วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 19:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 3
แบบอักษร

นับ 3 

“เออ ดีๆ พระเอกเย็นชานิ่งๆ แบบนี้แหละเป็นที่นิยม” พี่บอกอแกว่าอย่างนั้นก่อนจะวางไอแพดลงกับโต๊ะ มองเห็นแอพลิแคชั่นเวิร์ดที่เต็มไปด้วยตัวอักษรละลานตา “อันนี้ผ่าน ต่อเลยนะจีน เดี๋ยวเรื่องสัญญาพี่ค่อยให้ไอ้หินติดต่อไปอีกที อ้อ แต่รอบนี้เรื่องฉากวาบหวิวพี่ขอแบบแซ่บๆ นะ แซ่บแบบไม่ลืมหูลืมตาไปเลยก็ดี”

“หา...”

“ปกติแล้วเวลานักเขียนคนอื่นเขียน ไอ้พวกฉากมีเพศสัมพันธ์เนี่ยมันจะเป็นไปตามสเต็ปใช่มั้ยล่ะ จูบ จูบคอ เลียหัวนม แล้วเลยลงไปด้านล่าง ใช้นิ้วทำให้ชินก่อนสอดใส่ กระแทกอะไรทำนองนี้”

“เอิ่ม... พี่” ผมขมวดคิ้ว คอตั้งตรงแต่ลูกตาดำกวาดไปซ้ายขวาล่อกแล่กเพราะรู้สึกว่าระดับเสียงที่แกพูดออกมาไม่ได้เบาเลยสักนิด ร้านกาแฟกึ่งเค้กบ่ายๆ แบบนี้ค่อนข้างเงียบเชียบด้วย เอ่ยแต่ละคำชาวบ้านก็ได้ยินกันหมด

“พี่อยากจะให้มันแปลกแตกต่างออกไปบ้าง อาจจะแบบเล่นคำพูดบ้าง แน่น รัด ทำให้มันดูเซ็กซี่ๆ มากกว่าเดิม สเต็ปหรือพวกท่าอะไรไม่ต้องเอาตามเดิมก็ได้ บอกอใหญ่แกให้คนส่งหนังสือมาให้ตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ ลองเอาพวกของต่างประเทศมาดู พล็อตอ่ะตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว แต่ถ้าจีนเพิ่มอย่างที่พี่บอกเข้าไปอีกหน่อยต้องเพอร์เฟ็กต์กว่าเดิมแน่”

“โอเคๆ ผมรู้แล้วๆ จะลองกลับไปดูก็แล้วกัน เรื่องนี้ค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าครับ ยังอีกหกเจ็ดตอนกว่าจะถึง”

“อืม แต่ก็ตามนั้นแหละนะ งั้นเดี๋ยววันนี้พี่ไปธุระต่อแล้ว ขอออกมาแค่สองชั่วโมงเอง”

“ครับ ขอบคุณมากนะครับ”

ผมมองตามพี่บอกอที่หยิบกระเป๋าเดินผลักประตูกระจกกลับออกไปนอกร้าน จากนั้นถอนหายใจเบาๆ

เมื่อวันก่อนผมเคลียร์ต้นฉบับใหม่ไปได้ถึงตอนห้าตอนหก ทีแรกตั้งใจจะส่งไฟล์ทางอีเมล์ไปให้ แต่เผอิญบอกอแกมีตารางออกมาข้างนอกวันนี้พอดี อยากจะคุยกับผมเลยนัดให้ออกมาตั้งแต่เช้าตรู่

สถานที่เป็นร้านกาแฟที่เปิดอยู่ใต้อาคารให้เช่าตรงถนนสีลม มองลอดออกไปจะเห็นถนนใหญ่รถราขับผ่านไม่ซ้ำคัน ตรงริมฟุตปาธมีแม่ค้ายืนขายน้ำทับทิมอยู่ ตาผมมองตามมือที่กำลังผ่าลูกทับทิม ขณะนั้นในหัวก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปด้วย

นิยายวายเรื่องก่อนที่แต่ง... ยอมรับเลยว่าฉากที่เป็นปัญหามากที่สุดคือฉากวาบหวิวเนี่ยแหละ มีชีวิตมาจนอายุขนาดนี้แล้วไม่ใช่ว่าไม่รู้นะว่าผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กันตรงไหน ด้วยอะไร แต่ตอนจะเขียนบรรยายขั้นตอนออกมาน่ะผมทั้งต้องค้นคว้า เปิดหนังสือ เสิร์ชในเน็ตฯ จนช่วงนั้นกังวลว่าถ้าพ่อแม่มาเห็นประวัติเข้าคงไม่พ้นคิดว่าลูกชายกลายเป็นเกย์ไปแล้วแน่ๆ

บอกแล้วว่าผมไม่ใช่พวกหน้าหนาด้วย สุดท้ายก็เลือกตามน้ำตามสเต็ปคนหมู่มากไป เลยอาจเป็นสาเหตุที่บอกอกลัวว่าเรื่องปัจจุบันนี้ของผมจะออกมาคล้ายคลึงเดิม เลยให้คำแนะนำกึ่งดักคอไว้ก่อน

ถอนหายใจสำทับอีกรอบ ตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก กะว่าจะค่อยกลับไปคิดให้ถี่ถ้วนเงียบๆ ที่ห้อง เลยถือบิลไปจ่ายตังค์เดินฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงกลับมาขึ้นรถ

