วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 4
แบบอักษร

 

นับ 4 

พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง มือที่กำโทรศัพท์อยู่แล้วก็ยกขึ้นมาดูเวลาก่อนเพื่อน

...เก้าโมงเองเหรอ 

จำได้ว่าผมนอนไปเมื่อราวๆ ตีสี่เห็นจะได้ หลับคามือถือโดยไม่รู้ตัวเนี่ยแหละ หลังจากเมื่อเย็นนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊คหลายชั่วโมง มีพักลุกไปต้มมาม่ามานั่งดูรายการตลกตอนตีหนึ่งบ้าง แต่พอกินเสร็จก็ทำสมาธิกลับมานั่งพิมพ์ต้นฉบับต่อ จบฉากนู่นเลยถึงได้ดับเครื่องกระโจนลงเตียง ยืดตัวทีเมื่อยหลังไปหมดอ่ะ

นอนไปได้แค่ห้าชั่วโมง ยังไม่ครบแปดซึ่งเป็นเวลาประจำของตัวเอง เพราะงั้นพนันได้เลยว่าเดี๋ยวผมต้องง่วงอีกรอบตอนกลางวันแน่ๆ ส่วนตอนนี้จะให้ฝืนหลับต่อก็คงไม่ได้แล้ว เลยบิดขี้เกียจลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา คว้าแว่นมาสวม

แต่พอเปิดประตูออกมาข้างนอกเท่านั้นแหละ ผมก็สะดุ้งจนเกือบจะแหกปากออกมา

“อะ... นับ...นับสิบ”

ผมกลืนความตกใจของตัวเองไว้ในอก เมื่อมองเห็นร่างสูงๆ ที่เดินสวนออกมาจากในห้องครัวพอดิบพอดี

“คุณจีน?” คิ้วเข้มของอีกฝ่ายเลิกขึ้นนิดหน่อย ก่อนที่เรียวปากจะขยับตามเป็นรอยยิ้มเล็กๆ “ตื่นแล้วเหรอครับ ผมนึกว่าจะตื่นสายกว่านี้ซะอีก เห็นถ้วยมาม่าของคุณจีนเมื่อคืนตรงซิงค์”

โอย ผมลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าตัวเองให้นับสิบมาพักอยู่ที่นี่ด้วยเดือนนึงน่ะ

“เอ่อ... เวลาตื่นฉันก็งงๆ อย่างนี้แหละ แล้วนี่...”

ผมกวาดสายตามองขึ้นๆ ลงๆ สำรวจอีกฝ่าย วันนี้นับสิบอยู่ในชุดเสื้อเชิร์ตสีขาวและกางเกงสแล็คสุภาพสีดำ แขนเสื้อพับจนถึงข้อศอก ผมแม้จะยุ่งนิดหน่อยแต่ก็เป็นทรงปัดเสยตามธรรมชาติ

“กำลังจะไปมหา’ลัยเหรอ”

“อีกพักหนึ่งครับ แต่พอดีเลย ก่อนหน้านี้ผมออกไปซื้ออาหารเช้าไว้ คุณจีนจะกินมั้ย ผมอุ่นให้”

“อาหารเช้า?”

“ครับ ไข่ดาวกับแฮม”

“อ้อ เอาดิ”

พอผมพยักหน้าอึนๆ ของตัวเองไปตามนั้น หมายเลขสิบแปดก็เดินกลับเข้าไปในครัว ผมเลยต้องก้าวเท้าเดินตามอีกฝ่ายไป ตรงโต๊ะกลางห้องมีจานสองสามจานที่ถูกฝาชีอันเล็กปิดเอาไว้

นับสิบเป็นฝ่ายเปิดแล้วหยิบเข้าไมโครเวฟให้ ผมมองตามการกระทำนั้นแล้วเลือกจะเดินไปนั่งคอยเงียบๆ ไม่เอ่ยขัดอะไร คิดว่านับสิบยังประจบอยู่ ถ้าไม่ประจบก็คงตอบแทนที่ผมให้พักด้วยนั่นแหละ เพราะงั้นให้เจ้าตัวบริการไปก็แล้วกัน

“นี่ครับ”

ตอนแอบเหม่อมองแผ่นหลังกว้าง นับสิบก็หมุนตัวเอาแก้วบรรจุนมสดสีขาวมาวางไว้ให้ การเคลื่อนไหวกะทันหันทำเอาผมหันหน้าหนีแทบไม่ทัน “ผมเห็นว่าในตู้เย็นมี เลยคิดว่าคุณจีนน่าจะกินประจำ”

“อ้อ เอาไว้กินเวลานอนไม่หลับน่ะ ...ขอบใจ”

“ขนมปังด้วยมั้ยครับ”

“ก็ได้ ขอแยมสตอเบอร์รี่นะ ทาไปเยอะๆ ให้เป็นภูเขาเลย” ผมตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามมาแบบทันควันแบบไม่ทันคิดอะไร แต่ต่อมามือที่ถือแก้วนมสมก็ชะงัก หันไปมองอีกคนหลังจากเพิ่งรู้สึกตัวว่าหลุดมาดเผลอตอบอะไรเหมือนเด็กๆ

นับสิบยืนยิ้มอยู่ฟากตรงข้ามของโต๊ะ มองแล้วแสบตากับออร่าเจิดจ้านั่นเหลือเกิน แต่มากกว่าความแสบตาคือการเสียหน้ากับคนอายุน้อยกว่าเนี่ยแหละ ...ถ้านับสิบไม่ใช่นักแสดงที่แสดงซีรีส์ให้ผม แต่เป็นคนรู้จักเฉยๆ ผมคงไม่ได้ซีเรียสอะไรมากหรอก แต่เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องงานด้วย ผมเลยอยากจะให้เห็นแค่ด้านที่จริงจังเอาไว้ก่อน

“ได้ครับ เอาเป็นภูเขาเลยนะ”

“...”

