วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 18:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 2
แบบอักษร

นับ 2 

วันนี้ไอ้หินมาปลุกผมแต่เช้า...

แน่นอนว่าผมต้องคุมอารมณ์เซ็งๆ ของตัวเองไม่ให้ลุกขึ้นไปหยิบมีดมาแทงมันอย่างสุดความสามารถ หลังกดกริ่งรัวแบบไม่เกรงใจแล้วก็ลากผมที่นอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ ใช้ช่วงที่ผมกำลังมึนๆ งงๆ พาลงจากคอนโดฯ

เมื่อคืนผมใช้เวลาทั้งคืนในการพิมพ์ต้นฉบับเรื่องใหม่ กว่าจะได้นอนก็หกเจ็ดโมงเช้า ปกติผมก็ไม่ใช่คนแต่งนิยายอะไรไวอยู่แล้วด้วย อาจเพราะนิสัยที่ถ้าไม่ดีไม่พอใจจะพักจะหยุดกลางคันไม่ได้ เลยเดี๋ยวลบเดี๋ยวพิมพ์ใหม่อยู่อย่างนั้น มากสุดก็หยุดไปจิบกาแฟพักสายตา แต่ถ้ายังไม่เสร็จก็ต้องกลับมาลุยต่ออยู่ดี

เมื่อวานนั่งหน้าคอมฯ ทั้งคืนเบ็ดเสร็จได้แค่ครึ่งตอน... ส่วนเวลานอนนับแล้วนอนไปได้แค่สามชั่วโมงกว่าๆ เอง

ไอ้หินลากผมมายัดไว้ในรถ จากนั้นเหยียบคันเร่งไม่หือไม่อือไม่บอกไม่กล่าวใดๆ ทั้งสิ้น สุดท้ายเป็นผมที่ต้องเปิดปากถามออกมาเอง กระทั่งมันหันมาตอบนั่นแหละ จะเปิดประตูพุ่งกลับออกไปก็ไม่ทันแล้ว

“อย่าดื้อดิพี่จีน”

ผมถลึงตา “ดื้ออะไรของมึง ที่กูพูดมาตลอดทางนี่คือกำลังบอกว่ากูไม่โอเค กูไม่มีแรงเนี่ยตอนนี้”

“แต่ผมตอบรับนัดเขาไปแล้วอ่ะ ตอนผมโทรไปยืนยันกับพี่เมื่อคืนพี่ก็ตอบตกลงแล้วด้วย”

“ตลก! กูไม่ได้พู... เดี๋ยวนะ”

เมื่อคืน... ผมนึกย้อนกลับไปแล้วก็คุ้นๆ ว่าเหมือนไอ้หินมันจะโทรมาอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมพิมพ์ต้นฉบับอยู่ เห็นมือถือร้องก็คว้ามือข้างหนึ่งไปรับอีกข้างพิมพ์งาน

ว่าแล้วก็เบิ่งตาโต “มึงก็รู้นี่ว่าตอนกูทำงานอย่าสนใจอะไรกับคำพูดกูนัก”

คนขับรถกะพริบตาปริบๆ แต่เป็นการกระทำที่โคตรจะเสแสร้ง “อ้าว งั้นก็ไม่รู้แล้วครับ พี่ตอบรับเองอ่า”

“ไอ้หิน มึงจงใจชัดๆ” ผมยกนิ้วชี้หน้ามัน ว่าเสียงขุ่น “กูไม่น่าให้รหัสผ่านประตูล่างกับมึงเลย”

ถูกต้อง ที่ผมกำลังนึกหงุดหงิดทั้งที่ทั้งง่วงทั้งอึนก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องนั่นแหละ

ประชุมซีรีส์นิยายของผม 

หลังจากที่ได้เจอผู้กำกับครั้งแรกตอนแคสติ้งพระนายก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ตอนนั้นทั้งไอ้หินทั้งผู้กำกับก็พูดเรื่องประชุมขึ้นมาเหมือนกัน แต่ช่วงนี้ผมยุ่งๆ อยู่กับต้นฉบับใหม่เลยหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง ตั้งใจว่าจะฝากไอ้หินไปจัดการแทนแล้วค่อยมาบอกต่อ เนื่องจากประชุมรอบนี้ส่วนมากเป็นการแจ้งรายละเอียดต่างๆ กับเหล่านักแสดง การเข้าร่วมของคนแต่งไม่ได้มีน้ำหนักมากน้อยใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ผมดันถูกลากให้ขึ้นมานั่งบนรถซึ่งกำลังขับไปยังสถานที่ประชุมเรียบร้อย...

ไอ้หินนี่แม่งน่าจะโดนผมอัดศอกเข้าสักวัน

สถานที่ประชุมก็ยังคงเป็นตึกดับบลิวเคเอนเตอร์เทนเมนท์ที่หรูๆ ที่เดิม จากคอนโดฯ มาที่นี่ระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก แต่ก็ต้องใช้เวลาเพราะเป็นถนนสายที่รถค่อนข้างจะติด แม้ไม่ใช่เวลาเข้างานหรือเลิกงานแต่รถก็ไม่ได้น้อยอยู่ดี ผมเลยใช้ช่วงจังหวะตรงนี้ปรับเบาะเอนลงแล้วเสียบหูฟังนอนหลับอยู่ในโลกส่วนตัว

ไม่รู้ใช้เวลาเท่าไหร่ในการเดินทาง เพราะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนไอ้หินเขย่าไหล่ปลุกอย่างแรง

ผมสะบัดศีรษะไล่ความง่วงและความมึนงงออกไปให้หมด ก้าวตามไอ้หินเข้าไปในตึก ตอนแรกก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากเพราะสมองยังทำงานไม่เต็มที่ แต่พอเข้าลิฟต์และยืนรอมันพาขึ้นไปยังชั้นเป้าหมายสติก็เริ่มคืนตัว

“ไอ้หิน เขาแจ้งหัวข้อจะประชุมมาบ้างมั้ย”

“แจ้งดีเทลหลักๆ อ่ะพี่ วันเปิดกล้อง ข้อมูลต่างๆ เขาก็จะต้องเริ่มบรีฟแล้วแจกแจงนักแสดงแต่ละคนแล้ว ทางช่องอยากจะรีบเปิดแล้วก็ปิดกล้อง จะได้เอาขึ้นฉายไม่ทิ้งระยะเวลามากนัก โดยเฉพาะช่วงที่ยังเป็นกระแสอยู่”

“อ้อออ” ผมลากเสียง “มึงก็ดูรู้รายละเอียดดีนี่ ไมไม่มาเข้าแทนกูแล้วค่อยมาบอก”

“พี่เป็นนักเขียน จะทำตัวไม่มีสปิริตงี้ได้เหรอ”

