สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 18

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 273

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2562 19:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18
แบบอักษร

หลังอาหารกลางวันที่ภัตตาคารไม่ไกลจากสวนหลิวหยวน นักท่องเที่ยวก็เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดซีหยวน หนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาเคารพสักการะพระพุทธรูปติดอันดับยอดนิยมในประเทศจีน 

สินรู้ใจนักท่องเที่ยวชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งส่วนใหญ่นับถือองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม หัวหน้าทัวร์จึงนำทุกคนมุ่งหน้าสู่หอวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เป็นอันดับแรก 

เทวรูปเจ้าแม่กวนอิมปางพันกรที่ประดิษฐานอยู่ใจกลางพระอุโบสถนั้น สลักจากไม้จันทน์ทาทับด้วยสีทองอร่าม องค์พระโพธิสัตว์สูงสง่า วงพักตร์อิ่มประดับรอยแย้มสรวลเปี่ยมด้วยพระเมตตา กลิ่นกำยานอวลตลบไปทั่ว ขณะที่เสียงบทเพลงสวดสรรเสริญพระบารมีสะท้อนกังวาน ทำให้บรรยากาศแลศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยมนต์ขลัง 

ลูกทัวร์ของสินเข้าคิวไปคุกเข่าที่เบาะกลมด้านหน้าเทวรูปสลักเพื่อกราบสักการะและขอพรทีละกลุ่ม  

อ้อมกอดของเพลย์บอยจอมเจ้าชู้ตอนอยู่ที่สวนหลิวหยวน ทำให้รินรดาเกิดอาการแปลก ๆ ในใจ แม้จะพยายามวางท่าปกติ แต่เธอรู้ดี...ว่ามีหลายหนที่ไม่กล้าสบตาเขา แถมหัวใจก็เริ่มเต้นเป็นจังหวะประหลาดอย่างที่ควบคุมไม่ได้ 

เมื่อเพื่อนร่วมคณะขอพรกันเสร็จแล้ว รินรดาจึงรีบเข้าไปคุกเข่าบนเบาะว่างหน้าเทวรูปเจ้าแม่กวนอิมบ้าง 

หญิงสาวพนมมือ หลับตา และตั้งสมาธิให้นิ่ง ก่อนเริ่มต้นสวดบทสรรเสริญพระบารมีที่เธอพอจำได้จากการไปตระเวนไหว้พระตอนอยู่กรุงเทพฯ 

บทภาวนาสั้น ๆ ทำให้จิตใจหญิงสาวค่อย ๆ ผ่อนคลายขึ้นทีละนิด จากนั้นริมฝีปากบางจึงค่อยขมุบขมิบขอพรด้วยความตั้งใจ  

‘พระโพธิสัตว์กวนอิมเจ้าขา หลิวขอประทานความเมตตาจากพระองค์ โปรดมอบความเข้มแข็งและประทานแสงสว่างให้แก่หลิวด้วยเถิด ว่าหลิวควรจัดการกับ ‘เรื่องนี้’ ยังไงดี ขอให้ท่านดลใจให้หลิวตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีสติ และมีกำลังใจเข้มแข็งเพื่อรับมือกับทุก ๆ เรื่องด้วยนะคะ’ 

กระแสความเย็นที่รินหลั่งซ่านลงสู่ผิวกายทำให้หัวใจหญิงสาวค่อยสงบนิ่ง ราบเรียบ ไม่เร่าร้อน กังวลอย่างที่เคยเป็น 

ชนวีร์เงยมองพักตร์องค์เจ้าแม่ แม้ปกติแล้วเขาไม่ค่อยเชื่อถือเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เท่าไรนัก ทว่าความรู้สึกประหลาดล้ำบางอย่างที่ก่อเกิดในใจ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าพระโอษฐ์ของเทวรูปสลักกำลังแย้มสรวลให้เขา ชนวีร์เหลือบดูกิริยาของรินรดาแล้วจึงตัดสินใจคุกเข่าลงข้างกายหญิงสาว ก่อนหลับตาพนมมืออธิษฐานเงียบ ๆ บ้าง 

เมื่อลืมตาขึ้น ชนวีร์จึงได้เห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่  

“ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายอย่างคุณจะขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมด้วย” สีหน้าของผู้บริหารณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นยามสงบนิ่ง ทำให้หญิงสาวอดแซวไม่ได้ 

“ก็ไม่เห็นมีกฎหมายที่ไหนระบุไว้ว่าผู้ชายอย่างผมไม่มีสิทธิ์ขอพรนี่” ชายหนุ่มถลึงตาตอบ  

“ไม่ได้ว่าผิดกฎหมาย แค่คิดว่าภาพลักษณ์ของคุณดูไม่เข้ากับอะไรแบบนี้เท่านั้นเอง” 