เด็กเวร

ไม่กี่นาทีต่อมาคนตรงหน้าวางจานอาหารเช้าที่เวฟเสร็จแล้วให้พร้อมส้อมมีดเสร็จสรรพ ผมถึงได้ขยับตัวลงมือกินของตัวเองไปเงียบๆ มองเห็นแว้บๆ จากการเหลือบสายตาผ่านเลนส์แว่นว่านับสิบเดินไปหยิบขนมปังออกจากเครื่องปิ้งแล้วลงมือนั่งลงตรงกันข้ามผม จากนั้นทาแยมสตรอเบอร์รี่สีแดงกลิ่นหอมให้อย่างว่าง่าย

“อืม... แล้วไปเรียนยังไงเนี่ย มีคนมารับเหรอ” มือเอื้อมไปหยิบขนมปังในจานที่ถูกเลื่อนมาให้ จังหวะนั้นก็ตัดสินใจชวนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันอึดอัดเกินไป

“ผมไปเองครับ อาจจะนั่งแท็กซี่ไม่ก็รถเมล์ไป”

“เมล์!?” ผมทวนเสียงสูงอย่างแปลกใจ “นั่งเป็นด้วย? ไม่ลำบากหรอนั่งเมล์ เจอแฟนคลับเดี๋ยวก็วุ่นวายแย่”

“ใส่แมสก์ก็ไม่เป็นไรแล้วครับ”

“แน่เหรอ”

พอโดนถามย้ำด้วยท่าทางไม่เชื่อจากผม นับสิบก็เผยสีหน้าลำบากใจออกมา “ที่จริงก็ไม่ครับ”

“ก็ว่าอยู่ นายหน้าตาหล่อแถมตัวสูงเด่นขนาดนี้ ใส่แมสก์น่ะยิ่งเด่น”

“...”

“ยิ้มทำไม”

เพราะคนตรงข้ามจู่ๆ ก็เงียบไป พอผมเงยหน้ามองก็เห็นว่าหมายเลขสิบแปดกำลังนั่งยิ้มน้อยๆ จ้องหน้าผมอยู่ มัน... เอ่อ มันชวนให้รู้สึกแปลกๆ

“เปล่าครับ ผมแค่อึ้งที่คุณจีนชม”

“เอ้า...”

คราวนี้ไอ้เด็กนี่ทำผมเขิน เกือบจะตอบอะไรกลับไปไม่ถูก “ฉันก็พูดไปตามจริง อีกอย่างนายไม่ต้องอึ้งหรอก หน้าตาแบบนี้ฉันคงไม่ใช่คนแรกแน่ๆ ที่ชมอ่ะ”

“คนอื่นผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมชอบให้คุณจีนชมมากกว่า”

“...”

เอาอีกละ ประจบอีกละ

ผมแอบกลอกตาใส่ เลือกจะไม่ตอบอะไรกลับไปแล้วลงมือกินขนมปังในมือต่อให้หมด ความหวานจากแยมที่ได้รับทำให้สมองผมปลอดโปร่งโล่งขึ้นเยอะ พอซดนมหมดแก้วผมก็เอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อยอย่างสบายใจ รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าตลอดเวลาที่กำลังอร่อย หมายเลขสิบแปดก็นั่งจ้องพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ อยู่ตรงข้ามตลอดเวลา แต่ผมคร้านจะไปสนใจ

ปกติแล้วตื่นมากว่าผมจะได้กินข้าวก็เป็นอีกสองชั่วโมงถัดมาโน่น แต่วันนี้ตื่นปุ๊บท้องก็อุ่นปั๊บเลยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

“จะไปกี่โมงล่ะ”

“อืม... น่าจะเป็นสิบโมงสิบห้าละมั้งครับ”

ผมหยิบมือถือมาดูเวลา “งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งก็แล้วกัน”

“ครับ?” คนฟังชะงัก “คุณจีนจะไปส่งผม?”

