียดายไม่ได้

แต่พอหันสายตากลับไปที่จอมือถือ ผมก็ต้องชะงัก

“นับสิบ...”

(ครับ?) นับสิบยิ้มบางๆ ดวงตาที่หลุบต่ำมองปากผมเคลื่อนมาสบตาด้วย (ว่ายังไงครับ?)

“เอ่อ เปล่า”

ปลายสาวหัวเราะแผ่วๆ (วันนี้คุณจีนจะแต่งนิยายอยู่ในห้องทั้งวันเลยใช่มั้ย)

“อือ ก็กะว่าอย่างนั้น”

ช่วงตลอดหลายอาทิตย์ที่ผมมุ่งมั่นปั่นมันก็ใกล้จะมาถึงไคลแม็กซ์แล้ว ตอนเปิดต้นฉบับเรื่องนี้ผมตั้งใจว่าจะรีบปิดก่อนเส้นที่บอกอเขายื่นมา เพราะจะได้มีเวลาพักไม่ก็ปลีกตัวกลับไปเขียนแนวแฟนตาซีสยองขวัญของตัวเองต่อ

“งั้นฉันไปอาบน้ำตรวจต้นฉบับก่อนดีกว่า ไปละ”

พอผมว่าอย่างนั้น นับสิบก็บอกให้ผมสู้ๆ ยิ้มให้แล้วบอกลาแบบอ้อยอิ่งอย่างน่าประหลาด ส่วนผมน่ะเรอะ พอบอกลาปุ๊บก็รีบกดตัดสายทันที โยนมือถือไปทางโซฟาอีกด้าน ในหัวปัดความคิดที่ว่านับสิบดูแปลกๆ ออกไปทันควัน จากนั้นหยิบแก้วกาแฟที่เหลือแต่คราบเข้าไปเปิดน้ำใส่แล้วตั้งนิ่งไว้อย่างนั้นที่ซิงค์

 

เพราะว่าเมื่อกลางคืนวานผมซื้อข้าวกล่องและขนมมาตุนไว้ค่อนข้างเยอะ เลยสามารถขลุกตัวอยู่ในห้องทั้งวันทั้งคืนเพื่อจัดการงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องแวะออกไปซื้อให้เสียเวลา

หูเหมือนได้ยินเสียงนับสิบกลับมาและออกไปมหา’ลัยในเช้าวันต่อมาแว่วๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ นั่งแน่วแน่กับนิยายต่อไป จนในที่สุดผมเคาะเอ็นเทอร์บนแป้นพิมพ์สองรอบเป็นการจบฉาก เอนหลังพิงเก้าอี้นวมตัวใหญ่ ยืดแขนยืดขาเพื่อคลายกล้ามและขับไล่ความปวดเมื่อย แสงอาทิตย์ในยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบใบหน้าที่อิดโรยหน่อยๆ ของผม

โอยย ในที่สุดอาทิตย์นี้ก็ทำสำเร็จตามเป้าจนได้ จะพักไม่เปิดคอมฯ สักสองสามวันให้หนำใจไปเลย!

ผมปิดเปลือกตาพักสมองอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ตอนแรกตั้งใจว่าถ้าง่วงจะกระโจนลงเตียง แต่ท้องมันดันร้องจ๊อกๆ ซะก่อน เลยจำต้องลุกไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ

“อืม... ดูไม่ได้” พึมพำกับตัวเองอย่างเซ็งๆ เมื่อเห็นขอบตาที่เริ่มจะคล้ำเพราะเมื่อคืนยาวไปหน่อย

ความหิวมีมากกว่าความง่วง ผมกลับออกมาเปลี่ยนเสื้อสวมคอนแทคเลนส์ เพราะจู่ๆ ก็อยากกินชาบู เลยตั้งใจว่าจะออกไปที่ห้าง กินไอติมกินเค้กแล้วค่อยกลับมานอนให้เต็มอิ่มจนถึงเช้า

ผมส่งยิ้มให้แม่บ้านที่กำลังถูพื้นหน้าลิฟต์ จากนั้นเดินควงกุญแจรถแตะบัตรออกมาด้านนอก แต่จังหวะที่กำลังจะเลี้ยวไปยังที่จอดรถประจำ สายตาผมก็ปะทะเข้ากับรถสุดเด่นคันหนึ่งเข้าซะก่อน

รถสัญชาติยุโรปสีดำสนิทวาววับจอดสนิทอยู่ข้างต้นลีลาวดีหน้าฟร้อนท์ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นรถแพงๆ แต่เพราะอาศัยคอนโดฯ นี้มาตั้งหลายปีเพิ่งจะเคยเห็นต่างหาก รถที่ได้รับการขัดถูดูแลซะสะอาดเอี่ยมตลอดเวลา ผมเคยเห็นสมัยเป็นเด็ก ตอนนั้นมันเป็นรถของบ้านโซนคนมีเงินใกล้สระน้ำขนาดใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรรเดียวกับบ้านผม

ถึงจะแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมาก ตั้งใจจะก้าวเท้าต่อ แต่คนที่เปิดประตูลงมาจากรถต่างหากที่ทำเอานิ่งไปอีกรอบ

“นับสิบ?”

นับสิบจริงๆ อีกฝ่ายอยู่ในชุดนักศึกษาธรรมดา ทรงผมก็เหมือนที่ผมเห็นวันก่อน แต่สีหน้า...

