วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นับ 0

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2562 18:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นับ 0
แบบอักษร

นับ 0 

‘เรื่องมันมีอยู่ว่า...’ 

นิ้วของผมที่กำลังจรดลงบนแป้นพิมพ์แม็คบุ๊คเครื่องประจำตัวชะงักไปจังหวะหนึ่งเมื่อหูได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล่นเข้ามาใกล้ เป็นเพราะบรรยากาศแถบนี้ค่อนข้างจะเงียบเชียบ พอมีเสียงอะไรนิดอะไรหน่อยก็แทบไม่ต้องเงี่ยหูฟังให้เสียเวลา

ผมนั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวกลมขาสูงใกล้หน้าต่าง คิ้วกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ไอ้รถคันนั้นมันขับผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ตัวเองจะได้รวบรวมสมาธิกลับมากดแป้นตรงหน้าต่อ แต่ว่า...

ติ๊งหน่อง 

ดูท่าวันนี้ผมจะไม่ค่อยมีดวงเท่าไหร่

ผมเปลี่ยนจากกางฝ่ามือเป็นกำ กำแล้วแบอยู่อย่างนั้น เงยหัวจนคอพับคอเอนไปด้านหลังแล้วหลับตาด้วยสีหน้าเซ็งสุดขีด ยกมือทั้งสองข้างขึ้นตีแก้มตัวเองดังเพียะ รู้สึกหงุดหงิดจนไม่รู้จะระบายอารมณ์กับอะไร

“พี่จีน!”

“...”

“พี่จีนนน! อยู่บ้านใช่ป่ะ เปิดประตูให้ผมหน่อยดิ!”

โอย ไอ้เหี้ย

เสียงถอนหายใจดังขึ้นเฮือกใหญ่ ยกมือถอดแว่นก่อนกระโดดลงจากเก้าอี้ที่ไปขอซื้อต่อมาจากในผับเพื่อใช้นั่งให้ระดับพอดีเข้าคู่กับโต๊ะตัวดังกล่าว เดินดุ่มๆ ไปปลดล็อคประตูบ้าน ตัวล็อคที่ติดเอาไว้หลายอันถูกปลดออกทีละอัน ตั้งแต่มุมสุดขอบประตูด้านบนลงมาจนถึงลูกบิดประตู ตามด้วยโซ่คล้องเป็นลำดับสุดท้าย

พอบานไม้หนาหนักถูกเปิดออก ผมก็มองเห็นร่างเล็กค่อนไปทางเตี้ยของคนที่มาก่อความวุ่นวายแต่เช้ายืนอยู่

“ไอ้หิน...”

“พี่จีน หวัดดีครับ”

“มาทำไมเนี่ย ไม่ใช่กูบอกไปแล้วเหรอว่าอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์อย่าได้เอาหน้าโง่ๆ ของมึงมา”

คนถูกว่ายิ้มแป้นแล้น ยกมือประสาน “โทษทีพี่ แต่มีเรื่องด่วนจริงๆ”

“ด่วนแค่ไหนก็ไม่ด่วนไปกว่าต้นฉบับกูหรอก มึงเป็นคนบอกเองไม่ใช่รึไงว่าเรื่องนี้ให้เวลาแค่ห้าเดือน กูเพิ่งจะหาข้อมูลเสร็จเมื่อวาน กำลังจะเริ่มพิมพ์มึงก็มาก่อกวนกูแล้ว”

“เฮ้ย อย่าเพิ่งเกรี้ยวกราดดิครับ ผมมีเรื่องด่วนจะคุยกับพี่จริงๆ”

“...”

“จริงๆ นะ สาบาน”

“ถ้าไม่จริงกูจะเอามีดมาแทงมึง”

“เอ่อ คือมันจริงๆ แต่พี่ต้องดูมุมมองคนประกอบด้วยนะ สำหรับผมมันด่วนอ่ะ”

ผมรู้สึกอยากยกสองนิ้วขึ้นไปจิ้มตาที่กลอกล่อกแล่กไปมาของไอ้รุ่นน้องตรงหน้าซะเหลือเกิน แต่สุดท้ายเพราะรู้ว่าที่มันมาคงไม่พ้นธุระเกี่ยวกับต้นฉบับของผม เลยได้แต่หมุนตัวหันหลังกลับเดินนำเข้ามาในบ้าน ได้ยินเสียงมันพุ่งพรวดตามเข้ามาพร้อมปิดประตูถอดรองเท้าอย่างว่องไวเหมือนจะกลัวผมเปลี่ยนใจ

ผมทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา โต๊ะเตี้ยตรงหน้ายังมีบรรดากองหนังสือ เอกสารที่เขียนด้วยดินสอบ้างปากกาบ้างเละเทะเต็มไปหมด บางส่วนถูกขยำถูกฉีกทิ้ง รวมทั้งจานที่เลอะเศษขนมปังและแก้วมัคเปื้อนคราบกาแฟด้วย

มือขยับไปเลื่อนแก้วดังกล่าว

“ไปชงมาให้กูดิ๊ไป”

“ลาเต้เหมือนเดิมนะ” มันว่า ก่อนจะเก็บจานแก้วทั้งหมดบนโต๊ะไปวางไว้ที่ซิงค์ในครัว

ผมมองตามหลังนิดหน่อย ก่อนจะเลื่อนสายตามาเป็นกองของที่ยังรกตรงหน้า ทั้งหมดนี่ผมนั่งสุมหัวอยู่กับมันมาเกือบครึ่งค่อนคืน พอเรียบร้อยแล้วถึงได้หอบร่างขึ้นไปนอนเมื่อสักตีสามกว่าๆ เห็นจะได้ ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนเก้าโมงเช้า ซัดของกินไปนิดหน่อยแล้วเริ่มเปิดคอมฯ พิมพ์งาน

งานหลักของผมคือการ ‘เขียนนิยาย’

ใช่ เขียนนิยายเนี่ยแหละ ตั้งแต่จบมาราวๆ สามสี่ปีก่อนก็เคยเดินร่อนใบสมัครเสนอตัวเองเข้ากับบริษัทต่างๆ ตามคณะวิชาที่ตัวเองเรียนมาอยู่หรอก แต่ทำไปทำมาก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนประเภทไม่ชอบโดนกำหนดกะเกณฑ์หรือตีกรอบให้ทำนั่นทำนี่วนลูปเดิมๆ ไปวันๆ สักเท่าไหร่ เลยพยายามหางานอื่นที่คิดว่าเหมาะไปด้วยในตัว

ระยะหลังๆ ไอ้งานประเภทฟรีแลนซ์ได้รับความนิยมมากขึ้น จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ นอนตอนไหนก็ได้ แค่มีเดตไลน์กำหนดไว้ ตอนนั้นผมเลยลองแอบทางบริษัททำกราฟฟิกฟรีแลนซ์ดูก่อน

งานไม่น่าเบื่อ แต่ก็ไม่ค่อยอยู่ตัวเท่าไหร่ ลองทำควบสองอย่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้นึกคึกอะไร หลังจากได้นั่งดูหนังไซไฟเรื่องหนึ่งฆ่าเวลาขณะกินข้าวก็อยากจะสร้างเรื่องขำๆ ของตัวเองดูบ้าง

ความจริงผมเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว ดูได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะหนังแนวเอเลี่ยนหรือสัตว์ประหลาดกินคนตั้งแต่ฟอร์มยักษ์ไปจนถึงเกรดบี ไม่น่าเชื่อ พอได้เขียนเรื่องแฟนตาซีกึ่งวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งแล้วอัพลงเว็บไซต์ชื่อดัง เรตติ้งมันดีผิดหูผิดตาจนน่าแปลกใจ ทั้งที่อัตราคนอ่านทั่วไปส่วนมากจะชอบนิยายรักหรือคอเมดี้กันซะส่วนใหญ่

จังหวะนั้นแหละที่รู้ตัวว่าการกดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์บรรยายตัวหนังสือจากภาพในหัวมันสนุกแล้วก็ผ่อนคลายมากกว่าฟรีแลนซ์หรือนั่งหลังขดหลังแข็งเป็นพนักงานออฟฟิซตั้งแยะ

เพราะงั้นในปีที่สองถึงได้หยุดงานทั้งคู่แล้วมาพนันเอากับการเขียนนิยายเต็มตัว...