ฟังแล้วผมหน้ายุ่ง

ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกไอ้หินมาตลอดว่าตัวเองไม่ได้เรื่องมากอะไร เซ็นสัญญาให้ช่องแล้วก็แล้วไป เอาเข้าจริงผมเชื่อมีทางช่องและผู้กำกับมากกว่าตัวเองซะอีก พวกเขาทำงานทางนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ประชุมหรืออะไรที่สำคัญมากจริงๆ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมกำลังจัดการต้นฉบับใหม่ พอทำอะไรผมก็จะตั้งใจทำอย่างนั้นจนไม่ค่อยมีใจเผื่ออย่างอื่นเท่าไหร่

“อีกสิบนาทีจะเริ่มประชุม เราเข้าไปนั่งรอก่อนนะครับ”

คนพูดเดินนำไปจนถึงห้องหนึ่ง ประตูเป็นกระจกสีขุ่นทั้งบาน ไอ้หินเคาะเบาๆ เอ่ยขออนุญาตก่อนผลักเข้าไป ผมก้าวตาม แต่ก็ต้องชะงักไปช่วงจังหวะหนึ่งเมื่อเห็นบรรยากาศในห้องชัดเจน

เหลืออีกสิบนาทีจะเริ่มประชุม... ผมคิดว่าถึงเวลาปุ๊บทุกคนจะทยอยเข้ามากันทีหลัง แต่ที่ไหนได้ มีหลายๆ คนนั่งออกันอยู่ก่อนแล้ว เป็นผมกับไอ้หินด้วยซ้ำที่เพิ่งจะมาถึง

“อ้าว คุณจีน สวัสดีค่า น้องหินด้วยนะ”

“สวัสดีครับ”

พวกเรายกมือไหว้ตอบคนทัก เธอก็คือผู้ช่วยผู้กำกับที่เคยเจอกันแล้ววันแคสติ้งนักแสดงนั่นแหละ เพราะเป็นคนเดียวที่รู้จักผม เลยเป็นฝ่ายแนะนำผมให้คนอื่นๆ ในห้องประชุมได้รู้

ผมพยายามแสดงสีหน้าให้มีมารยาทและเป็นทางการมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำความรู้จักทุกคนในห้อง หลายๆ คนแนะนำตัวแล้วห้อยประโยคกล่าวถึงนิยายผมเสริมมาพอเป็นพิธี และแน่นอนว่ามีสายตาสำรวจจากบางคนพุ่งมาเช่นกัน

“น้องสิบคุณจีนได้รู้จักวันแคสติ้งแล้วเนอะคะ ส่วนถัดไปจากน้องสิบก็คือน้องเอ๋ยค่ะ จะมารับบทเป็นน้ำชาค่ะ”

สายตาผมไล่ตามมือที่ผายแนะนำของพี่ผู้หญิงไปโดยอัตโนมัติ

วินาทีแรกสบตาเข้ากับนัยน์ตาคู่คมที่เพิ่งรู้ตัวว่ามันยังสถิตอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของสมองตั้งแต่เมื่อวันก่อน ผมก็ชะงักไปเล็กน้อย นับสิบจ้องตรงนิ่งมา จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มช้าๆ ท่าทีและสีหน้ายังดูเหมือนเจ้าชายอย่างเคย มองแล้วชวนหายใจลำบากแบบทุกที ผมเลยทำแค่พยักหน้าให้แล้วมองเลยไปทางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อีกฝ่าย

“สวัสดีครับพี่จีน”

ฝ่ายนั้นเอ่ยทักผมพร้อมรอยยิ้มกว้าง เรียวปากเล็กดูจิ้มลิ้มนั่นพอยิ้มก็ดันแก้มจนเห็นลักยิ้ม ดวงตากลมโตมีแววร่าเริงและใสซื่อฉายชัด เครื่องหน้าประกอบออกมาเป็นคนที่ดูทั้งน่ารักและน่าทะนุถนอม

ดูเหมาะกับบทน้ำชานายเอกนิยายผมจริงๆ นั่นแหละ

ผมยิ้ม ตอบรับไมตรีที่อีกฝ่ายเรียกพี่อย่างใจกว้าง “สวัสดีครับน้องเอ๋ย”

“ส่วนถัดไปเป็นน้องสายหมอกรับบทตะวัน น้องกล้ารับบทเมล แล้วก็น้องแอมป์กับบทเรนนี่ค่ะ”

“อ่า หวัดดีครับ”

ผมหันไปตอบรับเหล่านักแสดงตัวหลักคนอื่นๆ ที่พากันยกมือไหว้ ...รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นผู้อาวุโสไปเลย

“เดี๋ยวรอโปรดิวเซอร์สักครู่นะคะ นั่งก่อนค่ะ นั่งก่อนๆ”

ผมขยับตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ที่อีกฝ่ายบอก มันเป็นตำแหน่งตรงข้ามกับนักแสดงพระนายอย่างนับสิบและน้องเอ๋ยพอดิบพอดี ส่วนไอ้หิน เนื่องจากมันมาในฐานะผู้ช่วยผม เลยจำต้องระเห็จไปนั่งที่เก้าอี้ยาวด้านหลัง ผมหันไปส่งสัญญาณมือให้มันเป็นฝ่ายเตรียมจดหรือบันทึกเสียงข้อมูลอะไรๆ สำคัญไว้

กระทั่งสิบนาทีต่อมา ผู้ชายคนหนึ่งก็ผลักประตูห้องประชุมเข้ามา เขาน่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ตามที่พี่ผู้ช่วยผู้กำกับบอกนั่นแหละ ส่วนคุณไม่วันนี้ผมไม่เห็น อาจจะไม่จำเป็นต้องร่วมประชุม หรือมีธุระอะไรรึเปล่าไม่รู้

“เรากำหนดจะเปิดกล้องซีรีส์วิศวะผัวโหดวันที่สิบสี่กันยายนนี้ บททั้งหมดเรียบร้อยแล้วตามที่ทีมงานแจกแจงไปเมื่อวันก่อน แล้วก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าการถ่ายทำจะไม่ได้เรียงไปตามบททุกฉาก ฉากในช่วงที่เซ็ตติ้งและบรีฟไว้ก่อนก็จะทำไปตามนั้นก่อน ผมจะให้ทีมงานติดต่อผู้จัดการส่วนตัวของคนที่เข้าบทในแต่ละครั้งเพื่อแจ้งคิวถ่าย ส่วนชื่อเรื่องเอง ในตัวบทซีรีส์ก็จะต้องเปลี่ยนด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับการออกอากาศตามโทรทัศน์และช่อง”

ผมฟังโปรดิวเซอร์ที่พลิกเอกสารพลางเอ่ยพลาง

“ตัวซีรีส์ได้รับความสนใจอยู่แล้วก็จริง แต่ก็อาจจะมีการโปรโมตอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย อย่างเช่นพวกงานอีเวนต์เล็กๆ หรืองานเปิดตัวตามห้างสรรพสินค้า ให้สัมภาษณ์สื่อ เป็นไปได้ก็อยากขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือด้วย อ้อ อีกเรื่องนะครับ... ตัวบทซีรีส์วิศวะผัวโหดไม่ได้แหวกไปจากบทนิยายมากนัก”