“อือฮึ ก็อุตส่าห์ซื้อข้าวช้าวมาให้ ไปส่งนายแล้วเดี๋ยวฉันค่อยกลับมาอาบน้ำนอนต่อ”

“ขอบคุณครับ”

“อือ”

“คุณจีนใจดี ...น่ารัก”

ตาปรือๆ อึนๆ ที่เตรียมจะหลับอีกรอบของผมเบิกกว้างกว่าเดิมขึ้นทันใด พอขยับไปประสานเข้ากับนัยน์ตาคมมีเสน่ห์ของคนพูด ผมก็พบว่ามันเหมือนกาแลกซีกว้างใหญ่ที่ดูทั้งลึกลับและให้คำอธิบายไม่ถูก

นับสิบขยับสายตาลงต่ำไปที่จมูก จากนั้นจึงเป็นที่ปากผม อ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้นนานเป็นพิเศษ

ผมเม้มปากโดยอัตโนมัติ รีบขยับนั่งตัวตรง “นายรีบไปเตรียมตัวเหอะ ก่อนที่ฉันจะหลับแล้วต้องโหนเมล์ไปเอง”

“ครับ”

ร่างสูงของนับสิบเดินออกไปนอกห้องครัวแล้ว ผมมองตามด้วยสีหน้ายุ่งๆ แต่พอนึกได้ว่าตัวเองก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกันก็รีบบ้าง เพราะถึงจะอยู่แต่บนรถแต่จะออกไปทั้งชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขาสั้นแบบนี้ก็ยังไงอยู่

เปิดประตูออกมาอีกทีก็เห็นนับสิบนั่งรออยู่ตรงโซฟาแล้ว

“ป่ะ เดี๋ยวจะสาย”

ผมคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจรถเดินนำลงมา ส่วนนับสิบก็พาร่างสูงๆ ถือแฟ้มแบนๆ กับหนังสือเล่มหนึ่งตามมาไม่ห่าง พอขึ้นรถปุ๊บ ผมก็รอให้คนข้างตัวเรียบร้อยแล้วถึงจะล็อคก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์

“นับสิบอยู่มอ X ใช่มั้ย จากนี่ไปถนนนี้ติดไฟแดงนิดหน่อย ทันรึ... เฮ้ย!” พูดยังไม่ทันจบประโยคผมก็ต้องร้องอุทานออกมาเมื่อจู่ๆ คนที่น่าจะนั่งนิ่งเรียบร้อยอยู่ข้างๆ ดันเอี้ยวตัวโน้มเข้ามาใกล้

เสี้ยวหน้าด้านข้างของนับสิบที่อยู่ห่างจากปลายจมูกและริมฝีปากผมไปไม่ถึงคืบทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ดันกายให้ถอยหลังไปจนแทบจะจมกับเบาะรถ

“คุณจีนลืม ผมช่วยคาดให้” นับสิบว่าเสียงทุ้มแผ่วเบา พูดพลางเอี้ยวศีรษะหันมาหา

ลมหายใจคนตรงหน้ากระทบเข้ากับริมฝีปากผมแผ่วๆ

“...”

ผมได้แต่เบิกตากว้างไม่กล้าพูดเพราะกลัวว่าอวัยวะส่วนใดสักส่วนจะไปแตะโดนอีกฝ่าย

“เรียบร้อยแล้ว อีกสี่สิบนาทีถึงจะเริ่มคาบแรก รถติดนิดหน่อยไม่มีปัญหาครับ” พอถอยห่างไป นับสิบก็หันมายิ้มบางๆ พร้อมกับตอบคำถามผมก่อนหน้านี้ให้เสร็จสรรพ

“...”

กู... หัวใจจะวาย พอสติกลับมาแล้วผมก็คลายกล้ามเนื้อลง คิ้วขยับชนกันทันใด แต่พอหันไปตั้งท่าจะต่อว่าสักประโยค หน้าหล่อๆ พร้อมรอยยิ้มติดเรียวปากหยักที่อ่านได้ความชัดเจนว่า ‘มีอะไรรึเปล่าครับ’ ก็ทำให้ผมงุ่นง่านในใจ

“โอเค นายเองก็ต้องคาดนะ มา” ว่าแล้วผมก็เอื้อมไปกระชากเข็มขัดนิรภัยของนับสิบแล้วรัดผ่านไหล่เขาอย่างแรงมาเสียบล็อค จากนั้นส่งยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรก่อนว่าอีกทบ “ออกรถละนะ นั่งดีๆ อย่าดื้ออย่าซนล่ะ”

“ครับ”

ยังจะมาตอบรับด้วยหน้าตาชื่นบานอีก!

 

เกือบสามสิบนาทีต่อมาผมก็ขับมาจนถึงมหาวิทยาลัย X

ผมรู้ว่านับสิบเรียนที่นี่จากประวัติของเจ้าตัวตอนที่อีกฝ่ายมาแคสติ้งเป็นพระเอกนิยายผมนั่นแหละ หลังเห็นหน้าตา หุ่น ส่วนสูงและเสียงของนับสิบแล้ว ยิ่งรู้ว่าเรียนที่ไหนยิ่งทึ่งกับความเพอร์เฟ็กต์นี้ คนบ้าอะไรทั้งหล่อทั้งโปรไฟล์ดี เพราะงั้นตอนนั้นถึงได้แอบเสียดายอีกฝ่ายอยู่ลึกๆ ไง

จะว่าไปแล้วพระเอกบุคลิกเจ้าชายแต่ดูแอบมีมุมลึกลับอย่างหมอนี่ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ... 

“คุณจีน”

“...”

“จีน จะขับเลยแล้วนะ”

“เฮ้ย!”