ดูจะยุ่งเหยิงหน่อยๆ คิ้วเข้มขยับชนกันเล็กน้อย สีหน้าเหมือนเจ้าชายที่เจอเรื่องขัดใจซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“คุณจีน?”

“...”

เหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าถูกจ้อง จึงตวัดตาคมปลาบมา ท่าทางไม่คิดว่าจะเป็นผม วงหน้าหล่อๆ นั่นเลยเปลี่ยนไปในฉับพลัน เรียวปากหยักค่อยๆ แย้มยิ้มบางๆ ขณะก้าวเข้ามาหา

“เอ่อ... เพิ่งกลับมาจากมหา’ลัยเหรอ ใครมาส่งล่ะ”

“วานคนอื่นน่ะครับ”

“อ้อ” ผมชำเลืองผ่านไหล่แข็งแรงไปยังท้ายรถยุโรปดำมะเมื่อมคันนั้นที่ขับออกไป “ลำบากแย่ ไม่ซื้อรถไว้เองสักคัน”

นับสิบยิ้มขำนิดหน่อย “ผมจะเอาอะไรมาซื้อล่ะครับ”

“ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ก็เงินตัวเองไง นายก็มีงานถ่ายแบบเล่นซีรีส์ เก็บไว้เดี๋ยวก็ซื้อได้แล้ว ผมว่า แต่นับสิบที่ฟังยังคงยิ้มบางๆ ด้วยสีหน้าหนักใจ ไม่ได้ตอบอะไร ความเห็นใจที่พวยพุ่งทำให้ผมเลือกจะว่าต่อ “เอาเหอะ วันไหนว่างๆ เดี๋ยวฉันไปส่ง”

“จริงเหรอครับ”

“อือ”

“...” นับสิบนิ่งไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม “คุณจีนนี่ใจดีจังนะครับ”

“เอ่อ ก็นะ”

“แล้วนี่...” คนตรงหน้ามองสำรวจผม “ไม่ได้ใส่แว่น จะออกไปข้างนอกเหรอครับ”

“อ้อ ใช่ ว่าจะไปหาไรกินน่ะ”

“หาอะไรกิน?” สีหน้านับสิบดูแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด

“อ่าฮะ น่าจะห้างแถวนี้ ไปด้วยกันมั้ยล่ะ กินไรมายัง”

“ยังครับ”

นับสิบตอบแค่นี้ผมก็รู้แล้ว เลยชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน “จะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อก่อนมั้ย”

“ค่อยตอนกลับมาก็ได้ครับ เดี๋ยวคุณจีนหิว”

ผมขำนิดหน่อย “ก็รอได้ เป็นผู้ชายจะอาบน้ำนานแค่ไหนเชียว”

ถึงจะพูดให้ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีแบบนั้น แต่ก็ไม่คะยั้นคะยออะไร เท้าออกเดินไปทางซีดานสีเทาของตัวเองราวกับกระเพาะมันมีความสามารถควบคุมแขนขาได้เหมือนสมอง

ผมสตาร์ทรถ คราวนี้ไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ตัวเองแล้ว ชี้บอกให้คนข้างๆ คาดให้เรียบร้อยด้วย

เพราะหมายมั่นอยู่แล้วว่าจะกินที่ห้างใกล้ๆ ใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาทีผมก็หมุนพวงมาลัยจอดรถถอยเข้าซองบนตึกชั้นที่จอดรถแล้ว ตอนเดินผ่านจุดตรวจกระเป๋าเข้ามาผมก็เห็นบรรดาคนที่เดินขวักไขว่อยู่ด้านใน หน้าเปลี่ยนเป็นเซ็งทันทีเมื่อคิดว่าต้องรอคิวที่ร้านอาหาร แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้อีกอย่างก็ชะงัก

ตอนนี้ผมพาหมายเลขสิบแปดผู้โด่งดังแฟนคลับเยอะมาเดินที่สาธารณะ...

ผมหันขวับไปมองคนที่เดินตามมาทันที ปรากฏว่าอีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเหมือนทุกครั้ง เลยอดจะถามไม่ได้

“นายโอเคนะ”

“ครับ?” นับสิบดูจะแปลกใจกับคำถามผม

“ก็เนี่ยไง จะไม่เจอแฟนคลับมาอะไรใช่รึเปล่า”

ถึงจะสวมชุดนักศึกษาธรรมดา เดินดูของปะปนกับผู้คนเป็นร้อย แต่ออร่าของนับสิบก็ขับให้เขาโดดเด่นออกมาอยู่ดี

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คนอื่นเขาก็เดินของเขาไป ไม่มีใครสนใจหรอก”

“อ้อ...”

พอเมียงมองไปรอบตัวก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้จักนับสิบ แต่เพราะถึงจะเด่น หลายคนที่มาเดินห้างก็มีเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว กินข้าว พูดคุย เลือกซื้อของ ไม่ใช่นั่งนิ่งๆ เหมือนอยู่บนรถเมล์หรือเดินสวนกันตามริมฟุตบาท หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนดังเดินสวนมาก็เท่านั้น

ออร่าของนับสิบเข้มจัด ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่สังเกตเห็น แต่พวกเขาก็ได้แค่ชี้ไม้ชี้มือซุบซิบ บางส่วนก็ลังเลเหมือนไม่แน่ใจ ไม่กล้าเข้ามาใกล้ ผมเลยค่อยวางใจลง

“งั้นอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

“อืม...”