“ในความรู้สึกของคุณ ผมทำอะไรก็คงดูไม่เข้ากันไปหมดละมั้ง” เขาแกล้งประชด รู้ดีว่าเดี๋ยวเธอก็ซ้ำเติมให้ช้ำใจเล่นอีกจนได้  

ถ้านี่คือการเก็งหุ้น ชนวีร์คงขาดทุนย่อยยับ เพราะแทนที่จะตอกกลับอย่างเคย หญิงสาวกลับแตะยิ้ม และอธิบายด้วยถ้อยคำที่เขาคาดไม่ถึง 

“เปล่าซะหน่อย ฉันแค่จะบอกว่า ถึงจะคิดไว้ว่าไม่น่าจะเข้ากัน แต่ตอนที่คุณภาวนาเมื่อกี้ คุณดูสงบสุขอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันยังไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนที่ทำท่าแบบนั้นแล้วไม่ดูตะขิดตะขวงเลยสักคน แต่คุณกลับดูเป็นธรรมชาติกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก” เห็นอีกฝ่ายทำหน้างง รินรดาจึงเสริม “ฉันชมจริง ๆ เชื่อสิ ไม่ได้ประชดด้วย”  

สีหน้าจริงจังของเธอทำให้ชนวีร์ปลื้มจัด จนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน เผื่อมันจะช่วยให้อาการหน้าบาน ๆ หุบลงได้บ้าง 

“คุณขออะไรจากเจ้าแม่เหรอ” พอเธอพูดดีหน่อย เขาก็เริ่ม...ได้ใจ 

“ยุ่ง ! เรื่องของฉัน คุณเกี่ยวอะไรด้วย” รินรดาสวนกลับ จิตใจที่สงบได้เพียงชั่วครู่ ถูกคนหน้าเป็นก่อกวนจนไขว้เขวเช่นเคย 

คนฟังทำคอหดเหมือนเต่าโดนเอาไม้แหย่ ก่อนแกล้งดัดเสียงไร้เดียงสา “ว้า...ดุอีกแล้ว” 

รินรดากลอกตา หาคำบรรยายภาพที่เห็นไม่ถูก สิ่งเดียวที่ทำได้จึงมีเพียงส่ายหน้ากับกิริยาของเขา “นี่ใครไปดลใจให้ทำท่าอย่างนี้ล่ะ ถึงจะหน้าตาพอดูได้ แต่ความดูดีก็มีขีดจำกัดเหมือนกันนะยะ” 

แค่นั้น...ชนวีร์ก็ยิ้มกว้าง “จะชมว่าผมหล่อ ผมก็ไม่ว่าหรอกน่า” 

รินรดาส่ายหน้า “ท่าทางอย่างคุณ คงจะขอพรวนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก ไม่เรื่องผู้หญิง ก็...”  

ชายหนุ่มจุปาก แทรกขึ้นทันที “ทีคุณยังไม่บอกเลยว่าขอพรเรื่องไหน แล้วเรื่องอะไรจะมาหลอกถามผมล่ะ ผมไม่โง่หรอกนะ” 

“ไม่ได้ว่าโง่ แต่อยากรู้ว่าถ้าฉันถามคุณจะบอกไหม” หญิงสาวสวนกลับทันควัน 

ชนวีร์ส่ายหน้า “ผมกลัวบอกไปแล้วจะไม่ศักดิ์สิทธิ์น่ะสิ ขอเก็บไว้เป็นความลับระหว่างผมกับองค์เจ้าแม่ดีกว่า”  

“ไม่บอกก็ตามใจ” หญิงสาวย่นจมูกใส่อีกฝ่าย แล้วสะบัดหน้าเดินตามกลุ่มทัวร์ไปแทน  

ชายหนุ่มรีบก้าวเท้าตามไป เสียงสะท้อนในหัวใจก้องกังวาน 

ไม่ว่าคุณจะเดินเร็วแค่ไหน ผมก็จะตามไปให้ทันคุณเสมอนั่นแหละ...รินรดา 

 

ทางทิศตะวันตกของวัดเป็นที่ตั้งของหลอฮั่นหรือหอพระอรหันต์ห้าร้อยองค์ ซึ่งเป็นส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดของวัดซีหยวน หลอฮั่นเป็นอุโบสถขนาดใหญ่ ด้านในเป็นตู้กระจกขนาดกว้างราวหนึ่งเมตรรายรอบขนานไปตามความยาวของผนังทุกด้าน ภายในตู้ประดิษฐานรูปปั้นหลวงจีนมากมายขนาดเท่าองค์จริง ทว่าต่างอิริยาบถกัน ส่วนกลางห้องก็มีตู้กระจกประดิษฐานรูปปั้นพระอรหันต์เรียงกันเป็นแถวยาวเช่นกัน แลไปทางใดก็จะเห็นแต่องค์พระอรหันต์ละลานตาไปหมด คล้ายยืนอยู่ท่ามกลางเขาวงกตอย่างไรอย่างนั้น และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ารูปปั้นหลวงจีนแต่ละองค์วงพักตร์ไม่ซ้ำกันเลย สิ่งของที่ถือไว้ในมือ หรือท่านั่ง ยืน ก็แตกต่างกันไปด้วย 