“...” ผมขยับตัวนิดหน่อยเมื่อคนพูดหันมาพอดี

“ส่วนนี้ผมขอบคุณคุณนักเขียนมากเลย เรื่องอื่นๆ ก็อยากให้ช่วยด้วย อาจจะเป็นด้านคาร์แร็กเตอร์ของเด็กๆ ที่จะเล่น คุณจีนเป็นคนแต่ง ธรรมดาที่จะเข้าถึงตัวละครได้มากกว่าทุกคน นักแสดงจะได้เล่นออกมามีมิติมากขึ้น ถ้าซีรีส์เป็นไปได้ด้วยดี เรตติ้งก็อาจจะออกมาดีด้วย เรื่องโปรโมตเล็กๆ ในโซเชียลมีคนของทางช่องเขาจะจัดการเอง”

มุมปากผมรู้สึกกระตุก ถูกพูดแบบนี้แล้ว จะทำยังไงได้นอกจากพยักหน้าตอบรับ

“ยังไงฝากน้องๆ เขาด้วยนะครับ”

“ครับ...”

นักเขียนอื่นอาจจะดีใจที่ถูกดึงให้มาร่วมและรับฟังความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพียงแต่ผม ...ออกจะลำบากใจนิดหน่อย หนึ่งในความลำบากใจนั้นก็คือ ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะช่วยได้เท่าที่พวกเขาต้องการรึเปล่า

ผมไม่สันทัดเรื่องวงการบันเทิง เท่าที่ได้ยินมาคือเซ็นสัญญาแล้วก็แล้วไป เท่ากับบทเป็นของทางผู้จัด ถึงจะถามความเห็นคนแต่งแต่ถ้าพวกเขาไม่ต้องการจะไม่ทำตามก็มีสิทธิ์เช่นกัน

ผ่านไปสักพัก โปรดิวเซอร์เบนไปคุยเรื่องอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวคนแต่งอย่างผมมากนัก นั่งเงียบๆ ในห้องแอร์เย็นฉ่ำแบบนี้ก็ชักจะง่วง นอนสามชั่วโมงมันทำพิษกับผมแล้ว พอไม่ได้เล่นมือถือหรือทำอะไรหนังตาก็หนัก จวนจะปิดลงอยู่รอมร่อ

ตาแอบชำเลืองไปทางไอ้หินที่นั่งอยู่ด้านหลัง เห็นสีหน้ามันสดใสก็นึกขุ่นเคือง หันกลับมาแก้ง่วงด้วยการหยิบปากกาขึ้นมาวาดรูปเล็กๆ ตรงมุมเอกสารแบบไม่ให้ใครเห็น

วาดเป็นไอ้หินถูกมีดแทงแม่ง...

แทงมันตัวจริงไม่ได้ก็แทงด้วยภาพวาด เพิ่มหยดเลือดสาดทะลักให้มันหลายลิตรเป็นพิเศษ

“หึ...”

“...”

...แต่พอเงยหน้าขึ้นมาผมก็ต้องชะงัก

ปากกาในมือหยุดขยับ เมื่อเห็นว่าร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกำลังจ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว ...ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

นับสิบมองภาพที่ผมวาด จากนั้นขยับนัยน์ตามีเสน่ห์ขึ้นมามองหน้าผม

แว้บแรกนึกว่าจะเจอสายตาตำหนิ เนื่องจากนิสัยและภาพลักษณ์ของหมายเลขสิบแปดในสายตาผมเป็นแบบนั้น แต่ผมกลับได้... รอยยิ้ม ใช่ ผมได้รอยยิ้มจากอีกฝ่ายแทน

นี่ผมถูกเด็กกำลังหัวเราะใส่อยู่ว่างั้น 

คิ้วเผลอขยับชนกัน ผมแสร้งกระแอมเบาๆ ตีสีหน้าจริงจังแล้วค่อยๆ ขยับมือมาแปะทาบบังภาพที่ตัวเองวาดเอาไว้ ได้แต่นึกเซ็งตัวเองในใจที่ท่าทางดูไม่ตั้งใจของตัวเองถูกเด็กอายุน้อยกว่ามาเห็นเข้า

ให้ตายย ปล่อยผมกลับไปนอนพักเหอะ

 

ในที่สุดประชุมก็เลิก

ผมอยู่คุยกับคนอื่นๆ ในห้องประชุมอีกนิด พอพวกเขาพากันทยอยออกมาจากห้องก็รีบเอ่ยขอตัวไปข้าห้องน้ำแล้วยกมือลาพวกเขาเลย แสร้งทำท่าทีอิดออดเล็กน้อยเหมือนแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วผมก็อยากอยู่คุยด้วยให้นานกว่านี้หน่อย แต่พอไม่มีใครเห็นก็คว้าคอเสื้อไอ้หินแล้วรีบลากมันแยกออกมาอีกทางทันที ...ง่วงจนจะล้มอยู่แล้ว

“โอ๊ย พี่จีน คอผมจะขาดแล้วเนี่ย”

“ให้มันขาดไปเลยก็ดี”

“ยังไม่หายอารมณ์เสียอีกเหรอครับ ประชุมก็เลิกแล้วนะ”

“กูอารมณ์เสียมึงเนี่ยแหละ รู้ไว้ด้วย”

ผมมองมันด้วยสายตาคาดโทษ ล้วงมือหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมารื้อหาเหรียญ จากนั้นหยอดตู้กดน้ำอัตโนมัติหน้าห้องน้ำเพื่อจิ้มเลือกกาแฟสูตรหวานพิเศษยี่ห้อเดิมออกมาดื่มให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น กะว่าสักสิบยี่สิบนาทีรอให้ผู้คนที่อออยู่หน้าห้องประชุมสลายตัวไปกันหมดก่อนแล้วจึงค่อยผ่านไปกดลิฟต์ลงไปขึ้นรถกลับบ้าน

“ว่าแต่ดูเขาจะทุ่มกับนิยายพี่พอควรเลยนะครับ ถือว่าพี่โชคดีนะ มีช่องมีคนช่วยโปรโมตแบบนี้”

“เหรอ” ผมทวนคำมัน เอนหลังพิงผนังก่อนยกกระป๋องกาแฟดื่ม

“นักเขียนที่มีสิทธิ์เสนอความเห็นแล้วทางนั้นบอกว่าจะรับฟังชัดเจนโอกาสไม่ได้ง่ายๆ นะ”

เสียงถอนหายใจดังมาจากปากผมเบาๆ “กูรู้”

ผมก็กำลังนึกตำหนิตัวเองอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้ทุ่มเทกับมันให้มากกว่านี้ ทั้งที่มันได้รับโอกาสเต็มไปหมด

“พี่ก็ควรจะทำตามนั้นนะครับ ถ้าซีรีส์เรื่องนี้มันออกมาดี นามปากกาพี่ก็อาจจะยิ่งเป็นที่รู้จัก ง่ายกับเรื่องหน้า”