แต่จังหวะที่สตาร์ทจะเปลี่ยนเกียร์เพื่อถอยหลังออกจากซอง จู่ๆ มือถือก็ร้องเสียงดังลั่น

♫~

จอโชว์ชื่อ ‘ตั้ม’ ที่ผมแลกกับมันเมื่อวันก่อนเด่นหรา อารมณ์เซ็งๆ ก็เปลี่ยนเป็นดีฉับพลัน หยิบมากดรับทันที

“เออ ว่าไง นึกไงโทรหากูเนี่ย”

ไม่ได้คุยกับเพื่อนสมัยมหา’ลัยมานานหลายปี พอได้มาเจอไอ้ตั้มผมก็รู้สึกดีใจเป็นพิเศษ แลกเบอร์แลกไลน์กับมันไปตั้งแต่วันงานเลี้ยงบวงสรวงแล้ว มีคุยกันบ้างว่าหลังจากนั้นค่อยหาเวลานัดกันออกมาเจออีกครั้ง ไอ้ตั้มยังคุยยังติดต่อกับเพื่อนในกลุ่มตัวเองอยู่ แต่เหมือนทั้งผมทั้งมันจะยุ่งๆ เลยหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้สักที

(ไอ้จีน กูมีเรื่องด่วนว่ะ ว่างเจอกูมั้ยเนี่ย)

“หะ...?”

ประโยคแรกที่ไอ้ตั้มสวนกลับมาทำให้ผมชะงัก น้ำเสียงที่ได้ยินมาจากปลายสายดูจะทั้งร้อนรนระคนเกรงใจ “ก็ว่างอยู่หรอก นี่กูอยู่สีลม จะมาเจอก็ได้นะ”

(เอางี้ดีกว่า เจอกันที่คอนโดฯ มึงได้ป่ะ)

“คอนโดฯ กู?”

(เออ มาถึงค่อยคุยกัน เดี๋ยวส่งโลฯ ให้หน่อยดิ เดี๋ยวกูจะออกไปเลย)

“อ่ะๆ ก็ได้ แต่กูยังอยู่ข้างนอก ถ้ามึงถึงก่อนก็รออยู่ด้านล่างก็แล้วกัน กูจะรีบไป”

(ขอบใจมากนะเว้ย เจอกัน)

มันว่าแค่นั้นก่อนจะวางสาย ส่วนผมแม้จะยังงงๆ กับการมาไวไปไวของเพื่อนแต่ก็คาดคั้นเอาคำตอบตอนนี้ไม่ได้ โยนมือถือไปไว้เบาะข้างแล้วเหยียบคันเร่งเพื่อเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งที่จอดอยู่

ว่าแต่... ทำไมมันต้องไปคุยที่ห้องผมด้วยวะ ไม่ใช่ว่าผมคิดมากอะไรนะถ้าเพื่อนจะแวะมาหา แต่แค่แปลกใจเฉยๆ ไม่ได้คุยกับมันมาก็หลายปี หลังเจอกันก็ใช่ว่าจะกลับมาสนิทหรือสนิทกันมากกว่าเดิมอะไร จู่ๆ มันโทรมาแล้วบอกว่ามีเรื่องด่วนให้ติดไว้ในใจแค่เนี้ยแล้วขอเจอที่ห้อง เป็นใครก็ต้องสงสัยอยู่แล้ว

ผมขับรถด้วยความรู้สึกนั้นมาตลอดทาง กระทั่งจอดสนิทยังที่ประจำของตัวเองใต้ตึกคอนโดฯ พอเดินถือกุญแจอ้อมมาที่ฟรอนท์ด้านหน้า เท้าซึ่งก้าวอยู่ก็ชะงักไป หยุดนิ่ง

“ไอ้จีนๆ!”

ตั้มที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูกระจกตะโกนพลางโบกมือ

คิ้วผมมุ่นลงเล็กน้อย แต่ก็ยอมขยับต่อไปหยุดยืนอยู่หน้าเพื่อนและ... หมายเลขสิบแปด

ถูกต้อง ไอ้ตั้มมันไม่ได้มาหาผมคนเดียว ยังมีร่างสูงๆ ของเด็กในสังกัดมันยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง วินาทีแรกผมสังเกตเห็นใบหน้าหล่อๆ ของนับสิบก่อนเพื่อนตัวเองซะอีก หมายเลขสิบแปดเด่นกว่าเยอะ พอเห็นคนที่ไม่น่าจะได้เห็นมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้เลยได้แต่หน้าเหลอ ไม่ใช่แค่นั้น เพราะข้างๆ นับสิบยังมีกระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่ตั้งอยู่ด้วย

อะไร? กำลังจะไปถ่ายงานที่ต่างจังหวัดกันรึไง

“เออ กูมาแล้ว” คิ้วผมชนกัน “เรื่องด่วนอะไรวะ ทำไมต้องมาคุยที่ห้องกู”

“ไว้คุยกันบนห้องดีกว่า”

“หะ?”

