วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.9k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 18:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 1
แบบอักษร

นับ 1 

บ้านตรงชานเมืองจริงๆ แล้วไม่ใช่ของผมหรอก

เจ้าของตัวจริงคือปู่ของผมที่ซื้อเอาไว้เพื่อตั้งใจจะย้ายไปพักผ่อนในช่วงบั้นปลายชีวิต อยากจะมีที่อยู่หลังน้อยที่รอบด้านปกคลุมด้วยบรรยากาศเงียบสงบ ตกแต่งสไตล์บ้านไม้ริมบึงของพวกฝรั่ง ใช้งานอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ พอแกเสียปุ๊บที่นี่ก็ถูกทิ้งร้าง กระทั่งผมลาออกจากงานประจำมาเขียนนิยาย ต้องใช้สมาธิและธรรมชาติเป็นตัวช่วย เลยขอกุญแจจากที่บ้านมาถือไว้

ที่จริงผมก็ไม่ใช่พวกเรื่องมากสถานที่นะ ให้นั่งพิมพ์ที่คอนโดฯ ตัวเองก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่บางครั้งก็นึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่อยากให้ใครมารบกวนก็จะบึ่งรถไปที่นั่น

ก่อนหน้านี้ผมก็ไปนอนอยู่ได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว ตั้งใจจะเริ่มเปิดต้นฉบับนิยายบีแอลเรื่องใหม่ให้ทันตามกำหนดของบอกอ แต่ยังไม่ทันเริ่มก้าวแรก เรื่องแคสติ้งนักแสดงนำจากนิยายผมที่ไอ้หินมาบอกข่าวเมื่อวันก่อนก็ทำให้ผมต้องหิ้วกระเป๋าขับรถกลับมานอนที่ห้องของตัวเองจนได้ และดูท่าว่าจะไม่ได้กลับไปเร็วๆ นี้ด้วย

ระหว่างที่นึกถึงความเงียบสงบของบ้านนั่น ผมก็เหม่อมองผ่านกระจกรถไปยังถนนด้านหน้า ความเป็นจริงที่ปรากฏรอบตัวคือความวุ่นวายในเมืองหลวง ท้ายรถนับสิบและแถวที่ติดยืดยาวทำให้ต้องถอนหายใจ

ไฟเขียวสี่แยกนี้ไม่ถึงยี่สิบวิฯ เลยมั้ง 

♫~

มือถือที่วางอยู่ตรงคอนโซลหน้ารถร้องลั่นจนผมสะดุ้ง เอื้อมมือไปหยิบมาดูก็เห็นชื่อไอ้หินโชว์หราอยู่

“มึงจะโทรถี่อะไรนัก...”

(อยู่ไหนแล้วเนี่ยพี่!)

คำว่า ‘หนา’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก ไอ้หินก็ตะโกนอัดมาจนผมต้องขยับมือออกห่าง คิ้วขมวดยุ่ง “จะตะโกนหาอะไรมึงเนี่ย อยู่ตรงสี่แยกใกล้ตึกบริษัทแล้ว”

(โอยย พี่อยู่แถวๆ นั้นตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วนะครับ เมื่อไหร่จะถึงอ่ะ)

“แล้วมึงจะให้กูทำไงล่ะ รถมันติด ไฟเขียวออกตัวได้สี่ห้าคันก็แดงใหม่แล้ว กูติดไฟเขียวสามรอบแล้วเนี่ย”

(พี่ลงเดินมาได้ป่ะ)

“พ่องเถอะ กูบอกว่ารถติด จะให้ตบไฟเลี้ยวจอดระหว่างทางตรงไหนล่ะ”

(โอยย...) มันส่งเสียงโอดครวญครางมาอีกครั้ง (เขาจะแคสฯ ฝั่งนายเอกเรียบร้อยแล้วนะพี่)

“กูก็บอกมึงก่อนหน้านี้แล้วว่าให้จัดการกันไปเลย กูไม่มายด์เรื่องคนแสดงหรอก ดีไม่ดีผู้กำกับกับช่องเขาจะตามีแววมากกว่ากูอีกมั้ง” ผมว่าเสียงเซ็งๆ ใช้จังหวะขยับนิ้วไปกดเปิดบลูทูธแล้วเสียบหูฟังไร้สายแทนเพราะรถเริ่มออกตัวอีกรอบ “เอาเหอะ อีกห้านาที นี่กูพ้นสี่แยกมาแล้ว จะเลี้ยวเข้าตึกละ”

(โอเคๆๆ พี่บอกยามเลยนะว่าเป็นใคร ผมแจ้งให้เขาเตรียมที่จอดไว้แล้ว)

“เออ ขอบใจ”

(กว่าพี่จะขึ้นมาถึงเขาน่าจะแคสฯ ฝั่งนายเอกเรียบร้อยไปแล้ว มีเวลาพักก่อนแคสติ้งพระเอกอีกสิบห้านาที พี่ค่อยมาช่วงจังหวะนั้นก็แล้วกัน ผมแจ้งเขาไว้ละว่าพี่จะตามมาทีหลัง)

“อืม”

(โอเค เจอกันนะครับ เดี๋ยวผมรอหน้าลิฟต์เลย) มันว่าอย่างนั้นก่อนจะกดตัดสายไป

ก็ไม่ใช่ว่าอยากจะเป็นคนไร้ความรับผิดชอบมาไม่ตรงเวลาอะไรหรอก จากธุระเรื่องต้นฉบับตัวเอง ผมเลยบอกไอ้หินมันว่าว่างแค่ช่วงไหนถึงไหน และ... พูดตรงๆ เลยคือผมยังหน้าหนาไม่พอ มีเขินบ้างที่จะต้องหอบตัวเองมาให้คนอื่นรู้ว่าผมคือผู้ชายที่แต่งนิยายผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน คิดว่าต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งนั่นแหละ ถึงจะเริ่มชิน

ผมขยับมือดันแว่นที่เลื่อนหลุดจากดั้งก่อนจะเอื้อมไปกดกระจกแจ้งยามที่ยืนโบกอยู่หน้าทางเข้า พอเขารู้ว่าผมเป็นใครก็วอเรียกเพื่อนร่วมงานอีกคนให้ออกมาโบกพานำไปยังที่จอด