จริงๆ พออายุยี่สิบห้ายี่สิบหกอย่างตอนนี้ ย้อนกลับไปช่วงที่ลาออกจากงานแบบไม่คิดหน้าคิดหลังก็นึกด่าตัวเองอยู่ในใจยาวเหยียดเหมือนกัน

ผมแม่งบ้าบิ่นเกินไปแล้ว ถ้าเขียนแล้วไม่ฮอตไปไม่รอดไม่เท่ากับผมไส้แห้งอดตายหรอกเหรอ แต่สมองอีกฝั่งก็แก้ตัวแทนให้ตัวเองว่า ‘บังเอิญมึงโชคดีน่ะสิไอ้จีน มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะนิยายมึงขายได้!’

ผมเลยเขียนนิยายแนวแฟนตาซีสลับกับสยองขวัญตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ชีวิตก็แฮปปี้ดีขึ้น แต่... แฮปอยู่ได้ราวๆ สองปี จู่ๆ เมื่อห้าเดือนก่อนบอกอก็ต่อสายเข้ามาหาแล้วขอคุยด้วยยาวเหยียด ตอนนั้นชักแม่น้ำทั้งห้าอะไรไม่รู้ยืดยาวประมาณว่า อยากให้มาช่วยเขียนต้นฉบับแนวอื่นเพื่อเอาไปออกในงานหนังสือ งานใกล้จะถึงแล้วแต่ยังหาต้นฉบับเข้าตาไปออกไม่ได้ แค่เรื่องเดียวเท่านั้น พี่เชื่อว่าจีนทำได้ หัวหน้าใหญ่ก็อนุมัติมาแล้ว

สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า ...ให้ผมช่วยมาเขียนนิยายแนวบอยเลิฟ

...

“พี่จีน กาแฟได้ละ”

เสียงพร้อมแก้วมัคที่ถูกยกมาจ่อตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกตัว เอื้อมมือไปรับมาแล้วจรดขอบแก้วแนบริมฝีปาก “ขอบใจ”

“โทษทีที่มากวนเวลาพิมพ์ต้นฉบับนะพี่”

“อืม”

“พอดีเรื่องแคสติ้งพระนายจากเรื่องวิศวะผัวโหด...”

“...” กาแฟในมือผมเกือบกระฉอกเล็กน้อยจากความรับไม่ได้ แต่ก็ขยับนิ้วรัดรอบหูหิ้วใหม่ให้มั่นคง

“นิยายวายเรื่องแรกของพี่ วิศวะผัวโหดอ่ะ”

“ไอ้สัด กูรู้แล้วว่านิยายกูชื่ออะไร มึงจะพูดซ้ำๆ ย้ำๆ หาอะไร”

คนฟังหัวเราะ เจตนาชัดเจนเลยว่าจงใจจะพูดหยอกล้อให้ผ่อนคลาย แต่ฟังแล้วยิ่งหัวเสียมากกว่า “โทษทีๆ นั่นแหละ เอาเป็นว่าเรื่องแคสติ้งพระนายนิยายพี่อ่ะรอบแรกเรียบร้อยแล้วนะ”

“...”

หน้าผมยังบึ้งอยู่ เลยไม่ได้ตอบอะไรมันกลับไปนอกจากหน้าบึ้งๆ อย่างนี้

วกกลับมาพูดเรื่องการที่ผมถูกบอกอไหว้วานให้เขียนนิยายแนวบีแอลต่อครู่หนึ่ง...

บรรณาธิการแกโน้มน้าวผมว่าช่วงนี้นิยายแนวนี้ได้รับความนิยมมาก สำนักพิมพ์ที่ผมสังกัดอยู่ไม่ใช่สำนักพิมพ์เล็กๆ ขี้ๆ เลยมีหมวดสำหรับตีพิมพ์แยกออกไปมากมาย ทั้งแฟนตาซี สยองขวัญ รักโรแมนติก ไลท์โนเวล ไปจนถึงหมวดนิยายแปลจากจีนหรืออังกฤษ เพราะฉะนั้นสำหรับหมวดชายรักชายจะไม่มีก็แปลกแล้ว

แต่... เอาตรงๆ คือ จะมาเอาอะไรกับผู้ชายธรรมดาๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะอ่านนิยายบีแอลวะ