รินรดาซึ่งเพิ่งจะตามมาถึงหลอฮั่นได้แต่ยืนงง เมื่อเห็นเพื่อนร่วมคณะกระจายกันอยู่ท่ามกลางองค์พระ ต่างเดินนับเลขกันอย่างขะมักเขม้น บางคนก็ถึงกับวี้ดว้ายกะตู้วู้พึมพำตื่นเต้นกันยกใหญ่ 

หญิงสาวรีบสะกิดสายพิณที่ยืนอยู่แถวนั้นเพื่อขอคำอธิบายเป็นการด่วน 

“หอนี้เรียกว่าหลอฮั่น เป็นที่ประดิษฐานของพระอรหันต์ห้าร้อยองค์ เชื่อกันว่าสามารถทำนายดวงของปีถัดไปได้น่ะค่ะ” 

“ยังไงคะ” พอได้ยินว่าเป็นเรื่องการทำนายทายทัก รินรดาก็หูผึ่งตามประสาผู้หญิง ! 

“คุณหลิวก็ดูพระอรหันต์ในตู้นะคะ หาองค์ที่มีวาสนาต่อกัน” สายพิณอธิบายตามที่สินเพิ่งร่ายให้กับกลุ่มคุณป้าฟังไปเมื่อครู่ไม่แผกเพี้ยน ทว่าคนฟังชักแปร่งหู 

“เดี๋ยวค่ะ มีวาสนาต่อกันแปลว่าอะไรคะ”  

“แปลว่าคุณหลิวเห็นหน้าท่านแล้ว รู้สึกว่าถูกชะตากันน่ะค่ะ” เห็นผู้ฟังทำท่าว่าเริ่มเข้าใจ ไกด์สาวชาวไทยจึงพูดต่อ “พอคุณหลิวพบพระที่มีวาสนาต่อกันแล้ว ก็นับองค์พระไล่ไปตามอายุค่ะ ครบอายุที่องค์ไหน ก็ให้ดูว่าพระท่านหน้าตาเป็นยังไง ถ้ายิ้มก็แปลว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดี ยิ่งถ้ารู้ภาษาจีน ก็อ่านป้ายคำทำนายที่ปักอยู่ข้าง ๆ ประกอบกับตีความจากของที่ท่านถือไว้ในมือด้วยก็ได้” สายพิณอธิบาย 

“แล้วหลิวต้องนับไปทางซ้ายหรือขวาล่ะคะ”  

“ตามแต่คุณหลิวอยากนับค่ะ ไม่มีกฎตายตัว มีข้อแม้ข้อเดียว คือเลือกทางเดินแล้ว ตัดสินใจจะไปทางไหนแล้ว ห้ามเปลี่ยนใจโดยเด็ดขาด” สายพิณอธิบายเป็นปรัชญากลาย ๆ 

รินรดาพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวหลิวลองดูค่ะ ขอบคุณนะคะ”  

เธอไล่ดูในตู้กระจกหาองค์พระอรหันต์ที่ ‘มีวาสนาต่อกัน’ ด้วยความตั้งใจ จนในที่สุดก็มาหยุดหน้ารูปปั้นพระชราองค์หนึ่ง ดวงหน้าของท่านแย้มสรวลอย่างมีเมตตา ถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้ในมือ 

หญิงสาวเริ่มต้นนับองค์พระตามอายุ โดยมีคนที่ไม่ได้รับเชิญตามไปด้วยตลอดทาง “ยี่สิบสี่...ยี่สิบห้า...ยี่สิบหก...ยี่สิบ...”  

จู่ ๆ เธอก็หยุดเท้า หันไปถามชนวีร์ด้วยสายตาขุ่นขวาง “นี่จะตามมาแอบรู้อายุของฉันหรือไง” ไม่ใช่แค่สายตาที่ขุ่นข้อง น้ำเสียงเธอก็ขัดเคืองไม่แพ้กันด้วย 

“ผมตามมา เผื่อคุณอยากให้ผมช่วยแปลคำทำนายด้านหลังนั่นให้ไง”  

รินรดามองคนหวังดีด้วยท่าทีไม่ไว้ใจ แต่ก็ตั้งสมาธิกลับไปนับองค์พระต่อ เธอเดินไปอีกสองก้าวก็มาหยุดอยู่หน้าพระอรหันต์องค์หนึ่ง หญิงสาวเงยมองหลวงจีนจำลองในตู้กระจกแล้วค่อยโล่งใจ เมื่อเห็นว่าหน้าของท่านยิ้มแฉ่ง แต่ยังไม่ทันตีความเพิ่มเติม เสียงแจ้วของแพรพลอยซึ่งคงจะอยู่ในเขาวงกตไม่ห่างกันนักก็ดังขึ้น... 