“เดี๋ยวก่อน” คิ้วผมกระตุก “ที่พูดเนี่ย ใจคอมึงตั้งใจจะให้กูแต่งแต่แนวบอยเลิฟเหรอ”

“เปล่าาาา ใช่ซะที่ไหน แต่ที่จริง... ผมก็ลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าก่อนหน้านี้พี่แต่งแนวสยองขวัญอยู่อ่ะ”

“ไอ้สัดนี่”

“ก็แนวชายรักชายของพี่มันดังกว่าเยอะเลยนี่”

มันทำสีหน้าเหมือนตัวเองไม่ผิด พยายามเอ่ยเอาอกเอาใจผมอีกสองสามประโยคแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา บอกว่าจะส่งเมมโม่ที่วันนี้จดมาจากห้องประชุมวันนี้ส่งให้ แล้วจัดแจงเปิดกล้องถ่ายรูป

ผมไม่ตอบอะไร ชำเลืองมองมันนิดหน่อยแล้วเลือกจะหลับตาลง ยืนพิงผนังพักสายตาสักครู่ ตั้งใจว่าหมดกาแฟกระป๋องนี้แล้วจะรีบกลับไปนอนพักผ่อน นอนตอนนี้คงตื่นมาอีกทีตอนสามสี่ทุ่ม จากนั้นแหละถึงค่อยปลุกปล้ำกับต้นฉบับต่อ

วางแผนให้ตัวเองอยู่ในหัวเป็นฉากๆ แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกทีผมก็สะดุ้งโหยง

“เชี่ย!”

โป๊ก! 

“โอ๊ย!”

“คุณจีน”

ผมนิ่วหน้า ยกมือไปจับหลังหัวของตัวเองโดยอัตโนมัติ

จากที่ง่วงอยู่แล้วก็รู้สึกมึนเหมือนเห็นดาว

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ เจ็บมั้ย?”

คิ้วผมชนกันแน่น หลังจากลืมตาขึ้นมาแล้วเจอร่างสูงสมส่วนของหมายเลขสิบแปดมายืนอยู่ตรงหน้า กะจากระยะแล้วห่างออกไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น วงหน้าหล่อๆ ของอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้เหมือนจะสังเกต แต่ดันทำให้ผมหัวใจเกือบวายตาย ร่างกายตั้งใจจะขยับถอยหลังตามอัตโนมัติ แต่ลืมไปว่ายืนพิงผนังอยู่ หลังหัวเลยกระแทกเข้าไปเต็มๆ

สีหน้าของนับสิบตอนนี้ดูจะตกใจไม่แพ้กัน พอเห็นท่าทางผมเขาก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้

“ให้ผมดูหน่อย”

อีกฝ่ายพูดแล้วก็เอื้อมมือเข้ามาใกล้ ใช้มือขวาดันตัวผมให้ออกห่างจากผนัง จากนั้นเคลื่อนเข้าไปใต้กลุ่มผม ไล่ปลายนิ้วไปยังบริเวณจุดที่ถูกกระแทก ผมจับอยู่ก่อนแล้ว มือเลยสัมผัสโดนกันอย่างช่วยไม่ได้

หน้าผมนิ่วมากกว่าเดิม พยายามใช้อีกมือดัน

“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน...”

“กระแทกแรงอยู่นะครับ อาจจะบวมก็ได้”

“เอ่อ ก็อาจจะ”

“ยังไงก็เอาน้ำแข็งมาประคบเผื่อไว้จะได้ไม่ปวด”

“โอเคๆ ฉันรู้แล้ว ...ขยับออกไปก่อนได้มั้ย”

สุดท้ายผมก็ว่าพร้อมพลิกมือจับข้อมือหนาของอีกฝ่ายไว้แล้วดันให้ถอยไป เหมือนนับสิบจะเห็นสีหน้ายุ่งเหยิงของผม เขาเลยแสดงท่าทางรู้สึกผิดออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ขยับห่างอย่างที่ผมต้องการในที่สุด

พอไม่มีร่างสูงๆ มายืนประกบแล้วก็รู้สึกหายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย ...ผมไม่ได้ตัวเตี้ยอะไรหรอก แต่หมายเลขสิบแปดเป็นเด็กมหาวิทยาลัยปีสองที่โคตรจะสูงต่างหาก

“ขอโทษนะครับ”

ทีแรกผมยังหน้ายุ่ง แต่พอได้ยินคำขอโทษแล้วก็พยายามคลายลง โบกมือปัดๆ “ไม่เป็นไรๆ”

จุดที่โดนกระแทกเริ่มจะหายเจ็บแล้ว ผมเลยไม่อยากอะไรมาก

พอสติเริ่มกลับมาก็เลยมีเวลามาสังเกตอีกฝ่ายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สีหน้ากังวลนิดๆ ที่มองทอดมารวมเข้ากับภาพลักษณ์ที่ดูดีทุกกระเบียดนิ้วของเขาแล้วก็ไม่ได้ทำให้ดูอ่อนแอ แต่ดูสุภาพมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ชุดที่สวมวันนี้ก็ไม่ใช่ชุดแนวแบดบอยตามลุคพระเอกผมเหมือนวันก่อนแล้ว

ขนาดใส่เสื้อเรียบๆ ง่ายๆ ยังให้ลุคเหมือนกำลังจะไปเตรียมถ่ายแบบ ...คอนเซ็ปต์เจ้าชายแอบปลอมตัวออกมาเที่ยวเล่นนอกวัง อะไรทำนองนั้นอ่ะ

ตาคู่คมยังคงมองมาที่ผม ถึงจะอึดอัดอยู่บ้าง แต่ผมก็พยายามส่งยิ้มให้

ไอ้หิน มึงหายไปไหนเนี่ย! ไอ้เด็กนี่มันมาประจบกูอีกแล้วไม่เห็นเหรอ! 

“มาเข้าห้องน้ำเหรอ”

“เปล่าครับ”

คิ้วผมขยับขึ้น เหล่สายตาไปซ้ายขวา ทางขวาเป็นผนังสุดทางเดิน ส่วนซ้าย... “อ้อ มากดน้ำดื่มสินะ”

“เปล่าครับ ผมมาหาคุณจีน”

ผมชะงัก “หือ หาฉัน?”