อากาศประเทศไทยร้อนตลอดปียังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น พอลงจากรถปุ๊บผมก็รีบก้าวไวๆ เข้าไปในอาคารทันที สอบถามกับประชาสัมพันธ์เขาก็ผายมือไปที่ลิฟต์และแจ้งชั้นด้วยรอยยิ้มสุภาพ

บริษัทดับบลิวเอนเตอร์เทนเมนท์ถือว่ามีชื่อเสียงในวงการบันเทิงอยู่พอสมควร มีหุ้นส่วนช่องฉายเป็นของตัวเอง แล้วยังลงทุนสร้างซีรีส์ ละคร หรือภาพยนตร์เองด้วย ตึกบริษัทสูงกว้างขวางใหญ่โต เดินผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้ามาก็สัมผัสแอร์เย็นฉ่ำและกลิ่นหอมของดอกลิลลี่ในแจกันยักษ์ กลางโถงมีแชนเดอร์เลียยักษ์ที่สะท้อนไฟส้มระยิบระยับแสบตา

อาจจะมีคนอิจฉาที่นิยายได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ แต่ผมกลับเกร็งซะมากกว่า

ตอนมองจอบอกชั้นในลิฟต์ก็เขย่าขาเคาะปลายนิ้วเหมือนรวบรวมสมาธิไม่ได้ กระทั่งเสียงติ๊งดังพร้อมประตูที่เปิดออก สิ่งแรกที่ผมเห็นคือผู้ช่วยบรรณาธิการนามไอ้หินยืนจิ้มโทรศัพท์พิงผนังอยู่

“พี่จีน! โอย ถึงจนได้”

“เออ...”

“ทำไมวันนี้ไม่ใส่คอนแทคฯ มาล่ะครับ”

“แล้วกูรีบให้ใครล่ะ”

“พี่สมควรรีบล่ะถูกแล้ว เป็นคนแต่งก็ต้องมีสปิริต โอเค๊?” มันว่าได้โคตรจะกวนตีน ต่อมาก็ก้มมองนาฬิกา “ยังดีนะพี่มาทันช่วงเวลาพักพอดี สิบนาทีก่อนจะเริ่มแคสฯ พระเอก มาทางนี้เร็วครับ พวกคนอื่นๆ เขาน่าจะยังอยู่ในห้อง”

ว่าแล้วมันก็ต้อนผมเดินตามไปอีกทาง

ระหว่างก้าวขา ตาผมกวาดมองไปซ้ายทีขวาทีอย่างสำรวจ ชั้นนี้ก็ยังคงตกแต่งได้หรูหราไม่แพ้ส่วนต้อนรับด้านล่าง พื้นทางเดินปูพรมนุ่มสีแดงเอาไว้ หน้าห้องทุกห้องมีป้ายติดกำกับให้ทราบชัดเจน แยกเป็นสัดส่วนอย่างมีระเบียบ ผมมองเห็นห้องกรุกระจกห้องหนึ่ง มองลอดเข้าไปก็พบบรรดาผู้ชายนั่งกันอยู่ในนั้นเต็มไปหมด

ถ้าให้เดา... คนพวกนั้นต้องมาแคสติ้งนิยายผมแน่ๆ

เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างจะมีชื่อเสียง ตอนประกาศทำซีรีส์ข่าวก็กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว ส่องแท็กในทวิตฯ มีเพิ่มขึ้นมาวันละหลักสิบทวีต ต่อมาพอประกาศแคสติ้งนักแสดงจะได้รับความสนใจสูงขนาดนี้ก็ไม่แปลก

“พี่จีน พี่ดูประวัติคนมาแคสฯ บ้างยัง” ไอ้หินเรียกสติผม

“เปิดผ่านๆ”

มันยกมือตบหน้าผาก พึมพำ “กูว่าแล้ว...”

“อย่ามาทำเป็นเหนื่อยหน่ายกู กูจัดการนิยายเรื่องใหม่อยู่”

“บอกอก็บอกให้พี่พักก่อนได้แล้วไง”

“หาข้อมูลไปแล้ว ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอารมณ์มันหมดก่อนทำไง มึงรับผิดชอบไหม”

“อ่ะๆๆ ผมผิดๆ”

มันพูด แต่ไร้ความจริงใจแม้แต่นิด ดันหลังผมไปหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง ยกมือเคาะก่อนผลักประตูเข้าไปทันที

ผมยังยืนอยู่ด้านหน้า พอประตูถูกเปิดออกก็มองเห็นภายในชัดเจน ห้องนี้เป็นห้องกว้าง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นกาแฟหอมๆ ลอยเข้าจมูก ผนังและพื้นถูกจัดการเป็นสีขาวดูสะอาดตาไปหมด ฝั่งตรงข้ามคือกระจกที่ถูกมู่ลี่รูดปิดบังแสง ใกล้กันเป็นโต๊ะยาวสี่ที่นั่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติมอีก

ตรงโต๊ะยาวนั้นมีกลุ่มคนนั่งกันอยู่ก่อนแล้ว และเหมือนกำลังพักดื่มกาแฟกันอยู่ด้วย

“อ้าว น้องหิน มาแล้วเหรอ”

“มาแล้วครับพี่”

“กาแฟมั้ยจ๊ะ” ใครอีกคนยกแก้วขึ้นมาเหมือนจะเชิญชวน

นี่เวลาสามชั่วโมงมึงสนิทกับพวกเขาได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย...