“คุณภูมิอ่านคำทำนายให้พลอยฟังหน่อยสิคะ” 

“ภาษาจีนผมคืนเหล่าซือไปเกือบหมดแล้ว อ่านไม่ค่อยเก่งหรอก แต่เราตีความจากท่าทางของท่านก็ได้ ท่านยิ้ม แปลว่าความหมายดี ไหน...พลอยช่วยผมหาทีสิ ว่าพระท่านจูงเด็กไว้ที่ตรงไหนด้วยหรือเปล่า” เสียงภูมิตอบกลับ 

ชนวีร์กับรินรดาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วเพลย์บอยจอมกวนประสาทก็แต้มรอยยิ้มไว้ที่มุมปากน้อย ๆ ซึ่งหญิงสาวไม่ต้องใช้ความสามารถก็เดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ มันก็สีหน้าเจ้าเล่ห์ของผู้ชายเจ้าชู้นั่นแหละ ! 

“คุณภูมินี่ชักจะเซี้ยวใหญ่แล้ว นี่เขตวัดนะคะ” เสียงของแพรพลอยขัดจังหวะความคิดของหนุ่มสาวทั้งคู่  

“ผมไม่ได้เซี้ยว แต่ผมอยากมีเจ้าตัวเล็กแล้วนี่นา คุณแม่เองก็คงอยากอุ้มหลานเต็มทีแล้วเหมือนกัน ไม่ต้องคอยให้พี่วีร์มีลูกก่อนหรอกน่า รายนั้นน่ะอย่าว่าแต่จะให้มีลูกเลย แค่แต่งงานก็ยังไม่มีวี่แววด้วยซ้ำ” 

คนถูกนินทาสะดุ้งโหยง กระแอมเสียงดัง “เอ่อ...หลิวจะให้ผมช่วยอ่านป้ายคำทำนายให้ใช่ไหม” 

รินรดาพยักหน้า แต่คนแขนเจ็บยังไม่ทันได้แปลข้อความภาษาจีนให้เธอ แพรพลอยซึ่งเดินเลี้ยวมาจากหมู่ตู้ที่อยู่ไกลตา ก็ลิ่ว ๆ ตรงเข้ามาหาทั้งคู่ และเปิดศึกทันที 

“พี่วีร์มาแอบฟังคนอื่นคุยกัน นิสัยไม่ดี”  

“ไม่ได้แอบย่ะ หล่อนคุยกันเสียงดังเองต่างหาก ฉันยืนอยู่ตรงนี้แล้วก็ดันได้ยินเองทั้งนั้น” ชนวีร์ตอบกลับโดยใช้สำนวนชนิดที่คนฟังแทบกรี๊ด 

“อย่ามาเรียกพลอยว่าหล่อนนะ” 

“ทำไมจะเรียกไม่ได้ สมัยก่อนเขาเรียกก็กันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ ถ้าหล่อนไม่เชื่อก็ถามคุณหลวงสามีสิจ๊ะ” ชนวีร์ลอยหน้ายียวนเหมือนเด็กชายชอบเอาชนะ 

น้องชายที่เพิ่งมาสมทบกับแพรพลอยถึงกับส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ  

“อย่าทะเลาะกับพี่วีร์เลยพลอย เราตามสินไปทางโน้นดีกว่า เห็นว่ามีรูปปั้นพระจี้กงเจ้าของตำนานเขาเฟยไหลด้วยนะ” ภูมิชวนแล้วรีบพาภรรยาแยกไปตามลำพังทันที 

เมื่อทั้งคู่ลับกายไปแล้ว ชนวีร์ที่กำลังอารมณ์ดีก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าคนข้าง ๆ ยืนอมยิ้มแก้มตุ่ย ท่าทางราวกับกำลังมองดูอะไรที่ถูกใจมาก ๆ อยู่ 

“หลิวยิ้มทำไม” 

“ฉันเปล่าสักหน่อย” เธอปฏิเสธ ทั้งที่เห็นหลักฐานคาตา “ไม่ต้องมาโยกโย้ให้เสียเวลาเลย ไหนคุณบอกว่าจะแปลคำทำนายให้ฉันไงละ”  