“ครับ ทีแรกผมนึกว่ากลับไปแล้ว พอถามทีมงานเขาบอกคุณจีนมาเข้าห้องน้ำ”

“อ้อ แล้วมีธุระอะไรล่ะ หรือว่าเรื่องบท”

พอผมถามอย่างนั้น คนตรงหน้าก็เผยสีหน้าเกรงอกเกรงใจออกมา “ครับ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจบทและคาร์แร็กเตอร์ตัวละครบางส่วนเท่าไหร่ เลยอยากจะถามคุณจีน”

“อ๋อ” ผมบางอ้อ หันไปทิ้งกระป๋องกาแฟลงถังขยะข้างๆ แล้วขยับตัวให้เป็นการเป็นงานขึ้น “ตรงไหนล่ะ”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกครับ แต่ผมอยากจะ... ขอช่องทางติดต่อเอาไว้ได้รึเปล่า”

“ไม่มีปัญหาๆ ตรงไหนช่วยได้ก็จะช่วย เอาเบอร์... ไม่สิ ไลน์ดีกว่า”

ผมล้วงหยิบมือถือตัวเองออกมาจากกระเป๋า เข้าเจ้าแอพฯ สีเขียวแล้วเปิดไปที่คิวอาร์โค้ดของตัวเอง

ทีแรกก็ว่าจะให้เบอร์เพราะมันดูเป็นการเป็นงานมากกว่า แต่ว่าผมเป็นคนที่เวลานอนสับสนงุนงง ถ้านับสิบโทรมาปรึกษาตอนที่ผมนอนอยู่ก็คงไม่มีอารมณ์มาแนะนำอีกฝ่ายเท่าไหร่ ถ้าไม่ด่วนมากทิ้งข้อความไว้ในไลน์ก็อาจจะสะดวกกว่า

“สิบ!”

แต่จังหวะที่จะยื่นไปให้คนตรงหน้าสแกน ก็ถูกเสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้นขัดซะก่อน

ทั้งผมทั้งหมายเลขสิบแปดหันไปยังทิศทางของเสียงพร้อมกัน จากนั้นก็เห็นร่างเล็กๆ ของใครบางคนวิ่งเข้ามาใกล้ อีกฝ่ายพุ่งเข้าไปแตะแขนอีกฝ่ายแล้วเขย่าไม่เบาไม่แรงนัก

“สิบ หาอยู่ตั้งนาน จะกลับเข้ามหา’ลัยอีกใช่มั้ย”

เป็นน้องเอ๋ยที่แสดงเป็นนายเอกนิยายผมนี่เอง

“อืม”

นับสิบชะงักไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาคู่คมเหมือนฉาบไปด้วยแผ่นน้ำแข็งบางเบา

ผมมองขณะลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง ท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่ทำให้ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

มาเห็นชัดๆ อีกทีแล้วก็พบว่าน้องเขาดูหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ นั่นแหละ ตัวเล็กๆ น่าจะเล็กกว่าผมหลายเซ็นฯ เลย แขนบางๆ สวมอยู่ใต้เสื้อคลุมถักไหมพรมตัวนอกที่ยาวมาจนถึงครึ่งนิ้ว

“อ้าว พี่จีนนี่นา”

จังหวะนั้นเจ้าตัวก็หันมาเห็นผมเข้า เลยส่งเสียงใสนั้นทักอย่างแปลกใจ “พี่จีนยังไม่กลับเหรอครับ เห็นผู้กำกับบอกพี่จีนกลับไปแล้ว ตอนแรกผมยังตั้งใจจะมาคุยด้วยอยู่เลย”

ผมยิ้มนิดๆ ตอบกลับตามมารยาท “ก็กำลังจะกลับแล้วน่ะ”

“อ๋อ...”

“น้องเอ๋ยกับหมายเลข... นับสิบเป็นเพื่อนกันเหรอ” ผมอดจะถามไม่ได้

ปกติไม่ได้เป็นคนสอดรู้สอดเห็นอะไรหรอกนะ อันนี้บอกไว้ก่อน แต่เผอิญว่าทั้งคู่เล่นซีรีส์ให้นิยายของผมทั้งคู่เลย แถมจากท่าทีแล้วก็เหมาะกันใช้ได้อยู่ ถึงน้องเอ๋ยจะตัวเล็กไปหน่อยถ้าเทียบกับนับสิบ แต่หลายๆ คนก็ชอบนายเอกนางเอกตัวเล็กๆ น่าปกป้องทะนุถนอมเหมือนแมวน้อยอยู่แล้ว เห็นพวกเขาสนิทกันก็รู้สึกยินดีกว่าเดิมหน่อยๆ

“ครับ เอ๋ยกับสิบเป็นเพื่อนเอกเดียวกัน”

“อ้อ ชวนกันมาแคสฯ สินะ”

“ที่จริงก็... เปล่าหรอกครับ” น้องเอ๋ยยิ้มแหยๆ “ผมแอบได้ยินพี่ผู้จัดการคุยกับสิบเรื่องแคสติ้ง เลยมาสมัครด้วย ปกติผมแค่ถ่ายโฆษณากับแฟชั่นนิตยสารนิดหน่อย นี่เพิ่งจะมาเล่นซีรีส์ครั้งแรกเลย”

...งี้นี่เอง

ผมพยักหน้าคลอไปกับคำอธิบายนั่นเบาๆ “ผ่านทั้งคู่ก็ดีแล้ว สนิทกันแสดงด้วยกันคงอึดอัดน้อยกว่า”

น้องเอ๋ยทำตาโตอย่างน่ารัก “บางทีจะเขินมากกว่าน่ะสิครับ”

“ฮ่าๆ แต่ก็ดีกว่าเขินกับคนอื่นนะ”

“ขอบคุณมากครับ”

ผมยิ้ม แสดงมาดให้ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี “โอเค ไว้เจอกัน พี่ต้องกลับแล้ว”

มือยกขึ้นรับไหว้จากน้องเอ๋ย แต่พอตวัดไล่สายตาไปทางนับสิบก็ต้องชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายซึ่งจ้องมา ผมอ่านมันไม่ออก แล้วก็ไม่คิดจะยืนจ้องเพื่ออ่านด้วย เพราะงั้นถึงเลือกจะพยักหน้าให้แล้วหมุนตัวเดินแยกออกมาทันที

ได้ยินเสียงทั้งคู่พูดคุยตอบโต้ไล่ตามหลังมานิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ไปสนใจ นึกถึงใครอีกคนขึ้นมา

ว่าแต่... ไอ้เหี้ยหินนี่มันวอนตีนจริงๆ นะ ตกลงมันหายแม่งไปไหนเนี่ย

 

ประชุมวันก่อนเสร็จไปแล้ว อย่าคิดว่าแค่นั้นจบก็หมดกัน การจะถ่ายทำละครหรือซีรีส์แต่ละเรื่องมีขั้นตอนอะไรเยอะแยะมากมายเป็นหางว่าว พอประชุมเรียบร้อย ต่อมาก็คือ... บวงสรวงเปิดกล้อง

คราวนี้ผมบอกให้ไอ้หินไปแจ้งกับทางทีมงานเรียบร้อยแล้วว่าไปได้แค่ช่วงครึ่งหลังของงานพิธีเนื่องจากมีธุระ ไอ้ธุระที่ว่านั่นก็ธุระจริงๆ ไม่ใช่ข้ออ้างขี้เกียจอะไร ผมออกจากคอนโดฯ หิ้วเสื้อผ้าสองสามชุดกลับบ้านมาตั้งแต่วันก่อนแล้ว ไม่ได้แตะต้นฉบับทำงานอะไรเลยด้วยซ้ำเพราะต้องนอนค้างโรงพยาบาลเฝ้าอาการหลังผ่าตัดของตา