“ไม่ล่ะครับ อ้อ นี่คุณจีน คนเขียนนิยายเรื่องนี้ พอดีพี่เขากลับจากธุระพอดีเลยแวะเข้ามาดูแคสติ้งด้วยน่ะครับ” ไอ้หินว่า เบี่ยงตัวออกแล้วผายมือมาทางผมเป็นเชิงแนะนำ

ส่วนผมน่ะเรอะ แอบถลึงตาใส่มันอย่างขัดเคือง ...แวะกลับจากธุระเหี้ยไร ไม่ใช่มึงโทรตื๊อกูเหรอ

“โอ้...” มีเสียงอุทานมาจากกลุ่มคน ก่อนที่ผมจะเห็นใครคนหนึ่งลุกขึ้นยืนและก้าวเข้ามาใกล้ เขาเป็นผู้ชายค่อนข้างสูง เหนือริมฝีปากไว้หนวดพอประมาณ สังเกตจากท่าทีแล้วอายุน่าจะสามสิบต้นๆ เห็นจะได้

เขาส่งยิ้มให้ ผมเลยพยักหน้าก่อนยกมือไหว้

“ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ยว่าคุณคนแต่งจะเป็นผู้ชาย”

“...ครับ”

“ผมไม้ครับ เป็นผู้กำกับ อยากเรียกพี่เรียกอะไรตามสบายเลยนะ” เขาว่าท่าทางเป็นกันเองแล้วหัวเราะ “ส่วนคุณก็คุณจีนใช่มั้ย ยินดีที่ได้รู้จักๆ เป็นคนจีนแต่ตาโตไม่เหมือนคนจีนเลยนะเนี่ย”

...มุกเหรอ

ผมโคตรจะฝืนมุมปากตัวเอง “ไม่ได้หมายถึงประเทศจีนครับ ชื่อผมสะกดจีอีเอ็นอี”

“จีอีเอ็นอี? ส่วนหนึ่งของโครโมโซม?”

กูขอแทงไอ้ผู้กำกับนี่ได้มั้ย

“ฮ่า... ฮ่าๆ มาจากภาษากรีก หมายถึงต้นกำเนิดที่ดีงามครับ”

“หึๆๆ ผมล้อเล่นน่า ล้อเล่น” เขาวาดมือมาตบไหล่ผมสองสามทีแต่เสียงแต่ละทีดังปั้กๆ จากนั้นก็วาดแขนมาโอบไหล่แล้วดันให้เดินไปยังโต๊ะที่มีคนอื่นๆ นั่งอยู่ด้วย “วันนี้ผมว่างๆ พอดีเลยตามผู้ช่วยมาดูเด็กๆ ที่ผ่านรอบแรกด้วย”

ผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมเวลาสามชั่วโมงไอ้หินถึงได้ดูสนิทสนมกับกลุ่มคนพวกนี้นัก

ผู้กำกับพาผมไปแนะนำกับผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ในกลุ่มสี่คนนี้มีผู้หญิงอยู่สองคน ดูเหมือนจะเป็นคนที่ทำหน้าที่ในทีมแคสติ้งนักแสดง ทุกคนล้วนเป็นกันเอง โดยเฉพาะผู้หญิงทั้งคู่ เพราะพอพวกเธอรู้ว่าคนแต่งนิยายบอยเลิฟคือผมซึ่งเป็นผู้ชายก็พากันเบิกตากว้างท่าทางตะลึงเปิดเผย

ไม่ใช่หมายความว่าผู้ชายเขียนแนวนี้จะหาไม่ได้เลย แต่แค่มันน้อยมากต่างหาก

“เอ้าๆ อย่าเพิ่งถามคุณจีนเขามาก เดี๋ยวจะไม่ทัน” ผู้กำกับเอ่ย

จากนั้นมีคนหยิบเอกสารฉบับใหม่อีกอันมาส่งให้ผม

“อันนี้เป็นรายชื่อที่เรียงตามเบอร์ของนักแสดงที่จะเข้ามา บางคนก็เป็นดาราวัยรุ่นมีชื่อเสียงอยู่แล้ว บางคนก็เป็นเด็กมหา’ลัยหน้าใหม่มาสมัคร อันนี้เราแคสฯ เรื่องหน้าตาส่วนสูงและอื่นๆ ในรอบแรกไปแล้ว บทที่ต้องนำมาโชว์วันนี้ก็มีมาร์กไว้ในนั้น คุณจีนลองพิจารณาดูนะว่ามีใครเล่นเข้าถึงคาร์แร็กเตอร์แล้วก็เหมาะสุดๆ บ้าง”

“ขอบคุณครับ”

ผู้กำกับโบกมือให้ผู้ช่วยเอาเก้าอี้อีกตัวมาให้ผม เพราะโต๊ะยาวตรงนั้นสำหรับสี่ที่ ผมเลยได้นั่งเก้าอี้บุนวมนุ่มนิ่มสบาย เพียงแต่ต้องนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพง โคตรจะเด่น...ยังดีที่มีไอ้หินยืนเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ

มีสตาฟฟ์เปิดประตูเข้ามาตามการส่งสัญญาณของผู้กำกับ เอ่ยชื่อและหมายเลขก่อนนำคนแคสติ้งเข้ามาทีละคน

พระเอกของผมเรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ปีสาม เป็นพระเอกนิสัยแมสโหดๆ ห่ามๆ หื่นๆ ขี้หึงขี้หวงแต่รักเมียมากๆ และเพราะคาร์แร็กเตอร์เป็นแบบนี้ ตอนแรกผมเลยตั้งชื่อให้ดูแข็งๆ กระด้างๆ หน่อยว่าหิน แต่โดนบอกอตีกลับพร้อมเมล์ด่ามาว่าอย่างเอาชื่อมัน อ่านแล้วไม่ฟินไม่ใดๆ ทั้งสิ้น ผมเลยต้องตั้งใหม่เป็น ‘คินทร์’

ตามที่บรรยายไว้ พระเอกผมเป็นคนแบดๆ ถ้าใส่ชุดไปรเวทจะสวมเสื้อโทนทึมหรือขาวดำ ทรงผมแสกปัดเยื้องซ้าย ทาเจล อะไรราวๆ นี้ เลยเป็นเหตุให้คนมาแคสติ้งแต่ละคนสวมด้วยชุดทำนองนี้กันมาทั้งนั้น แต่...