ผมอุทานอีกรอบ ตั้งแต่ตื่นเช้ามาไม่รู้ว่าสะดุ้งเพราะนับสิบไปกี่ครั้งแล้ว

ตอนที่คิดอะไรเพลินๆ เกี่ยวกับนิยายตัวเอง หมายเลขสิบแปดก็โผล่หน้าเข้ามาใกล้อีกรอบ แต่คราวนี้พออุทานเสร็จปุ๊บผมก็ใช้ฝ่ามือเอื้อมไปดันไหล่แข็งแรงให้ถอยห่างออกจากรัศมีตัวเองทันที

“ทำไมชอบเข้ามาใกล้ๆ นักเนี่ย มันตกใจรู้มั้ย”

“ผมเรียกหลายรอบแล้ว แต่คุณจีนเหม่อ”

“สะกิดก็ได้มั้ง”

พอถูกผมขึงตาใส่เหมือนจะต่อว่า เขาก็เผยสีหน้าสำนึกผิดเล็กๆ “ขอโทษครับ”

บ้าบอ...

“แล้วมีอะไรล่ะ”

“ผมกำลังจะบอกว่าคุณจีนจะขับเลยตึกคณะผมแล้ว ถ้าขับต่อถนนนี้มันจะกลับรถยากนะครับ”

“อ้าว...”

ผมรีบผ่อนเท้าที่เหยียบคันเร่งลง นับสิบชี้ให้ผมเลี้ยวเข้าไปในเขตตึกคณะเรียนของตัวเอง จากถนนี้ต้องขับเข้าไปอีกพอสมควร สองข้างทางปลูกต้นไม้หลายชนิดเอาไว้ เห็นปลายกิ่งมันไหวเอนพร้อมใบที่กระทบกันก็รู้เลยว่าท่าทางข้างนอกจะลมเย็นสบาย ขับเลยมาอีกนิดนับสิบก็บอกให้จอด

“เค จอดตรงนี้นะ”

“ครับ”

ผมมองลอดกระจกออกไป ตรงนี้เป็นลานกว้างหน้าตึก มีม้านั่งหลากหลายแบบถูกวางเอาไว้ เห็นบรรดานักศึกษานั่งพูดคุยกัน กินขนมบ้าง เล่นมือถือบ้าง บางส่วนก็เดินขวักไขว่ไปมา มองแล้วโคตรจะคิดถึงบรรยากาศสมัยที่ยังเรียนอยู่อ่ะ

มหา’ลัยที่ผมจบมาไม่ใช่มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ อย่างนับสิบ ผมไม่ใช่เด็กดูสุภาพอย่างนั้นด้วย พ่อยังเคยเล่าให้ฟังอยู่เลยว่าผมเกเรมากกว่าพี่ชายซะอีก แต่ถึงจะเกเรแต่ก็เกเรทำนองผู้ชายปกติเนี่ยแหละ ติดเพื่อนบ้างติดเกมบ้าง ยังไม่ถึงขั้นเหลวแหลกเที่ยวกลางคืนไม่กลับบ้านหรือควงหญิงไม่ซ้ำหน้าอะไรทำนองนั้น

คิดถึงอดีตพลางก็มองสอดส่องตึกเรียนนับสิบไปพลาง รถผมไม่เด่น ขับมาจอดแหมะตรงนี้ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่เป็นไอ้เด็กข้างๆ ผมนั่นแหละที่เด่น ออร่าเขารถยังบังไม่ได้ มีสาวๆ บางกลุ่มที่มองลอดกระจกหน้าซึ่งไม่ได้ติดฟิล์มมาเห็นเข้า ก็พากันชี้ไม้ชี้มือมา คนที่ใจกล้าก็ทำท่าเดินเฉี่ยวมาใกล้ๆ มองให้มั่นใจ

แหม...

“มองผมแบบนั้นทำไมครับ”

“เปล๊า” ผมยักไหล่ “ฉันก็รู้อยู่แล้วแหละว่านายเป็นคนดัง อ้อ จริงดิ”

ผมนึกขึ้นมาได้ เลยเอื้อมมือหยิบกระเป๋าตังค์ของตัวเองขึ้นมา เปิดแล้วไล่หาการ์ดจากช่องที่เสียบการ์ดนับสิบใบของตัวเอง กระทั่งเจอการ์ดสีขาวสะอาดตาก็หยิบไปยื่นส่งให้

“เอ้า การ์ด เมื่อวานฉันก็ลืมให้ไปเลย ตอนเช้านายเอากุญแจให้พี่พนักงานเปิดประตูให้ใช่มั้ยล่ะ อันนี้เอาไว้ใช้นะ ก่อนเข้าอาคาร เข้าลิฟต์ แล้วก็กดชั้นลิฟต์ ถ้าขี้เกียจก็กดรหัสเอาก็ได้ การ์ดเก็บไว้ดีๆ อย่าให้หาย หายแล้วค่าทำใหม่มันแพง”

นับสิบเคลื่อนสายตามามองของในมือผมนิดหน่อย จากนั้นยิ้มมุมปากขณะรับไว้

“ของที่คุณจีนให้ ผมไม่ทำหายหรอกครับ”

จ้าๆ ไอ้เด็กขี้ประจบเอ๊ย

ผมว่ามันอยู่ในใจ เมื่อก่อนหมั่นไส้อย่างเดียวแต่ตอนนี้เริ่มจะเอ็นดูด้วยนิดๆ “โอเค ไปเรียนเหอะ เดี๋ยวสาย”

“ครับ ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”

“อืม ตั้งใจเรียนล่ะ”

ผมพูดตามมารยาท แต่กลับได้รับแววตาแปลกประหลาดจากคนฟังกลับคืนมา ยังไม่ทันพิจให้ดี ร่างสูงก็เอื้อมมือไปเปิดประตูรถ ก้าวลงไปและหมุนตัวก้มศีรษะกลับมาส่งยิ้มให้

“คุณจีนก็ขับรถกลับดีๆ นะครับ”

“...”

ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเสี่ยมาส่งเด็กเลยวะ...

ตาหรี่ผ่านเลนส์แว่นมองนับสิบที่ถอยห่างออกไปแล้ว สมองผุดความคิดนี้ขึ้นมาเองจนได้แต่สะบัดศีรษะไล่ความปัญญาอ่อนแต่หัววันของตัวเองออกไป มือเลื่อนไปจับแล้วดึงเปลี่ยนเกียร์

นอนๆๆ กลับไปนอนดีกว่า

 

และแล้ว ผลของการนอนตอนกลางวันก็ทำให้ผมตื่นมาอีกทีตอนที่พระอาทิตย์หายลับไปแล้ว ท้องฟ้ามืดสนิท ผมยังไม่ลุกจากเตียง คว้าเอามือถือขึ้นมากดเปิดดู และแล้วก็เห็นข้อความไลน์จากไอ้หินส่งมา

Hin : พี่จีน กำหนดเปิดกล้องวันแรกมาแล้วนะ ผมส่งเอกสารให้ในเมล์แล้ว

หะ กล้อง? กล้องอะไร ผมอึนอยู่พักหนึ่งถึงรู้ว่าก็นิยายตัวเอง...

ผมส่งสติกเกอร์ตอบมันกลับไป จากนั้นก็เห็นว่าไอ้ตั้มเป็นอีกคนที่ไลน์มาเมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อนเช่นกัน

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : ไอ้จีน พน กูจะเข้าไปหาไอ้สิบสิบเอ็ดโมงนะ มันมีแก้ฟิตติ้งนิดหน่อย

ตั้ม (ติดต่องานเบอร์ออฟฟิซ) : ฝากบอกมันด้วยดิว่าให้เตรียมตัวไว้ กูโทรหาปุ๊บมันลงมาจะได้รีบไปเลย

Gene : ไม่บอกเองล่ะ วุ่นวายกู

ผมพิมพ์ไปว่าอย่างนั้น แต่ก็เหลือบสายตามองไปทางประตูห้อง เห็นแสงไฟที่ลอดเข้ามาด้านในจากกรอบ เลยรู้ว่านับสิบกลับมาจากมหา’ลัยแล้ว และอาจจะทำธุระอยู่ด้านนอกเลยเปิดไฟไว้

ตอนผมนอนอยู่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ถึงจะเป็นคนหลับลึกพอประมาณ แต่นับสิบคงทำอะไรเบามากด้วย

ไอ้ตั้มไม่อ่านและไม่ตอบ อาจจะทำธุระของมันอยู่ ผมเลยเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำให้สดชื่น นอนครบจำนวนชั่วโมงที่ตัวเองต้องนอนแล้วผมก็สดใสขึ้นเยอะ ตั้งใจว่าคืนนี้จะลุยนิยายต่อยาวๆ ตอนลงไปซื้อข้าวที่ซูเปอร์ด้านล่างก็กะจะตุนข้าวกล่องและขนมหวานเอาไว้เผื่อให้เต็มตะกร้าไปเลย

ผมคว้าแว่นมาสวม ผลักประตูออกไปด้านนอก

คราวนี้ผมจำได้แล้วว่าอยู่ร่วมห้องกับนับสิบ ไม่ตกใจแล้... เอ่อ

“นับสิบ...”

ก็บ้าละ! ไหงมาเปลือยท่อนบนเดินว่อนอยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างนี้ล่ะ

“คุณจีน” ร่างสูงๆ ชะงัก มือที่กำลังจับผ้าขนหนูผืนเล็กอีกผืนเช็ดผมเปียกหมาดๆ อยู่ลดลง “ผมทำให้ตื่นรึเปล่าครับ”

“เปล่า”

เสียงผมงึมงำอยู่ในลำคอ ส่วนสายตาน่ะเหรอ จ้องเขม็งอยู่ที่หุ่นดีๆ ของคนตรงหน้าอย่างละสายตาไม่ได้ ไม่ใช่ใจผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมองอยู่ แต่อวัยวะส่วนอื่นมันกลับไม่เชื่อฟัง

“คุณจีน?”

“อืม...”

“มองขนาดนั้นผมก็เขินนะครับ”

เพราะคำพูดนั่นทำให้ผมดึงสายตาออกจากหน้าท้องสวยๆ ของนับสิบได้สำเร็จ แต่พอเลื่อนมันไปที่ใบหน้าหล่อๆ ผมกลับต้องรู้สึกอยากมุดหัวหนีเพราะรอยยิ้มและแววตาเหมือนรู้ทันของคนตรงหน้าที่จ้องมา ไม่เห็นมีร่องรอยเขินสักนิด

“นาย... เอ่อ หุ่นดีนะ เข้ายิมด้วยเหรอ” ...จบด้วยการที่ผมแก้เก้อด้วยคำถามโง่ๆ

“ก็มีบ้างครับ ถ้าคุณจีนสนใจจะไปกับผมก็ได้นะครับ”

“ก็ดีเหมือนกัน ไว้ลองมาชวนดิ เอ้อ แล้วก็...” ผมนึกถึงข้อความไอ้ตั้มขึ้นมาได้พอดีเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไอ้ตั้มบอกว่าพรุ่งนี้จะมารับนายตอนสิบเอ็ดโมงนะ”

“รับผมสิบเอ็ดโมง?”