กระทั่งขับรถส่งแกกลับถึงบ้านเรียบร้อยก็ประจวบเหมาะเจาะกับที่ไอ้หินโทรเข้ามาพอดี

“มึงนี่ตรงเวลาจริงๆ นะ” ผมรับแล้วกรอกเสียงหน่ายๆ ลงไปตามสาย

(พี่บอกว่าราวๆ นี้จะเสร็จธุระผมก็ตั้งนากาปลุกไว้แล้วดิ แล้วนี่ส่งตาถึงบ้านเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย แกเป็นไงบ้าง)

“อืม ก็โอเค ไม่เป็นไรมากแล้ว ถ้าไม่นับป่วยครั้งนี้ที่จริงแกก็ยังแข็งแรงอยู่เลย” ผมตอบพลางเสียบหูฟังแล้วเอื้อมมือไปเปลี่ยนเกียร์เพื่อจะถอยรถออกจากซอยของหมู่บ้าน

(ดีแล้วครับ แล้วพี่อ่ะยังไง มาไหวป่ะเนี้ย)

“ถ้ากูบอกไม่ไหวล่ะ”

(ไม่ไหวก็ต้องมาครับ วันฟิตติ้งวันก่อนพี่ก็ไม่ได้มา)

ผมส่งเสียงขึ้นจมูกให้มันไปทีหนึ่ง “เออๆ นี่ก็กำลังจะไปแล้วไง อีกยี่สิบนาทีถึง”

พอวางสายไอ้หิน ผมก็มาตั้งสมาธิกับการขับรถไปยังสถานที่นัดหมาย

ที่จริงผมเคยบอกไอ้หินไว้หลายต่อหลายครั้งแล้วว่าถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องขอความร่วมมือจากคนเขียนจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ผมไป แต่มันก็ยังไลน์มาบอกว่าจะมารับผมทุกครั้ง มีนู่นนี่ทีไรก็โยงแม่น้ำห้าสายมารวมกันเป็นผมควรไปบ้างล่ะ ไปดูให้เห็นกับตาจะดีที่สุดบ้างล่ะ ตั้งแต่วันฟิตติ้งนักแสดงถึงงานบวงสรวง

ผมขับรถมาจนถึงสถานที่ที่ไอ้หินแปะโลเคชั่นไว้ในไลน์ พอข้อความบอกมันเจ้าตัวก็รีบโผล่ออกมารับทันที มันอยู่ในชุดขาวสุภาพ รีบโบกไม้โบกมือให้ผมเอารถไปจอดเอาไว้อีกทาง

“เขากำลังสวดกันอยู่เลยพี่”

ผมพยักหน้า มองตรงไปยังจุดจัดงานด้านหน้า หยีตาเพราะแสงอาทิตย์ร้อนแรงในยามกลางวัน

ซุ้มสูงกันแดดถูกกางตั้งเอาไว้สามสี่ตัว มองเห็นโต๊ะสำหรับจัดพิธีมีพานทองวางถวายเอาไว้เต็มไปหมด ควันจากธูปเทียนในช่วงเที่ยงทำให้เห็นเป็นภาพพร่าเบลอ ผู้ร่วมงานแต่ละคนสวมชุดขาว กำลังพากันประนมมืออย่างนอบน้อม มองเห็นคนถือกล้องคอยเก็บภาพเอาไว้ด้วย อาจจะเป็นคนคอยถ่ายภาพลงสื่อเป็นการโปรโมตไปในตัว

“เดี๋ยวไว้เขาสวดเสร็จค่อยเข้าไปก็แล้วกัน” ผมตัดสินใจ

“เอางั้นก็ได้พี่ รอแถวนี้ก่อน เดี๋ยวผมแวะเข้าไปหยิบน้ำมาให้ มีแซนวิชด้วย เอาป่ะ”

“แค่น้ำเปล่าก็พอ ขอบใจมาก”

ไอ้หินพยักหน้า ว่าแล้วมันก็วิ่งไปนู่นมานี่ ส่วนผมพอรับแก้วน้ำพลาสติกมาจากมันก็จิบทีละนิดให้คลายร้อน ตาก็กวาดมองบรรยากาศรอบตัวไปเรื่อยๆ เห็นตรงฝั่งด้านโน้นมีเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าว่างอยู่หลายตัว แต่ผมก็เลือกจะยืนอยู่ใต้ต้นไม้ซึ่งดูท่าจะร่มเย็นกว่า ดูอะไรจนเบื่อก็เปลี่ยนเป็นหยิบมือถือขึ้นมาเล่นแทน

ในกรุ๊ปกองบรรณาธิการมีแคปฯ ภาพแท็กทวิตฯ นิยายผมมาแปะ มันเป็นภาพของงานบวงสรวงที่กำลังจัดสดๆ ร้อนๆ อยู่ตอนนี้เลย ผมอดจะกดภาพให้ขยายใหญ่ดูด้วยความสนใจไม่ได้ แล้วก็เห็นรูปผู้กำกับ ผู้จัด ยังมีนับสิบกับน้องเอ๋ยและดาราตัวหลักคนอื่นๆ ยืนสำรวมในชุดสีขาวสะอาดตา ข้อความที่แนบมาก็ไม่พ้นคำหวีดเกี่ยวกับนักแสดงนั่นแหละ

ผมอ่านไลน์ที่เด้งขึ้นต่อมาว่า ‘ต้องขอบคุณที่ได้นับสิบมาเล่นเป็นพระเอก กระแสพุ่งกว่าเดิมอีก ยอดกดซื้อหนังสือในเว็บเพิ่มมาอีกตั้งหลายออเดอร์’ ของหนึ่งในบอกอแล้วได้แต่ย่นจมูก ...อวยออกนอกหน้าเชียวนะ

“จีน...?”

“...”

“จีน จีนป่ะน่ะ!? ไอ้จีน!”

ในตอนที่กำลังรัวนิ้วพิมพ์ตอบโต้ในกรุ๊ป หูก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อตัวเองดังมาแว่วๆ

พอเงยหน้า... ก็มองเห็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดเชิร์ตสีขาว เขาสวมแว่นกรอบหนาเอาไว้บนดั้ง ไม่ได้ดูเนิร์ดเพราะทรงผมยุย่งเหยิงกระเซอะกระเซิงบนหัว อีกฝ่ายกำลังยืนจดๆ จ้องๆ มองมาทางผมอยู่ห่างไปหลายก้าว

“เอ่อ...” ผมเลิกคิ้ว “ครับ”

“ไอ้จีนจริงๆ ด้วย! นี่กูเอง ตั้ม”

“ตั้ม?”