ผมรู้สึกว่าหลายๆ คนประดิษฐ์เกินไป

พวกเขาพยายามทำให้ตัวเองดูแบดบอย แต่พอมากไปมันกลับให้ความรู้สึกว่าพยายามทำ ไม่ใช่แสดงออกให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้นโดนธรรมชาติ ...ผ่านไปเจ็ดคน ผมก็ยังไม่รู้สึกแตะตาเป็นพิเศษเลยสักคน

“มึงหนีไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ...รอยที่กูทำไว้ก็เป็นสิ่งย้ำเตือนให้มึงรู้อยู่แล้ว ว่ามึงเป็นของกู”

เสียงนักแสดงก้องไปทั่วห้อง

เชี่ยย... ผมครวญครางอยู่ในใจ น่าอายโคตร 

ถึงหลายๆ คนจะไม่แตะตา แต่ผมก็ยอมรับนับถือในสปิริตนักแสดงของพวกเขานะ กล้าพูดประโยคน่าอายที่ผมเขียนในนิยายด้วยท่าทีตั้งอกตั้งใจขนาดนั้น พอคิดภาพว่าตัวเองต้องทำแบบนั้นบ้างก็ส่ายหน้ารัวๆ

“ยังไงพี่จีน”

ไอ้หินที่ก้มลงมากระซิบทำให้ผมต้องมองหมายเลขที่ตัวเองเขียนลงบนเมมโม่ใบเล็กๆ “หมายเลขห้าได้อยู่มั้ง”

“คนเดียวกับที่ผมคิดเลย เป็นนักแสดงวัยรุ่นดังอยู่แล้วด้วย ถ้าเอามาแสดงเรื่องพี่ได้อาจจะเรตติ้งดีกว่าเดิม”

“เหรอ” ผมเลิกคิ้วน้อยๆ เพราะตัวเองไม่ค่อยรู้ข้อมูล แฟ้มในมือมีเขียนไว้ก็จริง แต่ดังไม่ดัง ดังมากแค่ไหนไม่รู้ “แต่ดูไปดูมา ไอ้ท่าทีเจ้าเล่ห์นิดๆ นี่กูว่าเหมาะกับบทตะวันมากกว่า”

ตะวันคือตัวละครตัวหนึ่งในนิยายของผม เป็นคนหนึ่งที่มาชอบนายเอก ...ก็ทั่วๆ ไปนั่นแหละ เพราะนายเอกน่ารักเลยมีคนสนอกสนใจ เรียกได้ว่าเป็นตัวหลักตัวหนึ่งที่เป็นเหมือนคู่แข่งพระเอก

“แหม” ไอ้หินมันยิ้มกริ่ม “ไหนตอนแรกบอกเลือกๆ ไปเถอะ พอมานั่งดูนี่วิเคราะห์ได้เป็นส่วนๆ เชียวนะ”

ผมขึงตาใส่มัน “กวนตีนกูกลับนะ”

“เฮ้ย อย่าๆ อย่าเพิ่งแก้มพองสิพี่ มาๆ ไฮไลต์เบอร์ห้าไว้นะ เดี๋ยวค่อยเอาไปคุยกับผู้กำกับ นี่ก็ผ่านไปหลายคน...”

“หมายเลข 18 คุณนับสิบ เชิญครับ”

ไอ้หินยังพูดไม่จบ เสียงสตาฟฟ์ประกาศเรียกคนแคสติ้งคนต่อไปก็ดังขึ้นหยุดบทสนทนาของพวกเรา แค่ฟังจากชื่อก็ทำให้ผมนึกสนใจขึ้นมาครามครัน

เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังมาจนถึงกลางห้อง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างนั้น จิตใจผมก็ยุ่งเหยิงซับซ้อนทันที

ในสมองรับรู้ได้ว่ามีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทั้งตะลึง ถูกดึงดูด ชื่นชม และ... ผิดหวัง

ร่างสูงๆ ของคนตรงหน้าสวมเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ เครื่องประดับมีแค่ต่างหูเงินข้างเดียว เรือนผมสีดำสนิทแวววาวถูกเสยขึ้นเล็กน้อย เป็นการแต่งตัวให้แบดที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป เพราะเครื่องหน้าของผู้ชายคนนี้ดูดีมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยดูลงตัวเข้ากันไปหมด ริมฝีปากหยัก จมูกโด่งสวย มุมแก้มและสันกรามรับกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ

หมายเลขสิบแปดทำเอาผมหลุดเข้าไปในภวังค์ครู่หนึ่ง แต่ต่อมาก็เหมือนถูกผลักร่วงลงจากฟ้าเพราะว่า... ถึงจะดูดี และแต่งตัวได้เข้าตาแค่ไหน บรรยากาศและท่าทีของคนนี้กลับไม่ได้ดูเหมาะกับคินทร์เลยสักนิด

เขาดูนิ่งๆ ไม่ได้เย็นชาแต่กลับนิ่งเฉย ภาพลักษณ์สูงส่งไว้ตัว ท่าทางพูดน้อยและสุภาพ ...คนละขั้วเลยด้วยซ้ำ

“น้องนับสิบๆๆ น้องนับสิบมาแล้ว”

ตอนที่มองสำรวจหมายเลขสิบแปดอยู่หลังเลนส์แว่นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนกรี๊ดกร๊าดขึ้นมา

ดาราเก่าหรอกเหรอ...

ผมก้มลงมองประวัติในมือด้วยความอยากรู้

‘นับสิบ พิพิธภักดี (สิบ) อายุ 20 มหาวิทยาลัย X ปี 2 คณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ’ 

ด้านใต้ยังมีข้อมูลบอกอีกว่าเรียนจบช่วงมัธยมมาจากต่างประเทศ และเคยมีผลงานเล็กๆ น้อยๆ จากการเดินแบบถ่ายแบบแฟชั่นที่ประเทศนั้นๆ พอกลับไทยมาก็รับงานถ่ายแบบบ้างนิดๆ หน่อยๆ

ยังมีภาพแคปเจอร์หน้าไอจีและเพจเฟซบุ๊กแนบมาด้วย เห็นจากจำนวนคนฟอลโลว์แล้วก็เข้าใจได้ว่าเป็นที่รู้จักจริงๆ

“ไม่ใช่ดาราพี่ แต่ดัง ในเน็ตรูปตรึม”

“อ้อ” ผมรับคำไอ้หินที่กระซิบบอก “แต่ไม่เคยเล่นหนังงั้นคงไม่ไหวมั้ง”

แอบเสียดายหุ่นนิดๆ แฮะ

ผมมองรูปตอนถ่ายแบบที่แนบมาด้วยของหมายเลขสิบแปดอย่างตัดใจ กาชื่อคนคนนี้ทิ้งก่อนเลย แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งผมก็ต้องนิ่งไปเมื่อเห็นว่าร่างสูงของอีกฝ่ายกำลังใช้สายตาคมจับจ้องมา

ตาของเราสบเข้าด้วยกัน

เอ่อ... ยังไง?