คราวนี้คิ้วผมยิ่งผูกกันแน่นจนแทบเป็นโบว์ และเหมือนไอ้ตั้มจะสังเกตเห็นเหมือนกัน มันเลยนิ่งไป สีหน้าเผยร่องรอยความลำบากใจออกมา “รบกวนรึเปล่า”

ผมแอบพ่นลมหายใจผ่านริมฝีปากเบาๆ มองหน้ามันอีกรอบ “เอาเหอะ มาก็มาแล้ว ห้องก็ห้อง”

“ขอโทษนะเว้ยถ้ากูทำให้มึงไม่พอใจ” มันยังคงทำหน้าเกรงอกเกรงใจสุดฤทธิ์ ผมเลยได้แต่ย่นจมูกใส่

แหมไอ้เวรนี่ โทรมาบอกว่ามีเรื่องด่วนแล้วก็เรียกให้กลับมา แถมจะขอขึ้นไปคุยบนห้อง ถึงขนาดนี้แล้วยังกล้าทำหน้าตาเกรงใจอีก ดูแล้วมันน่าเอื้อมมือไปตบกะโหลกสักทีมากกว่า

ผมล้วงมือไปหยิบคีย์การ์ดในกระเป๋าขึ้นมา จังหวะที่เดินไปแตะที่ข้างประตูกระจกซึ่งนับสิบยืนอยู่ก็ต้องหันไปพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นการทักทาย

“...”

แน่นอนว่านับสิบจุดรอยยิ้มสุภาพเล็กๆ แต่โคตรออร่าจับมาให้

ผมเดินนำทั้งคู่เข้าไป ถึงอยากจะถามว่าทำไมต้องเดินลากกระเป๋าตามมาแต่ใจลึกๆ กลับบอกว่าอย่าได้เปิดปากอะไรออกมาทั้งนั้น แตะการ์ดตรงลิฟต์อีกครั้งก่อนกดชั้นสิบเจ็ดที่เป็นห้องพักของตัวเอง

คอนโดมิเนียมตึกนี้ในปีแรกผมยืมเงินพ่อกับพี่ชายมาจ่ายก่อนอย่างละครึ่ง ตอนนั้นทำงานบริษัทได้ห้าหกเดือน ที่นั่นอยู่ใจกลางเมือง แต่บ้านของผมอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล เลยไปเดินงานบ้านและมหกรรมคอนโดฯ หาห้องดีๆ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอยู่ จากนั้นถึงทำงานหาเงินมาคืนที่บ้าน ...ตอนนี้คืนหมดแล้ว ผ่อนรถก็ใกล้หมดแล้วด้วย แต่ยังไม่มีเงินเก็บสักกะบาท

ห้องผมอยู่ริมสุดทางเดิน ตอนแตะการ์ดใต้มือจับประตู ผมก็ว่าขึ้นมา

“ห้องรกหน่อยนะ พอดียุ่งๆ จนไม่ว่างทำ”

“ไม่เป็นไรๆ”

ไอ้ตั้มรีบสวนขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น

“โห...”

แต่พอเข้ามาปุ๊บ หูได้ยินเสียงโหของเพื่อนดังตามมาปั๊บแล้วเงียบไปเลย ปากตัวเองเลยได้แต่กระตุก

มันไม่ได้โหเพราะห้องผมหรูหราอะไรหรอก น่าจะโหเพราะห้องผมรกเนี่ยแหละ ถึงจะรกแต่ก็ไม่ได้สกปรก กลางห้องที่เป็นโต๊ะเตี้ยและโซฟาสำหรับดูทีวีตอนนี้มีกระดาษกองสุมๆ กันอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งพวกหนังสือนิยายและการ์ตูนชายรักชายที่ผมเอามาศึกษาและอ่านเพื่อทำให้ตัวเองมีอารมณ์แต่งด้วย

ถึงจะอายแต่ก็ไม่มากเท่าคนอื่นมาเห็น เพราะสองคนนี้รู้อยู่แล้วว่าผมเขียนแนวไหน

“เอ้า นั่งนี่ละกัน น้ำอยู่ตรงตู้เย็นในห้องครัวนะ กูเอาหนังสือเข้าตู้แป๊บ”

“ผมช่วย”

ตอนที่ยกหนังสือทั้งหมดที่ตั้งระเกะระกะตรงโซฟาไปอีกทาง นับสิบก็ขยับมาขวาง ย่อตัวลงมารับของในมือผมไปถือไว้แทนโดยไม่รอคำอนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น

“ให้วางไว้ตรงไหนครับ”

“...” ผมยืนอยู่ที่เดิม มือขยับลงแนบลำตัวแต่หรี่ตามองอีกฝ่าย

แต่นับสิบกลับยิ้ม “ทำหน้าน่ารั...อืม หน้าแบบนี้หมายความว่าไงครับ”

 “หือ อ้อ” คิ้วผมขยับสูงขึ้นนิดหน่อย เพราะมัวแต่กำลังคิดในใจว่าหมายเลขสิบแปดจะประจบผมไปได้ถึงไหน พอเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องแก้เก้อด้วยการชี้ไปด้านหลัง “ในตู้นั้นน่ะ หน้าประตูห้องริมสุดเลย”

ร่างสูงพยักหน้าแล้วเดินไปเปิดช่วยเอาลงตู้อย่างว่าง่าย พอเห็นว่ามีคนเสนอตัวช่วยผมก็ไม่ได้ขัด สบายซะอีก เลยเดินไปนั่งรอไอ้ตั้มที่หายไปหาน้ำดื่มในครัว ไม่นานนักมันก็กลับออกมาพร้อมใบหน้าที่สดชื่นขึ้น ส่งขวดน้ำให้นับสิบ

ผมลดโทรศัพท์มือถือลง พยักพเยิดหน้าให้เพื่อนที่นั่งลงตรงข้ามพร้อมเด็กมัน “ยังไงล่ะทีนี้ เรื่องด่วนของมึง”

“อะแฮ่ม...”

“...”