เจ้าของชื่อยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ก้าวพรวดๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าผม “ไหงทำหน้างั้น อย่าบอกนะว่าลืมกันแล้ว จบมหา’ลัยมาก็ไม่ถึงสิบปีสักหน่อย อย่าทำเหมือนคนแก่ดิวะ”

มือหนาๆ ของอีกฝ่ายแตะไหล่ผมแล้วตบแปะๆ เบาๆ ขณะที่ผมยังมุ่นคิ้วมองหน้าอีกฝ่าย

“ตั้ม? ...ตั้ม? ไอ้ตั้ม? มึงคือไอ้ตั้มเหรอ!?”

“ฮ่าๆๆ เออ กูเอง”

ผมเบิกตากว้าง ปากเผยอค้างอย่างตะลึง ไล่สายตามองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า

เมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมมีเพื่อนไม่สนิทแต่เรียนเซคเดียวกันเอกเดียวกันอยู่คนหนึ่งชื่อตั้ม ไอ้ตั้มคนนั้นจะว่าเป็นเด็กเนิร์ดก็ไม่ใช่ เด็กเกกมะเหรกเกเรก็ไม่เชิง ถึงจะสวมแว่นแบกกระเป๋าใบตุงแต่เหล้าบุหรี่ก็แตะ ตอนอยากจะเลิกมันยังเคยเข้ามาปรึกษากับผมที่เลิกสำเร็จไปตั้งแต่ตอนมอปลายอยู่เลยว่าควรเริ่มต้นจากอะไรดี

เพราะไม่ได้สนิท พอจบมาก็ไม่ได้ติดต่อหรืออะไรกันอีกเลย อย่างว่าเถอะ ขนาดเพื่อนสนิทในกลุ่มเดียวกัน พอจบมาใหม่ๆ ติดต่อกันอยู่ได้ปีสองปีก็ค่อยๆ เงียบหายไป ต่างคนต่างมีสภาพแวดล้อมใหม่กันหมด ...ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดานั่นแหละ

ผมคิดขณะใช้สายตามองขึ้นๆ ลงๆ สำรวจคนตรงหน้าทั้งที่ปากยังหุบไม่ได้

“มองกูแบบนั้นหมายความว่าไง”

“เปล่า... แค่คิดว่าถ้ามึงคือไอ้ตั้ม จะว่าเปลี่ยนก็เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน”

คำพูดนั้นทำมันหัวเราะ “ก็หลายปีแล้วนี่หว่า มึงนั่นแหละ หน้ายังดูเด็กเหมือนเดิม แต่ผิวแม่งวอกกว่าเดิมเยอะเลย”

“ก็กูไม่ค่อยได้ออกจากห้อง”

“ไม่ค่อยออกจากห้อง? อย่าบอกนะว่ามึงกินๆ นอนๆ ให้พ่อแม่เลี้ยงอ่ะ”

ผมหรี่ตา อยากจะเอื้อมมือไปตบหัวเพื่อนสมัยมหา’ลัยคนนี้สักที

ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะโกรธไปแล้วก็ได้ แต่เพราะผมพอจะรู้อยู่บ้างว่านิสัยมันเป็นยังไง และรู้ว่าที่มันพูดก็แค่เจตนาจะเย้าแหย่เพื่อเพิ่มความสนิทสนมให้เหมือนเดิมและอาจจะมากขึ้นหลังจากไม่เจอกันนานก็เท่านั้น

“ตลก ไม่ออกจากห้องก็ทำงานของกูเนี่ยแหละ”

“ทำงาน?” แว้บแรกมันดูจะแปลกใจ ต่อมาก็ขยับลูกตาดำไปมาเหมือนกำลังประมวลผล คงได้ข้อสรุปตามมาจากนั้นเองถึงได้เบิกตาจนแทบถลน “เดี๋ยวนะ คุณจีนๆ คนแต่งซีรีส์เรื่องนี้ที่เขาพูดถึงนี่อย่าบอกนะว่า...”

ผมมองหน้าคนที่เว้นประโยคไว้กลางคัน ถึงจะอายเพื่อนอยู่บ้างแต่ก็แสร้งทำสีหน้าเหมือนไม่อะไรขณะผงกศีรษะแบบชิลๆ “เออ กูเองแหละ”

“เชี่ยทท...”

“...”

“ตั้งแต่ครั้งก่อนก็ได้ยินชื่อคุณจีนคนแต่งอยู่หรอก เด็กกูก็พูดถึงมึงอยู่เหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าจีนที่ว่าจะจีนเดียวกับเพื่อนกูนี่เอง แม่งโคตรจะโลกกลม”

ประโยคเหมือนแปลกใจตามปกติ แต่ผมฟังแล้วกลับสะดุดหูตรงจุดหนึ่ง

“เดี๋ยวนะ เด็กมึง? เด็กมึงพูดถึงกู?”

“เออ มาแคสติ้งนิยายมึงไง ได้แสดงด้วย” มันว่าแล้วหัวเราะหึๆ แต่ผมนี่สิ ตาถลนแทนมันแล้วคราวนี้

ไอ้นี่ริมีเด็กเหรอเนี่ย... 

“เด็กมึงนี่อย่าบอกนะว่าน้องเอ๋ย?”

มันเลิกคิ้ว โบกมือ “ไม่ใช่ๆ มึงน่าจะเคยคุยกันแล้วนะ ไอ้สิบไง นับสิบ”

“นับสิบ!?”

“เออ ตะโกนทำไมเนี่ย”

“มึงเลี้ยงนับสิบเหรอ” ผมว่าแล้วอ้าปากพะงาบๆ เหมือนไอ้โง่ เกือบสองสามนาทีต่อมาก็คุมความคิดได้ ขมวดคิ้วมองมัน แน่นอนว่าคราวนี้ลอบสังเกตคนตรงหน้าให้ถี่ถ้วนกว่าเดิมซะอีก

ไอ้ตั้มมันก็สมเป็นผู้ชายมาดแมนปกติทั่วไปคนหนึ่ง ส่วนสูงมองด้วยตาเปล่าแล้วไล่เลี่ยกับผม การไล่เลี่ยกับผมแปลว่านับสิบสูงกว่ามันแน่นอน ...ถึงจะมีคำพูดที่ว่าส่วนสูงไม่มีผลต่อแนวราบก็เถอะ แต่แบบนี้มันน่าตกใจไปหน่อยแล้วมั้ง

“เดี๋ยวๆ ไอ้เหี้ย มึงจินตนาการไปถึงไหนเนี่ย สมเป็นนักเขียนจริงๆ” มันส่ายหัว “ไม่ได้เด็กแบบนั้นสิวะ เด็กในที่นี้คือเด็กที่กูดูแลอยู่ กูทำงานเป็นผู้จัดการส่วนตัวดารา อะไรทำนองนี้”

“ผู้จัดการดารา...”