ผมกะพริบเปลือกตาชั่วจังหวะหนึ่ง จากนั้นส่งยิ้มพอเป็นมารยาทให้

“...”

“...”

หมายเลขสิบแปดส่งยิ้มน้อยๆ ตอบกลับมา

“น้องนับสิบ วันนี้เป็นแคสติ้งบทรอบสอง จากบทที่ให้ไปวันก่อน น้องเตรียมตัวมาเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ” ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นคนเอ่ยพูดขึ้นมาก่อน และนั่นเรียกให้ทั้งผมและหมายเลขสิบแปดหันไปมอง

“ครับ” คนถูกถามพยักหน้านิ่งๆ

ไม่ได้มีรอยยิ้มหรือท่าทีใดๆ มากกว่านี้ ต่างจากบรรดาหมายเลขก่อนๆ ที่พยายามแสดงจุดเด่นตัวเองออกมาเต็มที่

“ถ้างั้น ถ้าน้องนับสิบพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลยครับ”

สิ้นคำพูดนั้น ห้องสีขาวสะอาดก็ตกอยู่ในความเงียบ

ฉากที่เลือกมาแคสติ้งนักแสดงเป็นฉากที่พระเอกกำลังไล่ต้อนนายเอกซึ่งหนีออกมาจากคอนโดฯ หรูของพระเอกในเช้าวันต่อมา หลังจากคืนก่อนหน้าเสร็จกิจเมามันทะลุปรอทกันไป เพราะนายเอกพยายามหลบหลีก พอโดนพระเอกตามเจอก็ถูกไล่ต้อนจนติดผนัง ท่าทีโหดๆ เถื่อนๆ ของพระเอกถูกดึงออกมาข่มขู่พร้อมแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

ตอนฉากนี้อัพลงเว็บ ก็เห็นคอมเมนต์ตอบกลับประมาณว่า ฟินค่ะ ตายอย่างสงบศพสีชมพู เขียว ขาว เหลือง ...อะไรก็ว่ากันไปตอบกลับมาเต็มไปหมด

ผมยกมือกำหมัดขึ้นเท้าแก้ม อีกข้างก็หมุนปากกาไปเรื่อย ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหมายเลขสิบแปดเลย

“มาอยู่นี่เองเหรอ เมื่อเช้าลุกหนีผัวมาก่อนทำไมไม่บอก”

“...”

แต่ทันทีที่ประโยคแรกหลุดออกมาจากลำคอของร่างสูง ปากกาในมือผมก็หยุดเคลื่อนไหวฉับพลลัน สายตาซึ่งผละห่างจากผู้ชายคนนี้ไปแล้วถูกดึงกลับไปอีกครั้ง

บรรยากาศรอบตัวที่เคยดูนิ่งสงบเวลานี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เหมือนกับมีสวิตช์ ทั้งสีหน้า แววตากลายเป็นคมปลาบข่มขู่ ทั้งยังดูเซ็กซี่อยู่ในที เสียงทุ้มสะกดคนฟังให้ตัวแข็งทื่อ

“มึงเดินไหวด้วยนี่ กูคิดว่าเมื่อคืนหลายรอบจนไม่มีแรงแล้วซะอีก”

ผมขนลุกซู่กับการแสดงของคนตรงหน้า เผลอจ้องมองจนละสายตาไม่ได้ แต่ว่าก็มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อสังเกตได้ว่าคนที่กำลังแสดงบทบาทสมมติอยู่นั้นมองมาทางผม หันหน้ามาทางผม ทำเหมือนกับว่ากำลังต่อบทกับผมอยู่

เดี๋ยวก่อนนะ

ใจส่วนหนึ่งของผมท้วงขึ้นมา นึกอยากจะหันหน้าหนีแต่ว่ากลับทำไม่สำเร็จ

ผม ...รวมทั้งคนอื่นๆ ในห้องเหมือนจะโดนคนคนนี้ดึงดูด

ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกก้าว อีกก้าว ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจนผมมองเห็นสถานการณ์เป็นฉากที่พระเอกกำลังไล่ต้อนนายเอกจนหลังชนผนังของจริงมาปรากฏตรงหน้า

กระทั่งหยุดห่างจากผมที่นั่งไขว่ห้างตัวแข็งไปไม่กี่ก้าว

พรึ่บ 

“เฮ้ย”

ผมอุทานด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ มือหนาก็ยื่นเข้ามาใกล้ ริมฝีปากถูกยกโค้งเล็กๆ ขึ้นมุมหนึ่ง

“มึงหนีไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก...”

นิ้วเรียวและฝ่ามือไล่ไปตามลำคอของผม จากนั้นลูบโน้มปกคอเสื้อให้ต่ำลงฝั่งหนึ่ง กดปลายนิ้วลงตำแหน่งใกล้ไหปลาร้า จากนั้นวนนิ้วจนผิวเนื้อผมร้อนวูบวาบแปลกๆ

“...”

“รอยที่กูทำไว้ก็เป็นสิ่งย้ำเตือนให้มึงรู้อยู่แล้ว ว่ามึงเป็นของกู”

ประโยคเดียวกันกับที่คนแคสติ้งคนอื่นๆ เอ่ย แต่พอเป็นครั้งนี้กลับทำให้คนฟังใจเต้นระส่ำได้

ใจผมก็เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ใช่เพราะคำพูด แต่เป็นเพราะวงหน้าหล่อๆ ที่โน้มเข้ามาใกล้นี่ต่างหาก มือหนาอีกข้างเท้าคร่อมตรงที่วางแขนเก้าอี้

จากนั้นผมก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดชิดใกล้

“เดี๋ยว...”