“อืม มันบอกมีแก้ฟิตติ้งอะไรสักอย่าง”

“อ้อ โอเคครับ”

“ก่อนหน้าวันบวงสรวงก็ไปฟิตติ้งมาแล้วใช่มั้ย เป็นไงบ้างล่ะ”

ไม่รู้ทำไมผมถึงนึกอยากรู้ขึ้นมา พอสมองคิดอย่างนั้นปุ๊บปากก็โพล่งถามออกไปทันที ทั้งๆ ทีก่อนเปิดประตูห้องออกมายังคิดอยู่เลยจะรีบบึ่งลงไปด้านล่างเพราะโคตรหิวแท้ๆ

“ก็โอเคครับ ชุดค่อนข้างเยอะ พี่ตั้มมีรูป คุณจีนลองไปขอสิครับ”

“อือ ไว้จะขอ อ้อ แล้วพระเอกนิยายฉันมีรอยสักตรงเหนืออกซ้ายด้วย ทีมงานคุยรึยังว่าจะทำไง”

“เห็นว่าเขาสั่งทำแทททูไว้ ถ้าคุณจีนอยากเห็น พรุ่งนี้ไปด้วยกันมั้ย” พอถามประโยคนี้เจ้าตัวก็ยิ้ม

“คืนนี้ฉันว่าจะปั่นงาน น่าจะตื่นไปไม่ไหว”

“เสียดาย...”

“เอาเป็นว่าถ้าตื่นทันจะไปก็แล้วกัน” ผมเลือกตอบไปส่งๆ ก่อนจะเดินตรงไปทางประตูห้อง ในตอนที่กำลังเปิดตู้เพื่อหยิบรองเท้าแตะสักคู่ของตัวเองออกมาใส่ นับสิบก็ดันเดินเอาอกเปลือยๆ นั่นตามมาแล้วถาม

“คุณจีนจะออกไปข้างนอกเหรอครับ ไปไหน?”

“แม็กซ์แวลูข้างล่างนี่เอง ว่าจะไปหาอะไรกิน”

พอว่าอย่างนั้น คนฟังก็ชะงักไปนิด “ผมไปด้วยสิครับ รอแป๊บได้มั้ย”

“หะ เดี๋ยว นายจะไปทำไม”

“ซื้อข้าว ผมก็ยังไม่ได้กินข้าวเลย”

คำพูดของนับสิบทำให้ผมต้องหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังเหนือโทรทัศน์ “ยังไม่กินข้าว? นี่มันจะสามทุ่มแล้วนะ”

“ผมว่าจะรอกินพร้อมคุณจีน”

“...”

ประโยคถัดมาเนี่ยดิที่ทำให้ผมเอ๋อแดก เปลือกตากะพริบปริบๆ “เฮ้ย รอทำไม ฉันเคยบอกแล้วนี่ว่าเวลาตื่นเวลานอนฉันมันเพี้ยนๆ จะได้กินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หิวก็กินเลย ไม่ต้องรอ”

อีกอย่างนับสิบก็มาขออาศัยแค่เดือนเดียว ไม่ได้เป็นรูมเมทหรือสนิทอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องรอกินข้าวอะไรกับผมเลยด้วยซ้ำ ...หมอนี่จะเด็กดีหรือประจบหนักไปผมชักงงแล้วดิ

“ผมตั้งใจว่าถ้าคุณจีนยังไม่ตื่นจะออกไปซื้อตอนสี่ทุ่ม แต่โชคดีคุณจีนตื่นพอดี”

“...เอิ่ม เอาเหอะ โอเค รีบไปใส่เสื้อป่ะ”

แล้วผมก็ต้องยืนไถโทรศัพท์รอเด็กตัวสูงที่เดินหายเข้าไปในห้อง ไม่นานนักนับสิบก็ออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่น่าจะเป็นชุดนอนนั่นคือเสื้อยืดและกางเกงขายาวหลวมๆ ผมไม่ได้หวีไม่ได้เซ็ต ยังเปียกอยู่หน่อยๆ แต่ออร่าเจ้าชายก็ยังคงเดิมเดี๊ยะ

พวกเราเดินข้างกันลงไปด้านล่างโดยไม่มีใครพูดอะไร พอเข้ามาในซูเปอร์ผมก็ตรงดิ่งไปยังล็อคอาหารแช่แข็งทันที ส่วนนับสิบก็เดินตามหลังมาด้วยท่าทีสบายๆ

ผมหยิบข้าวแต่ละแบบขึ้นมาเทียบ เพราะดึกแล้วเลยเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง แต่ดีตรงที่แปะลดราคาครึ่งหนึ่งให้ชื่นใจ พอเลือกได้ปุ๊บ ก็มีตะกร้าใส่ของถูกยื่นมาให้ตรงหน้าแบบโคตรจะรู้ใจ ผมไล่สายตามองตามมือหนาที่ถือมัน ไปจนถึงท่อนแขนแข็งแรง ลำคอหนา และใบหน้าหล่อๆ ของนับสิบ

มายืนจ้องผมเงียบๆ อีก

“แล้วของนายล่ะ รีบเลือกดิ เดี๋ยวหิวก็ปวดท้อง”

“ผมไม่รู้จะกินอะไรดี...”