“แต่ฉันอยากกินชาบู”

นับสิบยิ้มขำ “ได้ครับ คุณจีนอยากกินอะไรผมก็กินได้ทั้งนั้นแหละ”

ได้รับคำตอบประจบประแจงที่หลังๆ ฟังจนชินผมก็พานับสิบไปที่ร้านชาบูบุฟเฟต์เจ้าหนึ่ง โชคดีที่ยืนรอคิวได้อยู่แป๊บเดียวพนักงานก็พาผมกับนับสิบมาที่โต๊ะ

“จะเอาไรบอกนะ ฉันหยิบให้”

...อย่างป๋า

ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ความหิวไม่ได้กินอะไรมาเกือบทั้งวันทำให้ผมตักกินไม่สนลมสนฟ้า แต่ปกติแล้วผมก็ไม่ใช่คนกินเยอะอะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว สักพักสปีดถึงเริ่มลดลง และหนังท้องตึงในที่สุด

เงยหน้ามองก็เห็นนับสิบเป็นฝ่ายเทของสดลงในหม้อ ส่วนผม... ไม่ได้ช่วยใส่สักถาด

“เอ้ย กินเยอะๆ เลย มาๆ เดี๋ยวฉันทำให้” ผมรีบดึงจานของสดในมือของอีกฝ่ายมา

“อิ่มแล้วเหรอครับ”

สายตาและรอยยิ้มนั่นทำให้ผมกัดกระพุ้งแก้มเบาๆ พยักหน้าตอบรับในลำคอส่งๆ แล้วโบกมือบอกให้นับสิบกินของตัวเองไป เลยได้เห็นไอ้เด็กขี้ประจบลงมือคีบอาหารเข้าปากแบบไม่ช้าไม่เร็วเกินไปนัก ดูสุภาพแถมยังมีเสน่ห์

เล่นเอาผมนั่งมองเพลิน “จะว่าไป... ใกล้จะถึงวันแสดงวันแรกแล้วนี่”

“ครับ? อ้อ”

“เป็นไงมั่ง จำบทได้ยัง”

พอผมถามงี้ คิ้วเข้มของหมายเลขสิบแปดก็ขยับชนกันนิดหนึ่ง ท่าทางเหมือนจะเคร่งเครียดกับมันอยู่ไม่น้อย “ผมอ่านไปแล้วครับ แต่ยังไม่ได้ลองซ้อมเลย”

“อ้าว”

ต้องซ้อมด้วยสินะ ...ดารานักแสดงปกติเขาซ้อมกันยังไงวะ พูดคนเดียวหน้ากระจกเหรอ

“แล้วครั้งก่อนที่บอกว่ามีเรื่องเกี่ยวกับบทจะถามฉันล่ะ”

ผมนึกถึงเรื่องครั้งก่อนขึ้นมาได้ ตอนนั้นยังไม่ได้ฟังปัญหาอะไรของนับสิบเลย น้องเอ๋ยเข้ามาทักพระเอกผมซะก่อน ผมไม่อยากรบกวนเลยรีบปลีกตัวออกมา

“อ้อ นั่นก็... ยังมีจุดไม่เข้าใจอยู่นิดหน่อยครับ”

“งั้นถามเลย” ผมรีบว่า “ไม่ต้องเกรงใจ ผู้กำกับเขาก็บอกให้ฉันช่วยแล้วด้วย”

“ถ้างั้น...”

“...”

“พอกลับถึงห้องคุณจีนจะช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ผมได้มั้ย”

“หือ” มือที่กำลังเทของลงหม้อชะงัก “คู่ซ้อม? คู่ซ้อมเนี่ยนะ”

“ครับ”

“เดี๋ยวๆ ไม่ดีมั้ง ฉันเล่นหนังท่องบทอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอก”

“แค่อ่านบทส่วนของนายเอกของคุณจีนเฉยๆ ผมแค่อยากได้คนต่อบทด้วย”

ผมหน้าแหย “อ่านเฉยๆ แล้วนายจะต่อบทได้เหรอ ฉันว่ามัน...” มันน่าอาย 

ไม่ใช่น่าอายธรรมดานะ น่าอายโคตร... คนอ่านนิยายน่าจะรู้กันดีว่าคำพูดที่ใช้บางทีมันก็ไม่เหมือนกับในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มอรรถรสให้คนอ่าน โดยเฉพาะนิยายรักนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ถึงผมจะไม่เคยเห็นตัวบทซีรีส์นี้ แต่ทั้งไอ้หินและบอกอผู้เกี่ยวข้องบางคนเคยบอกอยู่เหมือนกันว่าทางคนเขียนบทเขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากมายเลย

ให้มาอ่านไอ้ที่ตัวเองพิมพ์ไป... ยังไงก็น่าอายตายชัก

“ได้ครับ คุณจีนแค่อ่านเฉยๆ ก็พอ ที่เหลือผมจะเป็นคนเล่นเอง”

“...”