“ไอ้จีน คอนโดฯ มึงอ่ะ มีห้องนอนสามห้องสินะ”

“เออ”

ตั้งแต่แลกไลน์ใหม่กับไอ้ตั้มวันก่อนก็คุยกันเรื่อยเปื่อยจนมาถึงเรื่องที่อยู่ ผมรู้ว่ามันยังอยู่ที่บ้าน แต่นานๆ ทีก็พักตึกที่อยู่ข้างๆ โมเดลลิ่ง ส่วนมันรู้ว่าผมซื้อคอนโดฯ อยู่คนเดียว แต่เลือกห้องนอนเยอะๆ เผื่อครอบครัวตัวเองในอนาคต

“ตอนนี้มึงเองก็อยู่คนเดียว เพราะงั้นกูขอให้นับสิบ...”

“ไม่!”

“เชี่ย! กูยังพูดไม่จบเลย”

“พูดเกริ่นมาซะขนาดนี้มึงคิดว่ากูเดาไม่ได้หรอไอ้เวร” ผมหน้ายุ่งจ้องเพื่อนตัวเอง และแน่นอนว่าตอนที่โพล่งปฏิเสธออกไปนั้นผมไม่ได้เหลือบตาไปทางนับสิบสักกะแว้บเดียว

ผมอุตส่าห์คิดว่าที่นับสิบติดสอยห้อยตามไอ้ตั้มมาหาผมเป็นเพราะเดี๋ยวหลังจากนี้ไอ้คู่นี้มันจะไปทำงานกันที่ต่างจังหวัด กระป๋งกระเป๋าเลยต้องหอบมาด้วยเป็นธรรมดา แบบหวงทรัพย์สินมากจนไม่อยากวางทิ้งไว้ในรถอะไรทำนองนั้น แต่พอไอ้เพื่อนเวรมันเกริ่นมาแค่ห้องนอนผมมีสามห้องเท่านั้นแหละ...

ไงล่ะ ไม่น่าใจอ่อนให้มันขึ้นมาที่ห้องเลย

“เฮ้ย ไอ้จีน กูขอร้อง ตอนนี้มีปัญหาเรื่องที่พักนิดหน่อย ให้ไอ้สิบมันพักสักเดือนก็ได้ เดือนเดียวพอ”

“ไม่”

“งั้นสามอาทิตย์”

“ไม่เอา”

“สอง”

“ไอ้สัด จะกี่อาทิตย์กูก็ไม่!”

ไอ้ตั้มหน้าเครียด “กูขอร้องไม่ได้เหรอวะ กราบเลย ไม่ใช่ว่ากูอยากจะรบกวนอะไรมึงหรอกนะเว้ยถ้ามันไม่อับจนหนทางจริงๆ อ่ะ บ้านไอ้สิบมันอยู่ไกล เพราะมันต้องเรียนต้องทำงานด้วยกูเลยให้มันมาอยู่ที่ตึกของโมเดลลิ่ง แต่พอดีว่าเจ๊กูแกไปตกลงเซ็นสัญญารับเด็กใหม่สองสามคนเข้ามา”

“...” ผมหันหน้าหนีมันที่พยายามจะจ้องตาแล้วอธิบายไปอีกทาง

“เด็กพวกนั้นหาห้องพักอยู่เหมือนกัน แต่ไอ้สิบ เออ! จะว่าไปเรื่องนี้ก็เพราะไอ้สิบเนี่ยแหละ กูไม่รู้ว่าเจ๊กับมันคุยกันอีท่าไหนถึงกลายเป็นแบบนี้ นับสิบมันกลายเป็นคนไม่มีห้องอยู่แล้ว” ไอ้ตั้มว่า จากนั้นยกมือกุมหน้าผาก พึมพำกับตัวเองออกมาอีกเป็นชุด “แล้วตอนนี้กูก็ต้องมาเดือดร้อน หลังจากนี้มีถ่ายงานซีรีส์ด้วย”

“งั้นก็กลับไปอยู่ที่บ้านก็ได้นี่ มึงบอกเดือนเดียวนี่”

“ที่ว่าเดือนเดียวคือกูกะเวลาคร่าวๆ เฉยๆ ว่าถ้าจัดการเรื่องห้องได้จะรีบหาห้องใหม่ให้มันภายในเดือนเดียว”

“ถ้างั้นก็เช่าโรงแรมอยู่ก็ได้ บ้านมึงก็ไม่ใช่ว่าจะจน ออกให้เด็กในสังกัดแค่นี้น่าจะหมูๆ”

อีกอย่าง ประเมินด้วยสายตาแล้วผมว่านับสิบก็ไม่ได้จนอะไรเลยด้วยซ้ำ บ้านอยู่นอกเมืองนี่มองหลักๆ ได้สองแบบ ถ้าไม่พอมีพอกิน อยู่บ้านตัวเองไม่ซื้อคอนโดฯ ก็คงเป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่ต้องสร้างนอกเมืองเพราะต้องการพื้นที่เยอะๆ ซึ่งผมว่าบ้านของนับสิบเป็นกรณีหลังมากกว่า

“มึงบ้าเหรอ” ไอ้ตั้มเบิกตา “ไอ้สิบมันเป็นที่รู้จัก ไปพักโรงแรมก็เดือดร้อนพอดีดิ”

“...”