นับสิบว่า สายตาคมมองไปที่ชั้นวางอาหาร ผมมองตามสายตาที่ว่าไป แอบถอนหายใจเล็กๆ กับคนที่น่าเป็นห่วงจนต้องให้ดูแล “ฉันเลือกให้ละกัน อันนี้มะ”

“คุณจีน อันนั้นมันใกล้หมดอายุแล้วนะครับ”

“หะ?” พอมองไปที่วันหมดอายุก็เห็นว่ามันจะหมดแล้วจริงๆ ด้วย “อ้อ งั้นเอาอันนี้ก็แล้วกัน”

“ครับ”

นับสิบยิ้มน้อยๆ แต่ใบหน้าอ่านออกว่ากำลังพออกพอใจ ผมเดินไปเลือกขนมหวานและไอติมลงตะกร้าอีกหน่อย เรียบร้อยก็ดึงตะกร้ามาถือไว้เอง บอกว่าจะจ่ายเงินให้ก่อนเอามันไปตั้งที่เคาน์เตอร์โดยไม่รออีกคนปฏิเสธ

พนักงานสาวที่จัดของอยู่ด้านหลังเดินเข้ามาบริการ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นนับสิบที่ยืนอยู่ด้านหลังผมก็ชะงักไป

“...”

ดูจากสายตาแล้วถ้าไม่ตกหลุมรักความหล่อของหมายเลขสิบแปด ก็น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตานั่นแหละ

ผมอดจะเอี้ยวศีรษะหันมองตามพนักงานไปไม่ได้ นับสิบที่เห็นผมมองก็ส่งยิ้มให้ ท่าทีเหมือนไม่รู้ไม่สนอะไรทำให้ผมหมั่นไส้หน่อยๆ หันกลับมาก็ยังเห็นน้องพนักงานตัวแข็ง เลยถอนหายใจหยิบของในตะกร้าออกมาเอง แต่มาสะดุดไปจังหวะหนึ่งตรงที่นับสิบซึ่งก้าวเข้ามายืนซ้อนซะชิดเอื้อมมือลอดผ่านเอวผมมาช่วยหยิบ

ผมไม่ได้พูดอะไร เรียกสติให้น้องเขาคิดเงินให้ไวๆ กระทั่งตอนที่เธอยื่นถุงไปให้นับสิบนั่นแหละ ถึงโพล่งออกมา

“ขอโทษนะคะ ใช่นับสิบมั้ยคะ!?”

ผมที่กำลังเก็บกระเป๋าสตางค์ชะงัก ทีแรกนึกว่าจะเห็นสีหน้าตกใจของอีกฝ่าย แต่นับสิบอาจจะผ่านสถานการณ์แบบนี้มาบ่อยแล้ว เลยมีแค่รอยยิ้มบางๆ แต้ม

“ไม่ใช่ครับ”

“เอ๊ะ... เหรอคะ ไม่ใช่เหรอ แต่ว่าหน้าตา... หนูว่าหนูจำได้...” ท้ายประโยคเธอพึมพำกับตัวเอง

“จำผิดแล้วครับ มีคนทักผมผิดบ่อยๆ”

พนักงานสาวยังขมวดคิ้วเหมือนไม่เชื่อ “งะ...งั้นเหรอคะ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เหรอคะ”

“ครับ เพิ่งย้ายมาอยู่กับแฟน ไงขอตัวก่อนนะครับ”

“หะ!”

ผมอ้าปากค้าง

...พนักงานคนนั้นก็อ้าปากค้าง แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ นับสิบรับถุงมาแล้วใช้แขนอีกข้างวาดรอบเอวผม รั้งให้เดินออกมาจากร้านพร้อมกัน

ก้าวออกมาไกลหลายก้าว ผมก็กะพริบตาปริบๆ รัวๆ พอสมองอยู่ตัวปุ๊บถึงหยุดเดิน หันขวับไปหาอีกคน

“เมื่อกี้พูดอะ...”

“พูดให้เขาเชื่อว่าผมไม่ใช่ไงครับ” หมายเลขสิบแปดสวนมาเหมือนรอจังหวะนี้อยู่แล้ว

การตอบกลับรวดเร็วนั่นทำให้ผมอึนไปครู่หนึ่ง ต่อมาก็เริ่มตำหนิติเตียนอีกฝ่าย “ได้ไง แบบนั้นฉันก็ซวยน่ะสิ นายอีกเดือนเดียวก็ย้าย แต่ฉันยังอยู่ต่อนะ”

“ผมก็ไม่ได้บอกสักหน่อยนี่นาว่าแฟนผมคือคุณจีน”

“เราไปซื้อของด้วยกัน เขาก็ต้องคิดอยู่แล้วดิ!”