ท่าทีจริงจังและรอยยิ้มเหมือนจะฝากฝังของนับสิบก็ทำให้ผมพูดไม่ออก

“ได้รึเปล่าครับ”

“อะ...อืม”

ผมถูกดวงตาคมมีเสน่ห์ของไอ้เด็กหมายเลขสิบแปดจ้องหลอกล่อจนเผลอพยักหน้าตอบตกลงไปแล้ว รู้ตัวอีกทีถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เบี่ยงสายตาออกจากหน้าหล่อๆ ที่กำลังแย้มยิ้มบางๆ อย่างขอบคุณไปอีกทาง

เยี่ยมเลย ไอ้ตั้ม... เด็กมึงได้ใช้งานกูซะคุ้มเลยไง

ไม่นานนักทั้งผมและนับสิบก็อิ่ม ผมเป็นฝ่ายถือสลิปไปจ่ายเงินและยืนเต๊ะท่าล้วงบัตรเครดิตออกมาทำเสี่ยเลี้ยงอีกฝ่าย ยกมือโบกปัดปฏิเสธนับสิบที่จะหยิบเงินมาให้

ออกมาจากร้านก็ถามเด็กไอ้ตั้มว่าอยากซื้ออะไรมั้ย แต่นับสิบก็เด็กดี๊เด็กดีถึงได้ปฏิเสธด้วยความเกรงใจ พวกเราเลยกลับมาถึงห้องได้อาบน้ำอาบท่าเร็วกว่าที่คิด นับตั้งแต่ตอนออกจากคอนโดฯ ก็ใช้เวลาไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง

ยี่สิบนาทีต่อมาก็ออกมาเป่าผมเปิดแอพฯ ดูหนังรายเดือนที่จ่ายในไอแพดไปพลางๆ รอจนผมแห้งก็สวมเสื้อนอนให้เรียบร้อยกระโจนลงเตียงนุ่มจนได้ยินเสียงเด้งดึ๋งของสปริง

แผ่หลาแขนขายืดกล้ามเนื้อจนสุดแบบนี้แล้วผมก็พบว่าตัวเองล้ามาก... อาจจะล้าสะสมมาสักพักแล้ว แต่เพิ่งอาบน้ำเสร็จตามันก็ยังสว่าง ยังต้องเล่นโทรศัพท์อีกสักพักถึงจะเริ่มง่วง

ก๊อก ก๊อก 

ตอนคว้ามือถือมาสแกนนิ้ว ประตูห้องก็ดันถูกเคาะ

“คุณจีน...”

เสียงทุ้มของเด็กไอ้ตั้มลอยเข้ามาเบาๆ ผมเลยยันข้อศอกหยัดกายเอาหน้าโง่ๆ จ้องไปทางประตู แสงไฟที่ลอดเข้ามาตามกรอบด้านล่างมีเงาตะคุ่มทอดบัง ผมเลยรู้ว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่ด้านหน้า

“หลับแล้วเหรอ”

“ยังๆ” ผมตะโกนตอบ “มีไรรึเปล่า”

“คุณจีนลืมที่คุยกับผมไปแล้วเหรอครับ”

“หะ?”

พอผมสวนเสียงงงๆ นั่นกลับไป นับสิบก็ใช้เสียงที่ฟังดูแล้วมีความผิดหวังแผ่วๆ แทรกปนมา “คุณจีนตอบรับว่าจะเป็นคู่ซ้อมให้ผม... ผมรบกวนมากไปรึเปล่าครับ”

“...” ผมอ้าปากหวอ

“ถ้าคุณจีนง่วงแล้วก็บอกผมได้นะ”

“ฉัน...” ผมเลือกประโยคตอบกลับไปไม่ถูก สุดท้ายพอคิดถึงใบหน้าเซื่องซึมของคนพูดก็คว้าแว่นกระโดดลงจากเตียง ปลดล็อคประตูแล้วรีบเปิด “โอเค ไหน อะไร ว่ามาเลย”

นับสิบดูจะอึ้งไปนิดหน่อยกับทีท่าเร่งรีบของผม แต่พอสบตากันก็ผลิรอยยิ้มมีเสน่ห์อีกครั้ง

“ผมไม่ได้กวนใช่มั้ยครับ”

“เปล่า ไม่ได้กวน”

“คุณจีนอาบน้ำแล้วด้วย” ตาคมมองต่ำสำรวจชุดนอนผม ก่อนวกกลับมากวาดไปทั่วใบหน้า ตอนที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ก้มลงมาใกล้ขึ้น เฉียดผ่านแก้มผมไปจ่อจมูกโด่งสวยใกล้ๆ กับกลุ่มผมข้างใบหู

ลมหายใจถูกสูดเข้าเบาๆ ก่อนปล่อยลมร้อนมาโดนจนขนลุกเกรียว “แชมพูหอม...”

“...” ผมเบิกตาแทบถลน ถอยหลังออกห่างทันที ถ้ามีอะไรขวางอยู่ด้านหลังพนันได้เลยว่าต้องสะดุดล้มท้ายทอยฟาดพื้นไปแล้วแน่ๆ แต่พอยืนห่างจากนับสิบไปได้สามก้าวก็มองเห็นคิ้วเข้มที่ขยับขึ้น

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ”

“เอ่อ เปล่าๆ ไหน ไหนล่ะ? จะถามอะไร จะให้ฉันเป็นคู่ซ้อมอะไร รีบเร็ว ไม่งั้นฉันง่วงก่อนไม่รู้ด้วย”

“อ้อ ครับ รบกวนด้วยนะครับ”

ผมเดินไปนั่งที่โซฟาตรงห้องนั่งเล่น ส่วนนับสิบที่อาบน้ำเรียบร้อยแล้วเหมือนกันเดินไปหยิบบทออกมาจากห้องตัวเอง เขามีอยู่สองชุดพอดี เลยส่งชุดหนึ่งให้ผม จากนั้นทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ จนผมเองก็ได้กลิ่นแชมพูสะอาดเย็นๆ

แชมพูเด็กนี่ก็หอมเหมือนกันเถอะ...