“ปัญหาแฟนคลับดักรอบ้าง สตอล์กเกอร์บ้าง โรงแรมมันไม่เป็นส่วนตัวนะเว้ย”

“มึงก็หาโรงแรมที่มีแต่คนต่างชาติเข้าพักไง ไม่เห็นจะยาก”

“ไอ้จีน มันยังมีพวกปาปารัซซี่อีก ถ้ามีข่าวออกไปว่าไอ้สิบมันเดินเข้าเดินออกโรงแรมนี่หนักเลยนะ ถึงจะให้สัมภาษณ์ว่าไปพักโรงแรมชั่วคราวใครเขาจะเชื่อ”

ผมถอนหายใจ “ทำไมมึงเรื่องมากจังวะ งั้นก็ให้นอนที่บ้านมึงไป”

“ตอนแรกกูก็กะไว้อย่างนั้นแหละ แต่บ้านกูก็อยู่นอกเมือง ไกลกว่าบ้านไอ้สิบอีก มันจะมาเรียนมาทำงานลำบากแน่ๆ”

“...”

ผมฟังที่มันสวนกลับมาแต่ละรอบๆ แล้วแทบจะเอาหัวโขกโต๊ะเตี้ยตรงหน้า สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

หัวพยายามคิดหาทางออกให้ คิดไปคิดมาจังหวะหนึ่งก็อดจะหันไปทางนับสิบที่นั่งเงียบเป็นเป่าสากไม่ได้ แล้วก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังมองมาทางผมอยู่

สีหน้าหมายเลขสิบแปดดู... เกรงใจแล้วก็รู้สึกผิด

ไม่ๆๆ อย่ามองกูแบบนี้ มันทำให้ผมดูเหมือนคนที่ปฏิเสธไม่ช่วยเหลือเจ้าชายที่หนีออกมาจากวังเพราะปัญหาแย่งชิงราชบัลลังก์อะไรทำนองนั้น

การที่ผมปฏิเสธมันก็เป็นเรื่องของผม คอนโดฯ ผม ห้องผม ผมไม่ผิด แต่ไหงถึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแล้งน้ำใจไปได้วะ

“คือ...”

“...”

“มึงเข้าใจใช่มั้ยว่ากูเองก็ไม่ได้สนิทกับนับสิบ” ผมพูดช้าๆ เพราะเข้าใจอยู่ว่ามันอาจทำให้คนฟังรู้สึกแย่ “ถึงมึงจะบอกว่าพักชั่วคราวก็เถอะ แต่งานของกูต้องทำที่บ้าน คนเรามันต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่แค่กู นับสิบก็ด้วย”

“ไอ้สิบมันไม่มีปัญหาหรอก ใช่มั้ย?”

“...”

ผมหันไปทางนับสิบ แล้วก็เห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้า

เฮ้ย ไปกันใหญ่แล้ว 

“กูถามจริงๆ นะ ไม่มีที่พักที่อื่นแล้วเหรอวะ”

“กูก็อยากจะบอกมึงอยู่เหมือนกันว่า... ก่อนหน้านี้ตลอดสองวันที่ผ่านมากูทั้งขับรถไปหา ทั้งโทรรบกวนคนอื่นจนสายไหม้หมดละ พวกแมนชั่นหรือหออื่นๆ แถวมอไอ้สิบช่วงนี้ก็ไม่ใช่ช่วงที่เด็กย้ายเข้าย้ายออกกันด้วย กูเข้าใจนะเว้ยว่าพวกเราเพิ่งกลับมาติดต่อกัน จู่ๆ มารบกวนมึงแบบนี้มันไม่ดี แต่ตอนนี้กูไม่มีใครแล้วจริงๆ เลยต้องมาพึ่งใบบุญมึงอ่ะ”

“...”

“จีน กูขอเหอะ ไอ้สิบมันก็ไม่อยู่เปล่าๆ หรอก ค่าน้ำไฟเดี๋ยวกูให้มันช่วยออก แล้วก็...”

“...”

“แล้วก็... แล้วก็...เอ่อ”

“ผมช่วยจัดการห้องให้ได้นะครับ”

สายตาผมที่จับจ้องอยู่ที่ไอ้ตั้มเบนไปทางคนพูดโดยอัตโนมัติ

“จัดการห้อง?”

“ครับ ถ้าคุณจีนไม่ว่างทำ ผมทำให้ได้”

คราวนี้คิ้วผมเลิกขึ้นเล็กน้อย

“เออ หมอนี่ทำงานบ้านได้โคตรเนี้ยบเลยนะเว้ย ฝุ่นเฝินรับรองไม่มีให้เห็น หลังซอกหลังรูอะไรมุดเข้าไปทำได้ทุกอย่าง” ไอ้ตั้มโพล่งขึ้นมาแบบโฆษณาสุดๆ ออกนอกหน้าแถมโอเวอร์ยิ่งกว่าเจ้าตัวซะอีก

“เหรออ”

ผมดึงสายตากลับมา ไม่ได้ถามอะไรอีก ดูก็รู้แหละว่ามันโกหก สมองหมุนเร็วอย่างกับเข็มของจักรเย็บผ้าที่ตอกลง คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ แต่ลำบากตัวเองก็ลำบากเหมือนกัน

เดือนหนึ่ง...

“เดือนเดียวแค่นั้นแหละไอ้จีน” ไอ้ตั้มเหมือนอ่านใจลังเลของผมได้ เลยรีบสวนขึ้นมาอีก “แล้วอย่างที่ไอ้สิบบอกไป มึงให้มันช่วยทำนั่นทำนี่ก็ได้ อยากสั่งไรก็สั่งมันเลย ถือว่าเป็นธุระรบกวนมึงแล้ว”

“...”