“งั้นก็ไม่เห็นเป็นไรเลย”

“ไอ้สิบ...” ผมหรี่ตาเรียกชื่อคนข้างตัวตามอารมณ์ มือเอื้อมไพล่หลังไปดันแขนมันให้ออกจากเอวตัวเองอย่างขุ่นเคือง

แต่แทนที่หมายเลขสิบแปดจะสลด กลับหัวเราะเบาๆ ออกมาซะอย่างนั้น ใบหน้าและแววตาในตอนนี้ยิ่งดูมีเสน่ห์เป็นธรรมชาติ ผมเกือบจะตกหลุมพรางความหล่อออร่ารุนแรงของเด็กนี่จนลืมเคืองต่อแล้ว

“ตลกอะไร”

“เปล่าครับ ผมแค่ดีใจ”

“ดีใจบ้านนายหัวเราะเหรอ”

กูว่าไม่ดีใจละ กวนตีน...

“ผมดีใจนะ ผมชอบเวลาคุณจีนพูดกับผมแบบสนิทสนมอย่างนี้”

ผมชะงัก ต่อมาก็เลิกคิ้ว “ที่ฉันเรียกว่าไอ้สิบน่ะนะ”

เอ่อ... มาทบทวนก็เห็นว่าผมหงุดหงิดนับสิบจนเรียกอย่างนั้นออกไปจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สมควรสักนิด

“ครับ”

...แต่นับสิบแม่งดันยิ้มเหมือนพออกพอใจซะงั้น

“...” ผมพูดคำว่าเพี้ยนไม่ออก

“ผมอยากให้คุณจีนหายอึดอัดเวลาอยู่กับผม อยากให้สนิทกันมากกว่านี้แค่นั้นเอง”

“นายก็ยังเรียกชื่อฉันว่าคุณจีนอยู่เลยนี่”

คนฟังเลิกคิ้วเข้มขึ้นข้างหนึ่ง ต่อมาก็ยิ้มมุมปาก “คุณจีนอยากให้ผมเรียกแบบอื่นเหรอครับ?”

“...”

วงหน้านั้นขยับเข้ามาใกล้ผมมากกว่าเดิม “เรียกว่าพี่จีน?”

ตอนที่คำว่า ‘พี่จีน’ ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเป็นพิเศษของนับสิบมันทำให้ผมนิ่งงัน หูและในใจรู้สึกจั๊กจี้เหมือนมีมือมาเกาหยอกเอินเบาๆ

สุดท้ายผมก็หันหน้าหนี รีบขยับเท้าเดินต่อ “แค่พูดเฉยๆ อยากเรียกอะไรก็เรียกไปเหอะ”

“ผมไม่อยากเรียกคุณจีนว่าพี่”

“...”

มันกำลังบอกว่าไม่ได้เคารพผมที่อายุมากกว่าป่ะวะ กูจะแทงมึงแล้วหักคะแนนประจบที่ทำมาตลอดสิบคะแนน!

ผมกลอกตา เท้ายังขยับแต่ปากไม่อยากพูดอะไรแล้ว ได้ยินเสียงรองเท้าของนับสิบก้าวตามหลังมา ผมจ้ำอ้าวอยู่ แต่เสียงเดินนับสิบฟังดูแล้วแค่สาวเท้ายาวๆ สมส่วนนั่นแบบเรียบเรื่อย

“ไว้เราสนิทกันมากกว่านี้ ผมจะเปลี่ยนคำเรียกนะครับ”

“แล้วแต่นายเหอะ”

“คุณจีนงอนแบบนี้ผมก็ชอบ”

“...”

ใครงอนวะ ไหนวะ ไหนไม่ทราบ ผมแค่เซ็งเฉยๆ เหอะ

ใจนึกอยากจะหันไปเถียง แต่อีกใจก็บอกว่าถ้าเถียงมันจะดูเด็กน้อยไปหน่อย เลยเลือกจะไม่รักษามาดใดๆ แล้ว แต่ทำแค่เอี้ยวหัวไปมองคนที่เดินตามหลังมาแล้วพ่นลมหายใจเซ็งๆ ใส่ไปทีหนึ่ง จากนั้นถึงหยิบการ์ดมาแตะปลดล็อคประตู

ไม่รู้หรอกว่านับสิบมันแสดงสีหน้ายังไงอยู่ แล้วก็ไม่อยากพูดด้วยว่าหูได้ยินเสียงหัวเราะผะแผ่วลอยมาตามสายลม

อยากสนิทกับผมมากกว่านี้? 

นับสิบเป็นคนที่ดูนิ่งเงียบบุคลิกเรียบร้อยสูงส่ง ปากมักจะยิ้มบางๆ เหมือนเจ้าชาย แต่ไม่รู้ว่าหมอนี่มีพลังหรือเวทมนตร์อะไรที่ทำให้ผมเผลอหลุดท่าทีที่ตั้งใจจะแสดงเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพไปหลายต่อหลายรอบ ทั้งๆ ที่นับสิบเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยเป็นวันที่สองเอง

...นี่ไอ้ตั้มเอาเด็กประเภทไหนของมันมาโยนไว้ให้ผมเนี่ย

==================== 

ปล. สำหรับข้อมูลถ่ายหนัง หรือเตรียมพร้อมก่อนถ่ายอะไรทำนองนี้ หากมีตรงไหนผิดพลาดแจ้งได้เลยนะคะ เราก็พยายามหาข้อมูลแล้ว แต่บางแหล่งก็ไม่ตรงกันบ้าง หรืออาจจะผิดพลาดบ้าง 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น