“เอาที่ไม่เข้าใจก่อนละกัน ที่เคยจะถามน่ะ ตรงไหนล่ะ”

“นิสัยของคินทร์ครับ อย่างตรงนี้” นับสิบขยับเข้ามาใกล้ผม เปิดบทของตัวเองแล้วชี้ให้ดู “แล้วก็ตรงนี้ อารมณ์มันถูกแบ่งเป็นสองส่วน ผมอยากรู้ว่าตัวละครเน้นไปทางด้านในมากกว่ากัน”

“หืม?”

ผมขยับหัวไปมอง แล้วก็พบว่ามันเป็นฉากที่พระเอกนิยายผมต่อว่านายเอก ไล่ให้ไปไกลๆ แล้วตัวเองก็มานั่งหงุดหงิด

“อ้อ ตรงนี้มันรู้สึกย้อนแย้งนิดหน่อย ถ้าถามถึงความรู้สึกของตัวละคร คินทร์ชอบน้ำชาไปแล้ว อืม บอกว่ารักก็ใช่มั้ง แต่มันจะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า... ยังไงล่ะ” ผมขยับลูกตาดำไปมาเล็กน้อยขณะเลือกใช้คำ “ยอมรับไม่ได้ มันไม่เชิงเสียหน้าหรือทิฐิสูงที่จะยอมรับตัวเองว่ารักนะ ตัวละครคินทร์รับเรื่องความรักได้ แต่...”

“...”

“เหมือนว่าไม่รู้ตัวเอง งงตัวเองเหมือนกัน อะไรทำนองนั้น”

“ไม่รู้ตัวเอง?” นับสิบพึมพำตามเบาๆ “เลยต่อว่าและไล่น่ะเหรอครับ”

“อืม... พูดยากแฮะ แต่ก็ทำนองนั้นแหละ นายไม่เคยเป็นเหรอ ความรู้สึกรักแต่มันก็รับไม่ได้ไรเงี้ย”

“ไม่ครับ”

“อ้อ งั้นไงดีอ่ะ ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายลึกๆ ยัง...”

“คุณจีนเคยเหรอครับ”

“หา”

ผมชะงักเมื่อนับสิบสวนประโยคคำถามขึ้นมาในตอนที่ผมยังสร้างประโยคบอกเล่าไม่จบ สายตาตวัดไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉับพลัน และแล้วผมกลับมองเห็นสายตาแปลกประหลาดของอีกฝ่าย

ตาคู่คมยังดูมีเสน่ห์น่าอิจฉาเช่นเดิม แต่มันเหมือนมีอารมณ์น่าฉงนลอยวนอยู่ในนั้น ผมยังอ่านสายตาลุ่มลึกของคนที่มีนิสัยนิ่งสงบแบบนับสิบไม่ออกอย่างเคย

“ที่เข้าใจความรู้สึกรักแบบนี้ คุณจีนเคยเหรอครับ”

ผมมองหน้าหล่อๆ ของนับสิบที่ขยับเข้ามาใกล้ ตัวเองถึงพยายามเอนหลังถอยหนี “ฉัน...”

“คุณจีนเคยมีแฟนมาก่อน?”

“อะไรของนายเนี่ย จะถามทำไม”

“เคยเหรอครับ” คนตรงหน้าเข้าใกล้อีกคืบ แสดงท่าทางว่าตอนนี้ต้องการแค่คำตอบของคำถามนี้อย่างเดียว

“ไม่... ไม่ใช่ ฉันไม่เคยมีแฟน”

“...”

อาจเพราะแรงกดดัน ผมเลยเผลอพูดออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว พอสิ้นเสียงตัวเอง พอสิ้นเสียงนับสิบก็หยุดนิ่ง ผมนี่แทบอยากหยิบหมอนอิงมาทุบหัวที่โพล่งความจริงโคตรน่าอายของตัวเองออกไป

ไอ้นี่มันเป็น... หนึ่งในความลับของผมเลยนะ

ไม่ใช่ว่าไม่มีคนมาชอบหรือจีบสาวที่ไหนก็ไม่ติด ผมยังไม่ถึงขั้นน่าสงสารขนาดนั้น แต่แค่สมัยมอต้น มอปลาย รวมทั้งมหา’ลัยใช้ชีวิตอยู่แต่กับเพื่อน เฮโลไปเรื่อยไร้สาระ เพื่อนสนิทในกลุ่มเวลานั้นก็มีคนที่มีแฟนอยู่หรอก มีช่วงที่มันทิ้งเพื่อนไปป้อยอคนรัก แล้วก็มีช่วงที่มันมาบ่นเหนื่อยหน่ายกับความเอาแต่ใจของเธอ

เห็นงั้นแล้วก็ยิ่งไม่นึกอยากจะมี กระทั่งเรียนจบ ทำงาน ตอนนั้นแหละผมถึงเริ่มรู้สึกอับอายขายขี้หน้าแล้วเวลามีคนถามว่าเคยมีแฟนรึเปล่า...