“ขอโทษครับ”

เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง ต่อมาเงาดำที่ทาบทับลงมาก็ถอยห่างออกไป ...ชั่ววินาทีนั้น ปลายจมูกเราสัมผัสกันเบาๆ

“หา...”

ผมเหมือนคนเอ๋อ รู้สึกว่าปากตัวเองเผยอค้าง

“ทำให้ตกใจรึเปล่า ขอบคุณมากนะครับที่ยอมให้แทนตัวเล่นฉากด้วย”

“...”

ตัวผมยังแข็งเหมือนรูปปั้นหินบนเกาะอีสเตอร์ หูได้ยินเสียงทุ้มมีเสน่ห์แต่แสนสุภาพดังมา บรรยากาศยั่วยวนและโหดห่ามที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ค่อยๆ จางหายไป หลงเหลือให้มึนเมาแค่เล็กน้อย

เปลือกตาผมกะพริบปริบ จากนั้นพอรู้สึกตัวว่าอะไรเป็นอะไรก็ขยับตัว

“เอ่อ... อ่า เล่นได้ดีมากเลยนะ”

แต่กูไม่ได้อยากให้มึงมาต่อบทด้วยเว้ย เล่นใหญ่เกินหน้าเกินตาคนอื่นจริงไอ้เด็กคนนี้ ทำใจหายใจคว่ำหมดเลยเนี่ย

“เหรอครับ” คิ้วเข้มนั่นเลิกขึ้นเล็กน้อย ต่อมาก็ยิ้มบางๆ “ขอบคุณ...”

ผมหัวเราะ แต่เป็นหัวเราะที่โคตรจืดเจื่อน ผู้กำกับและผู้ช่วยคนอื่นๆ ที่หลุดจากภวังค์แล้วเช่นกันก็พากันปรบมือแล้วลุกขึ้นยืน เรียกให้หมายเลขสิบแปดเดินไปทางหน้าโต๊ะแล้วสอบถามอะไรนิดหน่อยเหมือนเป็นการสัมภาษณ์

ส่วนผม... สะกดหัวใจที่เต้นโครมครามเข้าไปในอกแล้วพยักหน้ากับตัวเองคนเดียว

หมอนี่สุดยอดจริงๆ นั่นแหละ จากบรรยากาศที่เห็นและรับรู้ได้จากภายนอกผมก็ประเมินว่าเขาไม่เข้ากับบท แต่พอจู่ๆ แสดงขึ้นมากลับเหมือนมีสวิตช์ ทำได้ดีเกินคาด ดีมากๆ จนผมหัวใจเต้นตามเลย

“โอย” ไอ้หินที่เงียบไปนานครวญ

“ไรมึง”

“เมื่อกี้แอบจินตนาการไปว่าตัวเองเป็นนายเอกนิยายพี่อ่ะ ใจยังเต้นไม่หยุดเลยเนี่ย” มันยกมือขึ้นทาบอก

ผมแบะปากอย่างหมั่นไส้ “ไม่มาแคสติ้งนายเอกล่ะ”

“แหม พูดไป เมื่อกี้ตอนน้องนับสิบเขาแสดงโดยใช้พี่เป็นนายเอกพี่ก็ตัวแข็งทื่อเลยเถอะ”

คำพูดพร้อมแววตาล้อเลียนของมันทำผมหน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถลึงตาใส่ก่อนวาดขาเตะหน้าแข้งคนที่ยืนอยู่เบาๆ “เดี๋ยวมึงจะโดนกูแทง”

“เอะอะๆ ก็จะแทงตลอด” มันกลอกตา “แล้วยังไงต่อครับ ทีนี้”

“กูเอาเบอร์นี้แหละ สิบแปด” ผมว่าทันควัน

“ผมก็ชอบน้องนับสิบบ พวกผู้กำกับแกก็ท่าทางจะตัดสินใจได้แล้วด้วย ยังเหลือคนยังไม่แคสฯ อีกตั้งสิบกว่าคนแน่ะ”

ผมหันไปทางผู้กำกับตามคำพูดของไอ้หิน แล้วก็เห็นว่ามีสตาฟฟ์คนหนึ่งเดินนำหมายเลขสิบแปดไปทางห้องรับรองอีกทาง ซึ่งต่างจากคนอื่นๆ ที่แคสติ้งเสร็จแล้วจะให้ไปรอรวมกันด้านนอก

ต่อมาผู้กำกับก็เดินมาถามความเห็นผมนิดหน่อย ดูจากสีหน้าเขาได้ตัดสินใจไปแล้ว ท่าทางถ้าผมไม่เลือกหมายเลขสิบแปดเขาต้องเตรียมเอ่ยแย้งอย่างไม่พอใจแน่ แต่พอผมบอกเห็นด้วย สีหน้าเลยเปลี่ยนเป็นยิ้มแป้น ตบไหล่ผมอีกสองสามปั้กก่อนกลับไปนั่งที่เดิม บอกให้สตาฟฟ์เชิญคนต่อไปเข้ามาได้เลย

มีคนในใจแล้ว แต่ก็ต้องจัดการจนกว่าจะจบเรื่องไป ไม่ยุติธรรมกับคนอื่นก็จริง แต่จะเรียกว่าไม่ยุติธรรมก็ทำไม่ได้เต็มปาก เพราะว่าหมายเลขสิบแปดเล่นได้ดีจริงๆ

ผ่านไปอีกสามสิบนาที สุดท้ายก็แคสติ้งนักแสดงได้ครบทุกคนจนได้ ผมปล่อยหน้าที่หลักๆ อื่นๆ ให้เป็นของทางทีมงานไป ส่วนตัวเองพอเรียบร้อยก็ปิดแฟ้มส่งคืนให้สตาฟฟ์

...ไม่มีใครดีไปกว่าหมายเลขสิบแปดเลย

“ทางเราเลือกฝั่งนายเอกไว้แล้วก่อนที่คุณจีนจะมา นี่รายละเอียด คุณมีปัญหามั้ย”