แต่ลูกน้องที่หงอกันมาตลอด คราวนี้กลับไม่ยอมให้เธอเปลี่ยนเรื่องง่าย ๆ ชนวีร์ยืนกราน “ไม่แปลหรอก หลิวต้องบอกผมก่อน ว่าเมื่อกี้ยิ้มทำไม”  

“เอ๊ะ ! ก็ฉันบอกว่าไม่ได้ยิ้มไง” รินรดายืนกระต่ายขาเดียวปฏิเสธเสียงแข็ง  

“ถ้ายืนยันว่าคุณไม่ได้ยิ้ม งั้นหลิวก็อ่านคำทำนายเองละกัน” ไม่พูดเปล่า แต่เขายังทำท่าจะเดินตามน้องชายไปอีกต่างหาก 

รินรดาชักละล้าละลัง สุดท้ายก็พ่นลมหายใจด้วยท่าทางขัดใจ 

“โอเค...ฉันยิ้มก็ได้”  

“พูดเพราะ ๆ กับผมก่อนสิ โอเคค่ะ หลิวยิ้มก็ได้ อะไรอย่างเนี้ย” พอได้คืบเขาก็จะเอาศอก 

“มากไป ๆ ” รินรดาปรามเสียงโหด 

คนฟังหน้าแหย แต่ไม่วายถามต่อ “ไม่พูดก็ได้ ไม่เห็นต้องทำเสียงดุเลย งั้นบอกผมก่อนว่าคุณยิ้มทำไม” คนถือไพ่เหนือกว่ารีบตั้งคำถาม 

“ก็ขำคุณกับคุณพลอยนั่นแหละ” 

“ทำไม ผมกับยายพลอยมาเกี่ยวด้วยตรงไหน” คนถามทำเสียงข้องใจ 

“ก็ไม่ทำไม ปกติคุณพลอยเรียบร้อยจะตาย พอเจอคุณทำไมเธอกลายเป็นคนช่างเถียงไปได้ก็ไม่รู้ ส่วนคุณก็งัดข้อกับคุณพลอยจนไฟแลบทุกที” หญิงสาวตั้งข้อสังเกต 

“ไม่เห็นแปลกเลย ก็เพราะผมกับยายพลอยไม่ได้เกิดมาเป็นของคู่กันไง” 

แค่เห็นเขาอ้าปากเตรียมเสริมต่อ รินรดาก็รู้แล้วว่าอีตานี่คงไม่พ้นต้องวกมาลากเธอเข้าไปเกี่ยวด้วยแน่ ๆ หญิงสาวรีบโบกมือห้ามปราม 

“พอ ๆ ๆ ฉันตอบคำถามคุณแล้ว คราวนี้ถึงตาคุณแปลคำทำนายให้ฉันฟังได้ละ”  

ชนวีร์ยักไหล่ ยอมอ่อนข้อแต่โดยดี เขาทำความเข้าใจกับข้อความที่ปักอยู่ข้างองค์พระชั่วครู่ แล้ววางท่าเป็นพ่อหมอทำนายโชคชะตา  

“ปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของคุณ”  

“ท่านบอกหรือเปล่าว่าดียังไง” รินรดาถามหารายละเอียดด้วยความอยากรู้ 

“คุณคงจะมีข่าวดีมั้ง” ถ้าคนพูดทำหน้าปกติก็คงไม่เท่าไร แต่นี่ชนวีร์กลับทำสีหน้ากรุ้มกริ่มบอกชัดว่าตั้งใจจะส่อความหมายไปถึงไหน 

“ข่าวดีอะไร เรื่องไหน เรื่องงานหรือเปล่า”  

“ว้า...คุณนี่เชยจัง ไม่รู้หรือไง ว่าข่าวดีเป็นแสลงของคำว่าจะได้แต่งงานน่ะ”  

หญิงสาวทำหน้าย่น “เสียใจด้วยนะที่คุณต้องเป็นหมอดูที่ไม่แม่นที่สุดในโลก เพราะชีวิตนี้ฉันจะไม่แต่งงานเด็ดขาด ไม่ว่าจะปีหน้าหรือปีไหนก็ไม่แต่งทั้งนั้น ! ” 

คำตอบนั้นเป็นผลให้ชายหนุ่มร้อนใจ 

ไม่แต่งไม่ได้ แล้วลูกชายของเขา ครอบครัวของเขาล่ะ ! 

“คุณตัดสินใจแบบนี้น่ะ ปรึกษาเนื้อคู่ของคุณหรือยัง”  

เธอชะงักด้วยความคาดไม่ถึง “อะไรนะ !” 