“ค่าน้ำค่าไฟอยากเก็บเท่าไหร่บอก”

“หึ ทุ่มจริงนะ” ผมอดจะเสียดสีไม่ได้ พอใช้สายตาแบบนี้มองไอ้ตั้มก็หัวเราะแหะๆ

ตัวเองกวาดสายตามองเพื่อนสลับกับเด็กของมันอีกหลายนาทีโดยไม่พูดอะไร สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ผมเอนหลังพิงโซฟาที่นั่งอยู่ให้ท่วงท่าสบายขึ้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเหมือนตัดสินใจแล้ว

“ตกลงมึง...”

“เออๆ ไม่ต้องชักแม่น้ำละ เดือนเดียวก็เดือนเดียว”

“ไอ้จีนน” ไอ้ตั้มเรียกชื่อผมยาวเฟื้อยพร้อมสีหน้าซาบซึ้ง ส่วนนับสิบก็มุมปากยกสูงขึ้นกว่าเดิม เห็นจากหางตาว่าทีท่าอยากจะขอบคุณและพูดด้วย แต่บังเอิญผมไม่ได้หันไปมองตรงๆ

“แต่งานบ้านอะไรพวกนี้ไม่ต้องหรอก ค่าน้ำค่าไฟด้วย” ผมว่าพลางโบกมือ ผมก็ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่ไปใจร้ายกับเด็กซะหน่อย อีกอย่าง... นับสิบนี่ดูยังไงก็เหมือนเจ้าชายผู้ได้รับการเอาอกเอาใจ จะทำความสะอาดอะไรพวกนี้ไหวได้ไง

“มึงแม่งคนดีมากๆ อ่ะไอ้จีน ดีกว่าพวกที่กูโทรไปขอให้ช่วยตั้งเยอะ”

“...”

“ดีจริงๆ มีน้ำใจว่ะ ประเสริฐสุดๆ”

“พอ กูจะอ้วก”

ไอ้ตั้มมันยังยิ้มกว้างอยู่ สีหน้าทั้งโล่งทั้งปลดปล่อยจนน่าหมั่นไส้ มันยกมือดันแว่นนิดหน่อยแล้วขยับตัว “กูอาจจะมีแวะมาบ้างเรื่องงานของไอ้สิบ แต่จะพยายามไม่ให้รบกวนมึง”

“อืม”

“อีกอย่างถือว่าพอดีเลย ไอ้สิบมันเล่นเป็นพระเอกซีรีส์มึงด้วย ถ้ามึงไม่พอใจหรืออยากได้ยังไงมึงก็บอกมันได้”

จากนั้นไอ้ตั้มมันก็พูดอธิบายอะไรเกี่ยวกับงานของนับสิบที่อาจจะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ที่คอนโดฯ ผมอีกนิดหน่อย จากนั้นก็หันไปพูดกับเด็กของตัวเอง ผมนั่งมองทั้งคู่อยู่ชั่วครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปรื้อหยิบกุญแจพวงใหญ่ซึ่งเป็นกุญแจของทุกห้องที่ได้มาตอนย้ายบ้านในตู้ชั้นบนใกล้ๆ กับชั้นวางทีวี

คอนโดฯ ผมมีสามห้องนอนก็จริง ห้องใหญ่ที่สุดผมใช้อยู่ ส่วนอีกห้องขนาดเล็กกว่าหน่อย แต่ก็กว้างขวางพอควร มีเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นบิวด์อินครบ เว้นแต่ห้องน้ำต้องมาใช้ข้างนอก ส่วนถ้าอยากแช่อ่างมีแค่ห้องน้ำในห้องผมห้องเดียวเท่านั้น ปกติแล้วผมไม่ได้ล็อคเอาไว้ แต่เพราะจะมีคนมาอยู่ด้วยเลยหมุนดึงดอกห้องตัวเองและห้องนั้นออกมา

กำไว้ในมือ พอเดินกลับมาที่โซฟาก็เห็นไอ้ตั้มมันลุกขึ้นยืนแล้ว

“ไอ้จีน กูมีธุระต่อ เรื่องเจ๊กับห้องที่ไอ้สิบขนของออกมาเนี่ยแหละ” มันว่า

ส่วนผม... อึดอัดนิดหน่อย ทำไมมันรีบนักวะ พาหมายเลขสิบแปดมาแปะไว้ให้ ไม่ทันไรก็จะทิ้งผมให้อยู่กับเด็กมันแค่สองคนในห้องแล้วเหรอ

“เดี๋ยวกูจะแวะมาอีกที มีไรมึงไลน์มาหากูได้ตลอดเวลานะเว้ย ไม่สิ โทรเลยก็ได้”

“เออ”

“ยังไง...” ไอ้ตั้มเหลือบสายตามองผ่านไหล่ผมไปด้านหลัง มองนับสิบก่อนจะดึงสายตากลับมามองผมอีกครั้ง ยกมือขึ้นตบไหล่เบาๆ “กูฝากมึงดูแลนับสิบหน่อยนะ”

“...”

“ขอบใจมากจริงๆ”

ผมถอนหายใจออกมา ตอบซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง “เออ”

“งั้นกูไปละ บาย”

มันจะผลักประตูปิดลงกับกรอบให้ แต่ผมเอื้อมมือไปขวางไว้จนมันได้แต่ทำหน้างง “อะไรวะ?”