แน่นนอว่าผมค้านหัวชนฝา ไม่มีทาง และไม่มีวันจะมีทาง หนักแน่นในคำตอบสุดๆ แต่ผมมันอ่อนประสบการณ์เองที่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงจะปฏิเสธได้ เพราะถึงนิยายผมจะขายออก แต่สำนักพิมพ์ก็ใช่ว่าจะมีผมคนเดียวที่ไหน ถ้าถูกปฏิเสธต้นฉบับเล่มต่อๆ ไป และส่งที่ไหนก็วืด ผมก็ต้องหันมายอมแพ้ยกธงขาวให้บอกออยู่ดี

ผมเองก็เห็นใจบอกอนะ งานหนังสือที่จะถึงพวกเขาตั้งใจจะทำเป็นโปรเจ็กต์ แต่หานักเขียนถูกใจไม่ได้ บอกอใหญ่ชอบการบรรยายของผมเป็นพิเศษ ลองส่งพล็อตมาให้เขียนดู ตามด้วยหนังสือ การ์ตูน ทั้งไทยและเทศมาให้ศึกษาเป็นตั้ง

มัดมือชกชัดๆ ไม่สิ มัดเท้าเหยียบด้วยซ้ำ 

บอกก่อน ผมไม่ได้รังเกียจอะไรกับความสัมพันธ์ของผู้ชายและผู้ชายที่ได้อ่านหรอกนะ มองว่ามันคือเรื่องราวของความรักแบบหนึ่ง เป็นหนังสืออย่างหนึ่ง ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับนักเขียนที่ยังไม่เคยอ่านแนวแบบนี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าถ้าจะให้เขียน... ผมก็ไม่ไหวและคิดว่าตัวเองยังมือใหม่เกินไป

แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายผมก็ต้องหยุดพักงานตัวเองเอาไว้แล้วมาเปิดต้นฉบับบีแอลตามคำบอกอจนได้ พิมพ์ได้สี่ตอนก็ตั้งชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษคูลๆ ส่งไปให้ตรวจ แต่ถูกเมล์กลับมาว่าให้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วิศวะผัวโหด’ แทน

ชื่อแม่งไม่ได้เข้ากับความเป็นผมเลยสักนิดเดียว

สุดท้าย... เหลือเชื่อที่นิยายดันดังจนได้ทำเป็นซีรีส์ ฝ่ายกองบอกอดีใจกันมาก รายได้ที่ผมได้รับมาก็เยอะขึ้นด้วย กลายเป็นว่าพอนามปากกาของนิยายบอยเลิฟมีชื่อเสียง ผมเลยต้องเขียนต่อไป

“อย่างอนดิพี่ แก้มพองอีกแล้ว”

“มึงสิแก้มพอง” ผมกัดฟันว่า วางแก้วกาแฟลงกับจานรองเสียงดังเป็นพิเศษ “แล้วยังไง แคสติ้งรอบแรกผ่านแล้วไง”

“คัดเลือกรอบสองเสนอที่ประชุมบอกอบอกให้พี่ลองแวะไปดูด้วย”

“ให้เขาจัดการเลย” ผมสวนทันที

“เฮ้ย ไม่ได้ดิ”

“ทำไมจะไม่ได้”

“ที่ผมพูดนี่ก็เพื่อพี่นะ พี่จะได้ออกความเห็นนั่นนี่ได้ คนที่รู้คาร์แร็กเตอร์ของพระนายมากที่สุดก็คือคนเขียนนะครับ”

“แต่เรื่องแคสฯ ให้ใครก็ได้เถอะ มึงสุ่มคนอ่านมาสักคนเขายังตอบได้เลย”

“บ้าแล้ว จะไปมีคนรู้ดีกว่าพี่ได้ไง”

“มึงก็รู้ไอ้หิน”

พระเอกโหดๆ หึงอำมหิตเรียนวิศวะกับนายเอกฝ่ายรับที่บอบบางแต่น่ารัก อ่านหน้าละห้าบรรทัดยังรู้เลย

“แต่ไงก็เหอะ พี่ควรไปนะพี่จีน”

“มึงอย่าทำให้มันกลายเป็นเรื่องวุ่นวายได้มั้ย กูวุ่นกับต้นฉบับใหม่อยู่ไม่เห็นเหรอ”

“บอกอบอกผมละพี่ ให้พักไว้ก่อนได้สักพักหนึ่ง”

ผมหางตากระตุก “ไหนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วบอกต้องการให้เริ่มด่วนเท่าที่จะด่วนได้ไง”

“ของแบบนี้มันเปลี่ยนใจกันได้”

“ไอ้เหี้ย สับปลับ!”