“ก็คนทุกคนมีด้ายแดงผูกจากปลายนิ้วก้อยไปยังเนื้อคู่ของตัวเองไม่ใช่เหรอ ถ้าคุณบอกว่าคุณจะไม่แต่งงาน” เขาชี้ไปที่นิ้วก้อยของหญิงสาว “แล้วผู้ชายที่ปลายด้ายแดงอีกฝั่งนึงล่ะ คุณจะปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวไปจนตายได้ไง ไม่สงสารผมบ้างหรือ”  

ชนวีร์กำมือเหลือแต่นิ้วก้อยแล้วโบกไปมาตรงหน้าหญิงสาว โมเมเอาดื้อ ๆ  

“คุณปล่อยให้ปลายด้ายของผมถูกทิ้งร้างไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ” คนพูดตีหน้าเศร้า ทำเสียงโศก  

ชายหนุ่มฉวยโอกาสที่ผู้หญิงตรงหน้ายังมึนมุกอยู่ รีบทำมือเป็นรูปกรรไกรตัดฉับที่ข้างนิ้วก้อยของหญิงสาวและตัวเอง จากนั้นจึงทำท่าทางผูกปลายด้ายจากนิ้วก้อยทั้งสองเข้าด้วยกัน “รู้ละ งั้นตัดด้ายให้สั้นลงละกัน จะได้คุณจะได้ทิ้งผมไปไหนไกล ๆ ไม่ได้” 

หญิงสาวดึงมือหลบ แต่ชนวีร์ไม่สน เขาผูกอากาศจนเสร็จแล้วก็ยิ้มกว้าง 

“เรียบร้อยแล้ว...คราวนี้ไม่ว่าคุณจะไปไหน ผมเก๊าะจะผูกติดตัวคุณไปด้วยตาหลอด...” ชนวีร์ลากเสียงด้วยน้ำเสียงรื่นเริงสุดขีด 

นักโฆษณาสาวก้มลงดูมือตัวเอง ทั้งที่ทุกอย่างก็ยังปกติ แต่ทำไมเธอจึงรู้สึกเหมือนถูกผู้ชายตรงหน้าผูกพันเอาไว้ด้วยสายใยบางเบาที่มองไม่เห็น ! 

หญิงสาวปัดความรู้สึกที่รบกวนใจทิ้ง ตวัดตาใส่ชนวีร์ และทำเสียงแข็งกลบเกลื่อน  

“ประสาท เล่นอะไรเป็นเด็ก ๆ ไปได้” เธอเลี่ยงไปทางอื่น แต่กลับหลงวกวนอยู่ในหมู่ตู้พระอรหันต์ หาทางออกจากหลอฮั่นไม่พบ ! 

ชายหนุ่มก้าวตามเธอไปห่าง ๆ เขารู้ว่าการที่เคยผิดหวังกับความรักมาก่อน ทำให้หญิงสาวกลัวการเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน  

แต่ไอ้การที่เธอกลัวความผิดหวังจนยืนกรานว่าจะไม่มีวันแต่งงานเลยเนี่ย มันจะไม่มากเกินไปหรือ 

แล้วก็ใช่ว่าเธอยึดมั่นกับความตั้งใจนั่นได้ตลอดรอดฝั่งสักหน่อย ขนาดเธอพยายามหลอกตัวเองอย่างนั้น แต่เขาก็เห็นอยู่ดีว่ายามที่ถูกหยอกเย้ากวนใจ บางเวลาที่คิดว่าเขาไม่ได้มองอยู่รินรดาก็ยังแอบยิ้มบ่อย ๆ ไหนยังจะท่าทางปั้นปึ่งที่ย้ำว่าเธอไม่สนใจเขานั่นอีก ถ้าเธอไม่แคร์เขาเลยอย่างที่พูดจริง คงปล่อยปละละเลยตัดหางเขาไปแล้ว ไม่มาคอยห่วงคอยดูแลเขาอยู่อย่างนี้หรอก  

เขาไม่ได้ไร้เดียงสากับนิสัยของผู้หญิง จนถึงขนาดที่จะอ่าน ‘คนที่ฝืนใจทำ’ กับ ‘คนหลอกตัวเองว่าจำใจทำ’ ไม่ออกหรอกนะ 

หลายปีที่คลุกคลีกับผู้หญิงมากหน้าหลายตาเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่น ทำให้ชนวีร์แน่ใจว่ารินรดาไม่ใช่คนไร้ความรู้สึกดังที่เธอพยายามแสดงออก เธอน่าจะยังมีหัวใจเหลือไว้รักใครอยู่บ้าง จะติดก็ตรงที่ตัวเขาเองมันดันชื่อเสียงไม่ค่อยดีอยู่ก่อน นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไม่มั่นใจว่าเขาจะเอายังไงกันแน่ 

เขารู้...ต่อให้เขาตั้งหน้าตั้งตาทำคะแนนมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วผู้หญิงก็ยังอยากได้ยินคำยืนยันจากปากของฝ่ายชายอยู่ดี ในเมื่อเธออยากได้ยินคำไหน...เขาก็จะบอกให้เธอฟัง ! 