ผมโบกมือ ไม่ได้รับมันมา “ผมไม่มีปัญหาครับ ตามแต่ผู้กำกับเลย”

เห็นจากการตัดสินของเหล่าทีมงานวันนี้แล้ว ผมค่อนข้างไว้ใจอยู่บ้างว่าพวกเขาตาถึง ...แต่ก็แน่นอนอยู่แล้วแหละ มันเป็นงานของพวกเขานี่นะ

“ผมให้น้องๆ สองคนรอที่ห้องรับรองเพื่อจะบอกรายละเอียดเบื้องต้นแล้ว คุณจีนไปด้วยกันสิ พวกน้องๆ ยังไม่รู้เลยนี่ว่าคุณเป็นคนแต่งน่ะ ไปแนะนำตัวแล้วแนะนำบทอะไรให้พอเป็นพิธีหน่อย มาๆ”

“เอ่อ เดี๋ยวๆ” ผมยกมือดันแขนหนักที่ทำท่าจะยกมาพาดไหล่ตัวเองออก “ไม่ดีกว่าครับ เอาไว้คราวหน้าดีกว่า”

“มีธุระต่อเหรอ”

ผมยิ้มเจื่อน รู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ “นิดหน่อยครับ เรื่องต้นฉบับต่อไปเนี่ยแหละ”

“อ๋อ รบกวนแล้วๆ งั้นเอาไว้รอบหน้าก็ได้ ผมจะฝากไปให้แจ้งรายละเอียดอื่นๆ กับคุณก็แล้วกันเนอะ ที่แน่ๆ ก็มีประชุมแจ้งรายละเอียดกับน้องๆ นักแสดงอีกสองอาทิตย์ หินบอกแล้วว่าคุณจีนจะมา ไว้เจอกันๆ”

“เอ๊ะ อ่า...”

...ไอ้หินบอกว่าผมจะมา?

ผมหันขวับเอาตาที่แทบจะยิงเลเซอร์ได้ไปทางไอ้คนที่ยืนสงบเงียบอยู่ด้านหลัง และได้รอยยิ้มแผล่กลับคืนมา

ผู้กำกับตบไหล่ผมอีกปั้กแล้วหัวเราะ พอยกมือไหว้ลากันและกันเรียบร้อยเขาก็เดินเข้าห้องแยกอีกห้องไป คงจะไปคุยรายละเอียดกับคนที่ได้รับบทพระเอกนายเอกของผมต่อนั่นแหละ ส่วนผมก็...

ยกมือกอดอก ถอนหายใจทีหนึ่ง “กูกลับได้ยัง”

“ได้ เอ๊ย เดี๋ยว”

“อะไรอีกล่ะ”

“ผมปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำมาสักพักละ พี่ไปส่งผมที่สำนักพิมพ์หน่อยดิ แต่รอผมขี้แป๊บนึง”

“ไอ้สัด กูเป็นลูกน้องมึงเหรอ ต้องมารอมึงขี้แล้วต้องไปส่งเนี่ย”

“เฮ้ย ใครมองว่าแบบนั้นล่ะพี่ พี่เป็นคนที่ผมต้องดูแลนะ”

“อ๋อ เหรอ”

ผมย่นจมูกใส่ ดีดจมูกมันเบาๆ ไปทีหนึ่งแล้วโบกมือไล่ให้รีบไปเข้าห้องน้ำ

ไอ้หินยิ้มแผล่ จากนั้นเดินขาหนีบอั้นระเบิดไปจนสุดทางเดิน ผมถอนหายใจเซ็งๆ อีกรอบแล้วเดินตามหลังมันไป หน้าห้องน้ำมีที่นั่งเป็นเก้าอี้ยาวตั้งอยู่ ใกล้ๆ กันเป็นตู้กดน้ำอัตโนมัติแบบที่หาค่อนข้างยากในไทย

สายตาไล่กวาดมองดู ก่อนจะหยอดเหรียญแล้วจิ้มเอากาแฟกระป๋องสูตรหวานพิเศษเย็นๆ ออกมากระดกกินให้สดชื่น คิดว่าไอ้หินมันน่าจะอยู่ในส้วมสักพักหนึ่ง ถึงได้ทิ้งตัวนั่งรอพลางๆ

หึ เป็นผู้ช่วยบอกอประสานงานกับนักเขียน กึ่งผู้ดูแลประจำของผม ไอ้หินสอบตกอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ผมส่ายหน้าเมื่อนึกไปถึงไอ้คนที่ขี้แตกอยู่ในส้วม มือหนึ่งซดกาแฟอีกมือหมุนเหรียญที่ได้ทอนมาจากตู้เล่น

กริ๊ง 

หมุนไปหมุนมาดันพลาด มันร่วงหล่นจากปลายนิ้ว

“...!” ผมไล่สายตามองตามอย่างว่องไว นั่นเหรียญสิบเลยนะ... เห็นมันกลิ้งหมุนๆ ไปตามพื้นพรมก่อนจะชนกับปลายเท้าใครบางคนก่อนจะหยุดนิ่งไป

ตัวผมที่ตอนแรกโน้มตั้งท่าจะขยับไปเก็บก็นิ่งเช่นกัน

อย่างกับในหนังที่ตัวละครค่อยๆ ไล่สายตามองผู้มาใหม่ตั้งแต่ขาจนถึงใบหน้า

“...”

“...”

หมายเลขสิบแปดคนนั้น 

ร่างสูงยืนห่างไปสามก้าว จากนั้นค่อยๆ ก้มลงไปเก็บเหรียญสิบขึ้นมาส่งให้

“นี่ครับ”

“อ้อ... ขอบใจนะ”

อีกฝ่ายยิ้ม ยังมีท่าทีเหมือนคุณชายชนชั้นสูง “เมื่อกี้ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

ออร่าความหล่อหมอนี่กระแทกตาชะมัด ผมไม่อยากมองนานๆ เลยเบี่ยงสายตาออกไปด้านข้าง

“เอ๊ะ อืม...”