“พี่ด่าบอกอเหรอ”

“กูสบถ”

“วันแคสติ้งรอบสองมะรืนนี้ที่ตึกดับบลิวเคเอนเตอร์เทนเมนท์นะ ห้องกับชั้นเดี๋ยวผมไลน์บอกอีกทีเย็นนี้”

“...”

“อ้อ ผมเอาเอกสารพวกรูปภาพ ข้อมูลของพระนายที่แคสติ้งผ่านรอบแรกมาด้วยนะ” และแล้วไอ้หินมันก็วางปึ้งเอกสารลงบนโต๊ะ ทับบรรดากองกระดาษที่ผมวางระเกะระกะไว้ “คนที่เคยมีผลงานก็แนบมาให้เรียบร้อยแล้วด้วย ละเอียดมาก ว่างๆ พี่ก็ลองอ่านดูนะ เผื่อถูกใจคนไหนวันแคสฯ จะได้บอกให้เขาจับตาดูเป็นพิเศษ”

“เออๆ รู้แล้ว” ผมโบกมือ

“งั้นก็ตามนี้เนอะ ผมไม่กวนเวลาพิมพ์ต้นฉบับพี่ละ”

“มึงคิดว่าวันนี้กูจะมีอารมณ์แต่งอีกเหรอ”

“อิๆ งั้นเดี๋ยวไลน์กันนะ ไปล่ะ”

ว่าแล้วไอ้หินมันก็ส่งเสียงอิ๊อ๊ะได้น่าหมั่นไส้อีกครู่หนึ่งก่อนจะเดินเปิดประตูบ้านออกไป หูผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์ค่อยๆ แล่นห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่กี่นาทีบรรยากาศก็กลับมาสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง

ผมถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ ซดกาแฟให้หมดแก้วก่อนจะเดินเอาไปวางไว้ที่ซิงค์ล้างจาน เปิดน้ำใส่ก่อนจะกรองลงบนอุ้งมือยกขึ้นลูบใบหน้าให้หายเหนื่อย

ตื่นมายังไม่พ้นเที่ยงก็เล่นเอาพลังกายหดหายไปเกือบครึ่ง

ผมไม่ได้สนใจเอกสารที่ไอ้หินให้มา ยังไม่มีอารมณ์จะไปอ่านสักเท่าไหร่ เดินทอดน่องผลักประตูเล็กข้างบ้านออกไปด้านนอก มองเห็นทุ่งหญ้าไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ที่ประดับอยู่ตรงสุดขอบฟ้าเป็นสวนผลไม้เล็กๆ ไม่กี่ตารางวา อากาศนอกเมืองแถวนี้ฝุ่นควันน้อยกว่ามาก พอสูดเข้าปอดลึกๆ ก็เหมือนจะเรียกเรี่ยวแรงกลับมาได้ขีดหนึ่ง

...แต่ก็แค่ขีดหนึ่งละวะ

==================== 

ก่อนอื่นคือสวัสดีค่ะ รอบนี้เรากลับมาลงเรื่องต่อไปไวมาก 

สำหรับคนที่เคยอ่านงานของเราอยู่แล้วก็ขอบคุณที่ติดตามมาถึงเรื่องนี้นะคะ 

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าใครยังรู้สึกว่านิยายเรื่องนี้ไม่ใช่ อยากให้ลองอ่านต่อไปก่อนสักนิดค่ะ (โน้มน้าว 5555) แล้วถึงตอนนั้นหากไม่ชอบค่อยกดปิดทีหลัง TT 

สำหรับเรื่องนี้จะใช้แฮชแท็กชื่อเรื่องเหมือนเดิม #นับสิบจะจูบ 

จะเม้นต์ในบทความหรือติดแท็กก็ได้นะคะ เราอ่านทุกที่เลย แต่จะตอบบ้างไม่ตอบบ้างแล้วแต่อัตราความยุ่งในตอนนั้น 

tw : @rose_wankling 

ความคิดเห็น