ชนวีร์สลัดท่าทีขี้เล่นทิ้ง ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณจะบอกว่าทั้งหมดที่ผมพยายามแสดงออก ไม่มีความหมายอะไรกับคุณเลยอย่างนั้นหรือ รินรดา”  

สตรีที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าชะงักงัน ก่อนหมุนกายกลับมาทางชายหนุ่มช้า ๆ  

ชนวีร์ทิ้งระยะห่างเอาไว้ขณะเอ่ยประโยคถัดไป  

“หลิว ผมคือชนวีร์ ณัฐภัทร ผู้ชายคนที่แม้แต่คุณซึ่งไม่สนใจเรื่องของใครยังเคยได้ยินชื่อเสียงของผมมาก่อน ตลอดชีวิตของผม ผมคบ ๆ เลิก ๆ กับผู้หญิงไม่รู้กี่คน ผมไม่เคยต้องขอโอกาสจากใครแม้แต่ครั้งเดียว แต่สำหรับหลิว...” เขาก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้ารินรดา ยกมือข้างที่ใช้การได้ไล้หลังนิ้วกับพวงแก้มของเธอ 

“ผมอยากขอโอกาสจากคุณ ขอให้ผมได้แนะนำตัวจริงของผมให้หลิวรู้จักก่อนได้ไหม เรื่องไหนที่หลิวไม่สบายใจ ผมจะหยุดทั้งหมด แล้วไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ถึงตอนนั้นผมก็จะยอมรับโดยไม่มีข้อแม้ใดทั้งสิ้น” 

รินรดาดึงข้อมือที่แตะค้างอยู่บนพวงแก้มเธอออก เพื่อวางระยะห่างไว้ดังเดิม  

“ฉันไม่ได้เล่นตัวหรือทำให้ตัวเองดูน่าสนใจหรอกนะ คุณก็รู้ว่าฉันเคยเจออะไรมา ฉันเจอเรื่องแบบนี้มามากพอแล้ว ปล่อยฉันเอาไว้อย่างนี้เถอะ อย่าให้ฉันต้องไปเสี่ยงอะไรแบบนั้นอีกเลย”  

“มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงบ้างล่ะหลิว”  

“ไม่มีค่ะ และนั่นเป็นเหตุผลที่ฉัน ‘ไม่อยากได้’ มันไงคะ เพราะฉันไม่ต้องการอะไรที่มันยาก ๆ แล้วก็ไม่ต้องการอะไรที่ต้องเสี่ยงด้วย” 

“งั้นคุณก็ขี้ขลาดมากกว่าที่ผมคิด” ชนวีร์ปรามาส 

“คุณจะพูดยังไงก็ช่าง ฉันไม่แคร์ คนกล้าอย่างคุณอยากเสี่ยงก็เสี่ยงไป แต่อย่าเอาฉันเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย” 

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมกล้า ผมเองก็กลัวความผิดหวังไม่น้อยไปกว่าคุณหรอกน่า” 

รินรดายิ้มหยัน “คนอย่างคุณเนี่ยนะกลัวความผิดหวัง  ไปหลอกเด็กดีกว่าไหม” 

“แล้วคุณคิดว่าผู้ชายที่ยืนขอโอกาสอยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้ ไม่ได้กำลังมีความกลัวที่ว่านั่นหรือ” เขาสบตาเธอ ก่อนเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงมั่นคง  

“เรามาเรียนรู้ที่จะอยู่กับความกลัวพวกนั้นไปพร้อมกันได้ไหม เราจะอยู่ข้างกัน จูงมือกันก้าวผ่านความกลัวพวกนี้ไปช้า ๆ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้จะผูกมัดอะไร แค่อยากขอโอกาสจากคุณบ้างเท่านั้นเอง ใครจะรู้ล่ะหลิวอาจเป็นชิ้นส่วนที่เติมเต็มชีวิตของผมก็ได้” 

รินรดาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลสุกใสตรงหน้าเนิ่นนาน ชั่วขณะหนึ่งที่เธอนึกสงสัย ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องการโอกาสจากเธอนัก เขาเชื่อจริงหรือว่าเธอจะเติมเต็มหัวใจของเขาได้ อะไรทำให้เขาแน่ใจขนาดนั้น ในเมื่อแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่มั่นใจเลยสักนิด ! 