ไม่มีแฟนแปลว่ามึงยังซิง ถึงแม้ผมจะไม่ซิงเพราะเคยลองไปเที่ยวผู้หญิงกับไอ้พวกเพื่อนก็เถอะ

“ไม่เคยมีแฟน?”

เสียงนับสิบที่ดังขึ้นมาอีกครั้งทำให้ผมหลุดจากภวังค์ สมองตรองคำถามนั้นแล้วก็เม้มปาก “ใช่...”

“...”

ทีแรกนึกว่าจะได้เห็นสีหน้าขำขันของคนฟัง แต่พอหันไปมองอีกครั้ง ผมกลับเห็นรอยยิ้มที่ดูจะกว้างขวางกว่าเดิม

ปากหยักนั่นทำเอาผมตาพร่า หัวใจเต้นสูบฉีดเหมือนตอนนับสิบแคสติ้งวันนั้นไม่มีผิด

“ยิ้มอะไร”

“เปล่าครับ”

ผมพ่นลมหายใจออกจากปากแผ่วๆ กระแอมแล้วขยับตัวนั่งให้เป็นการเป็นงานเพื่อวกกลับมาเรื่องเดิม “แล้วตกลงเข้าใจยัง ไอ้ที่ฉันอธิบายไป”

“ครับ”

“แน่นะ”

นับสิบยังยิ้มหวาน “แน่สิครับ”

“งั้นก็ดี” ต่อไปก็... “ซ้อมบทของนายล่ะ”

นับสิบพลิกบทไปหน้าแรก ผมเลยเปิดบทของตัวเองบ้าง ถึงจะยังอายอยู่ที่ต้องมาอ่านคำพูดตัวละครนิยายตัวเองออกมาโต้งๆ แต่ก็รับปากอีกฝ่ายไว้แล้ว ไม่อยากเห็นนับสิบทำเสียงเศร้าแบบนั้นด้วยเลยฝืนๆ ไป

ฉากที่เปิดกล้องแรกน่าจะอยู่ที่น้องเอ๋ย เพื่อนนับสิบซึ่งต้องแสดงว่าเข้ามาเรียนมหา’ลัยปีหนึ่งเป็นวันแรก ด้วยความเป็นปีหนึ่งเลยจะยังงงๆ ซุ่มซ่าม เข้ามาก็ได้เจอกับเพื่อนใหม่ เพื่อนในกลุ่มนายเอกมีทั้งหมดสามคน พวกเขาคุยถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ในมอตัวเอง จากนั้นก็ลามไปถึงเรื่องพระเอกซึ่งเป็นรุ่นพี่ปีสี่คนดังของมอ ก่อนจะไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน

โรงอาหารคนแน่นมาก ความซุ่มซ่ามแต่คนอ่านว่าน่ารักทำให้น้ำชาเดินชนเข้ากับคนหล่อร่างสูงจนทำโค้กหกเปื้อนเสื้อของอีกฝ่าย ...ผมกับนับสิบจะเริ่มซ้อมตั้งแต่ตรงนี้

“เอาเลย”

ผมว่า ขณะนั้นก็จ้องมองบรรทัดที่ตัวเองต้องอ่านไปด้วย

“รู้ตัวมั้ย ว่ามึงทำอะไรลงไป”

“...”

แต่ว่า... แค่นับสิบเอ่ยอาการตัวแข็งทื่อของผมกลับมาอีกครั้ง

น้ำเสียงทุ้มนุ่มของคนตรงหน้าตอนที่เอ่ยประโยคซ้อมประโยคนี้เต็มไปด้วยความดุดัน ทันทีที่ละสายตาจากบทขึ้นมองคนพูด นับสิบที่ไม่เหมือนนับสิบอย่างทุกทีทำให้ผมเหมือนถูกสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัว

“คุณจีน?”

“...”

“จีนครับ”

“เอ๊ะ อ้อ” ผมลนลานมองกระดาษในมืออีกรอบ “ขะ...ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

ประโยคคำพูดของนายเอกผมถูกผมอ่านออกมาแบบแข็งทื่อ แต่นับสิบไม่ได้ว่าอะไรอย่างที่บอกไปตอนแรกจริงๆ มือหนาวางบทลงบนโต๊ะใกล้ๆ แต่ปากยังคงเอ่ย ท่าทางจะจำบทได้แล้ว

“ซุ่มซ่าม”

“ผมจะเอาไปซักให้นะครับ”

“ไม่ล่ะ” น้ำเสียงดุดันโมโหถูกเปลี่ยนเป็นเนิบนาบ ความสามารถของนับสิบฟังแล้วเหมือนสัตว์ร้ายจะตะครุบเหยื่อจริงๆ “ในเมื่อมึงทำเสื้อกูเลอะจนเหนียวไปหมด กูเองก็มีเรียนต่อ จะให้รอได้ยังไง”

“งั้นจะให้ผมทำยังไง”

“เช็ดให้หมด”

“ชะ...เช็ดให้หมด? มัน... มันไม่...”

นายเอกกูก็ติดอ่างไปอีก...

“ให้สะอาด อย่าให้เหลือให้กูหงุดหงิด”

“มัน... มันไม่ได้...”

“เดี๋ยวนี้!”