“ลงไปเองแล้วจะเปิดประตูไง มึงไม่มีการ์ด”

“อ้อ เอ๊อะ เออ จริงด้วย” มันทำเสียงพิลึกแล้วยิ้มแห้ง ยอมหลีกทางให้ผมที่เดินตามมันออกมานอกห้อง

พอหันกลับไปมองด้านใน ผมก็เห็นนับสิบที่ก้าวเข้ามาใกล้ เลยอดจะบอกไม่ได้ “นายรออยู่ที่ห้องก็ได้ เดี๋ยวฉันลงไปส่งไอ้ตั้มเอง ห้องน้ำอยู่ในครัวนะถ้าอยากจะเข้า”

“ครับ”

ผมจ้องใบหน้ายิ้มบางๆ แต่โคตรจะเจิดจ้าออร่าเจ้าชายของนับสิบด้วยสีหน้าปลาตายไร้อารมณ์ก่อนปิดประตูลง บอกกับตัวเองในใจเงียบๆ เหมือนคนปลงตกและเลือกไปแล้ว

เอาเหอะ ดูแลก็ดูแลวะ...

 

แกร่ก 

สิบนาทีต่อมา ผมหมุนมือจับประตูกลับเข้าห้องมาใหม่อีกครั้ง แต่พอถอดรองเท้าเก็บเข้าตู้และยืดกายขึ้นก็สะดุ้งเบาๆ เมื่อเห็นว่าตรงพื้นยกระดับจากหน้าประตูมีร่างสูงๆ ของนับสิบเดินมาหยุดยืนอยู่เมื่อไหร่ไม่รู้

“เอ่อ... นับสิบ”

“ส่งพี่ตั้มแล้วเหรอครับ”

“อ้อ เรียบร้อยแล้ว”

พอผมตอบอย่างนั้น รอยยิ้มบางๆ ของนับสิบก็กว้างขึ้นอีกระดับ มองแล้วรู้สึกใจเต้นจนต้องเบี่ยงสายตาหลบ

ยิ้มของพวกนักแสดงนี่ช่างรุนแรงจริงๆ

ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนว่าห้องนี้จู่ๆ ก็ไม่ใช่ห้องของตัวเอง กระทั่งรู้สึกเหมือนสมองส่วนสติตะโกนเรียกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ ถึงขยับตัวต่อพลางเอ่ย “ห้องนายอยู่ด้านนี้ เอากระเป๋าตามมาสิ”

ห้องที่ผมจะให้นับสิบพักปกติก็ไม่เคยเปิดให้ใครใช้มาก่อน มีแค่ตอนครอบครัวมาค้างครั้งสองครั้งซึ่งมันก็นานมาแล้ว เตียงนอนยังมีผ้ากันฝุ่นคลุมเอาไว้อยู่ เปิดประตูเข้ามาปุ๊บผมก็หน้ายับย่น หันไปมองนับสิบที่ลากกระเป๋าตามมา

“ฉันอยู่คนเดียวก็เลยไม่ได้ใช้ ฝุ่นก็อาจจะเยอะหน่อย เดี๋ยวไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาช่วยกัน”

“เดี๋ยวผมทำเองก็ได้ครับ”

“ฉันช่วยได้ วันนี้ว่างพอดี นายไปเอาผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์พวกนั้นออกก่อนก็แล้วกัน ระวังฝุ่นด้วยล่ะ” ท้ายประโยคผมเตือนอย่างกังวล ตอนแรกกลัวว่านับสิบทำไม่ได้เลยจะไปทำให้ แต่คิดไปคิดมาแบบนั้นจะกลายเป็นผมทำคนเดียวซะหมด

ผมออกไปหอบเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดทุกอันเข้ามา อะไรใช้บ้างไม่ใช้บ้างก็ไม่รู้ละ ปกติพอห้องรกผมเก็บกวาดเองซะที่ไหน รอจนกระทั่งทนไม่ไหวเริ่มหาของไม่เจอนู่นแหละถึงโทรเรียกใช้บริการแม่บ้านของคอนโดฯ เขา เพราะงั้นพอเอามาวางไว้ให้กลางห้องปุ๊บ ผมก็ยืนมองมันอยู่สักพักหนึ่ง

“เดี๋ยวฉันดูดฝุ่นให้ ที่เหลือ เอ่อ นายก็จัดการไปก็แล้วกันนะ”

ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวค่อยโทรเรียกแม่บ้านเขา...

“ครับ”

ผมหยิบเครื่องดูดฝุ่นมากดเปิดดูก่อน เห็นว่าแบตเตอรี่ยังเต็มก็ลงมือจัดการ

ฝุ่นค่อนข้างหนาเลย เลื่อนเครื่องทีก็เห็นว่าฝุ่นถูกดูดหายไปเป็นแผ่น ตอนแม่บ้านมาทำความสะอาดผมก็ไม่ค่อยได้เปิดห้องที่ไม่ได้ใช้ให้ทำด้วย แต่ยังดีที่พวกโซฟาตัวเล็กและเตียงมีผ้าคลุมเลยไม่โดนฝุ่นจับมาก

“คุณจีน”

“...”

“จีนครับ”

“...”