หญิงสาวรู้ว่าเธอ ‘มีดี’ แต่ผู้ชายคนนี้คือชนวีร์ ณัฐภัทร เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่ดีกว่าเธอ เก่งกว่าเธอ สวย พร้อม สมบูรณ์แบบกว่าเธอ 

สิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ มันก็แค่ความรู้สึกอยากเอาชนะผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมลงให้เขาเท่านั้นเอง วันนี้เธอยังเป็นความท้าทาย แต่เมื่อเขาอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เขาอาจค้นพบว่าเธอไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาต้องการเลยก็เป็นได้  

อาจเป็นเพราะเหตุนี้...ภาพฝันของเธอถึงได้จบลงที่การหย่า ! 

หญิงสาวสูดหายใจลึก สบสานสายตากับชนวีร์ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ  

“คุณเข้าใจผิดแล้วละ ผู้หญิงอย่างฉันเป็นชิ้นส่วนเติมหัวใจให้ใครไม่ได้หรอก”  

แววตาหม่นหมองของเธอทำให้คนมองใจหาย 

ชนวีร์ไม่เคยรู้เลย ว่าควรเรียกความรู้สึกเหล่านี้ว่าอะไร สงสาร เห็นใจ หรือว่าห่วงหาอาทรกันแน่ 

ผู้หญิงตรงหน้าใช้ท่าทีเข้มแข็ง ปากกล้า และความร่าเริงมาเป็นกำแพงกักขังตัวตนแท้จริงของเธอไว้ 

เนื้อแท้ที่เธอเก็บซ่อนไว้เร้นลึกเพิ่งถูกเปิดเผยออกมาในเสี้ยววินาทีนี้เอง ทำให้เขาเห็นเธอในมุมที่อ่อนไหว ไม่มั่นใจ และขลาดกลัว  

เขาเพิ่งรู้ว่าภายใต้หน้ากากแห่งความเข้มแข็ง แท้จริงแล้วเธอเปราะบางแค่ไหน ! 

ในห้วงหนึ่งของความคิด ชายหนุ่มอยากรู้...ยังมีอะไรที่ผู้หญิงคนนี้เก็บซ่อนจากสายตาผู้อื่นอีก เขาอยากค้นหามันให้พบ และช่วยเธอปัดเป่าความหวาดกลัวพวกนั้นออกไป 

เธอไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง เก่งกาจ หรือยืนหยัดรับมือกับทุกเรื่องด้วยตัวเอง เธออาจอ่อนแอบ้างในบางเวลาที่ต้องการก็ได้  

ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไร เขาพร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้องและเป็นกำลังใจให้เธอเสมอ 

เพราะเธอคือผู้หญิงในฝันของเขา และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดมือไปเป็นอันขาด ! 

“คุณพูดแบบนี้ เพราะคุณคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือคุณแค่ไม่ต้องการเปิดโอกาสให้ผมกันแน่” 

“ฉัน...” เมื่อถูกดักคอ หญิงสาวก็พูดไม่ออก 

“หลิว...ถ้าเราไม่กล้าเดินเข้าไปในความมืด เราก็จะไม่รู้หรอกว่าในนั้นมีอะไรอยู่บ้าง มันอาจเป็นหุบเหวลึก หรืออาจมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ก็ได้ ผมไม่รู้หรอก...ว่าบนเส้นทางนี้ ผมจะพาคุณก้าวไปได้ไกลที่สุดที่ตรงไหน แต่ผมอยากให้คุณลองเปิดใจ และกล้าที่จะเชื่อใจใครสักคนอีกครั้ง” เขาจับไหล่หญิงสาว แล้วโน้มตัวเองลงจนสายตาอยู่ในแนวเดียวกัน ก่อนสบตาเธอนิ่งนาน 

“ไม่ต้องรีบร้อนหาคำตอบให้ความรู้สึกของเราสองคนก็ได้ เรายังมีเวลาอีกตั้งมากมายที่จะค่อย ๆ เรียนรู้กันไป”  

เขาปล่อยมือจากหัวไหล่ของเธอแล้วยื่นมือไปตรงหน้า “อยู่ที่หลิวเท่านั้นแหละ ว่าจะไว้ใจผมไหม” 

รินรดามองมือขาวสะอาดแข็งแรงที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนเงยขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มเนิ่นนาน หมู่พระอรหันต์คล้ายส่งยิ้มให้กำลังใจเธอจากรอบด้าน  

หญิงสาวถอนหายใจยาว...แล้วหันหลังออกจากหลอฮั่นเงียบ ๆ  

ดวงตาเรียวกะพริบถี่ ไล่หยาดน้ำตาไม่ให้ไหลท้นออกมา รู้สึกถึงความโศกศัลย์ลึกซึ้งที่กัดกร่อนหัวใจจนเจ็บร้าว 

  ช้าอีกแค่วินาทีเดียว เธอต้องวางมือลงในอุ้งมือเขาแน่ ๆ ! 

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

 

 

 

 

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น