ผมเผลอสะดุ้ง ตรงนี้แหละที่เหมือนในบทซึ่งเขียนว่าน้ำชาสะดุ้งโหยงเป๊ะๆ จากนั้นจึงตะกุกตะกักเอ่ยอ่านบทต่อ บทของน้ำชาที่เป็นเด็กผู้ชายเรียบร้อยน่ารักถูกผมทำซะป่นปี้เละเทะกลายเป็นเด็กผู้ชายที่น้ำเสียงปูนซีเมนต์ ไร้อารมณ์ร่วมอย่างสิ้นเชิง ตอนอ่านตอนเป็นคู่ซ้อมให้นับสิบผมก็แอบกังวลไปว่าผมห่วยขนาดนี้เขายังสามารถต่อบทด้วยได้อีก

แค่ซ้อม ผมก็มองเห็นเงาคินทร์ทาบทับอยู่บนตัวนับสิบจริงๆ แหม ไม่ผิดหวังแฮะที่เลือกเด็กคนนี้

“ผมขอ...”

พรึ่บ! 

“เชี่ย!”

คำหยาบดังลั่นออกจากปากผม แต่มันก็เป็นเสียงอู้อี้เพราะมือหนาๆ ที่จู่ๆ ก็ขยับวูบมาบีบแก้มทั้งสองข้างผมเอาไว้ มันไม่ได้เจ็บ แต่ทำให้ผมตกใจจนเบิกตาโพลง

นับสิบหยุดทันที คลายมือออกก่อนจะเปลี่ยนเป็นใช้นิ้วโป้งลูบแก้มผมเบาๆ “ขอโทษครับ เจ็บเหรอ”

“เอ่อ ไม่...”

“ผมพยายามทำเบาๆ แล้ว”

“ไม่ๆ ฉันไม่ได้เจ็บ” ผมส่ายหน้าอย่างอึนๆ แต่ต่อมาก็ดึงมือนับสิบออกก่อนขมวดคิ้ว “เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ละ ทำอะไรเนี่ย ไม่เห็นจะต้องเล่นขนาดนี้เลย แค่อ่านบทอย่างเดียวก็พอแล้วมั้ง”

“แบบนั้นก็ไม่เหมือนซ้อมสิครับ”

“แต่ซ้อมแบบนี้มันเล่นจริงแล้ว ไม่เอาอ่ะ ไม่ต้องเล่นขนาดนี้ ฉันไม่เล่นบทตามนี้แน่”

เห็นบทที่ตัวเองถืออยู่เขียนว่าน้ำชาตัวสั่นงันงกมองคินทร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่ไหวแล้ว

นับสิบที่ฟังผมว่าเสียงขุ่นยังคงยิ้มบางๆ “คุณจีนไม่ต้องเล่นหรอกครับ ผมเล่นคนเดียวก็พอแล้ว”

“หะ...”

“คุณจีนแค่อ่าน ส่วนผมเล่น ไม่ยากใช่มั้ยครับ”

“นายจะเล่นคนเดียวเนี่ยนะ พิลึกจะตาย”

“หรือคุณจีนจะเล่นด้วย”

“ไม่” เสียงผมทันควันมาก นับสิบเลยหัวเราะในลำคอเบาๆ

“งั้นผมก็เล่นคนเดียวนี่แหละครับ โอเคมั้ย”

ผมมองสีหน้าของนับสิบ จากนั้นก็กลอกตาถอนหายใจ “ตามใจ”

นับสิบโดนผมกวนแต่ก็ยังเข้าถึงตัวละครได้แบบไม่มีปัญหา อย่างกับคนคนนี้มีสวิชต์อยู่กับตัว นึกอยากจะปิดอยากจะเปิดมันเวลาไหนก็ได้

“ท่าทีเซ่อๆ แต่ปากนี่ดื้อด้านไม่ยอมอ้ากว่าที่คิดนะ”

มือหนาของนับสิบเอื้อมมาจับแก้มผมไว้อีกครั้ง ก่อนจะดึงให้เข้ามาใกล้ และตัวเขาเองก็ก้มลงมา ถึงจะรู้สึกเขินๆ และแปลกๆ อยู่บ้าง แต่เพราะพูดกันก่อนแล้วว่าจะซ้อมแบบคล้ายเล่นจริง ผมเลยไม่ได้ว่าอะไร พยายามเสสายตาไปทางอื่นตอนที่นับสิบใช้นัยน์ตาคมเข้มข่มขู่แบบคินทร์จ้องมา

ถึงสายตาแบบนี้จะจั๊กจี้น้อยกว่านับสิบแบบทุกที แต่ผมก็ยังทนออร่าอีกฝ่ายได้ไม่ค่อยมากอยู่ดี กระทั่ง...

“เดี๋ยวๆๆ”

“ครับ?”

นับสิบที่ถูกผมสับสวิชต์รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้คลายมือออก เลื่อนลงมาจับข้อมือผมที่ดันอยู่ตรงอกตัวเอง

“จะทำอะไร”

ซ้อมตามบทไปเรื่อยๆ จู่ๆ นับสิบก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นจนผมต้องยกมือไปยันกายอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน ตาเหลือบมองบทที่ถืออยู่ในมืออีกข้าง จากนั้นสีหน้าก็เคร่งเครียด

“ซ้อมบทไงครับ”

“แต่ตรงนี้มันมีฉากจูบ”

“ก็...” นับสิบทำหน้างง เหมือนจะงงว่าผมบอกทำไม “ครับ”

“ฉากจูบนะ นายจะเล่นตามรึไง”

“ไม่ได้เหรอครับ?”