“จีน”

“เฮ้ย” ผมสะดุ้ง ชักมือขวาออกจากความอุ่นร้อนฉับพลัน

ดูดฝุ่นเพลินๆ ไปได้สักพัก อยู่ดีๆ ไอ้หมายเลขสิบแปดก็ไม่รู้เป็นบ้าอะไร เดินเข้ามาใกล้ผมโดยไม่บอกไม่กล่าว จากนั้นเอามือหนาของตัวเองมาวางแปะไว้บนมือของผมซะอย่างนั้น

เสียงอื้อๆ ของเครื่องดูดฝุ่นที่ดังก้องอยู่เงียบลงเมื่อผมกดปิด หันไปขมวดคิ้วถาม “อะไร? มีอะไร”

“ตกใจเหรอครับ ผมเรียกคุณจีนหลายรอบแล้ว แต่คุณไม่ได้ยิน”

พออีกฝ่ายว่าอธิบายผมก็คลายท่าทีลง มองเครื่องดูดฝุ่นในมือตัวเองแล้วถึงเข้าใจว่าคงเป็นเพราะเสียงทำงานของมัน “อ้อ โทษที มีอะไรล่ะ หรือว่าทำไม่ได้ ถ้าไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะ”

“เปล่าครับ ผมแค่กำลังจะบอกว่า...” ตาคมนั่นเหลือบลงมาที่อุปกรณ์ในมือผม “ถ้าไม่ได้ดูดที่พื้น จะเอาขึ้นมาทั้งแบบนี้ไม่ได้นะครับ มันจะมีตัวเล็กที่ถอดได้อยู่”

“...”

ว่าแล้วนับสิบก็ก้มลงไปกดปุ่มแล้วดึงตัวดูดอันเล็กอีกอันออกมา...

“ถ้าจะใช้บนเตียงหรือโต๊ะใช้อันนี้ดีกว่านะครับ” คนตรงหน้าว่าด้วยน้ำเสียงสุภาพ ดึงตัวฐานอันใหญ่ออกไปจากมือผมแล้วยื่นตัวดูดขนาดกระทัดรัดมาให้แทน

เล่นเอาผมรู้สึกขายขี้หน้าเด็กแบบแปลกๆ

“อ้อ เออใช่ ฉันเหม่อนิดหน่อย ขอบใจมาก ไปทำต่อเหอะ เดี๋ยวไม่เสร็จ”

อาจจะดูเหมือนแก้ตัว แต่ผมไม่ใช่คนโลว์เทคโนโลยีนะเว้ย เครื่องดูดฝุ่นแบบด้ามนำเข้าจากญี่ปุ่นอันนี้ถึงจะไม่เคยใช้เองแต่ผมก็พอรู้ว่ามันมีส่วนที่ถอดและสามารถเปลี่ยนหัวไว้ใช้ได้หลายมุมของบ้าน แค่ลืมเหอะ

พอดูดฝุ่นจนคิดว่าเรียบร้อยแล้ว ผมก็เก็บแล้วเอามันไปพิงไว้ด้านนอก หันไปมองรอบห้องอีกทีก็เห็นว่าสะอาดสะอ้านเรียบร้อย เห็นอย่างนี้ก็อดจะหันไปหานับสิบไม่ได้

“นายไหวมั้ย”

“ครับ?”

“ทำได้นะ อยู่คนเดียวก็ต้องฝึกไว้บ้าง”

พอได้ยินแบบนั้นนับสิบก็นิ่งไป สุดท้ายหลุดเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “ครับ ลำบากนิดหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร”

“ถ้าเหนื่อยก็พักก่อนก็ได้ ค่ำๆ ค่อยจัดของ ห้องมันไม่ค่อยมีอะไรมาก นายใช้ได้ทุกอย่างเลย แต่ห้องน้ำอาจจะลำบากนิดหน่อยเพราะต้องไปใช้ด้านนอก ส่วนของในครัวอยากใช้ไรใช้ได้เลย ฉันไม่หวง ห้องฉันอยู่ซ้ายมือ มีไรไปเคาะถามได้”

นับสิบยังยิ้มบางๆ พยักหน้ากับคำอธิบายยืดยาวของผม

โอเค๊ แล้วแต่เลย

ผมพยักหน้าตาม เดินออกไปนอกห้องเพื่อจะให้อีกฝ่ายได้มีความเป็นส่วนตัว แต่ก่อนจะดึงประตูปิดให้ ผมก็เอี้ยวหัวกลับไปเพื่อพูดสำทับอะไรอีกนิดๆ หน่อยๆ หลังนึกออก

“เอ้อ ใช่... เวลานอนของฉันมันไม่เหมือนชาวบ้านเค้า ถ้าดึกๆ ฉันยังเดินอยู่ข้างนอกก็ทนหน่อยล่ะ จะพยายามเบาให้ แต่ถ้าเผลอเสียงดังจนทนไม่ไหวก็ออกมาเตือนได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณจีนตามสบาย”

“...”

“มาขออยู่ด้วยแบบนี้ ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายรบกวน”

“งั้นเหรอ งั้นก็โอเค เอ้า นี่กุญแจห้องนอน”

นับสิบยิ้มให้ผมอีกครั้ง เอื้อมมือมามาหยิบ ปลายนิ้วสัมผัสกับฝ่ามือผมแผ่วๆ “ขอบคุณครับ”

...เด็กดีเหมือนกันนี่

ผมยิ้มบ้าง ดึงประตูปิดให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินไปรื้อหาเครื่องดื่มอะไรง่ายๆ ถือกลับเข้าไปกินในห้อง อาบน้ำให้คราบเหงื่อไคลจากการดูดฝุ่นหายไป ถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะนอนกลางวันหรือจะปั่นต้นฉบับต่อดี

====================100 

O<--< 

แรกๆ อาจจะเนือยนิดหน่อย 

แต่รอดูความเด็กดีน่ารักของสิบต่ออีกนิดนะคะ อย่าเพิ่งทิ้งน้องงง 5555 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น