ผมพึมพำตาม พอประมวลคำอธิบายนั้นสีหน้าก็ค่อยๆ คลายลง

แอบรู้สึกโล่งอกนิดๆ ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจหรืออะไรกับสัมพันธ์ของเพศเดียวกันนะ แต่แค่พอรู้แล้วมันจะทำตัวไม่ถูกเวลาเห็นทั้งคู่ต่างหาก คิดภาพว่าเพื่อนกับหมายเลขสิบแปดคนหล่อมาดเจ้าชายกินตับกันก็แปลกๆ แล้ว

“แล้วไม่พูดให้ดีแต่แรกวะ พูดงั้นใครก็ต้องคิดแบบกูทั้งนั้นแหละ”

“ฮ่าๆ” มันหัวเราะอีก ดูจะขำมาก

“แล้วไหงถึงมาเป็นผู้จัดการดาราล่ะ มาดมึงไม่ให้เลยนะ”

ไอ้ตั้มยักไหล่ “มึงก็รู้ว่าพี่สาวกูเปิดโมเดลลิ่ง ตอนกูจบมหา’ลัยมายังไม่อยากทำงานอะไรก็ถูกเจ๊มันไหว้วานให้มาช่วย ช่วยไปช่วยมาไม่รู้กลายเป็นทำอาชีพงี้ได้ไง”

“อ้อ ก็ดีออก ได้ช่วยที่บ้าน”

“ช่วยแต่ไม่ชอบก็เท่านั้น”

“แต่เด็กมึงก็ท่าทางจะเรียบร้อยเชื่อฟังนี่ จะเรื่องมากงานทำไม”

“เรียบร้อยเชื่อฟัง!?” มันเบิกตากว้าง ต่อมาก็ทำหน้าปูเลี่ยน “ไอ้เด็กนั่นเนี่ยนะเรียบร้อยเชื่อฟัง ...ภาพลักษณ์แม่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ว่าแต่มึงเหอะพูดไปพูดมาก็ไม่คิดนะว่าจะมาเป็นนักเขียนน่ะ แถมเขียนจนดังได้ออกซีร้งซีรีส์ซะด้วย” คนพูดยิ้มกริ่ม ยกมือตบบ่าผมอีกแปะ “กูอ่านบทของไอ้สิบแล้วนะเว้ย แซ่บสาด”

“เหี้ย” ผมพึมพำเบาๆ “จะไปอ่านทำไม”

“เอ้า กูเป็นผู้จัดการส่วนตัวไอ้สิบมัน ก็ต้องอยากรู้บ้างสิวะว่าเด็กกูจะได้เล่นบทแบบไหนยังไงบ้าง”

“...” ผมกลอกตาอย่างเซ็งๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก

ไอ้ตั้มเหมือนจะดูออกว่าผมเขิน มันเลยหัวเราะพร้อมส่งสีหน้าล้อเลียนมาให้ แต่ยังดีที่ยอมเปลี่ยนเรื่อง ไม่ได้เจอกันนานคุยไปคุยมาก็มีเรื่องนั่นเรื่องนี่มาเป็นหัวข้อสนทนามากมายเต็มไปหมด สุดท้ายมาจบอยู่ที่งานเลี้ยงที่จะมีต่อหลังจากนี้

ทีแรกผมเหนื่อยๆ อยู่บ้าง แต่พอรู้ว่าอย่างน้อยไอ้ตั้มมันก็ไปด้วยเลยพอจะร่าเริงขึ้นมาได้หน่อยหนึ่ง

“ไหนๆ ก็ไม่ได้เจอกันนานแล้ว คืนนี้ก็อยู่คุยกันยาวๆ เลยก็แล้วกัน กูเปลี่ยนบัญชีไลน์กับเบอร์ใหม่ เดี๋ยวมาแลกกันใหม่ด้วย ไว้รอบหน้าจะได้...”

“พี่ตั้ม”

ผมกับไอ้ตั้มหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน เสียงทุ้มนุ่มนวลแบบนี้เดาไม่ยากเลยว่าใคร...

หมายเลขสิบแปดอยู่ในชุดสีขาวสะอาดตาปราศจากลวดลายใดๆ อีกฝ่ายมีหน้าหล่อๆ เป็นกำไรเลยใส่แล้วไม่ได้ดูเป็นอาแปะไปโรงเจ ถึงนัยน์ตาที่จ้องมองมาจะเรียบเฉยไปหน่อยก็เถอะ

“อ้าว ไอ้สิบ สวดเสร็จแล้วเหรอ”

“อืม” เจ้าตัวครางรับในลำคอสั้นๆ ก่อนจะหันมาทางผมแล้วยิ้มบางๆ “คุณจีน”

เนี่ย... ไอ้ตั้ม เด็กมึงแม่งประจบออกหน้าออกตามาก 

ผมยิ้มมุมปากอยู่ในใจ แต่ที่แสดงออกคือยิ้มตอบกลับพอเป็นมารยาทพร้อมพยักหน้า “หวัดดี”

“มานานแล้วเหรอครับ”

“ก็พอสมควรแล้ว แต่บังเอิญเจอเพื่อนก่อนน่ะ”

“เพื่อน...” นับสิบพึมพำ จากนั้นตวัดสายตาไปทางผู้จัดการส่วนตัวของตัวเอง “คุณจีนกับพี่ตั้มเป็นเพื่อนกันเหรอครับ”

“เออ ไอ้จีนมันเป็นเพื่อนสมัยมหา’ลัยของกูเอง กูเพิ่งมาเจอมารู้เนี่ยแหละ” ไอ้ตั้มมันตอบแทนผม

“อ้อ...”

ผมพยักหน้าสำทับเบาๆ พอนับสิบไม่ได้พูดอะไรอีก ก็หันไปมองเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นมันขยับมือไปจับเสื้อตรงอกแล้วโบก “เอาเหอะๆ ยืนตรงนี้นานๆ ชักจะร้อนละ เราเข้าไปทางโน้นดีกว่า สวดก็เสร็จแล้ว เดี๋ยวเขาจะได้ไม่ต้องให้คนมาตาม”

ไอ้ตั้มยกมือขึ้นใช้แขนพาดไหล่ผมไว้ข้างนับสิบอีกข้าง จากนั้นดันให้ก้าวเดิน ผมเองก็ขยับตามอย่างว่าง่าย พอเจอเพื่อนเก่าก็ลืมไอ้หินไปเลย เข้ามาใต้ซุ้มปุ๊บ ทักทายกับทีมงานรียบร้อยก็แยกไปนั่ง กวักมือเรียกไอ้ตั้มให้มานั่งด้วยกัน

อย่างน้อยในกองถ่ายที่มีแต่คนแปลกหน้าผมก็ไม่รู้สึกอึดอัดเท่าตอนแรก...

=================== 100

ปล. สำหรับข้อมูลถ่ายหนัง หรือเตรียมพร้อมก่อนถ่ายอะไรทำนองนี้ หากมีตรงไหนผิดพลาดแจ้งได้เลยนะคะ เราก็พยายามหาข้อมูลแล้ว แต่บางแหล่งก็ไม่ตรงกันบ้าง หรืออาจจะผิดพลาดบ้าง 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น