ก็ไม่ได้น่ะสิเว้ย! 

ผมหน้ายุ่ง “นายจะมาจูบกับผู้ชายได้ไง”

“ถ้าผมถ่ายผมก็ต้องจูบกับผู้ชายอยู่ดีนี่ครับ”

“แต่ฉันไม่ใช่คนแสดง ไม่เอาๆ ข้ามตรงนี้ไปเลย แค่นี้ก็มากเกินไปแล้วเนี่ย”

พอผมว่าอย่างนั้น นับสิบก็นิ่งไป นัยน์ตาคมจับจ้องผม ไม่ได้จาบจ้วง แต่เหมือนจะสำรวจตรวจตรา ขณะที่ผมขมวดคิ้ว ตั้งใจจะเอ่ยเสียงห้วนถาม คนตรงหน้าก็ชิงถามขึ้นมาก่อน

“คุณจีนไม่เคยจูบกับใครมาก่อนเหรอครับ”

“หะ” ตาผมกะพริบ “เกี่ยวอะไร”

“คุณจีนดูใส่ใจเรื่องจูบเป็นพิเศษ...”

“...”

ไม่อยากจูบมันก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยจูบป้ะ อีกอย่างผมก็ต้องแคร์อยู่แล้วนี่ ในเมื่อนับสิบเป็นผู้ชาย

พอจะเดาได้อยู่หรอกว่าอีกฝ่ายดูจะไม่ได้สนใจอะไรมากมายที่จะต้องจูบ สมาธิและความสนใจของนับสิบทั้งหมดอยู่ที่การซ้อมบทละครมากกว่า หมายเลขสิบแปดอยากเล่นให้สมจริง แต่... จูบมันก็ไม่ไหวเหอะ

“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น”

“...” นับสิบเห็นสีหน้ายุ่งเหยิงลำบากใจของผม ในทีแรกอีกฝ่ายยังข้องใจอยู่ แต่อีกนาทีต่อมาก็เหมือนจะเข้าใจ ขยับถอยห่างไปนิดหนึ่งราวกับกลัวว่าผมจะอึดอัด เรียวปากหยักยิ้ม

“ถ้าคุณจีนเขินและแคร์เรื่องจูบ ก็ไม่ต้องก็ได้ครับ”

“...”

“ผมเองก็ไม่อยากทำให้คุณจีนไม่ชอบใจเหมือนกัน”

“...” คิ้วผมกระตุก ไม่รู้ทำไมมันชวนให้น่าอารมณ์เสียแบบนี้

ผมจ้องเขม็งไปยังคนตรงหน้าที่ยังคงยิ้มน้อยๆ และแสดงทีท่าเหมือนไม่อยากทำให้ผมลำบากใจหรือว่าขัดเขิน สายตาจ้องมองมาเหมือนกำลังจะปลอบประโลม ส่วนผมมองแล้วดันรู้สึกว่าถูกเด็กอายุน้อยกว่าหยามเหยียดยังไงชอบกล

นับสิบไม่แคร์เรื่องจูบ เขาทุ่มกับเรื่องแสดงจนยอมซ้อมขนาดนี้ ส่วนผม... คนแต่ง มาช่วยซ้อมก็จริง แต่ดันแคร์เรื่องจูบ และดูคิดเล็กคิดน้อยจนน่าเหลือเชื่อ

แม่ง ดูไม่เป็นผู้ใหญ่เลย

กะอีแค่จูบ...

“ก็ได้”

“หืม?”

“ฉันบอกว่าก็ได้ จูบก็จูบ แค่จูบเอง ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

นับสิบเลิกคิ้ว ต่อมาก็ขยับชนกันนิดๆ “จะดีเหรอครับ ผมบอกแล้วว่าไม่อยากทำให้คุณจีนลำบากใจ”

“เออน่า! ฉันบอกแล้วว่าไม่มีปัญหา”

ดวงตาคมของนับสิบยังมีร่องรอยความลังเลปะปนอยู่ ผมเลยกระเถิบตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแทนซะเอง เขย่าบทที่ถืออยู่เบาๆ เป็นการเร่งเร้า

“จะจูบมั้ยเนี่ย จะจูบก็รีบๆ จูบเลย”

“ถ้างั้น...”

“...”

ฝ่ามืออุ่นร้อนของคนตรงหน้าเอื้อมมาแตะตรงแก้มและกรามของผม ส่วนอีกข้างก็ถอดแว่นให้ช้าๆ “ในบทคุณจีนจะต้องตกใจ แต่ว่าตอนนี้คุณจีนจะหลับตาก็ได้นะครับ”

“...”

อุณหภูมิร่างกายของฝ่ายตรงข้ามที่ผมรับรู้ได้มันร้อนจนแทบลวก ผมคิดว่าตัวเองจะลืมตาเล่นบทแม่งให้มันเนียนไปเลย แต่ว่าตอนที่วงหน้าหล่อเหลาขยับลงมาใกล้ ใจมันก็เต้นแรงซะจนไม่อยากเห็น เผลอปิดเปลือกตาลงโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเสียงของนับสิบที่เอ่ยประโยคซ้อมตามในบทก็ไม่เข้าหูด้วยซ้ำ

วินาทีต่อมา ปากผมรับรู้ได้ถึงริมฝีปากของอีกฝ่ายทาบทับลงมา...

ติดแท็กแนะนำให้กันได้นะคะ TT 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น