ถ้าเป็นการ์ตูนคงมีซาวด์เอฟเฟคเสียงอีกาบินผ่าน แต่เผอิญว่ามันไม่ใช่ เลยเงียบสนิทจนน่าอึดอัด

“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณเป็นคนเขียนเรื่องวิศวะผัวโหด”

“...!”

เชี่ย! กระป๋องกาแฟเกือบร่วงหลุดจากมือ เมื่อจู่ๆ หมายเลขสิบแปดก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา

“ผู้กำกับเขาเพิ่งบอกก่อนหน้านี้เอง จากนี้ก็รบกวนด้วยนะครับ”

“อ้อ ไม่ต้องคิดมากๆ” ผมโบกมือ “ฉันแค่คนเขียน สัญญาทำซีรีส์ก็เซ็นให้ทางช่องไปแล้ว น้อง...”

พูดมาถึงนี่ผมก็หยุดชะงักไป เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เรียกผมว่าพี่ แต่ใช้คำสุภาพมากกว่านั้นเลยลังเลอยู่ว่าจะเรียกว่ายังไง จะเรียกคุณก็ไม่ค่อยชิน “เอ่อ นาย... คงไม่ได้เจอฉันบ่อยๆ หรอก ถ้าจะรบกวนต้องเป็นผู้กำกับกับพวกทีมงานมากกว่า”

พอได้ยินแบบนั้น อีกฝ่ายก็ขยับคิ้วเข้มๆ ขึ้นเล็กน้อย

เด็กคนนี้ถึงจะนิ่งไปหน่อย แต่ก็ดูสุภาพประหนึ่งเจ้าชายตัวจริง คุยด้วยแล้วผมรู้สึกเหมือนกับว่าจะต้องระมัดระวังทบทวนคำพูดให้ดีก่อนทุกประโยคยังไงก็ไม่รู้

ในตอนที่จะเอ่ยขอตัวหนีไปรอไอ้หินที่อื่น เสียงเปิดประตูห้องน้ำก็ดังขึ้นมาพอดิบพอดี

“โคตรแสบตูดอ่ะพี่... อุ๊ย” ไอ้คนที่หายไปขี้ตั้งนานสองนานยกมือทาบอกเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงๆ ของพระเอกนิยายผมยืนอยู่ มันยิ้มเจื่อน มีท่าทีเขินอายอย่างกับสาวน้อย “น้องนับสิบ”

“ครับ”

“คุยกับผู้กำกับเสร็จแล้วเหรอ”

“ผู้กำกับสายด่วนเข้าน่ะครับ ผมเลยขอมาเข้าห้องน้ำ”

“อ๋อ” ไอ้หินพยักหน้าหงึกหงัก “อ้อ พี่ชื่อหินนะ เป็นผู้ช่วยดูแลต้นฉบับของคุณจีนเขา จากนี้เราน่าจะได้เจอกันบ่อยๆ”

“...” ผมหันขวับไปมองคนพูดทันที

ไอ้เหี้ยหิน ก่อนหน้านี้ผมเพิ่งพูดกับคนตรงหน้าไปว่าไม่ได้เจอบ่อยๆ มันก็พูดแบบนี้ขึ้นมาซะอย่างนั้น ผมได้แต่หรี่ตามองเป็นการต่อว่าทางอ้อม กูไม่มาเจอบ่อยๆ ด้วยหรอกนะเว้ย แค่นี้งานก็เยอะพออยู่ละ

“ครับ” นับสิบที่ยังยืนอยู่ตำแหน่งเดิมมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับริมฝีปาก “แล้วเจอกันครับ”

“เจอกันๆ”

ไอ้หินตอบกลับอย่างมีไมตรี ส่วนผมนิ่งไปนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าหมายเลขสิบแปดเอ่ยอย่างนั้นแล้วจ้องมองมาเหมือนจะเจาะจงกล่าวด้วย ออร่าของอีกฝ่ายทำผมใจไม่ค่อยดีอีกครั้ง เลยได้แต่ฝืนยิ้มพยักหน้าให้

เด้งกายลุกขึ้นจากที่นั่ง โยนกระป๋องเปล่าลงถังขยะแล้วหันไปดึงคอเสื้อไอ้คนที่ทำให้ผมต้องมาแกร่วรอให้ตามไปที่ลิฟต์ทันที และถึงผมจะลากมันอยู่แบบนี้ มันก็ยังมีหน้าพลิกตัวหันหลังไปโบกไม้โบกมือให้นับสิบที่ยืนอยู่อีกต่างหาก

ผมหน้ายุ่งใส่ พอประตูลิฟต์เปิดก็ผลักมันเข้าไปเบาๆ ก่อนจะก้าวตามเข้าไปก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง

หมายเลขสิบแปดยังยืนอยู่จุดเดิม เขาใช้นัยน์ตาคมจ้องมองมานิ่งๆ พอประสานเข้ากับผมก็ส่งยิ้มให้ ผมได้แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่ได้จ้องมองไปทางนั้นก่อนรีบสาวเท้า

ผมไม่ใช่ผู้กำกับ ไม่ใช่ผู้จัด เป็นแค่นักเขียนธรรมดาๆ ไม่ต้องมาประจบกันก็ได้น่า

“ไปส่งผมด้วยนะพี่จีน อ้อ ช่วยพาไปซื้อหอยทอดร้านผัดไทยหัวมุมให้ด้วยนะ”

“...”

==================== 

♡♡♡ 

**  เรื่องการอัพ ช่วงนี้อาจจะยังถี่ไม่ได้เหมือนเคยค่ะ พอทำงานแล้วยุ่งๆ จนไม่มีเวลาจริงๆ แต่ช่วงวันหยุดใกล้ๆ ปีใหม่เราอาจจะพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง 

คราวนี้ก็ขอให้น้องสิบกับคุณจีนล่อลวงทุกคนได้เหมือนเดิมนะคะ TT.. 

แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ 

วาฬกลิ้ง 

FB >  https://www.facebook.com/rosewankling/ 

 

 

 

TW > https://twitter.com/rose_wankling 

ความคิดเห็น